• พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 314255
  • จำนวนผู้โหวต : 287
  • ส่ง msg :
  • โหวต 287 คน
BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม 2557
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 2741 , 08:22:01 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว , แม่มดเดือนMarch และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

          ตอนเป็นเด็กฉันตามล่าหาหนังสือนักสืบอันโด่งดังไปทั่วโลกมาอ่าน ติดเชอร์ลอคโฮมส์ (Sherlock Holmes)งอมแงมชนิดที่คิดชวนเพื่อนไปโรงพักช่วงปิดเทอมเพราะอยากเรียนรู้งาน  ดีนะที่เพื่อนไม่บ้าตาม ทักท้วงไว้ทัน  แต่แรงบันดาลใจมันสูงมากเข้ามาฝังในซอกหลืบหัวจิตหัวใจอย่างลับๆ จนปัจจุบันฉันกลายมาเป็นหมอละบาท..อุ๊ย..ระบาดวิทยา (Medical Epidemiologist)  งานส่วนหนึ่งที่ทำคือเฝ้าระวัง (surveillance) และสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุการเกิดโรคระบาดหรือการป่วยการตายไม่ทราบสาเหตุ (outbreak investigation) จะเรียกเล่นๆ ว่า ‘หมอนักสืบ’ ก็พอได้

      ตั้งแต่มีเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก World Trade Center ใน เดือน 9 วันที่ 11 (อเมริกาเขียนเดือนก่อนวันเป็น ‘911’  ช่างประจวบเหมาะตรงกับหมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายเสียนี่กระไร)  ทางสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อันที่จริงมีเค้าลางมาก่อนหน้านี้เป็นปีๆ แล้ว ตอนนั้นฉันไปเรียนปริญญาเอกระบาดวิทยาที่ตาจอน หอบกิน (John Hopkins – จอน ฮอบกินส์)   แม่สงสัยว่าทำไมยิ่งเรียนสูงยิ่งจนมาก  ฉันว่านะ ปริญญาเอก หรือ PhD. สาขาที่เรียนมันต่างจากสาขาอื่นเพราะมันย่อมาจากคำว่า ‘Poor and Hungry Doctor’  จบมาทำงานชุมชน ไม่ได้เปิดคลินิก เงินเดือนก็เหมือนข้าราชการอื่นๆ นั่นแหละ แต่ไม่อดตายดอก อยู่ได้

 

(อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/World_Trade_Center#mediaviewer/File:UA_Flight_175_hits_WTC_south_tower_9-11_edit.jpeg)

 

       ตอนนั้นฉันลงทะเบียนหลักสูตรหนึ่งที่มีพิซซ่าแจก ประเภทสนใจกินมากกว่าเรียน แต่พอฟังๆ ไปชักมันเพราะมีหมอทหารมาบรรยายเรื่องอาวุธและสงครามชีวภาพโดยเฉพาะโรคแอนแทรกซ์ (anthrax) หรือโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์กีบที่ติดต่อสู่คนได้ ต้องคอยมองเท้าตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเป็นสัตว์กีบหรือเปล่า ทีแรกฉันอดขำไม่ได้เพราะเมืองไทยเจอบ่อยและรักษาง่ายมากถ้าวินิจฉัยถูกต้องทันกาล ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ก่อการร้ายใส่ผงสปอร์ของตัวเชื้อในซองจดหมายส่งทางไปรษณีย์ไปยังทำเนียบขาวและที่อื่นๆ จนเกิดความโกลาหลทั่วประเทศ เพราะมีคนติดเชื้อลุกลามไประบบทางเดินหายใจและระบบต่างๆ จนตายในเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากวินิจฉัยไม่ได้  ความน่ากลัวของสปอร์เชื้อโรคนี้คือตรวจจับด้วยเครื่องตรวจอาวุธไม่ได้  มันทนทานอยู่นานในสิ่งแวดล้อมได้หลายปีดีดัก เป็นโรคต่างถิ่นทำให้หมอในอเมริกาไม่รู้จักจึงวินิจฉัยยาก ที่มหาลัยก็เดือดร้อนเพราะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวข้องต้องไปให้ข้อมูลกับรัฐบาล  หนำซ้ำยังเจอสิ่งต้องสงสัยในบริเวณมหาวิทยาลัยและเมืองใกล้เคียงอีก 

       ที่หมอระบาดวิทยาไปเกี่ยวกับงานอาชญากรรมก็เพราะบางครั้งเราสอบสวนโรคหรือการตายไม่ทราบสาเหตุแล้วกลับกลายเป็นคดีฆาตกรรม หรือข้อมูลเฝ้าระวังและการเจ็บป่วยบางอย่างนำไปสู่เงื่อนงำของการทำลายล้างระดับชาติได้ เช่น คนไข้อาจมาด้วยเรื่องถูกสารเคมีบริเวณมือและใบหน้า 2-3 ราย ซักประวัติพบว่าสารเคมีที่บ้านมันระเบิดใส่หน้า ตามไปดูพบว่าซื้อมาเก็บจำนวนมาก  อย่างนี้ต้องประสานกับตำรวจว่าอาจมีบางอย่างมิชอบมาพากลเกิดขึ้น

        ฉันเคยไปร่วมในหลักสูตรระบาดวิทยาอาญชกรรม (Criminal Epidemiology) ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เอาวงการแพทย์กับตำรวจมาร่วมงานกันในเรื่องสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการ

 

 

 

เหล่าตำรวจใส่ชุดคับติ้วสีกากีนั่งอยู่ซีกหนึ่ง พวกหมอและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขแต่งตัวหลั่นล้านั่งอีกซีกแยกกันอย่างชัดเจน

 

 

  มีเจ้าหน้าที่ ฝรั่ง FBI และ CDC (Centers of Diseases Control and Prevention)  จากอเมริกาเป็นวิทยากรอยู่ตรงกลาง พอตอนทำสถานการณ์จำลองเป็นกลุ่มย่อย ห้องฉันก็ ‘มันพะยะค่ะ’ เพราะคิดกันคนละแบบกับตำรวจ  ล่ามที่คอยแปลให้ฝรั่ง FBI ที่จับตาดูพวกเราประสานงา เอ๊ย ประสานงานกันฟังแทบอ๊วกแตกอ๊วกแตนเพราะไม่มีใครยอมใคร โต้แย้งกันด้วยตัวบทกฎหมายกับจริยธรรมกันนัวเนีย ที่ฉันกล้าเพราะมันเป็นโรงแรม มิใช่โรงพัก ได้ผลเสียด้วยเพราะสามารถยุแยงให้ตำรวจเสียงแตกได้…อิอิ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยดีเพราะมันเป็นสิ่งสมมุติ ทำให้เราเข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบของกันและกัน ตระหนักถึงมุมมองและประสบการณ์ที่ต่างกันนั้นมีอิทธิพลต่อความเข้าใจและการตัดสินใจที่ต่างกัน

 

 

   ดังนั้น การสืบสวนที่แยกกันทำอาจขัดขวางการยอมรับหรือทำให้ล่าช้าลง มีการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน พลาดการเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างเหยื่อกับผู้ก่อเหตุ อีกทั้งอดใช้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ อีกด้วย  ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น คือ การให้ข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นชั้นความลับหรือความมั่นคงของแหล่งข้อมูลหรือความลับของผู้ป่วย และการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจทำให้ผู้ต้องสงสัยหลีกเลี่ยงการจับกุมได้

 

    อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่มีตรงกันคือ ปกป้องสาธารณชน หยุดการโจมตีทางเคมี ชี้ตัวคนร้าย และป้องกันอันตรายของพนักงานในระหว่างการสืบสวน ดังนั้นการร่วมมือกันเพื่อพัฒนางานจึงเป็นสิ่งจำเป็น จึงมีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทางระบาดวิทยาอาชญกรรม ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับกระทรวงสาธารณสุข สิ่งที่น่าจะเน้นคือการสอบสวนหาสาเหตุร่วมกันภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของทั้งสองหน่วยงาน และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการสร้างทีมระบาดวิทยาอาชญกรรม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ สร้างเครือข่ายระบาดวิทยาอาชญกรรมระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ให้มีการแจ้งเตือน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวนหาสาเหตุ การซักถามร่วมกัน (Joint for Interviews) การกักกัน การป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดและการกระจายของวัตถุหรือสารที่เป็นอันตราย การตรวจหาวัตถุหรือสารที่เป็นอันตราย การตรวจหาบุคคลซึ่งเป็นพาหะ/ผู้ที่แพร่กระจายวัตถุหรือสารที่เป็นอันตราย  และการวางแผนการจัดการวิกฤตการณ์ทางระบาดวิทยาอาชญากรรม  สิ่งที่ปัญหาใหญ่ในการทำงานของคนไทย คือ ความต่อเนื่องเอาจริงเอาจัง เพราะเปลี่ยนตามนายใหม่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ MOU หรือ Memorandum Of Understanding กลายเป็น  Miss Of Understanding หรือ เมา มิใช่‘MOU’ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน

 

 

     ประโยชน์ของการสัมภาษณ์ร่วมกันก็คือ หน่วยงานทั้งสองสามารถใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อบรรลุเป้าหมายของหน่วยงานของตน  ลดความกดดันต่อผู้ป่วยหรือเหยื่อโดยการลดจำนวนการสัมภาษณ์ ถ้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนการถามแล้วถามอีกเปรียบเสมือนการทำร้ายเหยื่อซ้ำ ๆ

      ความคล้ายกันของงานตำรวจกับของหมอระบาดวิทยาก็คือหลักการเฝ้าระวังและสืบสวนสอบสวน ทว่าในความคล้ายนั้นมีความต่างอยู่ลึกๆ อาทิเช่น

 

 

   

การสัมภาษณ์นั้นมีขั้นตอนและเนื้อหาว่าจะถามเช่นไร ให้ได้ข้อมูลสะท้อนแท้จริงน่าเชื่อถือ (validity) ไม่เกิดจากอคติของผู้ถาม (interviewer bias) หรือผู้ตอบ (recall bias, response bias, etc.) พวกมือใหม่เคยถามคนไข้ท้องเสียว่า

“เป็นไงลุง”

“ปวดท้อง ขี้ไหลมาก”

“ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลว”

“เป็นน้ำ….โอย”

“กี่ครั้งต่อวัน”

“เป็นสิบ จำไม่ได้….โอย” ลุงตอบแหบโหย

“กลิ่นเหมือนหัวกุ้งเน่าไหมลุง” เจ้าหนุ่มถามด้วยดวงตามุ่งมั่น

เหม็นแบบขี้นั่นแหละ….โอย” เสียงลุงดังขึ้นเรื่อยๆ

“ไปทานอะไรมาจนท้องเสียหละลุง” เจ้าหนุ่มตั้งอกตั้งใจหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ

ถ้ากูรู้กูจะกินเร๊อะ” หมดสิ้นความอดทนเสียที

ถ้าลุงมีแรงเจ้าคนสัมภาษณ์ต้องโดนถีบหงายเก๋ง แบบสอบถามปลิวว่อนแน่นอน…หมอลักฟันธง

 

      ในคดีความตำรวจมองหา ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา (convict)  เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย หลักฐานของการประกอบอาชญากรรม ต้องจับกุมกักขังเพื่อไม่ให้ไปก่อคดีอีก (imprison) ส่วนหมอระบาดวิทยามองหา ผู้ป่วยสงสัยเป็นโรค (suspected case) เพื่อเก็บหลักฐานสาเหตุโรคระบาด เฝ้าระวังติดตามว่าป่วยจริงหรือไม่ (confirmed case) ต้องกักกันเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อหรือไม่ (quarantine)

      ในการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ หมอระบาดฯ คิดแล้วคิดอีกว่า ทำไมต้องส่ง จะเก็บอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะอาจจะไม่พบหลักฐานเลยทั้งๆ ที่เชื้อนี้เป็นสาเหตุแน่ๆ ที่สำคัญมันแพงและเก็บซ้ำในเวลาที่ต่างกันไม่ได้  ยิ่งตรวจ DNA ยิ่งแพงหูฉี่ ไม่ค่อยมีงบทำดอก จะกวาดมาเป็นร้อยก็มิมีปัญญา   ตัวอย่างเช่น ต้องเก็บเลือดช่วงติดเชื้อใหม่ๆ หาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ถ้าพ้นระยะนี้ไป ระดับมันจะลดลงเรื่อยๆ จนตรวจไม่เจอ ต้องตรวจภูมิคุ้มกันชนิด IgG  แทน ซึ่งต้องเจาะเลือด 2  ครั้ง ห่างกัน 2-3 สัปดาห์เพื่อดูระดับภูมิคุ้มกันชนิด IgG  ว่าเพิ่มสูงขึ้น 4 เท่า หรือไม่ เป็นต้น

      อีกตัวอย่างคือเหตุการณ์อาหารเป็นพิษในคนที่มาแข่งกีฬาผู้พิการทั่วประเทศพันกว่าคน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสียไปเกือบครึ่งพัน เป็นเรื่องโกลาหลที่ห้องฉุกเฉินมากเพราะมีทั้งรถเข็น เป็นใบ้ หูหนวก ตาบอด ต้องรีบสืบหาสาเหตุให้ได้ภายในวันสองวันเพราะเขาต้องการแข่งขันต่อ  ต้องสัมภาษณ์เก็บข้อมูล ในรายแปลกๆ ด้วย อย่างเช่น เด็กอายุ 6 เดือน จะมาแข่งกีฬาได้เช่นไร ยังหาอยู่หากินไม่ได้ ต้องอาศัยพ่อแม่ดูแล ทำให้เราได้ข้อมูลอาหารที่ต้องสงสัย กอปรกับระยะเวลาที่เริ่มป่วยทำให้เราตัดเชื้อโรคออกไปได้หลายชนิด

 

 

      เมื่อไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและเก็บข้อมูลเพิ่มตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การเก็บ การปรุง การจัดเตรียม การแจกจ่าย และการทาน ช่วยให้เราเก็บหลักฐานส่งตรวจไม่สะเปะสะปะ  แม้นว่าเป็นเรื่องท้องเสียเราก็ไม่คิดจะแยงทวาร (rectal swab)ทุกคราไป เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องปลาบปลื้มที่ใครๆ อยากแก้ผ้าให้แยงก้น  เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเราตัดสินใจเก็บตัวอย่าง แยงหู (ear swap) แยงคอ (Throat swab) แยงจมูก (nasal swab) เท่านั้น เพราะฮวงจุ้ยของเชื้อที่ต้องสงสัยไม่อยู่ที่ทวาร จึงไม่จำเป็นต้องเก็บดะไปหมด   (Thaikruea L, Savanpunyalert P, Naluponjiragul U, et al. An Unusual Food Poisoning Outbreak in Handicapped's Sport Event, Supanburi, 25-26th, August, 1990. Southeast Asia Journal of Tropical Medicine and Public Health, 1995; 26(1):78-85)  (จาก www.oknation.net/blog/lakthai  เลือก   โรคระบาด Unusal-Food-poison กับ เนื้อเรื่อง Outbreak Slides   https://www.dropbox.com/s/n2ikxs4sdpe3blm/An%20unusual%20Food%20Poisoning%20Outbreak_LThaikruea.pdf)

     

     ส่วนตัวอย่างอาหารที่ทานเหลือเอามาลงจานเพาะเชื้อ ดูว่าเป็นชนิดไหน ที่ต้องระวังคือจานเพาะเชื้อมีสารอาหารแตกต่างกันเหมาะกับเชื้อโรคแต่ละชนิด ถ้าจานเพาะนั้นไม่เหมาะกับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ มันก็ไม่เพิ่มจำนวนเจริญเติบโตให้เราแยกแยะได้ ดังนั้นการเพาะเชื้อไม่ขึ้น มิได้แปลว่าไม่ใช่สาเหตุ อีกประการหนึ่ง ถ้าการป่วยเกิดจากพิษที่ผลิตจากเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ มันก็เพาะเชื้อไม่ขึ้นอยู่ดี ต้องส่งตรวจพิษ ไม่ใช่ส่งเพาะเชื้อ ถือว่าส่งตรวจผิด หรืออีกนัยหนึ่งคือ คนส่งโง่เขลาเบาปัญญา เอ๊ย  ฉลาดน้อย  อีกตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือ คดีกล้วยทอดดีดีที (DDT) เอาไว้จะหาโอกาสมาเล่าสู่กันฟัง 

       

       สำหรับตำรวจมีการจำลองสถานการณ์หรือทำแผนในที่เกิดเหตุ หมอระบาดวิทยาเราก็มีเช่นกัน อย่างเช่น การปรุง ดูตั้งแต่ สถานที่ อุปกรณ์ที่ใช้ ความสูงของโต๊ะ การยืนขณะปรุง มุมตีโค้งของน้ำลายที่สามารถกระเด็นได้ ระยะเวลาการปรุง การเก็บอาหารที่ปรุงแล้ว ในกรณีนี้พบว่า ผู้ปรุงไม่เคยมีประวัติว่าขนมที่ขายทำให้ท้องเสียมาก่อน คำถามก็คือ แล้วทำไมเพลานี้จึงเกิดเรื่องได้  มันเนื่องมาจากภาชนะที่ใส่ขนาดเล็กเพราะทำขายปริมาณไม่มาก แต่คราวนี้สั่งมาเยอะมาก ครั้นจะซื้อภาชนะอุปกรณ์ใหม่คงไม่คุ้ม จึงเริ่มทำเร็วขึ้นเป็นชุด ๆ ด้วยลักษณะขนมที่ข้างนอกเป็นแป้งสุกแต่ข้างในเป็นครีมที่ใช้ความร้อนต่ำๆ ดังนั้น เมื่อมีการปนเปื้อนของเชื้อเพียงเล็กน้อยมันก็สามารถเพิ่มจำนวนเป็นร้อยเท่าพันทวีในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยอุณหภูมิช่วงเดือนนั้น และระยะเวลาที่นานพอเนื่องจากถูกเลื่อนไปแจกในมื้อถัดไป จึงทำให้ท้องเสียได้

    คำถามก็คือ แล้วปนเปื้อนได้อย่างไร ในเมื่อดูแล้วครัวสะอาดดี เชื้อพวกนี้อยู่ตามมือคอจมูกที่เราไปแยงเก็บมานั่นแหละ เวลาทำขนมเป็นวัน ๆ ก็คุยกันไปจึงเพิ่มโอกาสให้น้ำลายกระเด็นได้จากความสูงของผู้ปรุงกับโต๊ะวางภาชนะ  สมัยนั้นไม่มีใครทำ DNA กัน ถ้าจะจับให้มั่นคั้นให้ตายต้องไปตรวจพันธุกรรม (sequencing) ภาษาระบาดวิทยาเรียกว่า DNA fingerprint ก็คล้ายกับ ที่ตำรวจตรวจลายนิ้วมือกับ DNA ที่เกาะเต่านั่นแหละ  คาดว่าทุกฝ่ายต่างตั้งใจปฏิบัติงานกันเต็มที่ แต่ผลที่ได้กับการทุ่มทุนลงแรงทั้งหมดน่าจะนำมาถอดบทเรียน หาใช่เรื่องได้หน้าเสียหน้าแต่ประการใดไม่  นับว่าเป็นโอกาสในการพัฒนางาน



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 08.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ขอบคุณพี่ก๊วยที่ทำให้รู้จักระบาดวิทยาและความหมายของปริญญาเอก

ความคิดเห็นที่ 12 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 05/10/2014 เวลา : 08.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แม่มดเพิ่งฟื้นจากอาการแพ้ที่รุนแรงมากจากสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหาร คุณหมอไม่ยอมเป็นนักสืบด้วย บอกง่ายๆว่าบ้านเรามันเป็นอย่างนี้แหละ คุณไม่ต้องพยายามหาหรอกว่าไปโดนอะไรมา หาไม่เจอหรอก เครียดเปล่าๆด้วย ตั้งแต่ข้าวสาร ผัก เนื้อสัตว์มีสารปนเปื้อนทั้งนั้น ป่วยมา หมอก็รักษาให้ ก็เท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ลุงชาติ วันที่ : 05/10/2014 เวลา : 03.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongchat
http://www.facebook.com/lungchati

สวัสดีครับ
...ถ้าผมท้องเสีย
ผมจะไม่ไปรพ.ที่มีการซักถามคนไข้(แบบในเรื่องนี้)หรอก...เอิ๊กกกก

เพิ่งรู้ความหมายของ PhD วันนี้เอง
กระจ่างเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 10 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พี่ก๊วย วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 19.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

แม่หมี

“มาอ่านเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้ งานตำรวจและงานของหมอระบาดวิทยา อืมม์มันเป็นแบบนี้นี่เอง ขอบคุณค่ะพี่ก๊วย”
ยินดีค่ะ ถ้ามีประเด็นก็ค่อยงัดออกมาเล่าค่ะ

สิงห์นอกระบบ

“เหมือนใน CSI มั๊ยครับ คุณหมอฯ”
CSI จะเหมือนหมอนิติเวชมากกว่า ทางอาชญากรรม ของเราเน้นเชื้อโรคหรือภัยสุขภาพ เช่น สารเคมี อาวุธชีวภาพ

กระเจี๊ยบ

“ทำให้ได้ทราบความเหมือนและต่างระหว่างการทำงานของตำรวจกับแพทย์ระบาดวิทยา แถมยังได้หัวเราะระหว่างอ่านด้วยค่ะ”
ชีวิตก็เช่นนี้แล จริงจังแต่ไม่จำเป็นต้องเครียด

hayyana
“รูปคล๊าสสิค swab แลดูคนไข้เพลินดีนะครับ”
ลองมาให้แยงหูสักครั้งจะติดใจ
“เกาะเต่าเห็นทีแรกบอกตรวจดีเอ็นเอเป็นร้อยคนผมคิดว่างมโข่งน่าดู”
วันนี้แถลงว่าจับได้แล้วค่ะ แต่เรื่องไม่จบ เพราะหลักฐานบางอย่างยังขัดแย้งอยู่

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
wullopp วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 18.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอขอบคุณ อาจารย์หมอพี่ก๊วยครับ... สาระ สนุก มีประโยชน์ กับคนไทย ทั่วหน้า มากมายเลย...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
hayyana วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 04.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

รูปคล๊าสสิค swab แลดูคนไข้เพลินดีนะครับ
เกาะเต่าเห็นทีแรกบอกตรวจดีเอ็นเอเป็นร้อยคนผมคิดว่างมโข่งน่าดู
เด็กๆอ่านเชอร์ล็อคโฮล์มส์ทุกเล่มเช่นกันครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 04/10/2014 เวลา : 02.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

ทำให้ได้ทราบความเหมือนและต่างระหว่างการทำงานของตำรวจกับแพทย์ระบาดวิทยา แถมยังได้หัวเราะระหว่างอ่านด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 03/10/2014 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เหมือนใน CSI มั๊ยครับ คุณหมอฯ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แม่หมี วันที่ : 03/10/2014 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้

งานตำรวจและงานของหมอระบาดวิทยา

อืมม์มันเป็นแบบนี้นี่เอง

ขอบคุณค่ะพี่ก๊วย

ความคิดเห็นที่ 4 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พี่ก๊วย วันที่ : 03/10/2014 เวลา : 20.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

ni_gul
"สวัสดีค่ะ มาทักทายก่อน ไว้ว่างกว่านี้จะมาแทะเล็มให้ละเอียด"
ยินดีเปิดบ้านรอค่ะ

BlueHill
"ตำรวจไทย ไม่น่าคิดไปพึ่งต่างประเทศเลยกับการส่ง DNA คนร้ายคดีเกาะเต่าคนไทยเราเองก็เก่งๆท้งนั้น "
นั่นนะสิ คงมีเหตุผลเบื้องลึกมัง

สมชัย
"แหมแปล PhD ซะหมดราคาเลยนะครับ"
แปลตามพฤตินัย มิใช่นิตินัยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สมชัย วันที่ : 03/10/2014 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

แหมแปล PhD ซะหมดราคาเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 03/10/2014 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ตำรวจไทย ไม่น่าคิดไปพึ่งต่างประเทศเลยกับการส่ง DNA คนร้ายคดีเกาะเต่า
คนไทยเราเองก็เก่งๆท้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ni_gul วันที่ : 03/10/2014 เวลา : 13.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
แยกแยะยินยล เพื่อปรับปรุงตน และเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน

สวัสดีค่ะ มาทักทายก่อน ไว้ว่างกว่านี้จะมาแทะเล็มให้ละเอียด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน