*/
  • พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 123
  • จำนวนผู้ชม : 371544
  • จำนวนผู้โหวต : 297
  • ส่ง msg :
  • โหวต 297 คน
BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน 2550
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 3708 , 10:03:00 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

 

 

  

 

  

คราวนี้มาว่ากันเรื่องการเตรียมตัวก่อนเดินทาง ตั้งแต่ การแต่งตัว การจัดกระเป๋า และ การแก้ปัญหา เพื่อให้จำง่ายจะขึ้นด้วยตัวอักษร C ทั้งหมด แล้วลองนับดูว่ามีกี่ C  

การแต่งตัว (Cloth) เป็นเรื่องสำคัญในการเดินทางไกลข้ามประเทศ  ทั้งนี้เนื่องจากต้องอยู่ในที่คับแคบด้วยอิริยาบถสี่เป็นเวลาเนิ่นนาน (มากมาก) ต้องปกป้องทรัพย์สินของตนทั้งยามหลับและยามตื่น  ต้องเผื่อเวลาหนีตายยามฉุกเฉิน และ ต้องคำนึงถึงความน่าเชื่อถือเวลาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง  ดังนั้นชุดที่เลือกใส่ควรใส่สบายแต่ดูสุภาพ ไม่ค่อยยับ มีที่ใส่สมบัติมากแต่ไม่รุงรัง อย่างน้อยควรใส่หนังสือเดินทางกับเงินได้แบบไม่หล่นหายแม้ยามหลับและไม่เกะกะยามนอน สามารถกระโดดออกประตูฉุกเฉินได้สะดวกฉับไวเนื่องจากเขาไม่ให้ถือกระเป๋าสมบัติพัสถานใดๆ ไปด้วย อันที่จริงเวลาหนีตายนั้น คนที่รอดส่วนใหญ่มักจะทิ้งสมบัติเอาชีวิตไว้ก่อน ชุดที่ฉันใส่ประจำคือ เสื้อยืดที่ทำจากผ้าคุณภาพดีหน่อยหรือเนื้อผ้าเกาหลีสีดำ ตัวหลวมเล็กน้อยใส่ทับเสื้อกล้ามชั้นในไม่รัดรึงจนเกินไป กางเกงผ้าเบาบางสีดำเลือกเนื้อผ้าที่ไม่ยับ เอวหลวมอย่างน้อยหนึ่งนิ้วเนื่องจากต้องกินๆนอนๆ จนพุงอืดเป็นวันๆ  กางเกงมีกระเป๋าเจาะด้านหน้า (ไม่ใช่ด้านข้าง) ซึ่งทำลึกเป็นพิเศษทั้งสองด้านเพื่อใส่หนังสือเดินทางที่ระดับหน้าขาได้ ส่วนเงินหรือกระเป๋าเงินใส่อีกด้านหนึ่ง เวลาจะไปเดินยืดเส้นยืดสาย หาของทาน หรือ เข้าห้องน้ำห้องท่าก็ไม่จำเป็นต้องหอบกระเป๋าไปมาให้เกะกะ แถมยังเปื้อนเชื้อโรคในห้องน้ำที่ผู้โดยสารกระหน่ำใช้อย่างไม่บันยะบันยัง

ควรมีบัตรเล็กๆ เคลือบด้วยพลาสติกระบุว่าท่านเป็นใครพร้อมชื่อกับหมายเลขโทรศัพท์ของคนที่สามารถติดต่อได้ยามฉุกเฉินสัก 2 -3 คน ติดในกระเป๋ากางเกง ที่ควรมีเพราะเวลาท่านเคราะห์หามยามร้ายหมดสะติหรือฟั่นเฟือน จะได้ติดต่อญาติโยมได้ ฉันเจอมาหลายรายแล้วที่ตายแบบ ‘หญิงไทย/ชายไทยไม่ทราบชื่อ’ และที่ให้เคลือบพลาสติกก็เพื่อป้องกันน้ำเลือดน้ำเหลืองของท่านเลอะเทอะจนอ่านไม่ออก ไม่ได้ขู่นะ ฉันเคยเจออุบัติเหตุมาเป็นสิบสิบครั้ง มีคราวที่รถบัสคว่ำตกลงไปในนาตอนออกไปอาสาสมัครช่วยพัฒนาชนบทกับรุ่นพี่รุ่นน้อง ช่วงเกิดอุบัติเหตุดันหลับอีกต่างหาก มาตื่นตอนหัวฟาดหลังคารถ แล้วมีบาทาเพื่อนๆ นับไม่ถ้วนที่ตกใจเหยียบไปเหยียบมาบนตัวฉัน

“เฮ้ย!...อย่าเหยียบ อย่าเหยียบ” ฉันตะโกนขณะที่ตัวจมลงไปในน้ำเรื่อยๆ

“เอาตีนออกไป” ฉันพยายามตะโกน แต่ไร้ผล เพราะไอ้เพื่อนที่ตกใจยังคงไม่มีสะติ แถมยังมีเสียงคนร้องระงมไปหมด

“ช่วยด้วย…อย่าเหยียบ” บาทาเพื่อนๆ ยังคงกระหน่ำลงมาเสมือนพูดว่า ‘ช่วยเหยียบด้วย’ ตัวฉันจมลงไปอีก

น้ำในนาเพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงแก้ม ฉันพยายามแหงนหน้าให้รูจมูกอยู่เหนือน้ำให้มากที่สุด จะมาตายแบบเปียกแฉะเหม็นๆ มีจอกแหนประดับร่างคงไม่ไหว รีบตั้งสะติยกมือแกว่งไปมาเผื่อจะคว้าอะไรได้บ้าง เดชะบุญ..เพื่อนผู้หญิงที่ตัวสูงสุดในชั้นปีลากแขนฉันขึ้นมา  พอรู้ว่าหัวชี้ฟ้าในท่ายืนแล้วก็รีบเปิดหน้าต่างรถด้านที่ตะแคงข้างตั้งขึ้นแล้วปีนออกมาเป็นคนแรก หลังจากนั้นก็ช่วยกันออกมาจากรถ  หัวที่ถูกกระแทกยังมึนตึบอยู่ เริ่มรู้สึกถึงเลือดอุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากฝ่ามือและข้อเท้าซึ่งทิ้งรอยแผลเป็น (เพิ่มอีก) มาจนบัดนี้ เหลือบมองไปที่ถนนเห็นรุ่นพี่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดช่วยผายปอดรุ่นน้องคนหนึ่งที่หมดสะติไป ชาวบ้านแถวนั้นรีบเข้ามาช่วยพวกเราแทนที่เราจะมาช่วยเขาดั่งที่ตั้งใจไว้ ซึ้งในน้ำใจจริงๆ

ไหนๆ ก็ว่ากันเรื่องเท้าแล้ว มาว่ากันเรื่องรองเท้าต่อ ควรเลือกใช้ที่ต้องถอดง่าย สวมใส่สบาย ดูสุภาพ ถ้าอยู่ชั้นธุรกิจจะมีถุงเท้าแจกให้ หรือขอได้ แต่ถ้าอยู่ชั้นประหยัดต้องขนมาเอง ดังนั้นรองเท้าที่ฉันใช้จึงเป็นรองเท้าสานสีดำคู่กับถุงเท้าดำ หรือรองเท้าหนังสีดำเปิดส้น ท่านที่ชอบความงามความเท่ต้องแลกกับความวิบากหน่อยเพราะรองเท้าบางอย่างทำให้เท้าเหม็นอับ อีกทั้งเท้าที่ห้อยต่ำเป็นเวลานานจะบวมขึ้นดันรองเท้าหุ้มส้นสุดหรูของท่านอย่างไม่ปราณีปราศรัย ถ้าอยู่ชั้นธุรกิจก็สบายหน่อย เพราะที่นั่งรุ่นใหม่ของสายการบินทอปรับเอนนอนได้มากและมีเครื่องนวดหลังด้วย อีกทั้งมีห้องน้ำห้องท่าที่ไม่ต้องรอคิวนาน เปลี่ยนชุดได้สะดวก ถ้ารวยมากอยู่ชั้นหนึ่งเขามีชุดนอนแจกให้เลย

การจัดกระเป๋าดูเหมือนไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่ขอโทษที... ไม่ใช่เรื่องกล้วยกล้วยนะจ๊ะ  ให้คำปรึกษาไปไม่รู้เท่าไหร่ ก่อนอื่นต้องเลือกกระเป๋าให้เป็นก่อน ซึ่งขึ้นกับเงื่อนไขอย่างน้อย 8 อย่าง ถ้าจะเขียนให้ครบทุกอย่างคงไม่สามารถจบภายในไตรภาคได้ เอาแค่หลักการเบื้องต้นก่อนก็แล้วกันนะ

เงื่อนไขแรก ระยะเวลาที่จะไป ส่วนใหญ่ยิ่งไปนานยิ่งขนมาก แต่สามารถจัดให้เท่ากับกึ่งหนึ่งของระยะเวลาเดินทางได้

เงื่อนไขที่สอง คืองานหรือกิจกรรมที่จะทำ ถ้ามีกิจกรรมหลากหลายคนละเรื่องละราวก็ขนมากหน่อยเพราะใช้ทดแทนกันไม่ได้

เงื่อนไขที่สาม คือประเทศที่จะไป ถ้าเจริญมาก ของไม่แพง พอซื้อหาได้ ก็ไม่ต้องขนมาก

เงื่อนไขที่สี่  คือฤดูกาลที่จะต้องเผชิญ ถ้าเป็นฤดูหนาวก็ต้องขนมากขึ้นทั้งเสื้อกันหนาว หมวก ถุงเท้า รองเท้าที่พอกันลมหนาวหรือหิมะได้ เป็นต้น

เงื่อนไขที่ห้า คือของที่จะขนไปฝาก ถ้ามีมากก็ขนมาก ควรจะมีติดไม้ติดมือไปบ้างเพราะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง (Charm) หรือเป็นของตอบแทนความมีน้ำใจของมิตรต่างแดน ถ้าไม่ระบุเจาะจง ขอแนะนำของที่ทำด้วยวัสดุบางเบา ไม่แตกหัก ขนง่าย และ แปลกตา ของไทยๆ นี่แหละดีที่สุด (อาทิเช่น ของที่ทำจากผ้าไหม เครื่องถม เครื่องเงินเล็กๆ เป็นต้น ) 

เงื่อนไขที่หก คือของที่จะขนกลับมา ดูดีๆ ว่าไม่มีขายในไทย เพราะนอกจากจากจะเสียเงิน เสียแรง เสียรู้ แล้วยังเสียหน้าอีก  

เงื่อนไขที่เจ็ดคือสายการบินที่ใช้กับตั๋วที่ซื้อ เพราะอนุญาตให้ขนต่างกันทั้งจำนวนและน้ำหนัก ถ้าต้องใช้สายการบินภายในประเทศนั้นๆ ด้วยก็ต้องวางแผนให้ดีว่าจะผ่องถ่ายน้ำหนักอย่างไร เมื่อไหร่  ฉันเคยเปลี่ยนเครื่องมากถึง 5 ลำ ตอนไปเมือง Bismarck ประเทศอเมริกา และ 6 ลำ ตอนไปเมือง Brasilia ประเทศบราซิล นี่แค่ขาไปยังไม่นับขากลับนะ ที่บราซิลเหตุเกิดเพราะเครื่องบินเลื่อนเวลาเดินทางแล้วทำให้ฉันตกเครื่องบิน ต้องกระเตงลูกศิษย์ทั้งไทยและเทศกระเสือกระสนให้ถึงจุดหมายปลายทางจนได้ เอาไว้มีเวลาค่อยเล่าให้ฟังว่าวิธีการต่อรองหรือเรียกร้องสายการบินอย่างไรให้เปลี่ยนทุกข์เป็นลาภ  

เงื่อนไขสุดท้ายคือฮวงจุ้ยที่นั่งในเครื่องบิน ถ้าท่านนั่งชั้นประหยัดและเดินทางตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป ควรเลือกริมทางเดินเนื่องจากลุกไปเข้าห้องน้ำสะดวกไม่ต้องสะกิดคนข้างๆ ให้เขาตื่น หรือไม่ต้องใช้วิชาตัวเบาโยงโย่โยงหยกข้ามร่างเขาออกมา เผลอๆ อาจพลาดลงไปนอนทับเขาจะยุ่งกันใหญ่ โดยเฉพาะคนร่างยักษ์ที่เบียดช่องที่นั่งเสียแทบจะไม่มีรูออก ถ้าชอบดูหนังด้วยควรเลือกที่นั่งริมทางเดินแถวที่สามตรงกลางเพราะดูจอใหญ่ได้ แถวหน้าจะเป็นที่สำหรับเด็กเล็กนั่งซึ่งมีที่ให้เสียบที่นอนเล็กๆ ถ้าชอบฟังเด็กแผดเสียงกระจองอแงก็เลือกเข้าไปใกล้ๆ อย่างน้อยต้องได้ฟังสองรอบขาเครื่องบินขึ้นกับขาเครื่องบินลง เนื่องจากเด็กปวดหูเพราะปรับความดันในช่องหูไม่เป็น ถ้าพ่อแม่เด็กไม่คิดว่าท่านสาระแนก็ควรจะแนะนำให้เด็กดูดนมหรือเคี้ยวขนมตอนเครื่องบินขึ้นกับลง    เครื่องบินบางรุ่นจะมีจอให้แต่ละที่นั่งแม้ชั้นประหยัด แต่หายากหน่อยนะ 

สำหรับคนตัวสั้นควรเลือกที่นั่งริมทางเดินที่สามารถสอดกระเป๋าเดินทางเข้าไปใต้ที่นั่งด้านหน้าได้ เนื่องจากเบาะที่ออกแบบให้มีที่รองคอมันจะสูงดันหัวท่านให้คอพับมาข้างหน้า ครั้นนั่งหลังชิดพนักพิง ขาท่านก็จะห้อยต่องแต่งอยู่ในท่าสำนึกผิดหรือในท่าผีขี่คอเหมือนเรื่อง ‘ชัตเตอร์กดวิญญาณ’ ปวดเมื่อยมาก..ขอบอก ดังนั้นถ้าอยากสบายควรขอหมอนแม่นางฟ้าเพิ่มหรือจากผู้โดยสารอื่นที่ไม่ใช้สัก 3-4 ใบ เอามารองสะโพกกับหลัง แล้ววางเท้าบนกระเป๋า เท่านี้ก็ได้ที่นอนระดับชั้นธุรกิจแต่จ่ายในราคาประหยัดแล้ว

สำหรับคนตัวยาวควรเลือกที่นั่งตรงทางออกฉุกเฉิน ยิ่งริมหน้าต่างได้ยิ่งดีเพราะเอนหัวหรือตะแคงได้ ลุกเข้าออกก็ไม่ลำบาก เพราะพื้นที่ด้านหน้าจะกว้างเป็นพิเศษ ไม่มีของวางเกะกะเนื่องจากเป็นทางหนีตาย เผลอๆ บางตำแหน่งยังมีแม่นางฟ้ามานั่งยิ้มหน้าแป้นผจัญหน้าท่านเพราะเป็นที่นั่งพนักงานต้อนรับในเครื่อง อย่างไรก็ตาม ‘ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง’ ดังที่อัสนีวสันกล่าวไว้   ท่านต้องช่วยแม่นางฟ้าพ่อเทวดาเปิดประตูฉุกเฉินช่วยอพยบผู้โดยสารออกจากเครื่องบิน  ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำเพราะเวลาเครื่องบินตกมักจะตายเรียบ ถ้าจะสร้างโอกาสรอดตายก็ควรจะเลือกท้ายๆ ลำ เพราะหัวมักจะโหม่งก่อนและเครื่องยนต์ที่ปีกมักจะไหม้ แต่ท่านต้องแลกกับความรำคาญที่คนเดินเข้าเดินออกใช้ห้องส้วมกับกลิ่นโชยมาเป็นระยะๆ   คราวที่เดินทางกลับจากอิตาลี่ก็มีผู้โดยสารดื่มเหล้าจนเมาได้ที่ทะเลาะกับคนอื่นๆ แล้วตะบึงตะบอนไปทุบประตูฉุกเฉินพยายามจะเปิด แม่สาวชาวเยอรมันกับแฟนหนุ่มที่นั่งข้างๆ ฉันกลัวมาก เร่งเร้าให้ฉันแปลเป็นภาอังกฤษช้าๆ ทุกฉาก ฉันชักใจเสีย ครั้นจะสะเออะเข้าไปห้ามก็เทียบขนาดไม่ได้ จึงดูท่าทีผู้โดยสารอื่นก่อนแล้วคอยหาจังหวะเข้ารุม    อันที่จริง ยังมีวิธีการใช้ชีวิตในเครื่องบินอย่างไรให้มีสุข เสี่ยงต่อการเป็นโรคน้อย และ ไปถึงปลายทางสามารถปรับตัวได้ดี ลดอาการ jet lag ได้มาก คงมีโอกาสได้ว่ากันอีกต่อไป

ส่วนฉันมักจะเดินทางคนเดียวประมาณ 7 วัน เพื่อไปทำงานแล้วแวะเที่ยวก่อนกลับ ไปชั้นประหยัดบ้างชั้นธุรกิจบ้าง จึงชอบเดินทางแบบเบาๆ มีกระเป๋าลากขึ้นเครื่องหนึ่งใบกับกระเป๋าเป้เล็กๆ อีกหนึ่งใบ ไม่เคยเยเสกระเป๋ายี่ห้อดังทนทานทำด้วยวัสดุแข็งโป๊ก เพราะนอกจากจะหนักแล้วยังไม่ถูกต้องกับการใช้งานอีกต่างหาก จึงเลือกกระเป๋าทำด้วยผ้าเพื่อลดน้ำหนักมีซิบขยายขนาดได้กรณีที่ต้องขนของฝากกลับ ขนาดใหญ่สุดเท่าที่เขากำหนดให้ขึ้นได้ ซึ่งจะประมาณ 20 – 21 นิ้ว ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงกุญแจลั่นดาลกระเป๋า โปรดติดเอาไปด้วยเผื่อขนของกลับมาเยอะจะได้ ส่งลงท้องเครื่อง  เรื่องกระเป๋ายังมีอีกเยอะ อาทิเช่น จะทำอย่างไรไม่ให้ถูกฉกที่สนามบินเนื่องจากวิทยายุทธ์ของมืออาชีพในทวีปต่างๆ นั้นล้ำลึกนัก ไม่ค่อยมีใครเอามาเล่า  จะทำอย่างไรไม่ให้กระเป๋าแตกแบะจนเห็นไส้เห็นพุง และจะทำอย่างไรเมื่อกระเป๋าหาย เป็นต้น

ของที่จัดลงกระเป๋า ก็มีเสื้อผ้า (Cloths) เลือกผ้าเนื้อเบาบาง สามารถซักตากในห้องปรับอากาศแล้วแห้งได้ภายในหนึ่งคืน  ข้อดีคือมันช่วยเพิ่มความชื้นในห้อง ช่วยถนอมเยื่อบุทางเดินหายใจ ถ้าผ้าหนาหน่อยให้ม้วนกับผ้าเช็ดตัวหรือใช้เครื่องเป่าผมเป่าช่วยนิดหน่อยก่อนตากจะทำให้แห้งเร็วขึ้น   ฉันมีไม้แขวนรุ่นหนีบและคอหมุนได้ขนาดเล็ก หาที่เกาะเกี่ยวได้ง่าย ควรแขวนให้ถูกฮวงจุ้ยคือตรงกับทิศทางลมของเครื่องปรับอากาศ  สำหรับเสื้อผ้านั้น มีวิธีพับที่ทำให้ไม่ยับ โดยนำเสื้อที่ไม่ต้องการให้ยับคลี่ออก วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ  เสื้อที่มีแขนสั้นให้พับทบแขนเข้าไปด้านในก่อน จากนั้นนำเสื้ออื่นๆ ชุดนอน กางแกงขาสั้นพับทำเป็นไส้ใน วางครึ่งบนของเสื้อซึ่งวางซ้อนกันนี้ ตลบชายผ้าของครึ่งที่เหลือขึ้นทับ เก็บคอเสื้อโดยพับสอดเข้ามา จากนั้นนำเอากางเกงซึ่งวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนเสื้อ มาห่อชั้นนอกตามยาว แล้วสอดเข้าไปในถุงพลาสติกขนาดพอดี นำไปวางในกระเป๋าแล้วรัดด้วยสายรัด เป็นอันเสร็จสิ้น 

ท่านที่มีกระเป๋าลงท้องเครื่องควรแบ่งเสื้อผ้ามาสักชุดสองชุดพร้อมชุดชั้นในติดตัวมาด้วยเผื่อกระเป๋าหายจะได้มีใช้ ยกเว้นชอบแก้ผ้านอน

ส่วนอาหารการกิน (Cook) เป็นเรื่องใหญ่ของใครใครอีกหลายคนที่กินอยู่ยาก ท่านสามารถขนบะหมี่สำเร็จรูป นำพริกอาหารกระป๋องไปได้แต่ต้องศึกษาดีๆ ว่าอะไรที่ประเทศปลายทางห้ามเข้า ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทพืชผักผลไม้ อเมริกาห้ามประเภทหมู เช่น หมูหยอง หมูแผ่น ออสเตรียห้ามขนดินเข้าไป เป็นต้น ควรมีอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ติดไปด้วย อาทิเช่น ช้อน ซ่อม และมีดพลาสติกเพราะผ่านขึ้นเครื่องได้ ไม่งั้นท่านต้องไปโยนทิ้งในกล่องตรงด่านอรหันต์ตรงประตูขึ้นเครื่องให้ขายหน้า เคยเห็นอีโต้อันเบ้อเร่อเบ้อร่า  ไม่รู้ว่าคนที่หิ้วมานั้นลืมสนิท หรือตั้งใจพกไปฟันใครในเครื่องบิน   มีดพลาสติกที่คมที่สุดใช้การได้ดีคือของสายการบินบอของไทย ปอกผลไม้ได้เชียวนา  ฉันพกเครื่องดื่มให้พลังงานแบบชงดื่มได้กับกาแฟสดแบบถุงชาบรรจุในซองกันชื้นซึ่งจะหอมน้องๆ กาแฟต้มไปด้วย  แต่เสียดายไม่มีขายในไทย ต้องซื้อจากต่างประเทศตุนไว้  นอกจากนี้ยังพกผ้าเย็นเช็ดมือบรรจุในซองหรือเจลล้างมือแบบไม่ใช้น้ำล้างไปด้วยเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี ท่านคงนึกไม่ถึงว่าเชื้อโรคหลายชนิดสามารถติดทางน้ำมูกน้ำลายที่แปดเปื้อนตามพนักวางมือ ลูกบิดประตูห้องน้ำ รถเข็นในห้างสรรพสินค้า ที่จับในรถเมล์ ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ลองจินตนาการคนที่แคะขี้มูกเกาตูดแล้วหยิบช้อนให้ท่านใช้ก็แล้วกัน    

รายการสุดท้ายในหมวดนี้คือยา ควรพกยาสามัญไปด้วยเพราะบางประเทศหาซื้อไม่ได้ตามร้านขายยาทั่วไปเนื่องจากต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น บางประเทศยาคนละแบบ บางประเทศคุยกันไม่รู้เรื่อง พยายามนำยาในรูปแบบบรรจุภัณฑ์เดิมเพราะอาจจะมีปัญหาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอีก เคยไปยืนต่อล้อต่อเถียงที่ญี่ปุ่นมาแล้ว รุ่นพี่ผู้ชายเดินผ่านไปอย่างสบาย ส่วนฉันกลับมีปัญหา ขนาดยืนหนังสือเดินทางพร้อมแจ้งวัตถุประสงค์ว่ามานำเสนอผลงานวิชาการก็แล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังถามนั่นถามนี่อยู่อีกนาน แล้วก็มาพบเอาถุงยาที่พกไปด้วย

“นี่อะไร” เจ้าหน้าที่ถามห้วนๆ

“ยา” ฉันตอบสั้นๆ เพราะเริ่มเบื่อแล้ว

“เอามาทำอะไร” เจ้าหน้าที่ซักต่อ

“ทานแก้ท้องเสีย”

“ป่วยหรือ” เจ้าหน้าที่ยังวอเว

“ไม่ป่วย แต่ประเทศคุณสกปรกมาก กำลังมีโรคอุจจาระร่วงระบาดไปทั่ว ฉันกลัวจะติดโรคจากประเทศคุณจึงเตรียมยามาจากประเทศฉัน เอากันไว้เผื่อจะต้องกิน” ฉันตอบกลับไปในบัดดลด้วยน้ำเสียงเข็มใบหน้าขึงขัง

เท่านั้นแหละ พ่อคุณรีบปิดกระเป๋าแล้วให้ฉันผ่านโดยดี คิดๆไป จะว่าเขาก็ใช่ที่ เผอิญเป็นช่วงที่หญิงไทยอาชีพพิเศษเดินสายพอดี ‘หุ่นให้แต่ใจไม่รัก (ดำผอมเก็ง)’ อย่างฉันถือว่าเป็นประชากรเป้าหมาย

 สำหรับคนไหนเมารถเมาเรืออย่าลืมพกยาดมยาลมไปด้วย ยาแก้เมาควรทานอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนเดินทาง บ๊วยเค็มช่วยได้ในบางคน ส่วนท่านที่ไปดำน้ำควรใช้แบบแปะติดผิวหนังเพราะตัวยาจะซึมเข้าสู่ผิวหนังระยะยาว เนื่องจากต้องกินนอนอยู่ในเรือทั้งวันทั้งคืน การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญแต่กลับไม่ใส่ใจ  ฉันแทบไม่เป็นไข้หวัดที่เขาเป็นๆ กัน เลย นานที่สุดคือ 6 ปี ถ้าจำเป็นต้องทานก็เริ่มจากสมุนไพรไทย ขิง ตะไคร้ กล้วย ใบฝรั่ง อะไรทำนองนั้น เวลาปวดก็ใช้การกำหนดลมหายใจตั้งสะติเข้าสมาธิก็พอจะอยู่กับความปวดไปได้ ไม่เดือดร้อน

    การเตรียมตัวอันดับถัดไปคือเตรียมบัตรเครดิต (Credit card) และแลกเงินทองไว้ใช้  (Currency) ดูๆ เหมือนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าท่านยังไม่เคยเจอภาวะที่ต้องการใช้เงินประมาณ 5 หยวน แต่ต้องแลกที่ละ 100 หยวน แถมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอีกก็แล้วไป  ถ้าสามารถแลกเงินประเทศที่จะไปได้ควรแลกไว้อย่างน้อยเพียงพอกับ ค่าโทรศัพท์ ค่ารถโดยสาร และค่าอาหารสักวันสองวัน เพราะท่านยังไม่คุ้นชินกับสถานที่จะไปหาแลกเงินลำบาก ฉันมักจะพกเงินยูเอสดอลล่าร์กับยูโรไปด้วยเพราะมักจะหาแลกได้ง่าย อัตราก็ดีกว่า แถมไม่ต้องพกเงินเป็นฟ่อน บางที่สามารถใช้ซื้อของได้เลยในราคาถูกกว่า ส่วนบัตรเครดิตควรพกไปด้วยเพราะท่านอาจจำเป็นต้องใช้ในกรณีฉุกเฉิน จ่ายส่วนต่างเพิ่มนิดหน่อยแลกกับความสะดวกที่ไม่ต้องพกเงินเป็นปึกๆ ให้กังวลใจเป็นภาระ ควรมีอย่างน้อย 2 ใบ  เนื่องจากอาจถึงคราวเคราะห์ แถบแม่เหล็กเสียรูดไม่ได้ จะได้มีอีกบัตรใช้ ถ้าเป็นไปได้ควรเอาแบบมีชิบเพราะปลอมยาก  อ้อ..บางประเทศไม่ใช้บัตรเครดิตนะ ต้องตรวจสอบดีๆ  การใช้บัตรพวกนี้ต้องมีวินัย วัตถุประสงค์ฉันชัดเจนมาก คือใช้เพื่ออำนวยความสะดวกไม่ใช่แทนเงินในอนาคต ตั้งแต่ทำบัตรมาเกือบยี่สิบปียังไม่เคยเสียเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวให้บริษัทเลย  ค่าธรรมเนียมสมัครสมัยนู๊นก็ยังไม่เคยจ่าย หนำซ้ำยังแลกข้าวของเครื่องใช้มาเพียบ ไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าชั้นดีหรือชั้นเลวกันแน่

ลำดับถัดไปควรติดต่อล่วงหน้าไว้ให้ดีก่อนเดินทาง (Contact) ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเหมือนอย่างที่วางแผนไว้ ฉันเคยไปหลงทางคนเดียวที่ซิมบับเว  (Zimbabwe)      อิตาลี และ ญี่ปุ่นมาแล้ว ยกเว้นที่เกาหลีเหนือที่เดียวที่ไม่มีวันหลงเพราะรัฐบาลจะสั่งคนมารับและอำนวยความสะดวกตลอดเวลาตั้งแต่เท้าเหยียบแผ่นดินก้าวแรกจนก้าวสุดท้ายที่ลาจาก เอกสารสำคัญๆ (Copy) รวมถึงหนังสือเดินทางและวีซ่าต้องทำสำเนาแยกกระเป๋า รวมถึงถ่ายรูปเก็บไว้ในดิสเก็ตและในอินเตอร์เน็ต เพราะถ้าท่านสูญเสียทุกอย่างแล้วยังเหลือเก็บไว้ในอากาศอีก  หนังสือเดินทางหายเป็นเรื่องใหญ่มากเนื่องจากไม่มีสถานทูตไทยในทุกประเทศที่ย่างเหยียบไปนะจะบอกให้   เอกสารยังหมายถึง แผนที่ ที่อยู่โรงแรมหรือที่พัก หมายเลขโทรศัพท์ จดหมายที่หน่วยงานเชิญท่าน (ถ้ามี)     

เคยได้ทุนไปญี่ปุ่นซึ่งโรงแรมที่พักอยู่ในซอย ก่อนไปได้ติดต่อยืนยันว่าให้นั่งรถบัสจากสนามบินนาริตะมายังท่ารถแล้วโรงแรมจะส่งรถมารับ ฉันพกทั้งแผนที่และหมายเลขโทรศัพท์  พอมาถึงจุดนัดพบไม่เจอใครเลย   จึงหยอดเหรียญที่มีอันจำกัดโทรไปโรงแรม พุธโธ่เอ๋ย... ทั้งๆ ที่ทำใจมาบ้างแล้วแต่ไม่คาดว่าขนาดโรงแรมยังไม่มีผู้ใดพูดภาษาอังกฤษได้เลย  จึงยินยอมตกใจไม่เกิน 30 วินาที หลังจากนั้นรีบใช้วิชาระบาดวิทยาที่เล่าเรียนมากวาดสายตาหาหนุ่มสาวใส่แว่นตาท่าทางเหมือนนักศึกษาหรือนักธุรกิจ เล็งได้พ่อหนุ่มผิวขาวจั๊วะผอมสูงใส่แว่น จึงปราดเข้าหาขอเขาช่วยโทรศัพท์ติดต่อโรงแรมให้หน่อย   พ่อหนุ่มส่ายหน้าหล่อๆ ไปมา ซึ่งในอินเดียแปลว่า ’ใช่’ แต่ในประเทศนี้แปลว่า ‘ไม่’    แหม ......... ทำไมใจร้ายไส้ระกำกับหญิงตาดำดำได้นะ ฉันพร่ำบ่นในใจพลางยื้อยุดให้เขาช่วย  พ่อหนุ่มรีบเร่งเดินจากฉันไป ฤาว่า....จะตกใจในรูปร่างหน้าตาท่าทางของฉันนะ ได้แต่ทำใจปล่อยเขาไป แล้วเริ่มมองหาคนใหม่ต่อ ยังดีที่มีเวลาเหลืออีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะมืด  

ฉับพลันทันใดนั้น.....พ่อหนุ่มคนเดิมก็โผล่พรวดมายืนข้างๆ ฉัน  แล้วอาสาโทรศัพท์ให้  ฉันฉีกยิ้มกว้างขวางเป็นปลื้ม คิดว่าอาจจะกลับมาเพราะทนสายตาอ้อนวอนในใบหน้าดำดำไม่ได้หรืออะไรก็ช่างเถอะ   เขาวางหูแล้วบอกว่าโรงแรมอยู่ไม่ไกลเดินราวราวสิบนาที ไม่ต้องเรียกรถยนต์รับจ้างเพราะนอกจากจะแพงแล้วกว่าจะคุยกันรู้เรื่องคงเดินถึงโรงแรมแล้ว พร้อมชี้ทางเดินในแผนที่นักท่องเที่ยวให้  ฉันถามไถ่ถึงเหตุผลกลใดที่กลับใจมาช่วย  อุ๊แม่เจ้า... ฉันกลายเป็นนางมารร้ายไปในบัดดล เพราะไอ้การที่ฉันพยายามยื้อยุดฉุดให้เขาช่วยนั้นทำให้พ่อหนุ่มพลาดรถโดยสาร แถมยังมีน้ำใจกลับมาช่วยนังบ้านี้อีก ฉันรีบกล่าวขอบคุณแล้วจ้ำอ้าวมุ่งไปยังทิศที่เขาชี้ ดีที่ยังไม่ทันบอกว่ามาจากประเทศไหนนะเนี๊ย 

ฉันเดินลากกระเป๋าและถือแผนที่ไว้ในมือสอดส่ายหาทางจนกระทั่งมายืนอยู่ตรงสี่แยกในซอยของหมู่บ้าน แผนที่แบบนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ดอก คราวนี้จะถามใครละวะ เหลือบไปด้านซ้ายเห็นป้าร่างเล็กผูกผ้าโพกหัวกับผ้ากันเปื้อนสีขาวเหมือนโอชินยังไงยังงั้น แกปั่นจักยานตรงรี่เข้ามา ตายโหง...ป้าจะพูดภาษาอังกฤษได้รึ  ฉันทำเป็นไม่เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของแก      ป้าก็ดีดกระดิ่งจักรยานกิ๊งก๊างดังมาแต่ไกล แล้วจอดจักยานปับตรงหน้าฉัน ใบหน้าอวบๆ ยิ้มจนตาหยีเต็มไปด้วยมิตรไมตรีทำให้ฉันปฏิเสธความช่วยเหลือของแกไม่ลง แล้วเราสองคนก็ถามตอบกันคนละภาษาไปเรื่อยๆ

“âü£¥$#%&¥$#%&¥$#%&*”

“Where is Nagoya Palace Hotel, Ma’am?”

“âü£¥$#%&¥$#%&¥$#%&*”

“I don’t understand.  Can you speak English?”

“âü£¥$#%&¥$#%&¥$#%&*”

…………… จนกระทั่งได้ยินคำหนึ่งโผล่ออกมากลางประโยคว่า

“ นาโกย่าพาเลส ” ใช่เลย..ชื่อโรงแรมที่ฉันจะไป

“ ไฮ..ไฮ ” ฉันโค้งหัวลง แล้วก็รีบใช้ภาษามือ

“ ไฮ..ไฮ ” ป้าก็โค้งหัวลงเช่นกัน แล้วแกก็ยกแขนอวบๆขึ้นเหนือหัวทำมือจีบๆ ขยุ้มขยุ้มเหมือนบีบแตรสัก 2 – 3 ครั้ง แล้วลดมือลงทำมือโค้งเหมือนฟ้อนเล็บ

“ผ่านร้านคาราโอเกะแล้วเลี้ยวขวาใช่มั๊ยป้า” ฉันพูดภาษาอังกฤษต่อแล้วทำท่ามือจีบๆ ขยุ้มขยุ้มเหมือนไฟกระพริบถี่ๆ เดาเอา

“âü£¥$#%&*” ป้าส่ายหัวไปมาแปลว่าไม่ ถ้าเป็นอินเดียต้องดูลักษณะการส่ายกับหน้าตาว่าเป็นเช่นไรเพราะบางทีแปลว่า ’ใช่’   บางทีแปลว่า ’งั้นๆ’ บางทีแปลว่า ’ไม่ (แบบสุภาพ)’ เป็นต้น แล้วแกก็ยกแขนอวบๆ ขึ้นเหนือหัวทำมือจีบๆ ขยุ้มขยุ้มเหมือนเดิมอีก

ฉันอึ้งกิมกี่แล้วตัดสินใจยกแขนขึ้นเหนือหัวทำท่ามือจีบๆ ขยุ้มขยุ้มเหมือนไฟกระพริบแต่ช้าๆ  แล้วชูนิ้วสามนิ้ว จากนั้นลดมือลงทำมือโค้งเหมือนเลี้ยวขวา

“#%&*âü£¥$” ป้าส่ายหัวแปลว่าไม่อีกครั้ง

ฉันชักใจเสีย ทำท่าเหมือนเดิมอีก แต่ชูนิ้วหนึ่งนิ้วแทน

“ ไฮ..ไฮ ” ป้าโค้งหัวลงถี่ๆ

“ฮาลิกาโต๊ะโกซายะมัส (ยินดีจ๊าดนัก)” ฉันตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประโยคที่พอพูดเอาตัวรอดได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นประเภทความเป็นอยู่อาหารการกินทักทายขอบคุณ แล้วโบกมือลาเดินลากกระเป๋าไปตามช่องถนนจักรยานเล็กๆ ซึ่งมีต้นไม้พอร่มรื่น มองดูบ้านเรือนญี่ปุ่นข้างทาง ผ่านที่จอดรถซึ่งมีหลังคาเป็นไม้เลื้อยล้วนๆ ประเทศไทยเราตัดต้นไม้ทำที่จอดรถ แต่ที่นี่ปลูกต้นไม้ทำที่จอดรถ..เฮ้อ เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงแรกก็เลี้ยวขวาเดินต่อไปนิดหน่อยก็เจอโรงแรม ฮื้อ...เดาใช้ได้  เรื่องสังคมวัฒนธรรมและภาษานี้สำคัญ (Culture)  ไม่ว่าจะเป็นภาษากายหรือพูดต้องเรียนรู้ในการสื่อสารได้บ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีเพราะทำให้เอาตัวรอดได้และเป็นเสน่ห์ที่บ้านชาวเมืองเขาชื่นชอบประทับใจ และควรจะศึกษาถ้อยคำบางอย่างที่ไม่สมควรพูดเพราะอาจทำให้เกิดความบาดหมางได้ อาทิเช่น

‘นิโกร’ ห้ามพูดในประเทศอเมริกา อาจถึงตายได้ในบางที่

 ‘จริงจริง’ ในประเทศญี่ปุ่นมายถึง อวัยวะ...เด็ก... การพูดบ่อยๆ ทุกต้นประโยคเหมือนในไทยอาจจะทำให้ท่านดูเสมือนคนลามกได้ เป็นต้น  

บางครั้งภาษาใบ้ก็ใช้สื่อสารได้ (Communication) ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นฤดูร้อน  แต่จะเอาแน่อะไรกับฝนฟ้า คราวนี้เจอพายุเข้าอีกตามเคย ไปขอยืมร่มที่โรงแรมซึ่งไม่มีผู้ใดพูดภาษาอังกฤษได้ ฉันยิ้มหวานทำท่ามือโค้งๆ เหนือหัวกางๆ หุบๆ แล้วลดระดับมาด้านหน้าทำท่ากำมือรูดลงในแนวดิ่ง พนักงานมองหน้าฉัน ดูจากสีหน้าแล้วคงพอจะเดาได้ว่า ‘งง’ คงพยายามแยกให้ออกว่าน้องแห้งนี้มายืนรำให้ดู หรือบ้า หรือพยายามจะบอกอะไร สักพักพนักงานต้อนรับก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วชี้ไปที่ตะกร้าริมผนัง แฮะๆ....ฉันก็ได้ร่มตามเป้าประสงค์ แต่กลับมาคิดอีกทีจึงตระหนักรู้ว่าโง่ไปหน่อย แค่วาดรูปเหมือนตอนไปอิตาลีก็คงจะได้ไปตั้งนานแล้ว

ฉันเดินออกจากโรงแรมชื่นชมธรรมชาติยามเช้ามาถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วมองหาสัญลักษณ์สำนักงานที่ให้ข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเพื่อขอแผนที่ภาษาอังกฤษและหาซื้อตั๋วเหมาเป็นรายสัปดาห์รวมถึงคูปองต่างๆ เพื่อความประหยัดสูงสุด ปรากฏว่าวันนี้ปิดทำงาน ต้องช่วยเหลือตัวเองให้รอดตายไปก่อน  เดินไปยังตู้ตั๋วหยอดเหรียญ ยืนเซ่ออยู่พักหนึ่งเพราะทุกอย่างเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด คราวนี้ก็ใช้วิชาหาคนที่ไว้ใจได้ช่วยเหลืออีกเหมือนคราวไปหลงที่ซิมบับเว  (Zimbabwe) ทวีปอัฟริกา ฉันสะกิดสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มแบบการ์ตูนให้หันมา แล้วใช้ปลายร่มชี้ไปยังผังตารางรถที่แสดงไว้ตรงฝาผนังด้านบนทำท่านับไปสามสถานี  ยิ้มหวานพร้อมยื่นมืออีกข้างที่มีเหรียญเต็มอุ้งมือให้หล่อนหยิบ  สาวน้อยใจดีหยิบเหรียญหยอดตู้ซื้อตั๋วให้ แค่นี้ก็สามารถออกไปโลดแล่นได้แล้ว  สถานีที่จะลงชื่อ           ‘Sakae (สาเกตามอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ คอยฟังเสียงคอมพิวเตอร์จากรถไฟฟ้าบอกก็ได้ จากนั้นฉันก็เพลินเพลินดูโน้นสังเกตนี่ มารู้ตัวอีกทีก็เลยไปหลายป้าย เพราะไม่ได้ยินอะไรที่คล้ายชื่อสาเกเลย เพิ่งมารู้เอาวันหลังว่าออกเสียง ‘สะ-เค้-อิ’

อีกวันอยากลองขึ้นรถไฟฟ้าช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเพราะอยากรู้ว่าจะเหมือนกับที่เคยเห็นในโทรทัศน์ว่าเบียดกันสุดๆ หรือไม่  พอไปถึงชานชาลาชักไม่แน่ใจว่าจะไปต่อดีหรือไม่ เพราะเห็นเจ้าหน้าที่ชายประจำสถานีตะโกนเสียงดัง แล้วใช้มือที่ใส่ถุงมือสีขาวดันผู้โดยสารเข้าไปในตู้สุดแรง ทั้งยัดทั้งดันชายผ้าบ้างกระเป๋าบ้างที่แลบออกมา จนปิดประตูได้ ยังไม่ทันจะถอยหลังฝูงผู้คนก็เฮโลพาหุ่นไม้ไอศกรีมแบนๆ อย่างฉันไหลเข้าไปในตู้ ไม่ต้องถามหาที่นั่งเลย แค่ที่ยืนก็แทบจะไม่มี เบียดกันแน่นจนจะเป็นผัวเมียกันอยู่แล้ว เดชะบุญที่ความสูงของฉันพอสูสีกับผู้คนที่นี่ไม่ต้องยืนดมรักแร้เขาเหมือนในบราซิลหรืออเมริกา ยืนแหงนหน้าไปสักพักก็เริ่มคันน่อง ครั้นจะก้มก็ก้มไม่ลงเหมือนปลากระป๋อง จึงยกปลายเท้าอีกข้างขึ้นเกา พอหายคันก็วางเท้าลงไป อุ๊แม่เจ้า..... ปรากฏว่าหาที่ลงไม่ได้ พยายามเสือกไสหัวแม่เท้าเข้าไปเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ต้องยืนกระต่ายขาเดียวไปสักพัก อาศัยจังหวะรถจอดที่สถานีช่วงชิงพื้นที่ขนาดฝ่าเท้าคืนมาได้ ....เฮ้อ

C สุดท้ายคือ ‘Chance’ ควรหาโอกาสไปศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และควรไปในที่ชาวบ้านชาวเมืองนั้นเขามีความเป็นอยู่กันแทนที่จะไปแต่แหล่งท่องเที่ยวลวงตา ลองสัมผัสกับวิถีชีวิตของเขาดู ถ้าเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้แล้วก็จะเข้าใจคนอื่นไม่ว่าชนชาติใดในโลก ในการเดินทางไปต่างแดนนั้นฉันถือว่า

‘เพื่อนไปหาเอาข้างหน้า’

ท่านเห็นด้วยหรือไม่

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
mookie วันที่ : 29/12/2007 เวลา : 20.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mookie
เราอาจไม่ได้มีความสุขในทุกนาทีของชีวิต  แต่เราอยากให้ทุกนาทีของความสุข...ถูกบันทึก

สนุกจัง....

รักหมอพี่ก๊วยแล้วล่ะ


ความคิดเห็นที่ 15 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 08.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

Sorry to response in English since I am in China and there is no Thai Font
Dd-Samma:
May be it less ussful fro good luck person.

kamolnum:


see ya

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
kamolnum วันที่ : 07/11/2007 เวลา : 02.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Dd-Samma วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 17.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/samma999999999


ขอบคุณครับ... สำหรับ เรื่องราว ที่สนุกและเป็นประโยชน์
มากเลย น่ะครับ...

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

คนโย
สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด
แม่นก่อ ดูภาพมัวๆ เดาๆไปก่อนเน้อ

กู่
ควรทำอย่างยิ่ง แล้วติดตัวนะ อย่าติดไปกับกระเป๋าถือเพราะมักจะหลุดออกจากตัวเวลาเกิดอมบัติเหตุ จะเป็นหญิงหญิงไทยไม่ทราบชื่อเหมือนเดิม
อ้อ ทำงานให้ชาติจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คนโย วันที่ : 03/11/2007 เวลา : 16.22 น.

สวัสดีเจ้า หมอพะโด๊ะ

แม่นแล้วเจ้า เปื้อนไปหาเอาตังหน้า - ฮูปสุดท้ายนี่ถ้าจะแม่นหมอแน่แล้ว ตั๋วน่อยกว่าเปิ้น อิอิ

คำแนะนำเป๋นประโยชน์แต้ๆเจ้า บางอย่างก่อนึกบ่อถึง ทั้งๆที่เป๋นเรื่องสำคัญ

ขอบคุณเจ้า

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
กู่ วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 19.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

คุณพี่ก๊วย เล่าได้ตื่นเต้นเชียว

กู่เคยมาถึงดอนเมืองตอนดึก ไม่มีเหรียญบาทสักเหรียญเดียว
แต่ต้องโทรฯไปที่บ้านให้เปิดประตูรับด้วย

จะขอแลกเหรียญเจ้าหน้าที่ก็น่าเกลียด
เลยขอตังค์พี่เค้าซะดื้อๆ แค่บาทเดียว
คนใจดีคนนั้น กู่ยังไม่ลืม

พี่เขาคงเคยถูกขอบ่อยแน่เลย เพราะเค้ายิ้มๆ กับเด็กต๊องคนนี้

เรื่องป้ายชื่อ ที่อยู่ ไม่เคยคิดเลยค่ะ
สงสัยว่าต้องทำแล้วล่ะ แม้ในเมืองไทยก็เถอะ

พี่ก๊วย ทำงาน UNDP แหงๆ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

ย่าดา
เป็นโชคดีในโชคร้ายหนะ
Supawan กับ กิ๊บก๊าบ
แล้วจะเอาเกน็ดเล้กเกร็ดน้อยมาฝากอีกจ๊ะ
ทาคุ
แฮะ...แฮะ..ยังพอไหวใช่มั๊ย มีคราวที่ไปเกาหลีเหนือ ขาไป 5 องศา ขากลับ (ลบ) -18 แต่งตัวแบบข้าวต้มมัดเลย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ย่าดา วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 14.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

อ่านเพลินไปเลยค่ะ จขบ โชคดีได้ไปผจญภัยในต่างแดน
ได้ประสพการณ์เยอะเชียว

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Supawan วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 12.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ... สำหรับบทความดีๆในการเตรียมตัวไปต่างแดน

มีความสุขนะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
กิ๊บก๊าบ วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shaolinshanshan
ขอบคุณทุกๆคำชมและทุกๆเสียงตอบรับคะ ถ้าผู้เขียนมีอะไรขาดตกบกพร่อง ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยคะขอบคุณคะ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคะ เป็นความรู้มากๆๆคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
kamolnum วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum


มิอาจสอนพี่ เสนอแนะ นิดหน่อย อือม์ สบายตาแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ทาคุ วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aran

เจ๋งมาก ผมเพิ่งไปญี่ปุ่นมา ก็ลำบาก ก่อนไปบอก 15 ไปถึงนิกโกเจอ 5 เกือบหนาวตายครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
kamolnum วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum

พี่ครับ สนุกมากๆ ขำตลอด บางเรื่องก็ยังไม่เคยได้ยิน

นิดเดียว ขึ้นย่อหน้าบ่อยอีกหน่อย เพราะผมคิดว่า paragraphมันยาวไป ไม่ได้พักตา และมีสะกดผิดอยู่บ้าง
นอกนั้น สุดยอดครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 10.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

kamolnum
มีครูดี เหลือฝึกอีกสักพักเพราะยังมะงุมมะงาหลาอยู่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kamolnum วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum

วิ๊ดวิ๊ววว คล่องแล้วพี่เรา

สวัสดีจ้ะ ยังไม่ได้อ่านเลย มาทักทายก่อน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน