*/
  • คนเล่าเรื่อง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : danai1970@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 41
  • จำนวนผู้ชม : 174576
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม 2551
Posted by คนเล่าเรื่อง , ผู้อ่าน : 4988 , 22:15:27 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามของฮอลลีวู้ด ได้รับการถ่ายทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงที่สงครามจบลงมาได้ 10 กว่าปี นักสร้างหนังหลายคนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของสงครามเวียดนามในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเรื่องกรีนต์ แบเร่ ได้นำเสนอเอาไว้ในช่วงที่อเมริกาได้เข้าร่วมสงครามใหม่ๆ และไม่ได้โม้ใส่ไข่แบบแรมโบ้ที่ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้

พลทหารคริสเมื่อเข้าสู่เวียดนามครั้งแรก

ตัวหนังเปิดตัวด้วยทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่พึ่งเข้าประจำการในเวียดนาม พวกเขาต่างเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งเริ่มใช้ชีวิต การเดินเรื่องเป็นไปตามคำบอกเล่าของคริส เทเลอร์ (ชาร์ลี ชีน) พลทหารใหม่เป็นหลัก บุคลิกของคริสนั้นเปรียบได้กับเด็กไร้เดียงสาที่เพิ่งรู้ความ จำเป็นต้องได้รับการประคับประคองจากพวกผู้ใหญ่นั่นคือ ทหารเก่าผู้เจนศึก หรืออาจเปรียบได้กับพนักงานทดลองงานที่ต้องการคำชี้แนะจากผู้จัดการอีกมาก ในขณะที่กองกำลังในหน่วยที่พลทหารคริสเข้าประจำการนั้น มีแต่กลุ่มคนระดับล่างในสังคมอเมริกันทั้งนั้น และส่วนใหญ่มาจากเมืองที่แม้แต่คนอเมริกันเองยังไม่รู้จัก หรือรัฐที่แทบจะถูกลืม (คงแบบเดียวกับบ้านหนองโน่นหนองนี่ของเมืองไทยเรานั่นแหละครับ)

ตัวหนังเปิดตัวด้วยทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่พึ่งเข้าประจำการในเวียดนาม พวกเขาต่างเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งเริ่มใช้ชีวิต การเดินเรื่องเป็นไปตามคำบอกเล่าของคริส เทเลอร์ (ชาร์ลี ชีน) พลทหารใหม่เป็นหลัก บุคลิกของคริสนั้นเปรียบได้กับเด็กไร้เดียงสาที่เพิ่งรู้ความ จำเป็นต้องได้รับการประคับประคองจากพวกผู้ใหญ่นั่นคือ ทหารเก่าผู้เจนศึก หรืออาจเปรียบได้กับพนักงานทดลองงานที่ต้องการคำชี้แนะจากผู้จัดการอีกมาก ในขณะที่กองกำลังในหน่วยที่พลทหารคริสเข้าประจำการนั้น มีแต่กลุ่มคนระดับล่างในสังคมอเมริกันทั้งนั้น และส่วนใหญ่มาจากเมืองที่แม้แต่คนอเมริกันเองยังไม่รู้จัก หรือรัฐที่แทบจะถูกลืม (คงแบบเดียวกับบ้านหนองโน่นหนองนี่ของเมืองไทยเรานั่นแหละครับ)

จากซ้ายไปขวา จ่าบาร์น กับลูกน้อง บันนี่ และ จูเนียร์

จากนั้น เรื่องจึงดำเนินไปในรูปแบบของมอร์ทอลคอมแบทล้วนๆ คือ ทุกๆ ฉากล้วนแต่เกี่ยวข้องกับสมรภูมิเกือบทั้งสิ้น ป่าดงดิบ ค่ายทหาร การขุดสนามเพลาะ ทำบังเกอร์ การลาดตระเวน สืบค้นต่างๆ พลทหารคริสต้องเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยประสบการณ์จริงที่บางอย่างก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล แล้วเรื่องจึงได้เปิดตัวคนเดินเรื่องอีก 2 คนคือ จ่าบาร์น (ทอม เบเรนเจอร์) และจ่าอีไลแอส (วิลเลม เดโฟ) ซึ่งฝ่ายหลังมีบุคลิกที่เป็นมิตรและมีความโอบอ้อมอารี พลทหารคริสจึงมีความเคารพนับถือและตัดสินใจเลือกข้างที่จะอยู่ฝ่ายจ่าเอไลแอส  

จากซ้ายไปขวา จ่าเอไลแอส ราห์ และคิง เพื่อนสนิทของคริส

แล้วเรื่องจึงเข้าสู่บทเรียนแรกของสนามรบ นั่นคือ การปะทะอย่างย่อยๆ กับพวกเวียตกงอย่างไม่ตั้งใจในยามค่ำคืนที่ทุกคนกำลังนอนหลับท่ามกลางสายฝน และจากความผิดพลาดกับเหตุสุดวิสัยบางอย่างจึงทำให้หน่วยต้องเสียทหารใหม่ไป 1 คน พลทหารคริสจึงได้เรียนรู้รสชาติของการต่อสู้และการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งแรก

จากนั้น หนังได้เริ่มเข้าสู่พล็อตหลักในความเป็นคนของพวกทหาร นั่นคือการแบ่งกลุ่ม แบ่งก๊วน ระหว่างจ่าบาร์น กับจ่าอีไลส์ แล้ววิธีการหาความสำราญในยามอยู่นอกแนวรบของ 2 กลุ่มก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง คือกลุ่มของบาร์นดื่มแต่เหล้า เบียร์ และการพนัน จ่าบาร์นนั้นยังไม่ค่อยเคารพผู้บังคับบัญชาเท่าใดนัก ส่วนพวกเอไลแอสนั้นพี้กัญชา และทำกิจกรรมสำเริงสำราญกันเป็นว่าเล่น 

แล้วเรื่องจึงค่อยๆ เดินไปอย่างเขม็งเกลียวมากขึ้น จากการเข้าไปตรวจค้นที่ซุ่มซ่อนแห่งหนึ่งของเวียดกง แล้วถูกกับระเบิดที่ซุกซ่อนไว้จนต้องเสียทหารไปคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องของบาร์น การที่แมนี่ทหารอเมริกันผิวหมึกถูกลักพาตัวไปทรมานและฆ่าไกลออกไป หน่วยทหารอเมริกันกลุ่มนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ที่เครียด เจ็บแค้น และหวาดระแวงอย่างที่สุด พวกเขาจำเป็นต้องหาทางระบายเอากับใครหรืออะไรก็ได้ที่พบเจอ และนับเป็นความโชคไม่ดีอย่างยิ่งที่พวกเขาได้มาเจอกับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยพวกชาวบ้านไม่รู้ว่าพวกทหารอเมริกันจะมา จึงไม่ได้หนีไปไหน

แมนี่ถูกลักพาตัวและถูกฆ่า

ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ทหารอเมริกันได้ระบายโทสะแบบสุดๆ กับชาวบ้านซึ่งในเรื่องก็คงมีบ้างที่เป็นเวียดกง แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมารับกรรม การตรวจค้นและสืบหาพวกเวียดกงในหมู่บ้านนี้มีแต่ความกักขฬะ หยาบคาย ก้าวร้าวที่ทำให้ชาวบ้านทั้งกลัว เกลียด และเคียดแค้น นอกจากนี้ การฆาตกรรมรายแรกที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือของบันนี่ (เควิน เบคอน) ซึ่งทำด้วยความอำมหิตต่อชายพิการชาวเวียดนาม

จากนั้น จึงเป็นความเครียดถมึงทึงจนถึงที่สุด ตอนที่จ่าบาร์นสั่งลูกน้องต้อนชาวบ้านมารวมกันและสอบสวนชายผู้ที่น่าจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านอย่างโกรธเกรี้ยวผสมกับความรู้ภาษาเวียดนามอันจำกัดของล่าม การเจรจาจึงไม่เป็นที่รู้เรื่อง เมียของชายคนนั้น ตะโกนด่าทอจ่าบาร์นอย่างเต็มที่ ด้วยความเหลืออด จ่าบาร์นจึงส่องเข้าให้หนึ่งนัดที่หน้าผาก แล้วในที่สุดด้วยความเคร่งเครียดจนถึงจุดเดือด จ่าบาร์นถึงกับเอาปืนพกจ่อหัวหนูน้อยซึ่งเป็นลูกของชายคนนั้นแล้วตะโกนขู่เข็ญอย่างประสาทเสีย (ฉากนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากเมื่อภาพยนตร์ออกฉายในครั้งแรก) แล้วในขณะนั้น จ่าเอไลแอสจึงปรากฎตัวและตะลุมบอนกับจ่าบาร์นแบบมวยวัดจนลูกน้องต้องมาห้าม นั่นนับเป็นจุดแตกหักของสองเสือในถ้ำเดียวกัน แล้วจึงมาถึงภารกิจสุดท้ายที่ทหารอเมริกันมักจะทำในการตรวจค้นหมู่บ้าน นั่นคือ กวาดต้อนชาวบ้านออกไป เผาหมู่บ้านให้เรียบ 

การตรวจค้นหมู่บ้านที่น่าสลดหดหู่ จ่าบาร์นยิงภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านตาย
และยังขู่จะยิงลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน
ลงท้ายด้วยการกวาดต้อนชาวบ้านและเผาหมู่บ้าน

การวิวาทของจ่าบาร์นกับจ่าเอไลแอสและกรณีการฆ่าชาวบ้านเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อผู้กองให้ความสนใจที่จะสอบสวน แต่จ่าบาร์นก็ได้ใช้ความเก๋าของตัว หลบเลี่ยงไปอย่างข้างๆ คูๆ ทำนองว่าจ่าเอไลแอสริษยาเขา (คล้ายๆ กับพวกกู้ชาติบางคนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองได้ทำผิดในการก่อม็อบ) ค่ำคืนหนึ่ง จ่าเอไลแอสคุยกับพลทหารคริสในเรื่องนี้ แล้วจึงรำพันว่า จากจุดนี้ไป เรามีแต่จะพ่ายแพ้และต้องถูกเอาคืนสักวัน

และแล้ว การเอาคืนจากฝ่ายเวียดกงจึงเริ่มต้นหลังจากนั้นไม่นาน หน่วยทหารดังกล่าวถูกซุ่มโจมตีจากฝ่ายเวียดกงที่ระดมยิงอย่างเมามัน ฝ่ายอเมริกันตอบโต้แบบเสียสติ แล้ววิทยุบอกพิกัดให้ปืนใหญ่ยิงมาอย่างผิดๆ ถูกๆ ทำให้ปืนใหญ่มาลงยังที่ตั้งของหน่วยตัวเองจนต้องเสียหายอย่างหนักจนต้องถอนตัว จ่าเอไลแอสอาสานำกำลังส่วนหนึ่งไประวังด้านปีกเพื่อป้องกันการโอบล้อมระหว่างการถอนตัวไปขึ้นเฮลิค็อปเตอร์ จากนั้น จ่าเอไลแอสจึงลุยเดี่ยวไปฉะกับเวียดกงจนเสร็จสิ้นภารกิจ จ่าบาร์นได้เดินมาจนพบกับจ่าเอไลแอส จ่าเอไลแอสเดินเข้ามาพร้อมกับยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่จ่าบาร์นถือโอกาสนี้ชำระแค้นยิงใส่จ่าเอไลแอสสองนัด แล้วจากมาพบกับพลทหารคริส เทเลอร์กับพวก บอกหน้าตาเฉยว่าจ่าเอไลแอสตายแล้ว

แล้วทหารทุกๆ คนที่ถอนตัวออกมาจึงได้ขึ้น เฮลิค็อปเตอร์ แต่แล้วทุกๆ คนได้เห็นจ่าเอไลแอสวิ่งกระเซอะกระเซิงหนีพวกเวียดกงที่ไล่ล่าเขามา แล้วก็ถูกยิงตายในที่สุด โดยเฮลิค็อปเตอร์ทำอะไรได้ไม่มากกว่าการยิงช่วยเหลือ พลทหารคริสได้แต่เก็บความเคียดแค้นไว้ในใจ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้

จ่าเอไลแอสถูกรุมยิงจากข้าศึก

 ฉากสุดท้ายของการรบเกิดขึ้นในที่มั่นภายในหุบเขา กองร้อยถูกโอบล้อมและจู่โจมจากหน่วยทหารเวียดนามเหนือผู้บ้าบิ่น บันนี่และจูเนียร์ตายในการรบ การรบเป็นไปอย่างคับขันทหารอเมริกันถูกฆ่าตายไปมากมาย และฐานก็ตกอยู่ในสภาพที่กำลังจะถูกละลาย จนผู้กองต้องวิทยุบอกให้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่เพื่อล้างบางในขณะที่จ่าบาร์นกำลังต่อสู้อย่างติดพัน แล้วพลทหารคริสวิ่งเข้ามาพอดีโดยที่คนดูไม่อาจเดาได้ว่า เขาตั้งใจจะมาช่วยบอกบาร์นให้หลบภัยจากการทิงบอมบ์หรือล้างแค้นกันแน่ แล้วระเบิดก็ถูกทิ้งลงมาในฉับพลันทันที ทุกอย่างจึงพังพินาศไปจนหมดสิ้น

ฉากการรบที่ดุเดือดถึงขีดสุด

เช้าตรู่ พลทหารคริสฟื้นจากอาการสลบ เขาคว้าปืนเอเคเดินไปหาจ่าบาร์นที่กำลังบาดเจ็บ ซึ่งในที่สุด จ่าบาร์นก็ทราบว่าพลทหารคริสกำลังจะทำอะไร แล้วพลทหารคริสจึงลั่นกระสุน 3 นัดล้างแค้นในที่สุด

(ซ้าย) คริสพร้อมปืนเอเคเพื่อการล้างแค้น (ขวา) จ่าบาร์นบอกให้คริสล้างแค้นตัวเขา

แล้วกองกำลังสับเปลี่ยนก็มาถึง ทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการขนส่งทางอากาศเพื่อกลับไปรักษาพยาบาลรวมถึงพลทหารคริสด้วย เขาได้แต่รำพึงรำพันว่าสงครามภายนอกจบแล้วสำหรับเขา แต่สงครามภายในจิตใจของเขาจะยังคงดำเนินต่อไปจากความทรงจำเกี่ยวกับจ่าบาร์น และจ่าเอไลแอสซึ่งเหมือนกับแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิตใหม่หลังสงครามแก่เขา

ความยับเยินภายหลังการสู้รบ

คริสกำลังถูกส่งออกจากแนวรบ 

คริสตื้นตันกับความทรงจำที่ได้รับจากสมรภูมิ

พลาทูนนับเป็นหนังสงครามเวียดนามเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องของสงครามเวียดนามโดยโฟกัสไปที่ทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่ได้เข้าไปปฏิบัติภาระกิจในเวียดนาม ผู้กำกับโอลิเวอร์ สโตน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของสงครามเวียดนามด้วยสายตาของผู้เคยมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และพล็อตเรื่องแบบพลาทูนนี้เองที่เป็นแบบฉบับของหนังสงครามเวียดนามในอีกหลายเรื่อง ประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่หนังต้องการสื่อถึงและเน้นย้ำอย่างมากก็คือ ทหารอเมริกันปฏิบัติภารกิจในเวียดนามแบบไร้อุดมการณ์ ไร้เป้ามาย ทั้งกลุ่มของจ่าเอไลแอส และจ่าบาร์นไม่ได้อุทิศชีวิตให้กับภารกิจในเวียดนาม เพียงแค่เอาตัวรอดไปวันๆ จนถึงเวลากลับ (ดูแล้วเหมือนกับทหารและตำรวจจากต่างถิ่นบางนายที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ในขณะนี้) ต่างจากแนวร่วมเวียดกงและทหารเวียดนามเหนือที่รบด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณ ซึ่งก็เป็นไปตามประวัติศาสตร์ที่แท้จริง แล้วดูเหมือนกับจะเป็นการบอกว่า อเมริกาเข้ามารบในเวียดนามโดยขาดหลักการของคำว่า รู้เขา รู้เรา จึงนับเป็นความเพลี่ยงพล้ำครั้งสำคัญในสงครามเย็น

อีกประเด็นหนึ่งที่หนังได้สื่อถึงเรื่องราวอันแท้จริงบางด้านเกี่ยวกับการกระทำของทหารอเมริกันในสงครามเวียดนาม นั่นคือ การเข้าตรวจค้นหมู่บ้านซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง เดือดดาล แล้วกลายเป็นอาชญากรรม โดยมีความหมายที่จะสื่อถึงเหตุการณ์ที่หมู่บ้านมายไลซึ่งทหารอเมริกันได้สังหารหมู่ชาวบ้านจนตายไปเป็นจำนวน 300-500 คนด้วยความหวาดระแวง เมื่อปี ค.ศ. 1968 (แต่โอลิเวอร์ สโตนไม่ได้นำเสนอจนโหดร้ายและรุนแรงเท่า ซึ่งอาจเป็นเพราะหวั่นเกรงการประณามจากสังคมอเมริกันในช่วงนั้น ลำพังแค่ฉากจ่าบาร์นเอาปืนจ่อหัวเด็กก็แทบไม่รอดจากการเซ็นเซอร์แล้ว) จุดนี้เองที่เป็นที่มาของความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของอเมริกาในเวียดนาม

ประเด็นความขัดแย้งของจ่าบาร์นกับจ่าเอไลแอสก็เป็นเหมือนตัวแทนของคนอเมริกันกลุ่มต่างๆ ที่มีต่อสถานการณ์สงครามเวียดนาม คือ จ่าบาร์นและลูกน้องเปรียบได้กับคนอเมริกันที่มีพื้นฐานทางจิตใจต่ำทราม โหดเหี้ยม แทนกลุ่มคนที่คลั่งไคล้สงครามและมีนิสัยชาตินิยมจนออกไปทางจักรวรรดินิยม จ่าเอไลแอสเทียบได้กับคนฉลาด เก่งกล้า มีไหวพริบและยึดมั่นจริยธรรม (แบบหลวมๆ ) แทนกลุ่มคนอเมริกันที่มีอุดมการณ์ที่ทำเพื่อชาติ พลทหารคริส คือ เด็กไร้เดียงสาที่ยังไม่รู้จักโลก และต้องมาเกี่ยวพันกับ 2 ขั้วนี้ และเขาได้เรียนรู้ถึงความคิดและการกระทำของคนทั้งสองขั้วนี้ การที่บาร์นสังหารจ่าเอไลแอสด้วยความเกลียดชัง และการที่พลทหารคริสสังหารจ่าบาร์นด้วยความเคียดแค้นซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่จ่าบาร์นได้ก่อไว้ ก็คล้ายกับจะเป็นการบอกเล่าเป็นนัยๆ ว่าทหารอเมริกันที่ตายไปในสงครามนั้น บางคนอาจไม่ได้ตายจากกระสุนของเวียดกงก็เป็นได้ (อาจเป็นไปได้ว่า ในหน่วยของสโตนมีเหตุการณ์คล้ายๆ กับในเรื่อง) และเหมือนกับการบอกเล่าว่าพลทหารคริสได้เติบโตจากเด็กน้อยขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีเขี้ยวเล็บเพียงพอต่อการไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกกว้างต่อไป

สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องพลาทูนได้นำเสนอและมีความโดดเด่นต่างจากหนังสงครามอื่นๆ คือ เอฟเฟ็กต์ต่างๆ ที่สมจริง ทั้งเสียงปืนชนิดต่างๆ แสงไฟจากปากกระบอกปืน ซากศพ อาการบาดเจ็บต่างๆ ที่เป็นจริงเป็นจัง ไม่โอเวอร์แบบว่ายิงปืนกันแค่สิบกระบอก แต่เสียงปืนดังเป็นพันกระบอก ทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกสมจริงและเข้าใจสภาพความเป็นจริงของเหตุการณ์ในการรบมากยิ่งขึ้น (ถ้าลองสังเกตดูว่า หนังสงครามรุ่นก่อนๆ ไม่ได้นำเสนอเหตุการณ์การรบได้อย่างสมจริงเท่านี้มาก่อน) 

ดาราที่แสดงในหนังเรื่องนี้ได้แจ้งเกิดไปหลายคน ทั้ง ชาร์ลี ชีน, ทอม เบเรนเจอร์, วิลเลม เดโฟ, เควิน เบคอน (ผมดูแล้ว เควินในวัยผู้ใหญ่คล้ายกับวิลเลม เดโฟมากเลยครับในเวลานี้) และยังเป็นการเริ่มต้นของ จอห์นนี่ เด็ปในบทตัวประกอบของเรื่อง (พลทหารเลินเนอร์ ล่ามประจำกองร้อย)

ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้จาก ดีวีดี ในภาคภาษาอังกฤษก่อน โดยเปิดซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษเพื่อประกอบความเข้าใจ แล้วจึงดูพากย์ไทยตามมา พบว่าคนพากย์แกละเลงบทพูดซะเละเทะ ไม่ถึงกับแหกเรื่อง แต่ก็สื่อความหมายได้ผิดพลาดไปพอสมควร อย่างผู้หมวดกลายเป็นผู้กอง ผู้กองกลายเป็นผู้พันไปเฉย โดยเฉพาะ ตอนที่จูเนียร์แกล้งทำเป็นเจ็บเท้าเพื่อขอลาพักออกไปจากหน่วย ที่แท้จริงแล้ว จ่าบาร์นบอกให้ลูกน้องไปหยิบตะขาบมาเพื่อจะเอามาใส่กางเกงของจูเนียร์ แต่คนพากษ์แกดันพากษ์เป็นว่าให้ไปเอาไม้มาจิ้มเท้าจูเนียร์หน้าตาเฉย สงสัยจริงๆ ว่าแกหยิบบทพากย์มาผิดเรื่องหรือจงใจพากย์แบบมั่วๆ กันแน่ 

ชื่อเรื่อง : พลาทูน (Platoon)

ดารานำแสดง : 

  • ชาร์ลี ชีน 

  • ทอม เบเรนเจอร์ 

  • วิลเลม เดโฟ 

  • เควิน เบคอน 

  • ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์ 

  • จอห์นนี่ เด็ป 

ผู้กำกับ : โอลิเวอร์ สโตน

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ. 1986 (ฉายในไทยปีพ.ศ. 2530)

รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม

คำพูดจากภาพยนตร์

  • เอไลแอสเป็นพวกเพ้อฝัน เหมือนกับพวกนักการเมืองในวอชิงตันที่กำลังพยายามสู้ในสงครามโดยเอามือข้างหนึ่งจับไข่ตัวเอง
    (Elias is a water walker like them politician in Washington trying to fight this with one hand tied around their balls)
    จ่าบาร์นพูดกับผู้กองเพื่อแก้ต่างความผิดให้ตัวเอง 

  • ดวงดาวไม่มีถูกผิด มันแค่อยู่ตรงนั้น
    (The star there is no right or wrong in them They're just there)
  • สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นแค่การเริ่มต้น เรากำลังจะแพ้สงคราม
    (What happened today is just beginning We're gonna lose this war)
  • เราเล่นงาน (เตะก้น) คนอื่นมาหลายครั้ง ฉันคิดว่า ถึงเวลาที่ต้องโดนเอาคืนบ้าง
    (We'hve been kicking others people's asses for so long .. I figure it's time we got ours kicked.)
    จ่าเอไลแอสกล่าวกับพลทหารคริสในค่ำคืนหนึ่ง 

  • เราไม่ได้สู้กับศัตรู เราสู้กับตัวเราเอง และศัตรูอยู่ในตัวเรา
    (We did not fight the enemy, we fought ourselves and enemy was in us.)
  • เพราะผมแน่ใจว่า เอไลแอสจะต่อสู้กับบาร์นในสิ่งที่ราห์เรียกว่า การครอบครองวิญญาณ
    (As I'm sure Elias will be fighting with Barnes for what Rhah called possession of my soul)
  • หลายๆ ครั้งที่ผมรู้สึกว่าเหมือนเป็นเด็กที่กำเนิดจากพ่อสองคนนั้น (บาร์นและเอไลแอส)
    (There are times since I have felt like the child born of those two fathers.) 
  • พวกเราผู้ได้รับโอกาส (รอดชีวิต) ต่างมีหน้าที่ที่ต้องสร้างอีกครั้ง เพื่อที่จะสอนคนอื่นๆ ในสิ่งที่เรารับรู้และพยายามใช้ชีวิตที่เหลือของเราเพื่อจะค้นหาความดีและความหมายของชีวิต
    (Those of us who did make it have an obligation to build again to teach to others what we know and to try with what's left our life to find the goodness and meaning to this life.) 
    พลทหารคริสรำพึงกับตัวเองในตอนท้ายเรื่อง 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 01/04/2008 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เป็นหนังสงครามที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูมาครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เที่ยวไปตามคะวัน วันที่ : 31/03/2008 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/garmo
เพลงหนึ่งเพลงช่วยให้โลกนี้มีสีสรรจริงๆๆชีวิต..ขาดรสหวาน..แวะมาที่นี่..หวานหวาน..มีให้เติม...เที่ยวไปตามตะวัน..เหนื่อยนัก..แวะพัก..เพื่อเจอสาว..ที่รู้ใจสักคน.. 

สุดยอดครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน