*/
  • คนเล่าเรื่อง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : danai1970@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 41
  • จำนวนผู้ชม : 174576
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 2 เมษายน 2551
Posted by คนเล่าเรื่อง , ผู้อ่าน : 6996 , 10:52:44 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลังจากเซี่ยงไฮ้ถูกตีแตกในปี 1937 (พ.ศ.2480) เชงเสียน ได้พา เรโกะ ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ชาวญี่ปุ่น กับลูกสาว ฮารูโกะ และลูกชาย เสี้ยวหลิง เดินทางกลับบ้านที่เมืองนานกิง เมื่อกลับไปถึง เขาพบว่าบ้านของเขาถูกระเบิดทำลายพังพินาศ เขาปฏิเสธที่จะอพยพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งจัดไว้โดยเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนนานาชาติ เชงเสียน ตัดสินใจไปพักอยู่กับเพื่อนในวัยเด็กที่ชื่อ เจิ้นฟา แทน แม้ว่าจะไม่ชอบหน้าเรโกะ แต่เจิ้นฟาก็รับพวกเขาทั้งหมดเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน

เชงเสียนพาครอบครัวมายังบ้านที่นานกิง แต่พบว่าบ้านถูกระเบิดทำลายหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน กองทัพแห่งชาติก็กำลังตรึงการรุกราน ของกองทัพต่างชาติอย่างกล้าหาญ เทียนหยวน ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่กองทัพ ได้รับมอบหมาย ให้พานักข่าวต่างชาติ สังเกตการณ์สถานการณ์ทางชายแดน เมื่อไปถึงที่นั่นพวกเขาก็พบว่า ผู้บัญชาการของหน่วยฆ่าตัวตายเสียแล้ว

ที่นานกิง เชงเสียนได้พาลูกไปเข้าเรียนที่โรงเรียนในเมือง แต่ ซูถิง ครูประจำชั้นของเขาไม่ค่อยมีกำลังใจที่จะสอนเท่าใดนัก เพราะคนรักของเธอซึ่งก็คือ เทียนหยวน กำลังอยู่ที่แนวหน้า

เทียนหยวนกับซูถิง

กองทัพญี่ปุ่น ภายใต้การบัญชาของนายพลมัทซูอิ ประสบความสำเร็จในการรุกเข้านานกิงอย่างรวดเร็ว เขาสั่งให้กวาดล้างทหารจีนจนหมดสิ้น ขณะที่เครื่องบินญี่ปุ่นกำลังทิ้งระเบิดเมืองอยู่นั้น เจิ้นฟาพาเรโกะและลูกสาวของเขา ไปหลบภัยระเบิดในหลุมหลบภัย อย่างไรก็ตาม เขาได้ขึ้นมาข้างบนในภายหลัง ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น เชงเสียนซึ่งเป็นหมอ กำลังช่วยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลอยู่ ข้างฝ่ายซูถิงได้ไปพบเทียนหยวนที่แนวหน้า บริเวณกำแพงเมืองจงหัว เทียนหยวนแนะนำให้ซูถิงอพยพและเด็กๆ ออกนอกเมือง แต่ซูถิงไม่ยอม เพราะอดเป็นห่วงในความปลอดภัยของเทียนหยวนไม่ได้ ต่อมาขณะที่ซูถิงพาเด็กๆ กลับบ้าน เธอพบว่าท้องถนนเต็มไปด้วยความโกลาหล ขณะที่ชาวบ้านก็ออกตามล่าสายลับญี่ปุ่นอย่างกระชั้นชิด เชงสียนสั่งให้เรโกะอยู่แต่ในหลุมหลบภัย ถึงตอนนี้ เรโกะกลายเป็นแกะดำของชาวเมืองไปแล้ว

เมื่อรู้ว่าจุดสิ้นสุดของนานกิงเริ่มใกล้เข้ามา ซูถิงตัดสินใจพาเด็กๆ ไปยังสถานพักพิงของหน่วยองค์กรสิทธิมนุษย์ชน แล้วสอนหนังสือพวกเขาที่นั่นแทน และแล้วไม่นาน สิ่งที่ซูถิงคาดคิดก็เป็นจริง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดนานกิงอย่างสิ้นเชิง ในวันที่ 10 ธันวาคมปี 1937 สามวันหลังจากนั้น ทหารญี่ปุ่นก็เปิดฉากกระทำการป่าเถื่อน ฆ่าชาวบ้านอย่างเลือดเย็น และข่มขืนสตรีหลายพันคน

ฉากรถถังญี่ปุ่นและทหารราบเข้าตีเมืองนานกิง

ข้างฝ่ายทหารแนวหน้า ผลจากชัยชนะของทหารญี่ปุ่น ทำให้พวกเขาต้องสังเวยชีวิตไปหลายแสนคน อย่างไรก็ตามชัยชนะอย่างเดียว ยังไม่เป็นที่หนำใจของนายพลมัทซูอิ เขาต้องการปราบเสี้ยนหนามให้สิ้นซากด้วย ดังนั้นไม่นานนัก เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หุบเขาเกาสีก็เกิดขึ้น เฉพาะวันนั้น มีเชลยศึกชาวจีนถูกสังหารไป 5 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม โชคดีที่เทียนหยวนรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด

เมื่อสิ้นทางออก เชงเสียนตัดสินใจพาครอบครัว อพยพเข้าไปในพื้นที่ปลอดภัย แต่ระหว่างทาง เขาถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไว้ แต่ภรรยาและลูกๆ ของเขาสามารถหนีไปได้ แต่กระนั้นโชคชะตาของเชงเสนยังไม่เลวร้ายเกินไป เมื่อไม่นานนักเขาถูกปล่อยตัว และได้กลับมาพบกับครอบครัวที่แคมป์ในที่สุด แต่โชคดีก็เกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อต่อมาทหารญี่ปุ่นได้ทำการบุกเข้าไปในเขตปลอดภัย สังหารเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ชาวต่างประเทศจนตายหมด แล้วทำการข่มขืน และฆ่าสตรีและเด็กในแค้มพ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็รวมถึงซูถิงด้วย ส่วนเรโกะก็โดนทำร้าย จนต้องให้กำเนิดบุตรก่อนกำหนด ก่อนตาย เรโกะขอให้เชงเสียนตั้งชื่อลูกชายของพวกเขาว่า นานกิง

ค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งอยู่ในสภาพแออัด

เทียนหยวนมาถึงค่าย ตอนที่ทุกอย่างจบลงแล้ว แม้ว่าจะเสียใจเป็นอย่างมาก ที่เขาไม่สามารถช่วยเหลือคนรักได้ แต่เขาก็ตัดสินใจไถ่บาปที่ค้างคา ด้วยการพาซูถิงที่บอบช้ำ และเด็กๆ ที่รอดชีวิต ออกเดินทางจากนานกิง เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่า

Don't Cry, Nanking เป็นภาพยนตร์ที่ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ.2538) เป็นการร่วมทุนสร้างครั้งสำคัญ ระหว่างจีนและไต้หวัน กำกับโดย Ziniu Wu หรือ อู๋จื้อหนิว ผู้กำกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่รุ่น 5 รุ่นเดียวกับผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จในฮอลลีวู้ดอย่าง จางอวี้โหมว (The Road Home), เฉินไข่เก๋อ (Farewell to My Concubine) และ เทียนจวงจง (The Blue Kite) เขาเคยได้รับรางวัล Silver Berlin Bear จากภาพยนตร์เรื่อง Evening Bell ในงาน Berlin International Film Festival เมื่อปี 1989 (พ.ศ.2532) และรางวัล Golden Precolumbian Circle ใน Bogota Film Festival สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันเมื่อปี 1990 (พ.ศ.2533)

ทหารญี่ปุ่นฉุดคร่าสตรีขึ้นรถบรรทุกไป...

ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้เน้นที่ประเด็นความอำมหิตของกองทัพ ญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวนานกิงในปี ค.ศ. 1937 ซึ่งก็เป็นความจริงอันเป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ว่า ในช่วงทศวรรษที่ 30 ญี่ปุ่นได้ถูกอิทธิพลทางทหารครอบงำ กลายเป็นรัฐบาลโชกุนรูปแบบใหม่ที่กลายเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และนำพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามที่เต็มไปด้วยความน่าขยะแขยงจากพฤติกรรมอันโหด ร้ายป่าเถื่อนที่ทหารญี่ปุ่นได้กระทำในนานกิงเมื่อปี ค.ศ. 1937 กับประเทศจีน รายละเอียดพอสรุปได้สั้น ๆ ว่า ญี่ปุ่นส่งทหารเข้าสู่เมืองนานกิงของจีน (ธันวาคม 1937 ถึง มีนาคม 1938) การมาของทหารญี่ปุ่นครั้งนั้นทำให้พลเมืองและเชลยศึกเมืองนานกิงกว่า 300,000 คน ต้องสังเวยชีวิต ผู้หญิงกว่า 80,000 คนถูกข่มขืน ว่ากันว่าครั้งนั้นผู้หญิงถูกข่มขืนมากที่สุดในโลก เด็ก คนแก่ ผู้หญิงท้องก็ไม่เว้น นี่ยังมีการทารุณกรรมอีกมากมายที่ไม่อาจนำมาเล่า ณ ที่นี้ได้ นับได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อตอกย้ำความเจ็บปวด เคียดแค้น ของชาวจีนต่อชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ความรุนแรงในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองถูกถ่ายทอดลงในหนังอย่างไม่ปรานี ปราศรัย

ส่วนประเด็นเรื่องราวของตัวละครต่างๆ ที่เดินเรื่องนับว่าเป็นรอง แม้ว่าจะเป็นตัวเดินเรื่องมาแต่ต้น แต่เมื่อหนังเข้าสู่ช่วงสำคัญบทบาทของตัวละครเหล่านี้จึงเป็นรองไปอย่างมาก ปล่อยให้หนังดำเนินเรื่องไปตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเมือง นานกิง จากนั้น จึงมามีบทเด่นอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่องตอนที่ค่ายลี้ภัยถูกทำลาย

การสังหารหมู่เชลยศึกจีนที่หุบเขาเกาสี

แต่เรื่องหนึ่งที่ตัวหนังไม่ได้เน้นและสร้างได้ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ นั่นคือ การที่จอห์น ราเบ้ และกลุ่มชาวตะวันตกที่ช่วยกันปกป้องชาวนานกิงไว้ในเขตปลอดภัยสากล พวกเขาเหล่านี้มีบทบาทเป็นอย่างมากในการช่วยชีวิตชาวนานกิงไว้เป็นจำนวนมาก มาย โดยเฉพาะราเบ้ซึ่งได้รับสมญาว่าเป็น ออสการ์ ชินด์เลอร์แห่งเอเชีย แต่ในหนังเรื่องนี้ เขาและกลุ่มชาวตะวันตกเหล่านั้นกลับมีบทบาทเพียง 2 ฉากเท่านั้น นอกจากนี้ ตัวเขตปลอดภัยก็ไม่ได้ถูกบุกรุกตลอดการรุกรานของญี่ปุ่น ราเบ้กับชาวตะวันตกคนอื่นๆ ไม่ได้ถูกทำร้ายแต่อย่างใด ชาวจีนทุกคนในค่ายลี้ภัยต่างปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ตัวหนังคงต้องการแสดงถึงความรู้สึกหมดสิ้นความหวัง และไร้ที่พึ่งต่อสถานการณ์และชีวิตในนานกิงและเสริมความเป็นผู้ร้ายของทหาร ญี่ปุ่น จึงกำหนดบทหนังให้ค่ายลี้ภัยถูกบุกรุก กลุ่มชาวต่างชาติถูกฆ่าตาย และสตรีชาวจีนในค่ายถูกย่ำยี ดังนั้น การที่เทียนหยวนแอบพาซูถิงและเด็กๆ หนีออกจากนานกิงโดยทางเรือซึ่งมีบรรดาผู้เฒ่ามาส่งนั้น คงเป็นไปไม่ได้ในเหตุการณ์จริง แต่เป็นการสื่อถึงความสิ้นสุดของชีวิตอันบอบช้ำในนานกิงและการออกไปเริ่ม ต้นชีวิตใหม่ใหม่แบบมีความหวังในสภาพที่สิ้นหวัง

จอห์น ราเบ้ กับผู้ช่วยต้อนรับผู้ลี้ภัย ในภาพยนตร์ระบุว่าทางการญี่ปุ่นเองก็มีส่วนในการจัดตั้งเขตปลอดภัยนี้ด้วย

สำหรับตัวหนังนั้น นับว่าผ่านมาตรฐานหนังฟอร์มใหญ่แบบเอเชียครับ การกำกับศิลป์ในทุกเรื่องนับว่า เป็นจริงเป็นจังมาก ฉากใหญ่ๆ เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าชาวนานกิงนั้นดูแล้วให้ความรู้สึกสยดสยองและสลดหด หู่แก่คนดูเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ถึงกับชวนให้คลื่นเหียนจนต้องแหวะออกมา

บทบาทของดาราแต่ละคนนับว่าทำการบ้านมาอย่างถูกต้อง ฉินฮั่นซึ่งในปีที่แสดงหนังเรื่องนี้นับแก่ไปมาก (คือพี่แกเป็นแบบทุ่งหมาหลงไปแล้วครับ) แต่ก็ยังสวมบทบาทตัวเอกได้เป็นอย่างดี แต่ดาราคนที่รับบทเรโกะ เธอแสดงได้สมบทบาทที่ต้องสมบุกสมบันอย่างมากในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งเธอมีบทที่เด่นสุดซึ่งสร้างความสะเทือนใจแก่คนดูในชะตากรรมของเธอได้ ไม่แพ้ซูถิง ส่วนเด็กๆ ในค่ายลี้ภัยนับว่าช่วยเติมเต็มความสะเทือนอารมณ์ของหนังได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากผมได้ดูเวอร์ชั่นทั้งพากษ์ไทยและเสียงในฟิล์ม มีข้อสังเกตว่าการที่ตัวละครในชาติต่างๆ พูดภาษาประจำชาติของตนเองในทุกฉาก ซึ่งแสดงว่าผู้กำกับและทีมงานทำงานได้ละเอียดดีมาก ซึ่งคนที่ผ่านงานด้านการถ่ายทำภาพยนตร์มาบ้างก็คงเข้าใจดีนะครับว่า เป็นงานกำกับที่ยากขนาดไหน

สุดท้าย ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้รับจากหนังเรื่องนี้คือ การที่ชาวจีนยังไม่ลืมเลือนความเลวร้ายที่ทหารญี่ปุ่น
(ขอใช้คำว่าทหารญี่ปุ่นนะครับ ไม่ได้หมายถึงชาวญี่ปุ่น) กระทำต่อคนในชาติตน ยังคงเป็นประเด็นที่พร้อมจะสร้างความร้าวฉานได้ทุกเมื่อตามวาระและโอกาส

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : Don't Cry Nanking หรือ NanKing 1937

ชื่อภาษาไทย :
  สงครามอำมหิตปิดตาโลก หรือ เพลิงนรกแผ่นดินเลือด

ผู้กำกำกับ
: Ziniu Wu หรือ อู๋จื้อหนิว

ผู้แสดง :

  • ฉิน ฮั่น : เชงเสียน 

  • เรเน่ เหลา : ซูถิง 

  • ชานหยาต๊ะ 

  • ถิวชัคเย่ 

  • หว่องซื่อปัก 

ควรอ่านเพิ่มเติม


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
HOF วันที่ : 06/04/2008 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/HOF

คนจีนคงลืมประวัติศาสตร์หน้านี้ไม่ลงแน่

เป็นหนังที่น่าดู แต่ผมยังไม่ได้ดูเลยครับ และคงจะไม่ดูด้วย ผมเลิกดูหนังสงครามได้หลายปีแล้ว เพราะไม่อยากกดดันด้วยหนัง สงครามเป็นเรื่องไรสาระที่สุดของมนุษยชาติ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
apooh วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bedtaled
Reduce..Re-use..Re-cycle

เคยอ่าน หลั่งเลือดที่นานกิงค่ะ
อ่านไม่จบ เพราะไปๆมาๆชักทนความโหดไม่ได้
มันสยดสยองเกินไปจริงๆๆ
ได้รับรู้รับทราบว่า มนุษย์เราโหดร้ายได้ขนาดไหนและรู้สึกแย่มากกับเรื่องที่เกิดจนทนอ่านต่อไม่ได้ค่ะ
เห็นด้วยนะคะเวลามีการนำเสนอเรื่องราวแบบนี้ ที่นำเรื่องจริงมาเปิดเผย คนต้องได้รู้ค่ะว่าถึงจุดนึงสงครามผลักดันเราไปได้แค่ไหน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นักรบนักรัก วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mymemory
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย ! !

น่าสนใจมากครับ +1 โหวตให้ครับ

ผมทึ่งที่ จีน "กล้า" ย้อนภาพประวัติศาสตร์แบบไม่ลดราวาศอก เพื่อให้ความเจ็บปวดจากอดีต เป็นบทเรียนแก่อนาคต

นี่ถ้าเราทำหนัง 6 ตุลา คงมีคนตายแค่ คนเดียว !!!

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Jui วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

หนังเรื่องนี้ยังไม่ได้ดู
แต่ผมไปดูสารคดีนานกิงที่โหดกว่า
จริงๆที่คุณบอกราเบ้เป็นชิลด์เลอร์เมืองจีน
แต่มีประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง
ซึ่งคนยิวอพยพมาอยู่เซี่ยงไฮ้
ในช่วงนาซีกวาดล้าง
และถูกปกป้องโดยคนจีน
จนจบสงครามโลกครั้งที่ 2
ประวัติศาสตร์หน้านี้
คนรู้น้อยกันจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 17.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daniel

โอ้โห ขอบคุณครับสำหรับการขึ้นป้ายเป็นเรื่องแนะนำจากกอง บ.ก. โอเคเนชั่น
ไม่แน่ใจว่า ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมเขีบยนเรื่อง ไททานิค ในวาระครอบรอบ 10 ปีของภาพยนตร์มหากาพย์โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่ง ตั้งใจให้เป็นโชว์เคสเลย แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจอ่านเท่าที่ควร หวังให้หลายๆ ท่านกรุณาไปอ่านเพิ่มเติมหน่อยนะครับที่เอนทรี่นี้ครับ
http://www.oknation.net/blog/past/2007/11/28/entry-1
ต้องขอขอบพระคุณกอง บก. โอเคเนชั่นอีกครั้งครับ แล้วจะพยายามนำเรื่องสาระดีๆ สำคัญๆ มานำเสนออีกครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 15.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์โลกที่มนุษย์แสดงถึงความโหดร้ายอย่างเหลือเชื่อ และอย่างไม่น่าให้อภัย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สายธาร วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cyberfrogy
 http://www.facebook.com/groups/dhammayatrahttps://www.facebook.com/BAAN.RAI.SAITHARN http://www.oknation.net/blog/DigitalTour

หนังสงครามไม่ได้ดูนานแล้วครับ....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลานเทวา วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

สงคราม ไม่มีอะไรดีเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน