• หมอเอ้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bharot06@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 18
  • จำนวนผู้ชม : 33179
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
โหราภารต...โหราศาสตร์สากลยูเรเนียน
เคยรู้เคยเห็นอะไรมาก็มาเล่าให้ฟัง ตามประสาคนปากโป้ง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/parot
วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม 2553
Posted by หมอเอ้ , ผู้อ่าน : 956 , 11:41:58 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน khox , เอกสิทธ์ โหวตเรื่องนี้

  โหราศาสตร์คืออะไร

เขมาเขมสรณคมนปริทีปิกาคาถา
พะหุง  เว สะระณัง  ยันติ                     ปัพพะเตนิ  วะนานิ  จะ
อารามะรุกขะเจตยานิ                           มะนุสสา  ภะยะตัชชิตา
 เนตัง  โข  สะระณัง  เขมัง                     เนตัง  สะระณะมุตตะมัง
 เนตัง  สะระณะมาคัมมะ                        สัพพะทุกขา  ปะมุจจะติฯ

จากหนังสือมนต์พิธี

    คำแปลจากบทสวดมนต์ภาษามคธบทนี้ ในวรรคแรกของบทเต็ม ผู้แต่งท่านมุ่งให้ความหมายแปลได้ว่า เพราะความกลัวภัย คุกคาม ตั้งแต่โบราณกาลมามนุษย์มักจะยึดถือเอา ภูเขา ป่าไม้ สวน ต้นไม้ และเจดีย์ ว่าเป็นที่พึ่งคุ้มครองภัยที่ดี ทั้งยังให้ความหมายเสริมต่อมาอีกว่า สิ่งนี้ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่ดี ย่อมไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากสรรพทุกข์ ทุกอย่างไปได้

   ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านล่วงไปนานเข้า และเกิดมีผู้ที่มีปัญญาอันเป็นผลเนื่องจากมีวิวัฒนาการทางด้านอารยธรรมทางองค์ความรู้ จนมีความคิดและมีฐานข้อมูลจากการรวบรวมมาเป็นลำดับจากรุ่นสู่รุ่นต่อเนื่องสืบต่อกันมา จนได้ผู้ที่มีภูมิญาณภูมิรู้ว่า มีอะไรที่พอจะเป็นองค์ความรู้ที่พอจะพึ่งพาได้อีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การเตือนภัย และ ช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำมาหากินในสังคมเกษตรกรรม

   หลักการที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในทุกอารยธรรมก็ได้แก่เรื่อง วิธีการที่จะรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการหาจังหวะเวลาที่ดีและเวลาที่ร้าย นั่นเอง

  โหรา แปลว่า เวลา โหราศาสตร์จึงแปลว่า วิชาที่ว่าด้วยเรื่องแห่งเวลา

และโหร จึงแปลว่า ผู้ที่รู้เรื่องเวลา 

    การกำหนดเวลานั้น โดยปรากฏการณ์มี 3 ช่วง ได้แก่ อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต การจะพูดเรื่องเหตุการณ์ในอนาคตหรือที่เรียกกันว่า การพยากรณ์หรือการทำนายนั้น จะเป็นเรื่องที่คาดเดาจากฐานข้อมูลและองค์ความรู้และตีความทางความเข้าใจของผู้ทำนายหรือพยากรณ์ ว่าจะให้ความรู้และวิชาการจากอะไร ซึ่งมีได้มากมายหลายอย่าง ซึ่งจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแตกต่างกัน

    เพราะเหตุนี้ พยากรณศาสตร์และโหราศาสตร์ จึงแตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การตีความคาดการณ์ในเรื่องของอนาคตและอื่นๆ

     โดยโหราศาสตร์นั้นใช้เฉพาะข้อมูลหลักจากความสัมพันธ์เรื่องดวงดาวกับโลกเท่านั้นในการทำนายหรือพยากรณ์

  ส่วนพยากรณศาสตร์นั้น ใช้ได้ทุกอย่างไม่จำกัด

     เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมากที่ต้องกล่าวแต่ตอนแรกเลย เพราะผู้คนทั่วไปมักจะแยกแยะไม่ออกว่า หมอดูกับโหร นั้นแตกต่างกันอย่างไร และมักจะตีขลุมรวมกันไปหมด เจตนาผู้เขียนต้องการชวนคนให้มาเป็นโหร ไม่ได้ชวนให้มาเป็นหมอดู จึงขอความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกว่า โหรกับหมอดู นั้นแตกต่างกัน เพียงแต่ต้องการทำนายและการพยากรณ์เป็นเป้าหมายเหมือนกัน

