• Payont
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-02-23
  • จำนวนเรื่อง : 815
  • จำนวนผู้ชม : 738327
  • ส่ง msg :
  • โหวต 820 คน
ตามใจฉัน
ว่าไปเรื่อย เหนื่อยก็หยุด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/payont
วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
Posted by Payont , ผู้อ่าน : 877 , 11:13:16 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน แม่หมี , ni_gul และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

(๙) กำเนิดมรรค (มุมมองของผู้เขียน)

จ้อย : อยากรู้จักมรรคต้องรู้ตั้งแต่ต้นกำเนิด
จิ๋ว : มายังไงเหรอ
จ้อย : หยิบกระดาษดินสอมา...แล้วเขียนรูปวงกลมลงบนกระดาษ
จิ๋ว : เอ้า...เขียนแล้ว
จ้อย : เอาคำชุดหนึ่งใส่บนเส้นรอบวงดังนี้
คำว่า วางแผน ใส่ที่จุดสูงสุดของวงกลม
คำว่า ตรวจสอบ ใส่ที่จุดต่ำสุดตรงข้ามกับคำแรก
คำว่า ปฏิบัติ ใส่บนเส้นรอบวงทางขวามือตรงกลางระหว่างสองคำแรก
คำว่า แก้ไข ใส่บนเส้นรอบวงทางซ้ายมือตรงข้ามกับคำว่าปฏิบัติ
จิ๋ว : แล้วไงต่อ
จ้อย : เอาคำอีกชุดหนึ่งใส่บนเส้นรอบวงระหว่างคำในชุดแรกดังนี้
คำว่า แผน ใส่ระหว่างคำว่าวางแผน กับ ปฏิบัติ
คำว่า ผลลัพธ์ ใส่ระหว่างคำว่าปฏิบัติ กับ ตรวจสอบ
คำว่า ปัญหา ใส่ระหว่างคำว่าตรวจสอบกับ แก้ไข
คำว่า สาเหตุ ใส่ระหว่างคำว่าแก้ไข กับ วางแผน
ไล่เรียงคำจากจุดสูงสุดของวงกลมไปทางขวาจะได้
วางแผน - แผน - ปฏิบัติ - ผลลัพธ์ - ตรวจสอบ - ปัญหา -
- แก้ไข - สาเหตุ...แล้ววกกลับมาที่วางแผน
จิ๋ว : แปลว่าอะไร
จ้อย : แปลว่าก่อนลงมือทำอะไรต้องวางแผนซึ่งจะได้แผนออกมา
จากนั้นก็ปฏิบัติตามแผน...จนได้ผลลัพธ์
ตรวจสอบผลลัพธ์เทียบกับเป้าหมาย...ถ้ายังไม่ตรงแสดงว่ามีปัญหา
ให้หาทางแก้ไข...โดยค้นหาเหตุแห่งปัญหา แล้วกำจัดเหตุนั้นเสีย
ส่งเหตุนั้นเข้าสู่กระบวนการวางแผน...เพื่อปรับปรุงแผน
จากนั้นปฏิบัติตามแผนใหม่ที่ได้ปรับปรุงแล้ว
ทำซ้ำ (วนไปเรื่อยๆ)...จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย (ผลลัพธ์ตรงกับเป้า)
จิ๋ว : เหมือนวงล้อคุณภาพ P-D-C-A เลยนะ
คุณภาพได้รับการปรับปรุงตลอดเวลา...ด้วยการหมุนวงล้อ PDCA
จนกว่าทำให้ความผิดพลาดเป็นศูนย์
จ้อย : ใช่...นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะท่านทำมานานแล้ว
ท่านหมุนวงล้อนี้...จนได้ผลลัพธ์ตรงเป้าหมายคือเข้าสู่นิโรธ
ไม่มีปัญหา หรือ ทุกข์อีกต่อไป...ด้วยเหตุ หรือ สมุทัยถูกกำจัดจนหมดสิ้น
แผนสุดท้ายที่ทำให้เข้าสู่นิโรธ...เรียกว่ามรรค
จิ๋ว : โอว...นี้คือกำเนิดมรรค คิดได้ไงเนี่ย
จ้อย : ฝรั่งมี PDCA เป็นวงล้อคุณภาพ
พระพุทธเจ้ามี ทุกข์ สมุทัย มรรค นิโรธ เป็นวงล้อธรรม...ธรรมจักร

(๑๐) นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะเดินบนทางสายกลางหรือไม่ อย่างไร? (๑)

จ้อย : นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะเดินบนทางสายกลางหรือไม่ อย่างไร?
จิ๋ว : ถามแปลก...แล้วคิดว่าอย่างไร
จ้อย : ท่านเป็นผู้คิดสร้างทางสายกลาง (ดูตอนที่แล้ว กำเนิดทางสายกลาง)
ท่านจึงเป็นคนแรกที่ใช้ทางสายกลาง
จิ๋ว : บอกได้ไหม...ใช้ยังไง
จ้อย : เริ่มที่ปัญญา
จิ๋ว : คือ?
จ้อย : ตามตำราว่าเริ่มที่เห็นชอบตามด้วยดำริชอบ...ใครๆก็สอนกันแบบนี้
จิ๋ว : ไม่ให้สอนแบบนี้แล้วจะสอนแบบไหน
จ้อย : ว่ากันตามหลักบริหาร...น่าจะเริ่มต้นที่ดำริชอบ
คือกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดเป้าหมายก่อนเริ่มงาน
จิ๋ว : แล้วนักบวชสิทธัตถะท่านมีวิสัยทัศน์ หรือ เป้าหมายอย่างไร
จ้อย : ท่านดำริที่จะออกจากทุกข์...คือมีวิสัยทัศน์ว่าต้องออกจากทุกข์
กำหนดไปเลยว่าต้องทำให้ได้ก่อนตาย (เป้าหมาย)
จิ๋ว : ทำไมต้องตั้งเป้าหมายออกจากทุกข์ให้ได้ก่อนตาย
จ้อย : เก่งนิ (รู้จักตั้งคำถาม)...ฉันลองตอบดูนะ
ก็ตายไปแล้วมันทำอะไรไม่ได้แล้ว
การจะออกจากทุกข์...จึงต้องออกเสียในขณะที่มีชีวิตอยู่นี่แหละ
มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์...มันเสียชาติเกิด
จิ๋ว : รอชาติหน้าไม่ได้เหรอ...ตอนนี้กำลังเพลินสุขๆทุกข์ๆ
จ้อย : รู้ได้อย่างไร...ว่ามีชาติหน้า
จิ๋ว : พรุ่งนี้ยังมีเลย...ทำไมไม่มีชาติหน้า
จ้อย : รู้ได้อย่างไร...ว่ามีพรุ่งนี้?
จิ๋ว : เอาละๆ...เริ่มต้นด้วยดำริชอบ แล้วเห็นชอบล่ะเป็นอย่างไร
จ้อย : เห็นชอบต้องเก็บไว้ก่อน ตอนนี้ขอสรุปเล็กน้อย
จิ๋ว : สรุปว่าอย่างไร
จ้อย : ศาสนาพุทธมีจุดเริ่มต้นมาจากความทุกข์ของเจ้าชายพระองค์หนึ่ง ถือกำเนิดเกิดขึ้นจากดำริชอบ (ดำริที่จะออกจากทุกข์) ของเจ้าชายพระองค์นั้น ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ว่าด้วยทุกข์ กับ การดับทุกข์ การใดที่อยู่นอกเหนือ หรือ มิได้โน้มนำไปสู่การดับทุกข์ หรือ มิได้เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ หาใช่เป็นวิถีแห่งพุทธไม่ นี้เป็นหลักสำคัญอันพุทธศาสนิกชนพึงตระหนักรู้

(๑๑) นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะเดินบนทางสายกลางหรือไม่ อย่างไร? (๒)

จิ๋ว : เห็นชอบ...ว่าอย่างไร
จ้อย : เห็นชอบก็เห็นว่า...จะต้องทำให้ได้ตามดำริ
คือออกจากทุกข์ให้ได้ตามเป้าหมาย (ดูเรื่องดำริชอบตอนที่แล้ว)
จิ๋ว : แค่เนี้ย...ดูมันตื้นๆยังไงชอบกล
จ้อย : ก็แค่เนี้ย...แต่มันไม่ตื้นอย่างที่คิด
จิ๋ว : ลึกแค่ไหนเชียว
จ้อย : ก็เห็นชอบนี่เป็นพลัง หรือ แรงผลักดัน...ฝรั่งเรียก Driving force
จิ๋ว : ผลักดันอะไรกัน
จ้อย : ผลักดันให้ศึกษาค้นคว้า ประดิษฐ์คิดค้นหาทาง หาวิธี...ที่จะพ้นทุกข์
นำไปสู่ความรู้ ความเชื่อ ตามที่สอนๆกันในความหมายของเห็นชอบนั่นเอง
พูดง่ายๆก็คือความเห็นชอบสร้างพลังผลักดันเป็นปฐมภูมิ (Primary)
มีความรู้ ความเชื่อที่ถูกต้องเป็นทุติยภูมิ (Secondary)
จิ๋ว : สุดท้ายความเห็นชอบนี้ก็มีความหมายเหมือนตำรา
จ้อย : ใช่...ที่พูดเสียยืดยาวก็เพื่อให้เห็นที่มาของความรู้ ความเชื่อฯ
จิ๋ว : แล้วนักบวชเจ้าชายสิทธัตถะท่านใช้ความเห็นชอบ...ผลักดันให้พบอะไร
จ้อย : พบหลายอย่างเลยละ...พบกฎสามลักษณะ กฎแห่งกรรม อริยสัจ
และที่สำคัญพบเครื่องมือนำไปสู่นิโรธ หรือ เครื่องมือดับทุกข์...คือภาวนา
จิ๋ว : อ๋อ...สมาธิ กับ วิปัสสนา
จ้อย : นั่นแหละ...แต่สมาธินี่นักบวชต่างๆเขาทำกันมาก่อนหน้านานแล้ว
ภาวนาที่เป็นของนักบวชสิทธัตถะแท้ๆ เป็นเอกลักษณ์ของพุทธคือวิปัสสนา
การค้นพบวิปัสสนาเป็นการค้นพบแบบที่ฝรั่งเขาว่า Breakthrough
คือนักบวชอื่นๆนั้นท่านติดอยู่ที่สมาธิ
ไม่สามารถก้าวข้ามความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาไปได้...ยังมีอวิชชา
จึงไปไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์...หนีไม่พ้นการเวียนว่ายตายเกิด (วัฏสงสาร)
จิ๋ว : ยากนะ
จ้อย : ไม่ง่ายดอก...นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะท่านต้องใช้เวลาถึง ๖ ปี
กว่าจะค้นพบด้วยพระองค์เอง (ตรัสรู้)
อีกประการหนึ่งเรื่องอย่างนี้...เป็นเรื่องเฉพาะตัว
รู้เองเข้าถึงเองด้วยการปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น
เหมือนความร้อนของไฟ...เทวดาที่ไหนก็ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้
ผิวหนังต้องเปลวไฟเข้าทีเดียว...รู้เลย ร้อนจากไฟเป็นฉันใด
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า...ตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน
จิ๋ว : รับไม่ไหวแล้ว...ยังมีคำถามอีกแต่ขอแค่นี้ก่อน
จ้อย : ดีเหมือนกัน...จบเรื่องคิดไว้แค่นี้
ตอนต่อไปเป็นส่วนของสมาธิ...ใช้เมื่อปฏิบัติ

(๑๒) นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะเดินบนทางสายกลางหรือไม่ อย่างไร? (๓)

จิ๋ว : ตอนที่แล้วรู้สึกว่าจบแบบห้วนไปหน่อย...มีอะไรแถมไหม
จ้อย : ก็ได้...นักบวชเจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเดินบนทางสายกลางด้วยปัญญา
คือใช้ดำริชอบกำหนดว่าจะทำอะไร (ดับทุกข์)
และ ใช้เห็นชอบเป็นพลังผลักดันให้ค้นคว้าหาวิธีเข้าถึงสิ่งที่ได้ดำริไว้
(ในที่นี้คือวิธีดับทุกข์)
จิ๋ว : ต่อไปเป็นเรื่อง?
จ้อย : สมาธิ...มี ๓ องค์ประกอบคือ
จิตตั้งมั่นชอบ ระลึกชอบ กับ พยายามชอบ
จิ๋ว : คิดยังไงเอาจิตตั้งมั่นชอบมานำหน้า ไม่ใช้พยายามชอบเหมือนตำรา
จ้อย : อย่าไปคิดมาก...ทำอะไรมันต้องทำด้วยจิตตั้งมั่น
ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นพอ...เจ้าชายสิทธัตถะหนีไม่พ้นวัง
ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นพอ...เจ้าชายฯอยู่ป่าไม่ได้ (สภาพมันต่างจากวังราวฟ้ากับดิน)
ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นพอ...เจ้าชายฯไม่สามารถบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง ๖ ปี
ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นพอ...พระพุทธเจ้าไม่เผยแพร่หลักธรรมคำสอนอยู่ถึง ๔๕ ปี
ฯลฯ
จิ๋ว : แล้วระลึกชอบล่ะ
จ้อย : ระลึกชอบใช้คู่กับรู้สึกตัว...ทำให้เกิดการตรวจสอบ
จิ๋ว : ขยายความหน่อย
จ้อย : ระหว่างบำเพ็ญเพียรนักบวชเจ้าชายสิทธัตถะ
ท่านระลึกอยู่เสมอว่า...เป้าหมายอยู่ที่ดับทุกข์
รู้สึกตัวว่ายังเป็นทุกข์ก็ปรับปรุงเปลียนแปลงการปฏิบัติ...ทำ Rolling plan
(ดูเรื่องกำเนิดมรรค)
ระลึกอยู่เสมอว่าที่ผ่านมาทำอย่างไรแล้วไม่ได้ผล
รู้สึกตัวว่าจะกลับไปทำซ้ำอีกก็งดเสีย...ไม่ทำผิดซ้ำซาก (Learning)
จิ๋ว : พยายามชอบ...คงไม่ต้องอธิบายมั้ง
จ้อย : คงเข้าใจกันดี...แต่เตือนไว้นิดหนึ่งพยายามชอบคือ
พยายามทำในสิ่งที่ได้ดำริไว้ดีแล้ว (ดำริชอบ)...อย่าพยายามไปทำอย่างอื่น
จิ๋ว : จบเรื่องสมาธิ?
จ้อย : คงแค่นี้แหละ...แต่ขอสรุปหน่อย
ปัญญาควบคุมสมองให้คิด...สมาธิคุมจิตเวลาปฏิบัติ
ปัญญา กับ สมาธิคือ...อิทธิบาท (ธรรมอันเป็นคุณเครื่องแห่งความสำเร็จ)
ที่ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา
มีปัญญาย่อมมีฉันทะ...ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรอย่างไรคงมีฉันทะไม่ได้
วิริยะคือพยายามชอบ จิตตะคือจิตตั้งมั่นชอบ วิมังสาคือระลึกชอบ
มีป้ญญา มีสมาธิเท่ากับมีอิทธิบาท...คือมีความสำเร็จ
เดินตามมรรคแค่นี้ก็ทำงานสำเร็จแล้ว
ที่เหลือ (ศีล) ทำให้เกิดอะไร...ว่ากันตอนต่อไป

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Payont วันที่ : 22/02/2016 เวลา : 10.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

คุณ นายยั้งคิด
เพิ่งรู้ความหมายของตรารถเมล์ขาวเหมือนกันครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 1 Payont , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
นายยั้งคิด วันที่ : 20/02/2016 เวลา : 14.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ผมเคยเห็นตราวงกลม ข้างในวงกลมเป็นกากะบาด ข้างรถเมล์ขาวของบริษัทนายเลิด แล้วต่อมาจึงทราบว่าหมายถึง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา คือ อิทธิบาท ๔ ครั้นแล้วมาทราบเพิ่มที่เอ็นทรี่ของอาจารย์ที่ว่า ..... มีป้ญญา มีสมาธิเท่ากับมีอิทธิบาท...คือมีความสำเร็จเดินตามมรรคแค่นี้ก็ทำงานสำเร็จแล้ว

เพราะฉะนั้น ตราของบริษัทนายเลิด จึงเป็นเครื่องหมายของความสำเร็จนั่นเอง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน