• ปแฎง,หลวงลุง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bkajmary@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2011-05-23
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 21498
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
pateng
ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ภาษา และวัฒนธรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pateng
วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม 2554
Posted by ปแฎง,หลวงลุง , ผู้อ่าน : 3221 , 14:01:51 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

 

 

ปราสาทเขาโล้น

                             มรดกอารยธรรม"อังควร์พนม"

  (Praasaat Khao Luon,the heritage of Angkor Phnom Civilizations)

 


 

 

            โดย   

                               ปแฎงมหาบุญเรือง   คัชมาย์,

                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาวัฒนธรรมอำเภอตาพระยา

        จังหวัดสระแก้ว

 

 

ปราสาทเขาโล้น

(มรดกอารยธรรม"อังควร์พนม")

(Praasaat Khao Luon,the heritage of Angkor Phnom Civilizations)

ISBN:………………………….

ศึกษาสืบค้นโดย

ปแฏงบุญเรือง   คัชมาย์,

B.E.D., Bachelor Of  English Degree,

พธ.. (พุทธศาสตร์บัณฑิต; สาขาเอเชียอาคเนย์), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ศศ.. โบราณคดี,   เขมรศึกษา   มหาวิทยาลัยศิลปากร.

 

จัดพิมพ์โดย…………..

พิมพ์ครั้งที่ ๑ ……………….  เล่ม

พิมพที่………………………….

สงวนลิขสิทธิ์  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

   ปูชากถา 

 

   ในโลกนี้ โลกหน้าหรือในโลกไหน ๆไม่มีผู้ใดมีพระคุณ                       

    ยิ่งใหญ่กว่า บิดรมารดา   ข้าพเจ้าจึงขออุทิศ

                                      กุศลกรรมอันใดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้      

       ขอกราบมอบแด่ท่านทั้งสองโดยคารวะนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า

 

                            "ปแฎง"

                                                             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำนำผู้จัดพิมพ์

                                                                            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กถาเกริ่น

 

            เป็นที่ประจักษ์โดยสัจธรรมแล้วว่า  ในช่วงปีพุทธศักราช   ๒๐๐-๓๐๐   ก่อนที่ชาวจีนภาคใต้จะกลายเป็นอัณณามกุก หรือญวน, และหรือเป็นเวียดนามปัจจุบันและ ก่อนที่เรากลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวถอยร่นลงมาจากเทือกเขาอันไต     และอาณาจักรหนองแส, ด้วยเหตุสงครามรุกรานของชาวตาดหรือต้าต้า และจากภัยมหาสงครามแย่งอำนาจยุคจีนสามก๊ก   ในช่วงพุทธศักราช       ๗๖๘ -๗๘๐ เราได้มารวมตัวก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นปึกแผ่นขึ้น เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ นั้น  ในพื้นที่อาณาบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนใต้ ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำโขง  ตลอดด้ามขวานของไทยถึงนครศรีธรรมราช  หลังจากอาณาจักรศรีวิชัยและทวารวดีล่มสลายในพุทธศตวรรษที่ ๑๖  แล้ว  ดินแดนนี้ เป็นที่ตั้งของอาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณที่ได้ชื่อว่า   "อาณาจักรอังควร์พนม"      ที่ชาวตะวันตกเรียกว่า "ฟูนัน ( Founan)  โดยเหตุที่ออกเสียงศัพท์ว่า ภนมหรือพนมไม่ชัด.

            จริงอยู่ข้าพเจ้ามิประสงค์จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์  แต่เนื่องด้วยเป็นความผูกพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์และโบราณคดี  จึงจำต้องท้าวความนำมาปรารภ     ถึงความเกี่ยวพันธ์ระหว่างศาสตร์ทั้งสอง

             จิ๋ว ตั๊ก ก่วง (จิว ตากวน)  สมณทูตจีน ได้เดินทางมาพำนักในเมืองพระนคร (เสียมราฐ ปัจจุบัน)[1]  เมื่อปี พุทธศักราช ๑๘๓๘-  และพักอยู่หนึ่งปีเศษ  ซึ่งอยู่ในช่วงเมืองเขมรแตกแยก  ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเขมรไว้ตอนหนึ่งว่า    " ประเทศเจนละมีพื้นที่กว้างขวางมาก  โดยทางทิศตะวันออกจรดประเทศจามปา ทางใต้จรดมหาสมุทร ทางตะวันตกจรดเมืองมอญ "   หลักฐานทางโบราณคดีเช่นปราสาทหินเมืองสิงห์  (พุทธสถาน)  ที่จังหวัดกาญจนบุรี  ปราสาทหินทรายฟอง   (อโรคยศาลา)   ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นต้น         นอกจากนี้ยังมีหลักฐานศิลาจารึกอีกมาก  เช่นศิลาจารึกเขาน้อย, (..  ๑๑๘๐)  ในรัชสมัยพระเจ้าภววรมันที่ ๒      ศิลาจารึกสระแจง        ในรัชสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน  (พุทธศักราช ๑๑๕๐-๑๑๕๙)  และศิลาจารึกทัพเซียม     ล้วนเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงพระราชอำนาจเขตปกครองของกษัตริย์เขมรโบราณแผ่ขยายมายังพื้นภูมิภาคนี้  แต่ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามพระพุทธดำรัส   ต่างอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง เกิดขึ้นในเบื้องต้น     แปรปรวนในท่ามกลางและดับสลายในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม     นี่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว.

            ปราสาทเขาโล้น เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอังควร์พนมมิเป็นเพียงมรดกของชาติเท่านั้น  แต่ยังเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งมวลด้วย.

            จึงสมควรได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้  เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นห้องสมุดอมตะนิรันดร์กาล.

                                                                                               

                                                                                 โดยมิตรธรรม

                                                         บุญเรือง  คัชมาย์

 

 อาศรมสด็กก็กธม      กิ่งอำเภอโคกสูง  จังหวัดสระแก้ว

 มีนาคม   ๒๕๕๐.

                                           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


สารบัญ                                                                                                                        หน้า

 

บริบทเขาโล้น                                                                                                                                           

ปราสาทเขาโล้น                                                                                                                                       

ที่ตั้ง                                                                                                                                                             ๑๒

อายุสมัย                                                                                                                                                                     ๑๓

 

พระศิวะเจ้า                                                                                                                                               

พาหนะพระศิวะ                                                                                                                                                     

กิจกรรมพระศิวะ                                                                                                                                      ๑๘

เทพประจำทิศ                                                                                                                                            ๑๐

ตรีมูรติ                                                                                                                                                        ๑๑

ศิลาจารึก                                                                                                                                                    ๑๒

ชุมชนโบราณ                                                                                                                                             ๒๓

แหล่งข้อมูลอื่น ๆ                                                                                                                                      ๒๓

ละลุ                                                                                                                                                             ๑๔

ประวัติพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑                                                                                                                  ๒๖       

อภิธานศัพท์                                                                                                                                               ๒๘

ดรรชนี                                                                                                                                                        ๓๐

 

                                                                           ……………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                       ปราสาทเขาโล้น[2]

                                                   (Praasaat Khao Luon)

 

บริบท

         ในพื้นที่อาณาบริเวณแลเงาพนมดงรัก  เป็นพื้นที่ที่อาจกล่าวได้ว่า "เป็นแดนเทวาลัยใน  สรวงสวรรค์"       และเป็นแหล่งก้นหอย หรือวังน้ำวน ที่กล่าวเช่นว่านี้นั้นเพราะ    ทั้งในพื้นที่ที่ราบสูงอีสาน,  พื้นที่เหนือเทือกเขาดงรัก[3] ต่อเทือกเขาบรรทัด ตลอดเขาภูเกล้า  และเบื้องทิศใต้ฝั่งกัมพูชา เป็นที่ตั้งแห่งปราสาทหรือเทวาลัยและอธิพุทธสถานศิลาอาสน์เล็กใหญ่เป็นจำนวนมาก ทางด้านทิศเหนือพนมดงรัก   ในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ตั้งแต่ จังหวัดนครราชสีมาขึ้นไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี  มีปราสาทหินเรียงรายตามเส้นทางและชุมชนโบราณยวมากแห่งอาทิเช่นปราสาทหินพิมาย  ที่จังหวัดนครราชสีมา  ปราสาทพนมรุ้ง  ที่จังหวัดบุรีรัมย์   ปราสาทตาเมือน ที่จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทกู่กาสิงห์,  กู่โพนระฆัง   จังหวัดร้อยเอ็ด,  กู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม  และ  ปราสาทสระกำแพง, ปราสาทเขาพระวิหาร ที่จังหวัดศรีสะเกษ ตลอดปราสาทวัดภู   (ศูนย์กลางการปกครองของเศรษฐปุระของเขมรโบราณ)   ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยลาว  นอกนี้ยังมีปราสาทเล็ก ๆอีกเป็นจำนวนนับร้อยแห่ง.

            ส่วนฝั่งใต้ของพนมดงรักต่อเทือกเขาบรรทัด ทั้งในส่วนของประเทศไทยและประเทศเขมรก็มีปราสาทเป็นจำนวนมากเช่นกัน ตั้งแต่อาณาบริเวณพื้นที่ จังหวัดเขาพระวิหาร, อุดรมานชัย   (อุดรเมียนเชย)  ตามเส้นทาง ถนนวรมัน ๓     คือถนนจากเมืองพระนครตรงไปยังปราสาทพิมาย หรือวิมายะปุระ ซึ่งมีระยะทางประมาณ  ๒๔๙  กิโลเมตร      ตลอดถึงเมือง

โคราฆะปุระ ( โคราช)  ที่ อำเภอสูงเนินปัจจุบัน  เช่นปราสาทเจกขอ, ปราสาทภูมิเจริง, ปราสาทระเวียง,   ปราสาทระหาล-ตราจ  ปราสาทบันทายฉมัร  เป็นต้น   ส่วนเส้นทาง    ถนนวรมัน ๔[4]   ตามเส้นทางจากนครธมไปยังภาคตะวันนออกของประเทศไทย    ในอาณาบริเวณจังหวัด  สระแก้ว,  ปราจีนบุรี, มีปราสาทต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า  ๓๐  แห่ง  เช่นปราสาทเขาน้อย (เทวาลัย)  ที่อำเภออรัญประเทศ   ปราสาทผะไย ( อโรคยศาลา)  ที่อำเภอวัฒนานคร   ปราสาทสตุกรันสี  (เมืองไผ่)   ที่อรัญประเทศ, ปราสาทสด็กกอ็กธม  ที่อำเภอโคกสูง ส่วนในพื้นที่อำเภอตาพระยามีปราสาทเขาโล้น และร่องรอยปราสาทและโบราณสถานต่าง ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๑๐ แห่ง เช่นปราสาทตาเรียล ปราสาทสระแจง, ปราสาทกระเพอ,  ปราสาทสลักได  (ชำเรียส-กะแด็ย==ชำระคดี)  เป็นต้น.

            ร่องรอยที่ปรากฏนี้  เป็นสักขีพยานทางวัตถุให้ทราบว่า "อารยธรรมอังควร์นั้น  ได้แผ่ขยายมาในพื้นที่อาณาบริเวณภาคตะวันออกของประเทศไทยปัจจุบันด้วย. 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 


     

                  ปราสาทเขาโล้น

 

 

 

 

 

 

 

               ที่ตั้ง      หมู่บ้านเจริญสุข   หมู่ที่ ๖  ตำบลทัพราช  อำเภอตาพระยา   จังหวัดสระแก้ว,   ตั้งอยู่เหนือม่อนเขาเล็ก ๆ  ลูกหนึ่งที่แยกตัวออกจาก  เทือกเขาสะแกกรอง ซึ่งเชื่อมกับเทือกเขาบรรทัดและเขาดงรักต่อกัน      ไปทางทิศตะวันออกประมาณ หนึ่งกิโลเมตร  

 

                                            พื้นที่ตั้งปราสาทเขาโล้น มองจากทิศตะวันตก

 

ลักษณะของปราสาท  :  เป็นปราสาทประจำเมือง   เป็นปราสาทภูเขาแห่งหนึ่ง  โดยปรับหรือสกัดหินธรรมชาติบนยอดเขา เป็นพื้นที่สร้างปราสาท  เช่นเดียวกับปราสาทหินบาแค็ง  ที่เมืองพระนคร  ปราสาทเขาน้อย ที่อำเภอ  อรัญประเทศ และปราสาทตาเมือนธมที่จังหวัดสุรินทร์.     

 


     ปราสาทตาเมือน, สุรินทร์                           ปราสาทเขาน้อย  (อรัญประเทศ)

 

 

 

 

 

สถาปัตยกรรม   : (Pland/Achitacture)    เป็นเทวาลัยหรือปราสาทก่อด้วยอิฐไม่สอปูน    ๓ หลัง   ยังคงเหลือ ๑ หลัง  อีก ๒ หลัง  ถูกผู้ร้ายขุดค้นสิ้นสภาพแล้ว  ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้น บนเนินเขาสูงประมาณ ๑๐๐  เมตร    ผังปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม  มีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกด้านเดียว  ส่วนอีกสามด้าน เป็นประตูปิด ( Clossed dore)

            อายุสมัย     :    จากการศึกษาศิลปะสถาปัตยกรรมและเศษอักษรหิน( ศิลาจารึก)  ปราสาทนี้สร้างประมาณ พุทธศตวรรษที่   ๑๕–๑๖

           


                                                            ปรางค์ปราสาททางขึ้นและสระน้ำ

                                              

 

 

 

ลักษณะของปรางค์ปราสาททั่วไป  มักมีประตูเข้าด้านทิศตะวันออกด้านเดียว  ส่วนด้านเหนือใต้และตะวันตก   จะเป็นประตูปิดสนิท   นักโบราณคดีทั่วไปมักเรียกว่า ประตูปลอม ชาวตะวันตกใช้ศัพท์ว่า “ The False Doors”ข้าพเจ้า  ใคร่เสนอความเห็นว่า  “ควรเรียกว่า  ประตูปิดมากกว่า   (Closed doors)

ทางขึ้นปราสาท


ทางขึ้นจากทางทิศตะวันออก เหมือนปราสาทส่วนใหญ่ทั่วไป เพียงแต่ไม่ได้ปราบพื้นเรียบ  คงกะเทาะหินเป็นทางขึ้นไป   ลาดเอียงประมาณ ๒๐ องศา  ยาวประมาณ  ๑๕๐  เมตร  กว้างประมาณ ๑๕ เมตร  สองข้างทางขึ้นมีต้นไม้นานาชนิดขึ้นเรียงราย


 

                                      สภาพทางขึ้นและรุกขชาติในพื้นที่ปราสาท

 

 

 

 

 

ปราสาทถูกทำลาย

            ช่วงประมาณ  ๒๔๙๕    ผู้ร้ายได้มาทำการระเบิด   ทำให้ปราสาทพังทะลาย  และเอาทับหลังและสิ่งมีค่าไปมาก  ยังเหลือสิงห์โต คู่หนึ่ง    ภายหลังนำไปเก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอตาพระยา  (ไม่ทราบว่ายังอยู่หรือเปล่า)

เศษประติมากรรมที่พบ

            ตามหลักฐานเอกสารสำรวจของหน่วยศิลปากรที่    ประมาณพุทธศักราช  ๒๕๐๓  ได้กล่าวถึงปราสาทเขาโล้นว่า “ สิ่งสำคัญที่สุด(ที่เหลืออยู่)  ของปราสาทหลังนี้  คือวงกบประตูหินทรายสูงประมาณ  ๑ เมตร  หนาเกือบหนึ่งฟุต  มีจารึกอักษรโบราณที่วงกบประตูทั้ง ๒ บาน  แต่ส่วนหนึ่งของจารึกได้กะเทาะบุบสลายไป  ทับหลังประตูหินทรายมีลวดลายใบไม้ล้อมรอบ  ตรงกลางมีเกียรติมุข  และพระอิศวรอยู่เหนือเกียรติมุข”  

                                     

 

 

 


      แท่นประดิษฐานเทวรูป

                 ชิ้นส่วนโสมสูตร                                        ชิ้นส่วนกรอบประตู   

 

 

 

เศษบั้นท้ายสิงห์โต

 

ข้อมูลดังกล่าวนี้รับกับบทนิพนธ์ของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ดิศกุล     ได้ทรงกล่าวถึงปราสาทเขาโล้น  ในหนังสือศิลปะลพบุรีตอนหนึ่งว่า  “ ลักษณะทับหลังที่มีเทวดาประทับเหนือเกียรติมุข  เป็นศิลปะแบบปาปวน      ( .. 1550 -1650)  และเสาประดับกรอบประตูเป็นศิลปะแบบเกลียง “  ดังนั้นจึงลงความเห็นได้ว่า  ปราสาทหลังนี้คงสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖    และจากหลักฐานศิลาจารึกปราสาทเขาโล้น  ระบุศักราช  (มหาศักราช)    938   ตรงกับ พุทธศักราช  1559[5]    ซึ่งท่อนใหญ่ได้สูญหายไปแล้ว  ยังเหลือเพียงสำเนาที่หอพระสมุดวชิรญาณ  กรุงเทพฯ. 

 

ชุมชนโบราณเขาโล้น

บริเวณพื้นที่ที่ตั้งปราสาทเขาโล้น    รอบ ๆ ภูเขา   ได้พบเศษถ้วยชามอยู่ทั่วไป 

ทั้งในป่าและในพื้นท้องทุ่งนา  จึงสันนิษฐานว่า  ในสมัยพระนครหรืออังคัวร์พนม  ต้องเป็นชุมชนใหญ่อีกชุมชนหนึ่ง  ส่วนชื่อในสมัยโบราณ   ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า  “คงชื่อ   สตุกภัทรคีรี”    ตามศิลาจารึกสด็กก็กธมเอ่ยถึง

 

ศิลป :  ศิลปเกลียง/บาปวน  (Arts)    Klieng/Ba-phoun   ( .1550 -1650 และเสาประดับกรอบประตูเป็นศิลปะแบบเกลียง"

อนึ่งประตูลักษณะเช่นว่านี้   นักโบราณคดีบางท่านเรียกว่า " ประตูหลอก"  แต่ข้าพเจ้าใคร่ให้ความเห็นว่า   "สถาปนิกผู้สร้างคงไม่ประสงค์จะสร้างหลอก  น่าจะมีเป้าประสงค์เพื่อเหตุผลสองประการคือ :-

.        เพื่อต้องการแสดงสถาปัตยกรรม สำแดงศิลปะประตูที่สร้างด้วยไม้เปิดปิดได้ในสมัยนั้น

.        เพื่อรับทิพยศักดิ์หรือพลังจากสุริยเทพในวัน วิษุวัต (Equinox) [6]  ซึ่งเป็นวันที่กลางคืนและกลางวันมีความยาวเท่ากัน และเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นตรงทางทิศตะวันออก ( ๙๐ องศา)  และตกตรงทิศตะวันตก  (๑๘๐ องศา) [7]   ทั้งนี้เพื่อรับพลังทิพยศักดิ์แห่งสุริยเทพส่องตรงไปยังองค์ศิวลึงค์เต็มที่   เป็นจุดศูนย์รวมพลังแห่งจักรวาล  มิให้พลังดังกล่าวแห่งสุริยเทพกระจายไปจุดอื่น     จึงไม่ประสงค์ทำประตูหรือหน้าต่างด้านอื่น ๆ.   

            อายุสมัย      :     จากการศึกษาศิลปะสถาปัตยกรรมและเศษอักษรหิน ( ศิลาจารึก) บ่งบอกมหาศักราช   ๙๓๘   ( พุทธศักราช   ๑๕๕๙)   ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑)

            จึงลงความเห็นได้ว่า     " ปราสาทเขาโล้นสร้างในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑"

            อนึ่งเมื่อกล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่    ก็ใคร่จะนำพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้มากล่าวเพื่อประเทืองปัญญาแก่นักศึกษา.[8]     

            วัตถุประสงค์ :    เป็นเทวาลัยหรือ เทวสถานประจำเมือง         ในศาสนาพราหมณ์  ลัทธิไศวะ  ภายในองค์ปราสาทนั้น  ประดิษฐานพระศิวะปฎิมากร และศิวลึงค์ ในลัทธิ ไศวนิกาย  หมายถึง  การนับถือ  พระศิวะ  (พระอิศวร)[9]  เป็นเทพสูงสุด.

ทางขึ้นปราสาท     เป็นทางขึ้นที่ปรับหินธรรมชาติเป็นเส้นทางกว้างประมาณ ๑๐  เมตร  ถึงองค์ปราสาทประมาณ ๑๒๐ เมตร

             

            สัญลักษณ์ประจำองค์

            พระศิวะ   (Shiva)  มีพระกายสีขาว แต่พระศอสีดำปรากฏในรูปมนุษย์  มักปรากฏเป็นรูปนักบวช  ดังนั้นรูปเกล้าผมเป็นมวย    สวมนาคเป็นสังวาล  และมีดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว  เป็นปิ่นปักเกษา  มีเกตนภัณฑ์  คือสิ่งอันเป็นมงคลหรืออาวุธ  คือ ตรีศูล  ( สามง่าม)และมีพระเนตรที่ 3  วงในแนวตั้งที่หน้าผาก   เรียกว่า  " อัคคีเนตร"  พระเนตรนี้จะหลับเสมอ  ถ้าเปิดไฟจะไหม้โลก  ครั้งหนึ่งเคยลืมตาถูกพระกามเทพเข้า    ดังนั้นกามเทพจึงไม่มีปรากฏร่าง.

 

 

            อนึ่งพระศิวะ มีพระนามตามบทสวดบูชาในบท "มันตะนามวีปูชา"  กล่าวว่ามีพระนามถึง ๑๐๘  พระนาม   เช่น     พระศุลี, พระอิศวร,   พระภูเตศวร, พระตรีเนตร, พระสยัมภู,  พระเหศวร,   ฯลฯ

            อาวุธหรือเกตนภัณฑ์ประจำองค์       คือตรีสูล (สามง่าม)

ส่วนผ้านุ่งในศิลปเขมร    รุ่นแรก ๆ จะนุ่งหนังเสือ  ภายหลังจะนุ่งสมพต ( ผ้านุ่ง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดอายุได้.

 

 

 

 

 

 

             ตรีสูล  (พิพิธภัณฑ์ปราจีนบุรี)                           ตรีมูรติลิงค์

 

พาหนะประจำองค์  คือโคนันทิ

            ที่ประทับ     พระศิวะเจ้าจะประทับ ณ เขาพระสุเมรุบนยอดเขาไกรลาส     โดยที่ตามคติการสร้างปราสาทนั้น   สร้างโดยการจำลองจักรวาล      ซึ่งมี เขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง มาไว้ในโลกมนุษย์  เพื่อเป็นวิมานที่ประทับของพระศิวะเทพ  หรือของทวยเทพและสระน้ำหรือบารายรอบ ๆ นั้น  เปรียบดังมหาสมุทรทั้ง ๔  โดยนัยนี้     เราจึงเรียก ศิลาคารหรืออาคารที่ก่อด้วยอิฐในลักษณะนี้ว่า  "  ปราสาท" ซึ่ง ปราสาทดังกล่าวนี้ มิใช่เป็นสถานที่ประทับของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่เป็นเทวสถาน  คือที่ประทับของเทพเจ้า) 

   

 เทวกรณียกิจ

 เทพกิจของพระศิวะมี  5 ประการ       :หมายถึงกิจกรรมของพระศิวะที่เกี่ยวข้องกับจักรวาล 5 ประการ   คือ:-

            .        สรรคะ                 =     เกี่ยวข้องกับการสร้าง

            .        สถิติ         =     เกี่ยวกับการดูแลรักษา

            .        สังหาระ               =     เกี่ยวกับการทำลาย

            .        ตริโรภาวะ  =   เกี่ยวกับการปิดบัง

            .        อนุครหะ    =   เกี่ยวกับการอนุเคราะห์ (ปราสาทพร)

อนึ่งตามคติแห่งลัทธิไศวะ  ปาศุปัตนิกาย ดังกล่าว             ยังนับถือเทพประจำทิศอีก    (Dispalaka) ดังนั้นในการสร้างปราสาทแต่ละแห่งนั้น    ช่างได้นำแนวความคิดนี้มาอนุวัติตามความเคารพเชื่อถือ     ที่สถาปัตยกรรมไทยเรียกว่า  "กลีบขนุนปัก"     เป็นรูปเทวดาประจำทิศต่าง ๆ  ดังนี้ :-

.        ทิศตะวันออก      พระอินทร์ ทรงช้างเอราวัณ  ทรงถือเกตนภัณฑ์ คือวัชระ

.      ทิศตะวันตก     พระพิรุณ  ทรงนาค  ทรงหงส์  เทพแห่งท้องฟ้า

.      ทิศเหนือ    ท้าวกุเวร ทรงคชสีห์  ถือดอกบัว

.        ทิศไต้         พระยม  ทรงควาย    ถือกระบอง

.        ทิศอีสาน  พระอิศวรอีกปางหนึ่ง    ทรงโค  ถือตรีสูรย์

.      ทิศหฤดี    พระนิรฤติ    ทรงยักษ์     ถือกระบอง

.        ทิศอาคเนย์    พระอัคนีย์  ทรงแรด  ถือธง (อินเดีย  ทรงแพะ) (?)

.        ทิศพายัพ    พระพาย  ทรงม้า  ถือธง 

อนึ่งได้พบแท่นอีกแท่นหนึ่ง  สันนิษฐานว่า  เป็นแท่นประดิษฐาน ศิวลึงค์  ซึ่งเป็นองค์แทน " ตรีมูรติ"  คือเทพ ๓  องค์

ศิวลึงค์   (Shiva Linga)   ความหมายโดยตรงก็คือ   เครื่องหมายเพศชายของพระผู้เป็นเจ้าคือพระอิศวรหรือพระศิวะนั่นเอง   ในศาสนาฮินดูลัทธิไศวะ ได้นำเครื่องหมายแห่งเพศนี้แทนองค์พระศิวะเจ้า  ผู้ซึ่งเป็นพระผู้เป็นเจ้าผู้ให้กำเหนิดแก่มนุษยชาติทั้งมวล

อนึ่ง ครั้งพระเจ้าชยวรมันที่ ๒       ( พ.. ๑๓๔๕)   ได้สถาปนาลัทธิเทวราช  ณ พนมกุเลนนั้น  ได้นำศิวลึงค์เป็นองค์แทนพระศิวะและแทนพระองค์ด้วย  เพราะถือว่าพระองค์มีศักดิ์เป็นเทวะ และขนานนามศิวลึงค์ตามภาษาเขมรโบราณว่า “ วรกมรเตงชคต”[10]

ศิวลึงค์นั้นเป็นสัญญลักษณ์แทนองค์เทพทั้งสามองค์ซึ่งเรียกว่าตรีมูรติ (Trimurti)  ซึ่งประกอบด้วย   :-                                                                                                 

1.         พรหมภาค  ( Brahmbhaga)   คือรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสล่างสุด   หมายถึงพระพรหมเจ้า สี่หน้า  คือพระผู้สร้าง

2.       วิษณุภาค (Visnubhaga)   คือรูปแปดเหลี่ยมตรงกลาง  อันหมายถึงวิษณุ  ๘ กร  มีหน้าที่รักษา

           .      รุทรภาค (Rudrabhaga)  หรือ ปูชาภาค  ( Pujabhaga)  เป็นองค์แทนพระศิวะ  ซึ่งเป็นทั้งเทพผู้สร้างและผู้ทำลาย

 

                                                                                                                            ตรีมูรติลึงค์

อนึ่งศิวลึงค์ที่พบทั้งในประเทศไทยและลาวเขมรนั้น  มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันทั้ง

หมด  นอกจากมีลึงค์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่ามุขลึงค์  ( Mukha Linga)  ซึ่งมีรูปพักตร์เจ้าแม่อุมาปรากฏอยู่ในท่อนรุทธภาค.  และบางแห่งได้สร้างศิวลึงค์  โดยมีเครื่องหมาย  “ตรีปุณทระ”  คือเส้นขีดขวาง ๓ เส้นที่พระนะลาตของพระศิวะ  ศิวลึงค์ลักษณะดังกล่าวพบที่ปราสาทพนมรุ้ง  ……….. 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปเคารพที่พบ

            ตามหลักฐานเอกสารสำรวจของหน่วยศิลปากรที่    ประมาณพุทธศักราช  ๒๕๐๓  ได้กล่าวถึงปราสาทเขาโล้นว่า     “ สิ่งสำคัญที่สุด      (ที่เหลืออยู่)  ของปราสาทหลังนี้  คือวงกบประตูหินทรายสูงประมาณ  ๑ เมตร  หนาเกือบหนึ่งฟุต  มีจารึกอักษรเขมรโบราณที่วงกบประตูทั้ง ๒ บาน  แต่ส่วนหนึ่งของจารึกได้กะเทาะบุบสลายไป  ทับหลังประตูหินทรายมีลวดลายใบไม้ (พรรณพฤกษา)  ล้อมรอบ  ตรงกลางมีเกียรติมุข  และพระอิศวรอยู่เหนือเกียรติมุข  เหนือทับหลังขึ้นไป เป็นหน้าบันอิฐเผา  ซึ่งมีลวดลายบ้างเล็กน้อย;   จากตัวปราสาทมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  เห็นสระน้ำ ๒  แห่ง  และมีคันถมดินโบราณติดต่อจากตัวปราสาทถึงสระน้ำเหล่านั้น;    ทางทิศใต้ของปราสาทบนเนินลาดของภูเขา  ได้พบเทวรูปศิลาไม่มีเศียร  ไม่มีแขนตั้งอยู่บนฐาน;  ด้านหน้าปราสาทบนกองดิน  มีเศษกรอบวงกบและทับหลังตกเหลืออยู่บ้าง    นอกจากนั้นยังมีฐานศิวลึงค์อยู่ด้านหน้าทางเข้าประตูปราสาทหลังนี้ด้วย ”.

ข้อมูลดังกล่าวนี้รับกับบทนิพนธ์ของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ดิศกุล     ได้ทรงกล่าวถึงปราสาทเขาโล้น  ในหนังสือศิลปะลพบุรีตอนหนึ่งว่า  "ลักษณะทับหลังที่มีภาพเทวดาประทับเหนือเกียรติมุข  เป็นศิลปะแบบบาปวน ( .1550 -1650 และเสาประดับกรอบประตูเป็นศิลปะแบบเกลียง"  ดังนั้นจึงลงความเห็นได้ว่า  ปราสาทหลังนี้คงสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่  ๑๕-๑๖    และจากหลักฐานศิลาจารึกปราสาทเขาโล้น  ระบุศักราช  (มหาศักราช)    938   ตรงกับ พุทธศักราช  1559[11]    ซึ่งท่อนใหญ่ได้สูญหายไปแล้ว  ยังเหลือเพียงสำเนาที่พอพระสมุดวชิรญาณ   หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ 

อนึ่ง  เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๖  นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ปราสาทแห่งนี้  โชคดีได้พบเศษศิลาจารึกแผ่นหนึ่ง  ขนาดเท่า ฝาบาตรพระที่พระอาจารย์ฉลอง  ปุญญกาโม (อาจารย์จิ๋ว)     พระนักปฏิบัติ ตั้งสำนักสงฆ์อยู่เชิงเขาลูกนี้[12]   ได้เก็บรักษาไว้  เมื่อศึกษาลักษณะอักษรจารึกแล้วเป็นอักษรขอมโบราณสมัยพระนคร    แต่ไม่สามารถจับความได้  ทั้งนี้เพราะเหลือเพียงเศษที่ถูกโจรกรรมทุบทำลายเท่านั้น.        

ข้อมูลอื่น ๆ    สำหรับทับหลังและเสาประดับกรอบประตู    ได้ถูกโจรกรรมไป  และได้ทราบว่าไปปรากฏที่ศูนย์การแสดงศิลปะเอเชียที่    Avery  Brundaqe    Collection    ที่ซานฟรานซิสโก   ประเทศสหรัฐอเมริกา   สันนิษฐานว่าถูกขโมยไปในช่วง พ.. ๒๕๐๕–๒๕๐๙  ซึ่งเป็นช่วงที่ปราสาทหินอันทรงคุณค่ามหาศาลทั้งในประเทศไทยและเขมรถูกทำลาย      และคงพร้อม ๆ กับกับปราสาทต่าง ๆ    ที่จังหวัดสุรินทร์เช่นปราสาทยายเหงา ปราสาทภูมิโปน ฯลฯ   ถูกโจรใจบาปขุดค้นทำลาย    ซึ่งในช่วงนั้นผู้เขียนยังเป็นพระภิกษุ และทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธธรรม  บังเอิญวันนั้นขี่ม้า   ( สมัยนั้นยังไม่มีรถวิ่งผ่าน  ยังเป็นป่าทางเกวียนอยู่)   ผ่านปราสาทภูมิโปนพอดี   ได้ไปพบกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งกำลังทำการขุดค้นขนทับหลังและเทวรูปจากปราสาทภูมิโปนใส่รถ  แต่ข้าพเจ้ามิได้สนใจ เพราะนึกว่า  เขาคงนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สุรินทร์  และมิได้สนใจว่า  เป็นผู้ใด.

สภาพปัจจุบันของปราสาทเขาโล้น    องค์ปราสาทอยู่ในสภาพปรักหักพัง   รอการบุรณะ มีเศษทับหลังและเศษเสากรอบประตู, ฐานศิวลึงค์และเศษอิฐกระจัดกระจายกองอยู่ข้างๆปราสาท    พระสงฆ์ที่ตั้งสำนักสงฆ์ในบริเวณปราสาทหลังนี้  ได้สร้างศาลาหลังเล็ก ๆ อยู่หน้าปราสาท และประดิษฐานพระพุทธปฏิมากร เป็นที่เคารพสักการะ  เมื่อมีผู้ไปชมปราสาทด้วย  ก็เป็นที่น่ายกย่องพระสงฆ์ที่ท่านไปตั้งสำนักสงฆ์ที่นั่น  อย่างน้อยก็เป็นหูเป็นตาแทนเจ้าหน้าที่บ้านเมือง  มิเช่นนั้นก็คงถูกทำลายมากกว่านี้   ข้าพเจ้ามองเห็นความสำคัญของพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมตามโบราณวัตถุสถานต่าง ๆ  หน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะสำนักพุทธศาสนากระทรวงวัฒนธรรมฯ   น่าจะมีการจัดงบประมาณเงินทุนสนับสนุนบ้าง   ใคร่ขอฝากแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ โอกาสนี้)    

 

ศิลาจารึก :    (Inscriptions)

         หลัก   สก.

                  ทะเบียนจารึกหอสมุดแห่งชาติ

            .        จารึกสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น ()

            .        อักษรเขมรโบราณ

            .        ภาษาสันสกฤต

            .        ศักราช  ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕

            .        สถานที่พบ :  ด้านทิศเหนือของปรางค์ปราสาท

            .        สถานที่เก็บรักษา:     สำนักสงฆ์เขาโล้น

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ชุมชนโบราณและกลุ่มปราสาทใกล้เคียง

 

ในอาณาบริเวณช่องเขาใกล้เคียง  ปราสาทเขาโล้นนี้  มีปราสาทเล็ก ๆ ประมาณ ๒๐  แห่ง  ที่สร้างในยุคสมัยเดียวกัน     เช่น  ปราสาททัพเซียม,   ปราสาทตาเรียล,  ปราสาทตาใบ, ฯลฯ    และปราสาทที่สร้างภายหลังที่สำคัญ  คือปราสาท " สด็กกอ็กธม "   ซึ่งสร้างในรัชสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมัน ที่ ๒   ( ๑๕๙๕-  ๑๖๐๙)     นอกจากนี้ยังมี  อโรคยศาลา ( โรงพยาบาล))  คือปราสาทบ้านผะไย, อำเภอวัฒนานคร  จังหวัดสระแก้ว  ซึ่งเป็นปราสาทที่เป็นพุทธสถานในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗   ( ๑๗๒๔-๑๗๖๓)      นอกจากปราสาทต่าง ๆ แล้ว   ยังมีแหล่งเตาเผา   แหล่งตีมีด    ในพื้นที่ตำบลทัพไทย    อำเภอตาพระยา,   และแหล่งหินตัดอีกหลายแห่ง  เช่นแหล่งหินตัดที่เทือกเขาพนมดงรัก  ( สระแจง)   และที่เขาลูกช้าง  เป็นต้น   ข้อมูลดังกล่าวนี้ล้วนเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญา  เป็นพิพิธภัณฑ์อมตะ เป็นมรดกไทย มรดกโลก    เป็นที่น่าศึกษาหาความรู้ยิ่งนัก[13]  อนึ่งเมื่อ  มีนาคม ๒๕๔๖  นี้  ท่านพระอาจารย์ฉลอง  ปุญญกาโม เจ้าสำนักสงฆ์เขาโล้นเล่าบอกผู้เขียนว่า  “บนเทือกเขาสะแกกรอง  อำเภอตาพระยามีปราสาทหลังหนึ่ง  ยังอยู่ในสภาพดี  เป็นสถานที่รื่นรมย์    แต่เส้นทางขึ้นลำบาก. 

สำหรับชุมชนโบราณนั้น  ในอาณาบริเวณนี้  คงเป็นชุมชนที่หนาแน่น  ทั้งนี้ได้พบเศษถ้วยชาม  เศษกระดูกมนุษย์โบราณอยู่หลายแห่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ด้านหน้าของปราสาทเขาโล้นในที่ราบนั้น  มีร่องรอยสระโบราณ  ๔ แห่ง  แต่บางแห่งชาวบ้านได้ดัดแปลงเป็นที่ปักดำทำนาแล้ว.

นอกจากนี้ รอบๆ ปราสาทเขาโล้นทั้งในบริเวณเชิงเขาและบนภูเขา  มีต้นสุคันธชาติและสุพรรณิการ์ ( ฝ้ายป่าหรือฝ้ายคำ)  ขึ้นมาก  ออกดอกเหลืองอร่ามในช่วงเดือนมีนาคม  ส่งกลิ่นอบอวนเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจยิ่งนัก.

 

 

ข้อมูลแหล่งทัศนาจรเชิงโบราณคดีอื่น

 

         .      จารึกพระราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข้างเส้นทางช่องเขาตะโก ด้ายซ้ายมือทางขึ้น   มีจารึกพระราชโองการพระพุทธเจ้าหลวงรัชการที่ ๕  ได้เสด็จมายังเขาลูกนี้  เมื่อปี  ..  ๑๒๗    และได้โปรดให้ข้าราชบริพารจารจารึกพระราชโองการโครงการสร้างถนนจากจังหวัดปราจีนบุรีเชื่อมไปยังภาคอีสาน  บนก้อนหินขนาดกว้างประมาณ  ๓ เมตร ยาวประมาณ ๔ เมตรไว้.    นอกจากนี้ยังมีจารึก  เข้าใจว่า เป็นของข้าราชบริพารโดยจารจารึกบนก้อนศิลาทรายขนาดใหญ่อีก  อ่านได้ความว่า  "   ….วันที่  ๑๓  มิถุนายน ร.. ๑๒๗        … ขอให้ข้าพเจ้าเจริญศุขศวัสดี  มีอายุยืนเหมือนก้อนหินนี้เทอญ."

 


 

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระ    จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ เมื่อปี  ๒๔๕๑

                                           เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์

 

 

 

            ลักษณะของจารึก

         เป็นจารึกที่บนก้อนหินก้อนใหญ่  ที่ช่องเขาตะโก, ตำบลทับราช อำเภอตาพระยา

            อรรถบทแห่งจารึก

         เป็นพระราชโองการ ให้ข้าราชการ สร้างเส้นทางเชื่อมระหว่างจังหวัดปราจีนกับภาคอีสาน

            (ภาพ…………………..)

 

             

.      ละลุ

 ละลุ เป็นในภาษาเขมรแปลว่า,  ยุ่ย,  ขาด, ขาดยุ่ย, มีรู, พัง,  เป็นลักษณาการของสิ่งของ, เสื้อผ้า,หรือคันนา,  ฝั่งแม่น้ำลำคลองที่ทะลุเป็นรู, หรือพังทะลาย เมื่อถูกน้ำไหลเซาะ ในพื้นที่อำเภอตาพระยามีแหล่งละลุหลายแห่ง  เช่นที่บ้านสระแจง, เชิงเขาตะโก.ฯลฯ


                                      ละลุที่เชิงเขาตะโก

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑

     

พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ทรงสืบเชื้อพระราชวงศ์ฝ่ายใต้[14]  มีพระราชกำเนิด    เมืองละโว้  (จังหวัดลพบุรี  ประเทศไทย )  เป็นพระราชโอรสของเจ้าครองนครศรีธรรมราช   พระราชมารดาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าราเชนทรวรมัน

ครองราชย์: ระหว่างปีพุทธศักราช   ๑๕๔๕-๑๕๙๓

ลัทธิศาสนา:  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ทรงเป็นพุทธมามกะ ฝ่ายมหายาน  แต่ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นพุทธมามกะ แต่ก็ทรงให้การสนับสนุนส่งส่งเสริมลิทธิศาสนาพราหมณ์เช่นกัน   ดังอรรถบทในศิลาจารึกศาลสูง   (๑๕๖๕-๑๕๖๗)[15]  ความตอนหนึ่งกล่าวว่า " ภิกษุมหายานก็ดี  ภิกษุเถรวาท ( หินยาน) ก็ดี    ดำรงอยู่ด้วยกันด้วยความสุขศานติ์ ส่วน ตาปัสสีโยคีก็ให้ปฏิบัติตามลัทธิศาสนาพราหมณ์โดยเสรี โดยไม่เบียดเบียนกันเลย,   และอีกตอนหนึ่งระบุว่า "พระนิยมตรัสให้บรรดาชีวสงฆ์ ที่อาศัยอยู่ในอาวาสต่าง ๆ ทั้งดาบส ทั้งพระภิกษุลัทธิมหายาน  ให้ท่านทั้งหลายเอา "ตบะ" ของตน คือเดชะบุญกุศลที่สร้าง เมื่อถือศีลสวดมนต์ภาวนา ไปถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงพระเจริญ และห้ามอย่าให้มีคนและสัตว์ใด ๆมารบกวนบันดาชีสงฆ์ ในอาวาสที่เขาอยู่" และอรรถบทสุดท้ายว่า :    ถ้าผู้ใดทำทุราจารใน " ตโปวนาวาส"  ต่าง ๆ และมารบกวนดาบสซึ่งถือโยคธรรม   ไม่ให้เขาสวดมนต์ถวายตบะแด่ วรบาทกัมรเตง กำตวน อัญ ศรีสุริยรมเทวะ โปรดให้จับผู้นั้นขึ้นศาลสภา เพื่อจะได้ฟังคดีที่ถูกตัดสินอย่างเคร่งครัด"

เรื่องราวอันเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ มีความพิศดารและมีศิลาจารึกหลายหลักที่กล่าวถึงอาทิเช่น :-

.        ศิลาจารึกสด็กกอ็กธม ๒   ได้กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ โดยกล่าวพระนามที่ถวายหลังสวรรคต ( Posthumous) คือ  " วร บาท นิรวาณบท"   ว่าได้ยกทัพไปต่อต้านประชาชนที่ทำลายเทวสถานที่  ภัทรปัตตนะและที่สตุก รันสี ( เมืองไผ่)  จากข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นว่า  พระราชอำนาจของ  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ได้แผ่มาถึงพื้นที่อาณาบริเวณจังหวัดสระแก้วปัจจุบันด้วย

นอกจากนี้อรรถบทในศิลาจารึกดังกล่าวได้พรรณาถึงภารกิจของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ คือ  ในรัชสมัยนี้พระองค์ได้โปรดให้พราหมณ์  เสตง อัญ สทาศิวะ ซึ่งเป็นศิษย์ของพราหมณ์ศิวโสม ให้ลาสิกขาบท ( สึกจากความเป็นพราหมณ์) แล้วพระราชทานอภิเษกสมรส กับเจ้าหญิงเสตง อัญ ศรีวรลักษมี   ซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระองค์   ให้เป็นมเหษีของสทาศิวะพราหมณ์   ครั้นแล้วพระาชทานบรรดาศักดิ์แก่สทาศิวะ เป็นที่ "วร กัมรเตง ศรีชเยนทรบัณฑิต" และให้รับราชการเป็น  ปุโรหิต และให้ปกครองสตุกรันสี.   (เมืองไผ่).

.        นอกจากศิลาจารึกดังกล่าว   ยังมีศิลาจารึกและเทวาลัยน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยุ่แถบลุ่มน้ำมูลหลายหลักที่กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  อาทิเช่น  ปราสาทพนมรุ้ง, ปราสาทเมืองต่ำ, ปราสาทปลายบัด,    (จังหวัดบุรีรัมย์)   ปราสาทพนมวัน (นครราชสีมา)   ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ( ศรีสะเกษ)  ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้น.  จากหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า   ในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ได้แผ่ไปกว้างขวางมาก  ทั้งในอาณาบริเวณลุ่มน้ำมูล, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และอาณาบริเวณแลเงาเทือกเขาดงรักและเขาบรรทัดด้านทิศใต้

จึงสรุปความได้ว่า  " พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ผู้ซึ่งเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ " สุริยวงศ์"  เป็นพระมหากษัตริย์เขมรที่ทรงความสามารถพระองค์หนึ่ง"

สวรรคต:  จารึกปราสาทละลวส  ได้ระบุว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ สวรรคตใน  วันขึ้น  ๘ ค่ำ  เดือนมีนาคม  ในปี   (  ..  ๙๗๑)  พุทธศักราช   ๑๕๙๓     ครองราชย์ ๔๗ พรรษา ได้รับสถาปนาพระนามหลังสวรรคต ว่า "นิรวาณบท".

 

                          โบราณวัตถุสถานมีค่ายิ่งนัก  โปรดช่วยกันอภิรักษ์

                            นั่นคือ   มรดกไทย มรดกโลก

                                                                                               

 

อภิธานศัพท์

…………………………………………………………………………………………

อักษรย่อ

.    =  บาลี

สัน. = สันสกฤต

ข.        = เขมร

.    =ลาว

.

กลีบขนุน,       : ประติมากรรมรูปเคารพ เทวดาประจำทิศ ปักประจำทิศทั้ง ๘ ทิศ

เกตนภัณฑ์,    :วัตถุมงคล,  อาวุธทรงของเทพเจ้า

.

เขาโล้น           :ชื่อภูเขา, เป็นภูเขาเล็ก ๆ มีเนื้อที่ประมาณ   …………  แยกจากภูเขาสะแกกรอง.

………

โคนันทิ,       :วัว, โค,  พาหนะของพระอิศวร

…….

จิ๋วตัก ก่วง  :สมณทูตจีนแผ่นดินใหญ่  เดินทางมาพำนักอยู่ ณ เมืองพระนคร เมื่อปะพุทธศักราช ๑๘๓๙

…….

ตาปัสสี            //      :ดาบส,  ผู้บำเพ็ญพรตในศาสนาพราหมณ์,

ตรีปุณทระ /สัน./          :เครื่องหมาย ๓ ขีดที่พระนะลาตของพระศิวะ (อิศวร)

ตรีสูล, /สัน./   :เกตนภัฑ์สามง่ามของพระศิวะ

. ……..       

ปราสาท :         เทวาลัย,   คือเรือน   หรืออาคาร ที่มีรูปลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัส        หรือรูปกากบาท  ดังบาลีว่า ปาสาโท จตุสสโก)[16]        และมีส่วนประกอบอื่น ๆเช่นกำแพงด้านนอก ด้านใน  บรรณาลัย  และโรงธงหรือวิหารคดเป็นต้น.    .  

.

ท้าวกุเวร,       :เทพประจำทิศเหนือ, พระสหายของพระศิวะ

ทัพราช        :

……………

ภัทรคีรี,       /สัน./    :ชื่อเขาตะโก   ตั้งชื่อโดย  พราหมณ์รุทธาจารย์           

…..

พิฆเณศ,                     :เทพเจ้าแห่งศาสตร์ศิลป์,  มีศีรษะเป็นช้างมีงวงข้างเดียว,  เป็นโอรสพระศิวะ.

พระนิรฤดี, /สัน./       :เทพประจำทิศหฤดี

พระพาย,       :เทพประจำทิศพายัพ

พระพิรุณ       :เทพประจำทิศตะวันตก

พระยม,                   :เทพประจำทิศใต้

พระอัคนีย์,    :เทพประจำทิศอาคเนย์

พระอิศวร( อีกปางหนึ่ง)         :เทพประจำทิศตะวันออก

พระอินทร์      :เทพชั้นรอง ประจำทิศอีสาน

……….

มหาศักราช,   :ศักราชที่สมเด็จพระสังฆราชมอญตั้งขึ้น หลังพุทธศักราช  ๖๒๑ ปี

………….

ศิวลึงค์,           (Linga)   : องค์ชาติของเพศชาย, แต่ความหมายในลัทธิฮินดู  ไศวนิกาย  หมายถึงองค์พระศิวเจ้า.:ซึ่งมีอยู่  ๓ แบบคือ   รุทธภาค  คือรูปกลมอย่างเดียว, .  มุขลึงค์  ได้แก่ลึงค์ที่จำหลักหน้าสัตรีด้วย และ  . ตรีมูรติลึงค์  หมายศิวลึงค์  ที่มีรูปลักษณ์  ฐานล่าง สี่เหลี่ยมหมายถึงพระพรหม, 

พรหมภาค) ช่วงกลาง  แปดเหลี่ยม หมายถึงพระวิษณุ   (วิษณุภาค)  และด้านบนกลมมน เรียกว่า รุทธภาค  หมายถึงพระศิวะเจ้า.         

ไศวะ, ลัทธิ      :หนึ่งใน ๖  (ลัทธิพราหมณ์   ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๔   ท่านสังกราจารย์ มหาปราชญ์ของศาสนาพราหมณ์ ได้จำแนกลัทธิพราหมณ์ออกเป็น  ๖ ลัทธิหลัก)    คือ :-

            ,        ลัทธิไวษณพ                            .        ลัทธไศวะ

            .        ลัทธิศากตะ                             .        ลัทธิเสาวระ

            .        ลัทธิคณาปัตยะ                                   .        ลัทธิเกามาระ

สุริยวรมันที่,           :พระมหากษัตริย์เขมร    ครองราชระหว่าง  พุทธศักราช  ๑๕๔๕-๑๕๙๓,

……..

อัคคีเนตร,     :พระเนตรที่ ๓ ของพระศิวะ  มีตรงพระนะลาต  (หน้าผาก).

อิศวร,             :พระนามหนึ่งของพระศิวะ,

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดรรชนี

………………………………………………………………………………………………………

……….

กาลี, ,

……….

โคนันทิ, ,                                                      ………จิว ตัก ก่วง. 

……….

ตาเรียล,   ตาใบ, ๑๒,

ตรีสูล,

ตรีปุณทร, ๑๑,                                                ……….ถนนวรมัน, ,

……….

ทัพเซียม. ๑๓,

เทวาลัย, ,,                                                  ……….นิวารณบท, ๑๖

……

มุขลึงค์, ๑๑                                                     ……….พรหมภาค, ๑๐,

พระพุทธเจ้าหลวง, ๑๓,

พระศิว, ,                                                       ………ภัทรคีรี,

…..

เมืองพระนคร : ,                                           ………..บาปวน

………..

ปราสาทเขาโล้น,, ,,

ปราสาทปลายบัด, ๑๖,

……….

รุทธภาค, ๑๐

 

ละลุ, ๑๔,

……….

วิษณุภาค, ๑๐,

วิษุวัต, ,                                                         ………สดุกกอ็กธม, ๑๓,

  สตุกรันสี,

  สระแจง, ๑๓,

  สุพรรณิกา, ๑๓,

  สุริยวรมัน ที่  , ๑๖,

…………

อโรคยศาลา,

อังควร์พนม,

 

 

                                                             ……………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสืออ้างอิง

.   จารึกในประเทศไทย  เล่ม ๓  อักษรขอม,ภาษาขอม ( เขมร)  และ อักษรขอม ภาษาสันสกฤต,     กรมศิลปากร, โรงพิมพ์ภาพพิมพ์:  กรุงเทพฯ, ๒๕๒๙.

.   ศิลาจารึกเขาโลน,   สก.    สำนักสงฆ์เขาโล้น,  ตำบลทัพราช  อำเภอตาพระยา,

         จังหวัดสระแก้ว.

     ศิลาจารึกสด็กกอ็กธม  หลัก ๒,   (ปจ.  หลักที่ ๕๗,    Insscriptions du Cambodge    หลักที่     K   235.

.  ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์  ถึง พุทธศักราช  ๒๐๐๐,        ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า

ศุภัทรดิศ ดิศกุล,     รุ่งแสงการพิมพ์, กรุงเทพฯ:  ๒๕๓๕.

.        ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม ๑๐๖, ตอน ๑๑๒.

.        ปราสาทเขาพระวิหาร, ดร. สรเชต วรคามวิชัย, สมมาตร  ผลเกิด, เรวัติการพิมพ์, บุรีรัมย์: ๒๕๓๕.

         BgSavtarexµr RbeTskm<úCa, RksÐgsIkSaFikar    .

 .   The Indianized states of  Southeast Asia.   G.Coedès,   University press of Hawaii : USA.        1967.

.  L'an  2500 Bouddhisme,  L'Institut Bouddhique du Cambodge: Phnom Penh,     1957.

๑๐.    Dictionnaire Vieux Khmer- FranÇais-Anglais,  Surlacivilisation Khmère, Paris: 1991.

๑๑.     เอกสารข้อมูล "ศึกษาสืบค้นร่องรอยอารยธรรม" อังควร์พนม"  ในพื้นที่อาณาบริเวณแลเงา ปราสาทสด็กกอ็กธม    โดย:  ปแฎงมหาบุญเรือง  คัชมาย์:  ๒๕๔๘.

๑๒    แผนที่ทางราชการไทย  "Amphoe  Ban Kruad  (TAI)   Sheet  5637,  Series   7017, Edition 2-RTSD: 2516.

 ๑๓.    แผนที่ทางราชการ ทหารเขมร  "Chong Kal" Prepared   and published by  the Defense Mapping Agency Topography Centre, Woshington, D. C.;  1971

 

 

 

 แนะนำผู้เขียน

 

                                    ปแฎงมหาบุญเรือง   คัชมาย์

 สำเร็จการศึกษา :        นักธรรมชั้นเอก,  เปรียญธรรม  ๓ ประโยค.

                                             B.E.D.  ( Bachelor of English Degree),   Great Britain.

พธ..  (พุทธศาสตร์บัณฑิต;  สาขาเอเชียอาคเนย์), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,    กรุงเทพฯ

ศศ..   ( ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต;  สาขาเขมรศึกษา),  มหาวิทยาลัยศิลปากร,  กรุงเทพฯ.

งานอดีต:       1,        ตำแหน่ง :  Interpreter/Translator,  กองรบพิเศษสหรัฐอเมริกา  ที่ ๔๒,   (US. Army   Special Forces )       ศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี,     หลักสูตรสงครามนอกแบบ  (สงครามกองโจร. “ Guerilla  Warfare.”  ส่งกำลังรบไปยังประเทศที่สาม.

2.            ตำแหน่ง  :   Sr. Billeting Officer,  ฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกา  เวคไอแลนด์    ฮาวาย,     มลรัฐแคลิฟอร์เนีย,  สหรัฐอเมริกา.

.                             3.        ตำแหน่ง:    Interpreter/ Translator,  หน่วยงาน: ( JVA.   US.   Refugees Resettlement   Programme, )             สถานเอกอัครราชทูต  สหรัฐฯ ประจำประเทศไทย.

4.         ตำแหน่ง:     Master  Trainer,  ครูฝึกอบรม  วิชาว่าด้วย “ สิทธิมนุษยชน” (  Human Rights  Programme)    องค์การบันเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ.  ( United Nations border relieve  operations. ) ( UNBRO).  ฯลฯ.

ปัจจุบัน               

กรรมการอาศรมภูมิปัญญา :    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์,  จังหวัดสุรินทร์

อาจารย์ผู้ชำนาญการ (ภาษาเขมร)  :  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์,  จังหวัดสุรินทร์

 

 

 

 

 

 

ปกหลังด้านนอก

 

 

   โบราณวัตถุสถาน

 เป็นพิพิธภัณฑ์  เป็นบรรณาลัยคือห้องสมุด

          เป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาอันอมตะนิรันดร์กาล

                    นี่คือ"มรดกไทย มรดกโลก"

                                                                    "ปแฎง"

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


         ไม้เรียวต้องกลับมา

           ไม้เรียวไม่กลับมา

เด็กไทย-การศึกษาไทยจะพินาศ

 

                                     "หลวงลุง"

 

        



[1] เขมรเรียก จังหวัดนี้ว่า “ เสียมเรียบ)

[2] ชื่อของปราสาท  " เขาโล้น"  เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานภายหลัง    โดยเรียกตามสภาพของภูเขา  ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าจนกระทั่งภูเขาลูกนี้มีสภาพโล้น       ส่วนชื่อเดิมในสมัยพระนคร      ตามศิลาจารึกสด็ก

กอ็กธม   ( ปจ.)  เรียกพื้นที่อาณาบริเวณนี้ว่า " ภัทรคีรี"  และปราสาทหลังนี้ในสมัยโบราณสันนิฐานคงเรียกชื่อว่า " ปราสาทภัทรคีรี"  ตามที่พราหมณ์ปุโรหิตนามว่า "รุทธาจารย์ มาครองเมืองนี้ และได้เปลี่ยนชื่อจาก  พนมตะโก(ถะโก) เป็นภัทรคีรี.

[3] ดงรัก< ดองแหรก= ไม้คาน  /./ (ชื่อที่ถูกต้องชื่อ ดองแหรก,  แต่ในสมัยอังควร์ เรียกเทือกเขาลูกนี้ว่า "วนัมแวง"=ภูเขายาว.

[4] ตั้งชื่อตามเส้นทางหรือถนนโบราณ    ( ถนนวรมัน    คือเถนนจากเมืองพระนคร ( เสียมราฐ)    ไปยังกรุงวิชัย  อาณาจักรจามปา  และ  ถนนวรมัน  ๒ คือถนนจากเมืองพระนคร ไปยังปราสาทวัดภู ( นครเศรษฐปุระ ,  เมืองจำปาสัก  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ปัจจุบัน           มีระยะประมาณ  ๒๐๐  กิโลเมตร, ) [  ข้อมูลศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์]       [ปแฎง].

 

[5] ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (  ..๑๕๔๕-๑๕๙๓)

[6] วันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดู,

[7] ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์, Asger Mollerup:WW.thai-Isan-Lao.com.

[8] โปรดศึกษาจากภาคผนวก.

[9] (พระศิวะมีศักติหรือชายา  2 องค์ คือ  พระอุมาและเจ้าแม่กาลี    และมีโอรส 2 องค์  คือ พระขันธกุมาร  และพระคเณศวร  ( พระพิฆเณศ)

[10] วรกมรเตงชคต =วร+กัมรเตง+=ชคต  ( พระผู้เป็นใหญ่ (ที่พึ่ง)แห่งชาวโลก)

[11] ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (  ..๑๕๔๕-๑๕๙๓)

[12] โบราณสถานหรือปราสาทหินเกือบทุกแห่ง  มักพบพระภิกษุสงฆ์ ไปสำนักสงฆ์ปฏิบัติธรรมอยู่ เป็นที่น่าอนุโมทนา  อย่างน้อยเป็นการช่วยทางราชการ  เหมือนไปเฝ้ารักษาโบราณสถานไปในตัว  ข้าพเจ้าใคร่เสนอ ทางราชการควรให้การสนับสนุน  ยกสถานะเป็นวัด เพื่อให้พระคุณเจ้าเหล่านั้นได้ปฎิบัติศาสนกิจ  เผยแพร่พุทธธรรม และเป็นกำลังของชาติต่อไป.

 

[13] ประสงค์ทราบเพิ่มเติม ศึกษาได้จาก  “ร่องรอยอารยธรรม อังควร์  ทัพพระยา โคกสูง อรัญฯ, โดยผู้เขียน.

[14] ดังนั้นอรรถบทในศิลาจารึกในรัชสมัยนี้  มักมีศักดินามว่า "  กำตวน"  "กำมรเตง กำตวน"   เช่นศิลาจากเขาพระวิหาร ศิลาจารึกศาลสูง     (. .  )   กำตวน < ตวน /มลายู/ =เจ้า,

[15] ศิลาจารึก  .. ,   หลัก  K.    410 :G. Coades, Rec. Inscription du Siam II.  P.21-23.

[16] คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา,     มหามกุฎราชวิทยาลัย:     กรุงเทพฯ ,  ๒๕๐๕.





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]