     ส่วนโหราศาสตร์นั้นขัดกับหลักศาสนาต่างๆหรือไม่อย่างไรนั้น ถ้าในแง่ของโหราที่แปลว่า ผู้รู้เรื่องเวลา ก็ไม่น่าจะขัดกับหลักศาสนาใด แต่ที่บางศาสดากล่าวประณามในบางกรณีนั้น แม้จะมีที่มาตามหลักฐานคัมภีร์ในทางศาสนาให้ปรากฏ แต่เจตนาก็คงจะมุ่งแค่การเตือนในเรื่องที่สาวกไปงมงายเชื่อแต่ผลของคำพยากรณ์หรือคำสอนสืบๆกันมาแต่อย่างเดียวโดยไม่รู้ที่มาที่ไปมากกว่า และทางในพระพุทธศาสนาเอง ในบทมงคลสูตร เกี่ยวกับเรื่องที่ทั้งเทวดาและมนุษย์ควรจะเจริญเอาไว้ อันได้แก่ เรื่อง กาลัญญุตา ซึ่งแปลได้ว่า ผู้รู้จักกาล คือ รู้จักว่าเวลาใดควรเวลาใดไม่ควรให้ประพฤติพอเหมาะคล้อยตามแก่กาล โดยเป็นทั้งผู้รู้เรื่องเวลา รู้ค่าของเวลา และรู้จักใช้เวลา ซึ่งก็น่าจะไม่ขัดกันแต่อย่างใดเลยในเรื่องหน้าที่ กับผู้รู้เวลาหรือ โหร นั่นเอง  

  ในเรื่องของเวลานั้น แม้จะเป็นเรื่องข้อกำหนดตกลงจนบัญญัติศัพท์ที่รู้เข้าใจเป็นความหมายทางภาษารู้ตรงกันของมนุษย์ในทุกอารายธรรมก็ตามไม่ว่าจะออกเสียงเช่นใดก็ตาม แต่ที่มาที่ไปรากเหง้าก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์และกลางวันกลางคืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่นั่นเอง

  และจากการที่ต้องศึกษาเรื่องกลางวันกลางคืนดวงอาทิตย์และโลกนี่เองทำให้มีสิ่งต่างๆตามเข้ามาให้รู้จักมากมายซึ่งเป็นที่มาของวิชาดาราศาสตร์นั่นเอง โดยแต่เดิมนั้นโหราศาสตร์กับดาราศาสตร์อยู่ร่วมกันหาได้แยกส่วนวิชาออกจากกันอย่างปัจจุบันนี้ไม่ นักดาราศาสตร์แต่เดิมที่ยกย่องกันในทางวิทยาศาสตร์ จริงๆแล้วท่านเหล่านั้นต่างก็เป็นโหรประจำราชสำนักของรัฐในทวีปยุโรปด้วยกันแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น กาลิเลโอ กาลิเลอิ , นิโครลาส โคเปอร์นิคัส , โยฮันเนส เคปเลอร์ , ไทโค บาเฮ หรือแม้แต่ เซอร์ไอแซค นิวตัน ฯลฯ ก็ตามที

  ส่วนประโยชน์ของโหราศาสตร์นั้น สามารถที่จะนำหลักการไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมากมายหลายด้าน แต่โหราจารย์รุ่นเก่านั้น ท่านสอนมุ่งให้ศึกษาเพื่อที่จะได้เป็นอิสระทางใจในการเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตให้คล้องจองกับความเข้าใจในธรรมชาติของโลกและจักรวาลนั่นเอง

  และส่วนของคำถามที่ว่า ทำไมดวงดาวถึงเกี่ยวข้องกับมนุษย์และโลกนั้น ก็ต้องตอบว่า ถ้าให้ไปยืนกลางแดด ไม่ว่าใครก็ย่อมร้อน ส่วนจะหนักเบาอย่างไรแล้วแต่พื้นที่ เวลาที่ยืนและการเตรียมตัวป้องกันของผู้ยืน ส่วนในตอนกลางคืนเมื่อเจอดวงจันทร์ ย่อมจะมีสภาวะร่างกายและจิตใจสบายกว่าตอนกลางวันกลางแดดเช่นกัน และเมื่อทุกคนเป็นเช่นนี้ เทหวัตถุอื่นๆที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับโลก ก็ย่อมมีผลกระทบต่อโลกและตัวเราที่อยู่บนโลกเช่นเดียวกัน

  ในทฤษฎีปรัชญาหลักทางโหราศาสตร์มีหลักสำคัญอยู่ที่ว่า ปรมาตมันเป็นเช่นไร อาตมันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรามาตมันนั้น ก็ย่อมเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ตามหลักอุปมาอุปมัย ยกตัวอย่างเช่น ให้ทดลองกวนให้น้ำหมุนวนในถัง แรงแห่งกระแสน้ำวนย่อมทำให้น้ำทั้งถังในถัง เหวี่ยงไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งทั้งกระแสน้ำในถังน้ำและสุริยจักรวาลกับวงโคจรหมุนรอบของดาวเคราะห์ต่างๆที่วนรอบดวงอาทิตย์ ต่างก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เช่นกัน หรือที่ยกกันมาเป็นกรณีศึกษาก็คือเรื่อง ธาตุน้ำตัวคนซึ่งมีมากถึงร้อย 70 ในรูปแบบต่างๆกัน เมื่อปรากฏการณ์น้ำขึ้นลงยังเกี่ยวข้องกับโลก

   เนื่องจากโหราศาสตร์เป็นองค์ความรู้ของโลกและเป็นสากล ที่ตกทอดกันมาและยังคงวิวัฒนาการพัฒนาอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าจะแยกกันอย่างเด็ดขาดกับวิชาดาราศาสตร์ปัจจุบัน แต่ข้อมูลทางดาราศาสตร์ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในงานโหราศาสตร์ชนิดขาดกันไม่ได้อยู่นั่นเอง

  และเพราะเหตุที่เป็นวิชาสำคัญ ซึ่งผู้ที่ศึกษาสามารถนำจะไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง การนำเข้ามาของวิชาโหราศาสตร์นี้จึงแตกต่างกันในห้วงของเวลาแห่งการวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของในแต่ละอารายธรรม และมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่นั้นๆสืบต่อกันมา

  เช่นในประเทศไทย เรารู้จักวิชานี้มาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย และมีการพัฒนากันในสมัยอาณาจักรอยุธยา สุพรรณภูมิและ ล้านนาประเทศหรือพื้นที่แห่งอื่นๆ เช่น นครศรีธรรมราช เป็นต้น โดยนำเข้ามาจากครูพราหมณ์ จากอินเดีย และบางทีเป็นมาอิทธิพลจากพม่า เพื่อใช้งานในราชสำนัก ต่อจากนั้นจึงถ่ายทอดกันใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราเรียกวิชานี้ว่า โหราศาสตร์ไทย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเลยว่าแยกออกมาจากโหราศาสตร์ตะวันตกยุคใหม่อย่างมากมาย โดยที่มาที่ไปของวิชาเป็นการใช้ตำราวิธีการคำนวณหาตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดาวในแบบดาราศาสตร์ยุคเก่า ( ก่อนยุคกลางทางปัญญาภิวัฒน์ของยุโรป  ค.ศ.479 1453 )

  ส่วนโหราศาสตร์สากลยูเรเนียนในความหมายของบทความนี้ เป็นโหราศาสตร์สากลปัจจุบัน ที่ใช้ปูมปฏิทินคำนวณหาตำแหน่งดวงดาวแบบมาตรฐานตามองค์ความรู้ทางวิชาดาราศาสตร์ของยุคปัจจุบัน และหลักการพยากรณ์ต่างๆก็ใช้แบบที่ได้ศึกษาค้นคว้าสืบต่อกันมาเป็นตำรา จนเป็นองค์ความรู้สากลซึ่งเหมือนกันทั่วโลกที่วิวัฒนาการสืบต่อเนื่องกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นั่นเอง ซึ่งวิธีการของโหราศาสตร์สากลนั้นก็แตกต่างกันกับทางวิธีการกับโหราศาสตร์ไทยเป็นอย่างมาก

  ส่วนโหราศาสตร์ยูเรเนียนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของโหราศาสตร์สากลเพราะใช้ปูมปฏิทินดาวร่วมกัน เพียงแต่โหราศาสตร์ยูเรเนียนนั้นพัฒนาขึ้นในประเทศเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย อัลเฟด วิตเต้ และคณะ ซึ่งมีหลักการและวิธีการเฉพาะตัวและมีเอกลักษณ์ซึ่งแตกต่างกับแนวทางของโหราศาสตร์แนวเดิมไปอย่างมาก ซึ่งแนวเดิมนี้เองถูกเรียกว่า โหราศาสตร์สากลคลาสสิก

  ลำพังทั้งวิชาโหราศาสตร์สากลคลาสสิกและวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนเอง ต่างก็มีความสามารถ หรือจุดเด่นเฉพาะวิชาอยู่แล้ว และถ้ายิ่งนำมาใช้ให้กลมกลืนกันได้แบบไม่แบ่งแยก ในทางปฏิบัติจะยิ่งเพิ่มพูนความสามารถในการทำนายได้อย่างแม่นยำ และปัจจุบันนี้ความสามารถทางโปรแกรมที่เกี่ยวกับโหราศาสตร์ที่เป็นสากลนั้นต่างก็รองรับได้ทั้ง 2 วิชา จึงช่วยให้งานของโหรผู้ใช้มีคล่องตัวถูกต้องแม่นยำรวดเร็วและทุ่นเวลาไปอย่างมหาศาล

 บทความนี้ผู้เขียนมุ่งเน้นให้ผู้อ่าน ได้ศึกษาทั้งโหราศาสตร์สากลคลาสสิกไปพร้อมๆกันกับโหราศาสตร์ยูเรเนียนเลยแบบไม่ให้รู้ตัวว่าเขาแยกออกจากกัมาก่อน ดังนั้น จึงอธิบายกลไกทฤษฎีของวิชาและวิธีการใช้งานไปพร้อมๆกัน และเรียกวิชานี้ว่า โหราศาสตร์สากลยูเรเนียน

  ส่วนที่จะแม่นยำหรือไม่ อย่างไรนั้น ต้องให้ผู้ศึกษาเองเป็นพิสูจน์เชิงประจักษ์ เพราะโหราจารย์รุ่นก่อนท่านก็บอกว่า ความแม่นยำนั้นอยู่ที่ผู้ศึกษาแล้วนำไปใช้ ว่าได้ทำครบถ้วนตามหลักการและลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่เรียนมาหรือไม่อย่างไร ซึ่งถ้าทำครบถ้วนแล้ว มันจะแม่นยำได้เอง โดยไม่ต้องไปกลัวว่าจะพลาด

  งานโหราศาสตร์สากลยูเรเนียน เป็นเรื่องการที่ต้องใช้ความปราณีตสุขุมลุ่มลึกในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบด้านและลึกซึ้ง ไม่ใช่การถามมาแล้วตอบไปแบบคาดเดาเพื่อให้ผ่านๆไปแบบสุกเอาเผากินหรือเผื่อฟลุ้คแม่นยำขึ้นมาเอง ปัญหาบางข้ออาจจะต้องใช้เวลาอย่างมากมายในการออกคำพยากรณ์ได้เพียงแค่ข้อเดียวเท่านั้น แต่ข้อเดียวที่ออกมาจากการทำตามขั้นตอนอย่างละเอียดและรอบคอบนี้ มักจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

  เนื่องจากโดยมากตำรามักจะเน้นโหมประโคมโฆษณาถึงผลงานของความแม่นยำในกรณีต่างๆที่ผ่านมาของโหร ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่มักจะไม่พูดถึงกันเลยก็ได้แก่เรื่องความผิดพลาดในการทำนาย ซึ่งก็มีมากมายมหาศาลชนิดตัวโหรผู้ทำนายเอง ก็ต่างเสียหัวเสียชีวิตติดตะราง เข้าปิ้งติดร่างแหไปกับเขาด้วยเยอะแยะมากมาย ซึ่งสามารถหาได้จากการศึกษาข้อมูลจากวิชาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ดังนั้นผู้ที่ศึกษาวิชานี้ จึงควรจะระมัดระวังตัวไว้เป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องการนำวิชานี้ไปใช้งาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูดวงตัวเองก่อนด้วยว่า ในเรื่องสำคัญๆชนิดคอขาดบาดตาย ว่าทำนายออกไปแล้วจะรอดตัวหรือไม่อย่างไรด้วย อีกทั้งวิชานี้จะให้คุณเป็นเสน่ห์อย่างมากแก่ผู้ที่ศึกษาที่นำไปช่วยสงเคราะห์ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ใช่มุ่งแต่จะเป็นแค่การค้าขูดรีดซ้ำเติมเห็นลูกค้าเป็นเหยื่อจนเกินเหตุเกินผลและใจดำเห็นแก่ตัวจนเกินไป ซึ่งสุดท้ายผลกรรมและวิบากจากการนี้จะกลับมาตกอยู่แก่ตัวผู้ใช้วิชานี้เอง ซึ่งเมื่อเข้าสู่วงการนี้แล้วจะเห็นตัวอย่างได้เองเพราะมีอยู่ให้รู้ให้เห็นอย่างมากมายเช่นกัน 

  ครูโหรแต่โบราณท่านมีจารีตอยู่ที่ใช้สืบกันมาว่า ไม่ให้โหรดูดวงเด็ก เพราะพ่อแม่ผู้ที่จะอุปถัมภ์เด็กคนนั้นจะมีอคติครอบงำ ซึ่งผลเสียจะไปขัดต้ดรอนโชคลาภของเด็กไป อีกทั้งไม่ให้ทำนายว่าผัวเมียจะเลิกกันเพราะ ของพวกนี้เป็นเรื่องบุญกรรมที่เขาเป็นอยู่ร่วมกันมา เวลาเขาดีกันตัวโหรผู้ทำนายเองจะเสียหายเองได้ อีกทั้งการทำนายเรื่องจะตายหรือเสียชีวิตเมื่อไหร่ ก็เป็นข้อห้ามเช่นกันเพราะเรื่องชีวิตนั้นเป็นเรื่องลึกลับ หยั่งรู้ได้ยาก แม้จะคิดว่ารู้จริงๆในหลายกรณีก็ตาม เพราะอาจจะมีบุญญาธิการหรือบารมีบางอย่างที่เจ้าตัวเขาได้เคยทำมาแต่อดีตกาล ส่งผลหนุนช่วยให้คลาดเคลื่อนยืนยาวออกไปได้ อีกทั้งเป็นการสร้างความทุกข์วิตกกังวลให้กับผู้รับคำทำนายซึ่งไม่เหมาะสมที่โหรจะทำ อีก ทั้งไม่ควรทำนายเมื่อดาวเสาร์อยู่ในภพที่ 7 ณ เวลาที่เขามาถาม เพราะผู้ที่มาถามจะนำทุกข์ให้โทษมาให้ตัวโหรเองซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่เป็นข้อ ห้ามที่เคร่งครัดนักแต่เจ้าตัวโหรควรจะเป็นผู้พิจารณาได้ด้วยตนเองว่าจะทำ หรือไม่ทำ  ซึ่งเรื่องพวกนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องรู้ต้องทราบไว้ตั้งแต่เริ่มรู้จักวิชา นี้กันเลยทีเดียว

  นอกจากนี้ผู้ศึกษาวิชานี้ ต้องรู้จักสะสมข้อมูลต่างๆไว้เพื่อศึกษาเพิ่มเติมให้มากเท่าที่จะทำได้เพื่อนำไปใช้พัฒนาตนเองให้รอบรู้และลึกซึ้งมากยิ่งๆขึ้นไปเพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้ศึกษาเองในกาลข้างหน้า




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
khox วันที่ : 26/12/2010 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khox
เค-ฮ๊อคซ์ : "เช่น นั้น เอง"

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เอกสิทธ์ วันที่ : 26/12/2010 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

มาตามอ่านครับหมอเอ้
นี่ถ้ามีรูปประกอบคั่นบ้าง รับรองอ่านสนุกครับ
ผมเองมีปัญหาเรื่องรูปนี่แหละ กว่าจะหาได้หรือถ่ายได้ ก็ทำให้อับบล็อกได้ช้า เพราะชอบรูปที่ถ่ายเอง ทำเองอ่ะครับ


โอเค ขออนุญาตเป็นนักเรียน รอเรียนบทต่อครับครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน