• พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 309166
  • จำนวนผู้โหวต : 287
  • ส่ง msg :
  • โหวต 287 คน
BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< มกราคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม 2559
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 2540 , 10:08:19 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน เหล่าซือสุวรรณา , ปวิภา และอีก 10 คนโหวตเรื่องนี้

ฉันอาสาสมัครไปช่วยดูเรื่องข้อมูลกับถวายการรักษาพยาบาลพระภิกษุสงฆ์ สามเณร พุทธศาสนิกชนผู้แสวงบุญ และประชาชนทั่วไป ที่สาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ร่วมกับกัลยาณมิตรจากกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่าง ๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ไปทั้งวัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดไทยสารนาถ วัดไทย 960 และวัดไทยลุมพินี  สำหรับในรัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย    จะมีผู้เดินทางไปแสวงบุญปีละประมาณหกหมื่นคน  ซึ่งพบว่า มีผู้เจ็บป่วยในการเดินทางไปแสวงบุญจำนวนมาก  มีบางรายเจ็บป่วยร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ทำให้พระต้องสงเคราะห์จัดการเรื่องศพให้ ซึ่งยุ่งยากมิใช่น้อยเพราะมันรวมถึงการแจ้งความ การชันสูตร การออกเอกสารต่างๆ ค่าใช้จ่ายก็ต่างกันมากระหว่างเอากระดูกกลับหรือเอาศพกลับ การเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้ไปแสวงบุญ เพื่อให้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

 

    ฉันหอบสังขารมาจากเชียงใหม่ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้วตรงรี่ไปยังจุดพบพนักงานประตู  3 เพื่อให้รถโรงแรมมารับ พอเห็นป้ายชื่อลูกค้าเรียงรายละลานตายังกับป้ายราคาร้านโชห่วยแล้วมึนตึบ หาไม่เจอ เดินเข้าไปถามพนักงานโรงแรมสักแห่งน่าจะง่ายกว่า

 

หลังจากนอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ลากสังขารกลับมาสนามบินตอนตีสองเพื่อต่อเครื่องร่วมเดินทางกับหมู่ร่วมสามสิบกว่าชีวิต เริ่มเห็นเค้าลางความโกลาหลวุ่นวายอันแสนสนุกขบขันได้ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป  เมื่อพนักงานสายการบิน S มาคอยควบคุม เอ๊ย ดูแลเรื่องเอกสารและสัมภาระ กระเป๋าที่เอาลงท้องเครื่องได้แค่หนึ่งใบและนํ้าหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ต้องช่วยกันเกลี่ยน้ำหนักอาหารแห้งของกินต่างๆ ที่นำไปทำบุญและยังชีพ      เมื่อมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติโกลกาต้า ซึ่งเวลาท้องถิ่นที่อินเดียช้ากว่าเวลาประเทศไทยชั่วโมงครึ่ง  เจอปัญหาในกลุ่มผู้ถือหนังสือเดินทางราชการที่ไม่ต้องใช้วีซ่าผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เพราะน้าแขกแกไม่ทราบ ฉันแย้งเพราะเดินทางมาทำงานให้องค์การอนามัยโลกหลายรอบแล้วไม่มีปัญหา เถียงจนต้องเรียกเจ้านายมาตัดสินใจและแปลความ อันที่จริงไม่ได้แปลนะ แต่พูดภาษาอังกฤษซ้ำในสำเนียงอินเดีย เหมือนเสียงก้องในโอ่งเบี้ยวเพราะข้อความเหมือนเดิมแต่เหน่อ น้าแขกแกขอเอกสารเพิ่ม ฉันไม่มีอะไรจะให้ แกจ้องหน้าจิกตาจนต้องควักจดหมายเชิญภาษาไทยซึ่งอันที่จริงใช้ไม่ได้ออกมาประเคนให้ อ้าว เฮ๊ย! น้าแกเอาเฉยเลย เป็นอันว่าคนที่เหลือก็ตามฉันมาเป็นขบวนผ่านด่านเรียบร้อย เราต้องรีบเพราะกลุ่มใหญ่ ลากกระเป๋าออกจากด่านศุลกากรเดินทางไปยังอาคารภายในประเทศ อุ๊แม่เจ้า ยังมาติดที่แผนกออกบัตรขึ้นเครื่องสายการบิน I อีกเพราะต้องใช้บัตรเครดิตที่เจ้าของไม่ได้มาด้วย แถมยังให้มาไม่ครบ  ที่หนักหนาคือยังใช้ 8 บัตร ต่อตั๋ว 35 ใบ  ฉันฝ่าด่านเข้าไปคนแรก จับตามองแล้วเดาเอาว่าชื่อที่เรียงในตั๋วใบเดียวกันคงใช้บัตรเครดิตหมายเลขเดียวกัน จึงประกาศจัดขบวนใหม่ ให้ลากกระเป๋าไปผ่านเครื่องตรวจก่อนซึ่งเจ้าหน้าที่จะมัด ผูกและแปะทุกจุดที่เปิดได้ จากนั้นให้ไปรวมกลุ่มตามชื่อ ปัญหาคือนอกจากจะเป็นภาษาอังกฤษแล้วยังไม่รู้จักกันอีกต่างหาก  แล้วเราก็ผ่านมาได้อีกด่านถึงแม้จะทุลักทุเลก็ตาม พอถึงประตูขึ้นเครื่องแทบสลบเหมือด หลับใหลไม่เป็นสมประดี รอเวลาเปลี่ยนเครื่อง

 

เราต่อเครื่องไปถึงท่าอากาศยานเมืองปัตนะ มีมัคคุเทศก์หญิงไทยชื่อน้องทรายกับสามีมารับไปทานอาหารเที่ยงแบบบุฟเฟต์ที่อยู่ชั้น 3 ของสนามบินนั่นเอง ดูๆ เสมือนชีวิตจะราบลื่นยังไงพิกล สุขอยู่ได้สักชั่วโมง ก็มีเหตุให้ฝึกสติอีก

“ส้วมมีห้องเดียว และอึเต็มโถเลย”

อึ๋ย..เดี๋ยวต้องเดินทางอีกไกลจะเข้าที่ไหนละ”

“กลับเข้าไปในสนามบินได้ไหม”

“เขาไม่ให้เข้า”

“แล้วเอาไงดีละ”

 

ฉันกลับไปคุยกับมัคคุเทศก์ซึ่งติดต่อกับห้องอาหารจนได้คนมาล้างส้วม พอจะกล้อมแกล้มใช้ได้ แต่น้ำไม่คอยไหล มีสาวแก่แม่หม้ายไทยอีกตั้งสามสิบกว่านาง จะเอายังไงกันดีนี่

“จ่ายเงินกลับเข้าไปในสนามบินเพื่อใช้ห้องน้ำได้” มัคคุเทศก์หนุ่มแฟนน้องทรายบอก

“ไปเหอะ  ฉี่ที่ยุโรปยังแพงกว่านี้เยอะ”                        

    เราเดินลงมาชั้นล่าง บางส่วนแยกไปใช้ห้องน้ำในสนามบินโดยแสดงบัตรขึ้นเครื่องอันเดิมได้ บางส่วนเตรียมลากกระเป๋าสัมภาระจะไปขึ้นรถบัส

“รถเข้ามาไม่ได้ ยามไม่ยอมให้เข้าเขตสนามบิน” น้องทรายบอก

หะ! ไม่ยอมได้ไง” ฉันมองไปยังข้าวของกองพะเนินเทินทึกแล้วละเหี่ยใจ

 

 

“ที่นี่อะไรก็เป็นได้ กำลังให้แฟนทรายคุยต่อรองอยู่”

“ตั้งนานแล้วยังไม่ได้อีกเหรอ”

“ยังค่ะ เราต้องรีบไปเพราะรถติดมากเนื่องจากวันนี้มีเทศกาลฉลองเด็กชาย ใช้เวลาน่าจะใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง”

ฮะ!  ขนาดนั้นเชียวรึ  รถบัสจอดอยู่ไหนละ”

“หน้าสนามบินตรงนู๊น เห็นไหมคะ”

ฉันมองไปตามปลายนิ้วที่ชี้เห็นรถสีขาวอยู่ลิบ ๆ

“งั้นลองโทรถามสิคะ ว่าจะเข้าได้หรือเปล่า ถ้ายาก ก็เปลี่ยนแผน ขนกระเป๋าออกไปเลย ช่วยๆ กัน มีตั้งหลายคน”

 

ขณะที่น้องทรายกำลังยกมือกดโทรศัพท์ค้างอยู่ คุณป้าวัยเกษียณสนใจสร้อยข้อมือที่ทำด้วยหินหลากสีสดใสวิบวับกระแทกตา

“สร้อยสวยจัง” แกตรงรี่เข้ามาถาม

“ขอบคุณค่ะ”

“ซื้อที่ไหนเนี่ยะ”

“มีขายหลายที่”

“พุทธคยามีขายไหม” แกชื่นชมไป ลูบคล่ำไป น้องทรายก็เริ่มติดลมบนพรรณนาเรื่องสร้อยกับ ‘คุณป้ามหาราณี’

 

ฉันยืนมองทำตาปริบๆ  กระเป๋าก็กอง ท้องก็ปั่นป่วน ส้วมก็เต็ม แถมยังติดเหง็กอยู่ที่นี่ ยังจะมีอารมณ์คุยเรื่องสร้อยกันอยู่นี่นะ

“เอ้อ…เอาไว้คุยกันทีหลังดีไหมคะ ตอนนี้ต้องหาทางออกจากสนามบินให้ได้ก่อนค่ะ” ฉันเสียมารยาทอย่างแรงพูดทะลุกลางปล้อง พร้อมเสียบหน้าเข้าไปหยุดการสนทนาที่ออกรสออกชาติ

“….”คุณป้ามหาราณีกับน้องทรายผงะออกจากกันทันที คงอึ้งทึ่งคนที่ไม่เคยรู้จักกันมันทำได้ขนาดนี้  

“ฮัลโล…” แต่ได้ผลทันตาน้องทรายรีบโทรหาสามีทันที

“ว่าไง”

“ยังไม่ได้เลยค่ะ”

“งั้นขนกันเองเลยเนาะ เดี๋ยวจะมืดค่ำ”

“ค่ะ”

“พี่ๆ น้องๆ คะ รบกวนช่วยๆ กันขนกระเป๋าออกไปขึ้นรถบัสข้างนอกเลยค่ะ”

นังนี่มันเป็นใครไม่รู้บังอาจไปสั่งท่านผู้มีเกียรติ์ที่ไม่รู้จักมักจี่  ซึ่งกัลยาณมิตรทั้งหลายก็เมตตาทำตาม ทั้งหอบทั้งเข็นข้าวของพะรุงพะรังออกจากสนามบินเป็นขบวนใหญ่จนใครๆ ต้องเหลียวมามอง ส่วนคุณป้ามหาราณีไม่ว่าอันใด ลากกระเป๋าตามขบวนไป อันที่จริงท่านชื่อ ราณี แต่เราพร้อมใจกันเรียกเช่นนี้ เพราะคนอินเดียที่เข้ามาขายของหรือขอเงินจากคนไทยจะเรียกว่าผู้ชายว่า ‘อาจารย์’ และผู้หญิงว่า ‘มหาราณี’ แกเป็นต้องแพ้ใจตนซื้อของอยู่ร่ำไป  

 

 

 

ฉันประทับใจในบุคลิกภาพอันโดดเด่นของคุณป้ามหาราณีเรื่องความใสซื่อสื่อสารตรงๆ ว่ากันให้ถูกก็คือตรงเผง ขนาดยังไม่ค่อยรู้จักกัน แกเดินเข้ามาขวางทาง ยืนจ้องหน้าพร้อมกับพูดว่า

“พันแลกได้เท่าไหร่”

“……!”

“พันแลกได้เท่าไหร่ กำไรหรือขาดทุน”

“พันรูปีหรือพันบาท” ฉันตั้งตัวทัน

“พันรูปี”

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นหน้าฉันเป็นเครื่องคิดเลขแบบพิเศษนะ จมูกลูกตาและปากแหลมๆ ของฉันมันเหมือนแป้นปุ่มกดตรงไหนนะ  แถมให้คิดกำไรขาดทุนให้ได้ด้วย แกคงมีประวัติอันเลื่องลั่น มิฉะนั้นสามีคงไม่กำชับกำชานักหนาว่าห้ามจ่ายเกินงบที่ให้ไว้ เห็นเป็นที่ประจักษ์ก็เพลานี้แหละ ขนาดสร้อยของน้องทรายที่แกลูบคลำชื่นชมในวันที่ไปถึงอินเดียนั้น ยังสามารถย้ายมาอยู่ที่ข้อมือแกได้เลย มาอินเดียแค่ 2-3 วัน ก็หมดโควตาที่สามีให้แล้ว จึ่งต้องไปขอหยิบยืมเพื่อน

 

“เพื่อนว่าไงคะ”

“เพื่อนว่าเรื่องอื่นๆ คุยกับฉัน แต่ว่าเรื่องสะตังต้องคุยกับฝ่ายการเงิน” ฝ่ายการเงินหมายถึงสามีเพื่อนซึ่งเกษียณจากงานธนาคารที่มาคราวนี้ด้วย

“นายธนาคารให้กู้มั๊ย”

“ได้ แล้วจะส่ง Line ให้ลูกโอนเงิน”

 “อ้าว ทำไมไม่บอกสามีเล่า”

“บอกก็อดนะสิ”

“….”

ต่อมานายธนาคารกลับพร้อมกลุ่มแรกที่มาได้ 7 วัน เหลือ คุณป้ามหาราณีที่ไปต่อประเทศเนปาลกับกลุ่มที่เหลือ 

“มหาราณีไม่กู้ต่อรึ นายธนาคารจะกลับแล้วนะ เดี๋ยวไม่มีใครรวยพอให้เงินยืมนะ” เพื่อนๆ กระเซ้าเย้าแหย่  ป้าแกชักเคลิ้ม

“เฮ้ย พี่อย่าไปเชื่อเหล่าบ่างช่างยุ เดี๋ยวสามีก็ตัดหางปล่อยวัดเอานะ” ฉันรีบทักท้วงเมื่อเห็นแววตาและสีหน้าลังเลว่าจะเพิ่มหนี้ไม่เพิ่มหนี้ดีหนอ

    คุณป้ามหาราณีได้เงินไปซื้อกางเกงอินเดียสีแดงฟูฟ่องประดับกากเพชรแผ่นกลมบางเล็ก ๆ เต็มไปหมด แกใส่เดินฉุยฉายมาอวด ดูแรกๆ ก็สวยมีราศีอยู่นา แต่แล้วกากเพชรก็ร่วงหล่นไปเรื่อยๆ ตลอดทางที่นางย่างเหยียบไป  เวลาเข้าห้องน้ำยังเห็นเพชรแกกระจายตามพื้นเลย นี่ขนาดแกเก็บไปบ้างนะนี่ มากจนโกยไม่ไหวต้องไปตามคนทำความสะอาดมากวาดเพชรทิ้ง แกก็เลยรวยวันแรกๆ จากนั้นก็จนลงเรื่อยๆ ในวันหลัง ๆ แทบหมดตัว เอ๊ย หมดกางเกง

 

 

      กลับมาเรื่องเดิม พวกเราขนของขึ้นรถบัสออกจากสนามบิน การเดินทางยาวนานมาก รถคลานกระดืบๆ เป็นระยะๆ เพราะติดฝูงคนที่มาจับจ่ายใช้สอยและขบวนแห่ ช่วงเวลาที่เราไปนั้นมีพิธีเฉลิมฉลองเด็กชายตามด้วยพิธีเฉลิมฉลองเด็กหญิงทุกเมืองที่ผ่าน รถติดมหากาพย์ คิดอีกแบบก็ถือว่าโชคดีที่ได้เห็นประเพณีของผู้คนต่างวัฒนธรรม

 

 

เราจึงใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนในรถมากกว่าที่คาดไว้  มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเครื่องปรับอากาศที่ปรับยังไงๆ ก็มีแต่เย็นเฉียบเท่านั้น จึงต้องปิดสลับกับเปิดเป็นระยะเพราะหายใจไม่ออก ผู้โดยสารต้องเตรียมเครื่องนุ่งห่มแบบสองทวีปขึ้นรถในการรับมือกับภาวะร้อนตับแตกกับหนาวยะเยือก  ไม่ว่าเสื้อหนาว ผ้าพันคอ หมวกไหมพรม จนกระทั่ง ผ้าซับเหงื่อ  ส่วนพวกธาตุไฟบรรลัยกัลป์อย่างฉันมีชุดทวีปเดียวก็พอ

 

 

      คนขับรถเราเป็นชายร่างเล็กแต่ใจใหญ่กล้าบ้าบิ่นมาก แกควงแขนหมุนพวงมาลัยขนาดเท่าลำตัว หลบวัว ควาย คน จักรยาน อะไรต่อมิอะไรที่แผล็บมาผลุบไปในท้องถนนอย่างเสียวไส้   เสียงเบรคแต่ละครั้งจะได้ยินเสียงร้องวี๊ดว๊ายจากหมอที่นั่งแถวหน้าสุดเป็นลูกคู่พร้อมกันไป

 

 

 และถ้าเฉียดฉิวเส้นยาแดงผ่าแปด จะได้ยินเสียงแตรที่ 2 หรือเด็กท้ายรถที่ไม่เคยอยู่ท้ายแต่ไปประจำหน้ารถตะเบ็งเสียงอยู่ประตูซ้ายคู่กับเสียงแตรรถที่พลขับกระหน่ำตบอยู่พวงมาลัยด้านขวา ที่นี่เขาไม่ ‘บีบแตร’ กัน เขา ‘ตบแตร’ รัวเป็นชุดๆ แต่ละชุดจะมีองค์ประกอบของเสียงออกมา 3 – 4 เสียง ที่มีโน้ตต่างกัน   ผู้โดยสารก็เบรกตัวโก่งหัวสั่นหัวคลอนตามจังหวะแตรประหนึ่งว่าเราเต้นระบำรำฟ้อน ส่วนเสียงกลองฟังจากจังหวะเต้นรัวของหัวใจเอา ดูเผินๆ ยังกับฉิ่งฉับทัวร์บ้านเราไฉนฉะนั้น เพียงแต่ที่นี่มีแต่เสียวอย่างเดียว

 

 

ฉันเคยถามคนขับรถชาวอินเดียสมัยมาทำงานให้องค์การอนามัยโลกครั้นเมื่อหลายปีก่อนนั้น เมื่อเห็นแกขับปาดซ้ายปาดขวา

“ขับเลนไหนนี่พ่อคุณ”

แกหันข้างมาตอบแบบงงๆ

“เลนของผม (This is my lane)”

 

      ช่วงที่เดินทางเข้าประเทศเนปาล ดันเจอเรื่องปิดด่าน รถบรรทุกขนสินค้าจอดยาวชนิดที่ว่าถ้าเดินไต่ตามหลังคารถไปได้คงข้ามจังหวัดไปแล้ว

 

ท่านจิ๋วใจเจ๋งแกตัดสินใจขับสวนทางแหกเลนย้อนขึ้นไปจนเสียวไส้ ยังกับปาฏิหาริย์ที่ไม่เจอรถใหญ่สวนทางมาเลยเป็นกิโลกิโล จนไปถึงหัวถนนเจอรถบัสสวนมาจึงเบี่ยงไปได้ เพราะมิฉะนั้นต้องถอยตูดยาวมาเริ่มใหม่ นึกแล้วสยิว

 

 

สำหรับห้องน้ำห้องท่าไม่ต้องพูดถึง มันคือทุ่งนา ป่าใหญ่ และไร่ฝ้าย แรกๆ ก็กระดากอยู่ หลังๆ ชักคล่อง

 เวลาปฏิบัติภารกิจดูตาม้าตาเรือด้วย เดี๋ยวแขกเอาไม้มาไล่ตีเพราะไปล้ำบ้านเขา เจ้าป่าตัวจริงคือลิงนั่นแหละ มันสะเยะยิ้มวิ่งรี่มาที ฤดีแทบวาย นึกๆ อยากจะคืนกางเกงให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยถ้ามิอายฟ้าดิน   ฉันใช้ยุทธวิธีสายฟ้าแลบ คือ หมายตาไว้ ใช้ความไวชิ่งลงก่อน สัญจรด้วยความเร็วสูง ปฏิบัติกิจแบบสายฟ้าฟาด ประเภทเขากำลังเดินไป ฉันเดินสวนกลับ นับว่าถึงอินเดียด้วยประการฉะนี้แล

 

      ในวันแรกกว่าจะถึงวัดก็ดึก แม่ชีใจดีมีเมตตาเตรียมข้าวปลาอาหารไว้ให้เราทาน ทุกอย่างถูกปากคนไทยหมดไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม ผัดผัก และไข่เจียว ส่วนฉันทานแตงกวากับข้าวเพราะทุกอย่างใส่พริกหมดรวมถึงน้ำปลา ก็ดีเหมือนกัน จะได้ฝึกฝืนกิเลส รสชาติแตงกวาของที่นี่หวานอร่อยกว่าเมืองไทย ทานแล้วชุ่มคอชื่นใจดี  หลังจากอิ่มหนำสำราญเราเรียกรถสกายแลปหรือรถจักยานยนต์ที่นำมาพ่วงต่อรับส่งผู้โดยสารไปพุทธคยา เพื่อสวดมนต์ไหว้พระเอามงคลในคืนแรก

 

“ใครเคยไปแล้วมั่ง”

“เราเคย  จำทางได้อยู่” หวอย สาวอีสานร่างเล็กผมหยอยบอกด้วยความมั่นใจ

“งั้นบอกสารถีนะ”พวกเรากระโดดขึ้นนั่ง

 

ระยะทางเดินได้แต่ทำไมมันนานจัง สองข้างที่เคยทางที่มีแสงไฟเจิดจ้าจากร้านรวงกลับค่อยๆ มืดลง

“ยังไงๆ พิกลอยู่นา ใช่ทางแน่หรือเปล่า”

“อืม  น่าจะใช่”

“ถึงแล้วมหาราณี” ลุงแขกแกเหยียบเบรกจอดเอาหน้าประตูอาคาร

 “ทำไมทางเข้ามันมืดตึ๊ดตื๋อและเล็กจัง”

ที่ไหนได้แกเอามาส่งที่หอพักหญิง ต้องเจรจาต่อรองให้แกเอาเรากลับมาถึงพุทธคยาใหม่ซึ่งใช้เวลาพอๆ กับพวกที่เดินมา ถือว่าไปนั่งรถกินลมเล่นก็แล้วกัน

 

      ฉันกลับมาห้องพัก ต้องเปลี่ยนห้องเพราะน้ำไม่ไหล อุ๊แม่เจ้า….ไม่รู้เป็นอะไร ต้องมีปัญหาเรื่องห้องแทบทุกที่ตลอดการเดินทาง บางที่เครื่องทำน้ำอุ่นเสีย บางที่เปลี่ยนห้องหลายรอบ อย่างช่วงที่ไปเมืองเล็กๆ ถึงโรงแรมก็มืดแล้ว เจอแผนกต้อนรับที่ให้กรอกรายละเอียดการเข้าห้องพักเป็นคน แทนที่จะเป็นหมู่คณะ พี่จุ๊กับตั๋นเจรจายังไงก็ไม่ยอม คนทั้งรถบัสไม่รู้จะกรอกเสร็จเมื่อไร  ฉันใช้วิทยายุทธ์ได้ห้องมา  พอเปิดเข้าไปก็หงายเงิบเพราะเป็นเตียงใหญ่เตียงเดียว แล้วมีแบ่งส่วนตั้งโซฟารับแขก จึงเชิญหนุ่มแขกมาหาห้องให้ใหม่เพราะไม่ใช่สามีภารยาและก็เหนื่อยเสียจนไม่อยากรับแขกใดๆ ทั้งสิ้น นั่งพักใหญ่คุณผู้จัดการหนุ่มภารตะก็ให้เราย้ายขึ้นชั้นสาม เปิดเข้าไปก็ดูดีแต่มีเสียงหึ่งๆ ยังกับเอาตู้เย็นสิบเครื่องมากองไว้ในห้อง

 “ได้ยินเสียงไหม” อาจารย์ต้อยเอียงคอถาม

“….”

 “เสียงอะไร”

“เครื่องปั่นไฟ” ผู้จัดการตอบ

“มันจะหายดังไหม”

 “หาย หายสิ หมาดำ (Ma-dam)”

“เมื่อไหร่จะหาย”

“อีก 15 นาที”

      เรารออยู่เป็นชั่วโมงก็ไม่หาย จึงลงมาทานอาหาร ระหว่างทางก็คอยเป็นล่ามให้พนักงานที่เอากระติกน้ำไปยื่นให้แต่ละห้องแต่ละชั้น เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง

 

      ทานเสร็จกลับมาถึงห้องถามอาจารย์ต้อยเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเพราะมันยังดังอยู่

“อาจารย์จะย้ายไหม”

“อือ…เหนื่อยไม่อยากย้าย”

“มันอาจจะเงียบก็ได้ งั้น ขอไปอาบน้ำก่อน”

       ฉันผลุบเข้าห้องน้ำ ขณะหมุนก๊อกน้ำ อุ๊แม่เจ้า มันหลุดร่วงลงกระแทกพื้นต่อหน้าต่อตา เอาละหว่า ต้องซ่อมถึง 3 ครั้ง 3 ครา ยังร่วงอีก แหงนดูฝักบัวเป็นแบบเทลงหัว หนำซ้ำไม่มีหมวกอาบน้ำอีกต่างหาก จึงตัดใจนั่งยงโย่ยงหยก เอียงหัว เบี่ยงไหล่ ยื่นขา เหยียดเข่า รองรับน้ำเย็นใต้ก๊อกจนอาบเสร็จ  ออกมาบอกอาจารย์ต้อย เท่านั้นแหละ แกประกาศก้อง

ย้าย พี่แก่แล้วไม่อาบน้ำท่านั้น”

“บัดเดี๋ยวนี้ ใช่ไหม”

แกพยักหน้าหงึกๆ อย่างมุ่งมั่น

   ฉันโทรตามผู้จัดการหนุ่มแขกอีกเพลา แกเข้ามาขอโทษขอโพยแล้วผลุบหายไปแป๊บหนึ่ง เพราะห้องค่อนข้างเต็ม สักพักก็โผล่กลับมา

“ย้ายได้เลยครับ ห้องอยู่ชั้นนี้แหละ ผมช่วยขน” แกกวักมือเรียกหนักงานชายสองคน ซึ่งยืนหน้าดำกรอกตาปริบๆ มองเห็นเป็นจุดดำกลิ้งไปมาในตาขาว คงงงกับภาพเบื้องหน้าที่หญิงไทยใจกล้าหอบขาวของจ้าละหวั่น

“เฮ้อ  เสร็จเสียที ขอตรวจห้องน้ำก่อนนะ เผื่อจะมีอะไรอีก”
“….”  อาจารย์ต้อยจุกพูดไม่ออก

“ห้องน้ำมีผ้าเช็ดตัวผืนเดียว โชคดีที่อาจารย์ต้อยนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องนั้น”  อาจารย์ต้อยหน้าตาเหวอเมื่อฉันกล่าวเช่นนี้   ด้วยความวุ่นวายและเหนื่อยล้าทำให้แกไม่รู้ตัว  อันที่จริงผ้าเช็ดตัวทั้งหนาทั้งใหญ่พันรอบเอวยังกับกระสอบ ไม่ได้วอบวอบแวมแวม  ปกติแกแทบจะไม่กล้านุ่งผ้าเช็ดออกจากห้องนอนบ้านตัวเองด้วยซ้ำ มิน่าเล่า เจ้าแขกน้อยที่มาช่วยขนของถึงยืนหน้าดำกรอกตาไปมา

“แอร์ปรับไม่ได้ มันเย็น”

 “เอาผ้านวมนี้ไหมอาจารย์” ฉันค้นเจอในตู้

แกดมๆ แล้วส่ายหัว

“จะ ย…” ฉันพูดไม่ทันจบประโยค

พี่ ไม่ย้ายแล้ว” แกประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้ง พร้อมคว้าเสื้อคลุมกันหนาวตัวโคร่งมาสวมนอน

 

ยังไม่ทันได้เอนตัว ก็มีเสียงเคาะประดูดังขึ้น 

“ของกำนัลครับ”

ผู้จัดการหนุ่มแขกหน้าตาหล่อเหลาคนเดิมยิ้มเผล่พร้อมยื่นถุงพลาสติกใส่ขนมกรุบกรอบและถั่วให้เป็นของปลอบขวัญ

“เหนื่อยไหม ต้องวิ่งไปวิ่งมาจัดการเรื่องห้องเรื่องน้ำ” ฉันอดสงสารไม่ได้

“ผมยินดีครับ”

“คุณนี่อารมณ์ดีนะ ทั้งๆ ที่ยุ่งมาก”

“ไม่เป็นไรครับ มีอะไรก็ตามได้ตลอดเลยนะครับ”

เห็นหน้าตาท่าทางแล้วโกรธไม่ลง ยังมาชมให้อาจารย์ต้อยฟัง

“โรงแรมอาจจะมีปัญหาอย่างนี้ตลอด อาจจะโดนจนชินก็ได้ เลยไม่อารมณ์เสีย”  อาจารย์ต้อยว่าพลางหัวเราะฮึๆ ในลำคอ

 

 

      เล่าเรื่องเกี่ยวเนื่องเสียจนเพลิน กลับมาเรื่องเดิมคืนแรกที่วัดพุทธคยาหลังจากเปลี่ยนห้องแล้วก็นอนหลับสบายดี ราวตีสี่กว่าฉันกับอาจารย์ต้อยเดินไปที่พระพุทธเมตตาและต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อไหว้พระนั่งสมาธิถึงฟ้าสาง

 

 

แล้วกลับมาทานข้าว สมทบกับกัลยาณมิตรทำงานที่วัด เห็นเพื่อนพ้องยืนใบหน้าผ่องใสใจสบาย แต่คุณหวอยนี่สิ ยืนด้วยใจหงอยใบหน้าผ่องเผือดอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่เขาชอบมาอธิฐานกัน

“เครดิตการ์ดที่ต้องใช้ขึ้นเครื่องหาย”

ตายละหว่า! หาดีหรือยัง”

“หาหมดแล้ว ค้นกระเป๋าด้วยของทุกคนในห้องแต่ไม่เจอ”
“ลองนึกดีๆ สิ”

“เขาบอกว่าให้เก็บข้าวของมีค่าดีๆ แต่ตอนนี้ มันหายทั้งซอง รวม 8 บัตร มีเงินด้วย แต่เงินไม่คอยเท่าไหร่ บัตรนี่สิ”

“เอางี้ ติดต่อพี่จุ๊ที่เมืองไทยให้ระงับบัตรก่อน ส่วนทางนี้ก็ต้องแจ้งความ เผื่อใช้เป็นหลักฐานต่อรองสายการบิน แล้วทำสำเนาบัตรกับรูปในมือถือเอาไปด้วยต้องใช้ที่สนามบิน”

 

เป็นเรื่องเลยนะนี่ ต้องไปแจ้งความอีกเมืองเพราะเราต้องเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้นเกรงว่าจะไม่ทัน พี่จุ๊ทางเมืองไทยก็จ้าละหวั่นระงับบัตรทั้งหมด ส่วนตำรวจอินเดียไม่รับแจ้งความ ฉันได้แต่ งง อึ้ง ทึ่งจัง   

“ไปกันเถอะหวอย ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว เหลือแต่รอ เอาใจไปปฏิบัติธรรมต่อดีกว่า” ฉันปลอบและชวนแม่นางหวอยไปทำภารกิจต่อ นึกเสียว่าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดีเสมอ ได้ฝึกสติในการแก้ปัญหา 

      ประเด็นนี้จะว่าแก่หรือความจำเสื่อม ก็ไม่น่าจะเกี่ยว น่าจะเป็นเรื่องสติ เพราะมาทราบเอาวันหลังๆ ว่า ขณะแม่นางหวอยฝากซองเครดิตไว้กับกระเป๋าเพื่อนนั้นไม่มีสติ จึงไม่รู้ว่ายื่นให้เก็บให้ตอนไหน ส่วนผู้รับฝากก็สติหลุดเก็บไว้อย่างมิดชิดดีมากไปอยู่ในซอกหลืบของกระเป๋าจนหาไม่เจอ ไปพบเข้าอีกทีตอนรื้อกระเป๋าในวันหลังๆ ซึ่งถ้ามีสติจะระลึกรู้ย้อนเหตุการณ์กลับไปได้เพราะมันบันทึกไว้  ถ้าไม่มีสติทำยังไงก็นึกไม่ออกเพราะมิได้จดจำ  เราเลยมีเรื่องตลกแซวกัน พี่จุ๊ที่ตามมาสมทบภายหลังทำท่าปวดตับตลับเมตรถ่ายรูปคู่กรรมกันน่ารักมาก ได้มิตรเหมือนเดิม และเพิ่มเติมประสบการณ์

 

      จากการพูดคุยกับหมอพยาบาลที่เวียนกันมาให้การรักษา และดูข้อมูลการบริหารยาและเวชภัณฑ์ของแต่ละวัดที่ไปปฏิบัติงานทั้งหมด พบว่าการดูแลสุขภาพของพระภิกษุ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ในแต่ละวัดยังไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง   ไม่มีระบบการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง การจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยยังเป็นแบบสมุดบันทึก ในบางที่เริ่มใช้แบบกรอกสั้นๆ ได้ราวสองสามปี นี้ และบางที่ไม่มีการบันทึกเลย  ทั้งนี้ ข้อมูลที่บันทึกไม่ครอบคลุมข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเรื้อรัง  นอกจากนั้น การบริหารยาและเวชภัณฑ์ยังไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง ขึ้นกับผู้ที่มาปฏิบัติงานหรืออาสาสมัคร

 

 

มียาบริจาคหลากหลายรูปแบบ และยาหมดอายุ แถมยังมีเวชภัณฑ์บางอย่างชำรุดเสียหาย เราช่วยกันจัดแยกยาที่หมดอายุออกเพื่อทำลาย ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และทำความสะอาด

 

      เมื่อฉันกลับมาเมืองไทยได้ทำหนังสือเรียนให้เจ้านายโปรดพิจารณาประสานงานแจ้งข้อมูลและข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติโดยหวังว่าจะยังประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 

      คืนสุดท้ายฉันไปนั่งสมาธิทำบุญที่พุทธคยาอีก โชคดีตอนที่คณะเราเข้าไปถวายผ้าห่มพระพุทธรูป พระที่อยู่ในห้องกระจกท่านเมตตาให้เข้ามาใกล้ ผู้คนไม่เบียดเสียดยัดเหยียดมากมายเหมือนทุกครา

 

ฉันได้ช่วยรับส่งปัจจัยจากผู้ที่อยู่ไกลไปยังจุดประเคนเพราะยืนถูกฮวงจุ้ยพอดี

 

เรากลับมาทำบุญถวายผ้าป่าที่วัดต่อก่อนลาจากไปปฏิบัติงานที่วัดอื่นในวันรุ่งขึ้นด้วยความสุขใจ คงต้องเล่าต่อเรื่องจิตอาสาแสนสนุกสนานเบิกบานแบบทุลักทุเลในเพลาหน้าค่ะ

 

(ภาพที่ไม่ปรากฏนาม: ขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรที่ร่วมอาสาอนุเคราะห์ให้ภาพประกอบเรื่อง)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 29/01/2016 เวลา : 16.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

พี่ก๊วยและจิตอาสาทุกท่านต้องเหนื่อยน่าดูเลยค่ะ
มีความสุขกับสิ่งที่ทำ เก็บเป็นความภูมิใจไปตลอดชีวิตนะคะ

ดิฉันตอบเมลของพี่ก๊วยเรื่องแผ่นพับแล้วนะคะ ขออภัยที่ช้าค่ะ
พี่ก๊วยถ้าได้รับแล้วรบกวนตอบกลับหน่อยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ปวิภา วันที่ : 29/01/2016 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 

...เป็นบุญที่ได้มาแอบติดตามค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 23/01/2016 เวลา : 15.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

ยังติดทำเอกสารการสอน คู่มือ ข้อสอบ สไลด์ และ งานสอนอยู่ค่ะ เขียนตอน 2 ยังไม่จบ แต่จะพยายามเร่งให้แล้ว้สร็จเร็วๆ นี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 23/01/2016 เวลา : 15.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

hayyana
“วุ่นดีครับ”
วุ่นเป็นปกติที่นูนค่ะ
“นั่งสมาธิตรงนั้นต่างกับนั่งปลายเตียงอย่างไรบ้างครับ คิดว่าบรรยากาศแถวนั้นอาจจะมีส่วนทำให้มีสติน่าเกรงขาม”
ถ้าฝึกได้ดีแล้ว นั่งนอนยืนเดินที่ไหนก็ได้ แต่คนที่ยังฝึกตนได้ยังไม่ค่อยดี สถานที่มีส่วนช่วยค่ะ

คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว
“เป็นจิตอาสาทำด้วยใจเบิกบาน ดูแล้วสนุนกสนานจริงๆ เลยนะครับพี่ก๊วย”
สนุกสนานค่ะ เรียกว่ารื่นเริงในธรรม

Cat@
“สวัสดีปีใหม่ค่ะ”
สวัสดีตอนนี้ยังไม่สายนะคะ

รวงข้าวล้อลม
“เขียนเล่าได้สนุกสนานจังเลยค่ะ เยี่ยมมากก ทั้งที่จริงดูแล้ว เป็นเรื่องไม่สนุกเลยนะ”
พลิกใจนิดเดียว ก็สนุกสนานค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 18/01/2016 เวลา : 13.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

เขียนเล่าได้สนุกสนานจังเลยค่ะ เยี่ยมมากก

ทั้งที่จริงดูแล้ว เป็นเรื่องไม่สนุกเลยนะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 18/01/2016 เวลา : 13.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

สุดยอดดด

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Cat@ วันที่ : 14/01/2016 เวลา : 05.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Cat@ วันที่ : 05/01/2016 เวลา : 05.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha


ความคิดเห็นที่ 7 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

เป็นจิตอาสาทำด้วยใจเบิกบาน ดูแล้วสนุนกสนานจริงๆ เลยนะครับพี่ก๊วย

ความคิดเห็นที่ 6 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
hayyana วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

วุ่นดีครับ
เหมือนดูหนังสารคดีปศุสัตว์เลย
ลองยัดรูปปีใส่มือแทนจดหมายเชิญอาจจะผ่านสะดวก
นั่งสมาธิตรงนั้นต่างกับนั่งปลายเตียงอย่างไรบ้างครับ
คิดว่าบรรยากาศแถวนั้นอาจจะมีส่วนทำให้มีสติน่าเกรงขาม

ความคิดเห็นที่ 5 แม่หมี , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พี่ก๊วย วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 18.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

ลูกเสือหมายเลข9
เยอะมากๆ เลยค่ะ

wullopp
อนุโมทนาสาธุด้วยค่ะ
นอกจากมีชีวิตชีวา แล้วยังได้สัจจธรรมชัดขึ้นด้วยค่ะ

แม่หมี
ของจริงก็ ฮากลิ้ง เหมือนกันค่ะ

สิงห์นอกระบบ
ดูข้อมูลไม่ต้องใส่ทั้ง Mask และถุงมือค่ะ เดี๋ยวเขาว่าบ้า ตอนดูคนไช้ใช้ถุงมือเท่าที่หาได้ แต่ Mask ไม่มีให้พอเพียงค่ะ กลับมาเมืองไทยปอดยังใช้ได้อยู่ค่ะ อิอิ


ความคิดเห็นที่ 4 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 18.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

คุณหมอฯ เล่นไม่ป้องกันตัว ไม่ใส่ทั้ง Mask และถุงมือ เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 15.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เรื่องเครียดๆ พี่ก๊วยเขียนให้ฮาได้

ป้ามหาราณี

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wullopp วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 12.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ก่อนอื่น... ขอกราบอนุโมทนาในกุศลเจตนา
ของทุกๆท่านมาด้วยความเคารพ

เคยไปอินเดีย...
รถคันหนึ่งใช้กระจกส่องหลังข้างขวาข้างเดียว
ใช้ 2 ข้างไม่ได้
เพราะเวลารถสวนกัน... ที่ไม่พอ

และ อ่านไป ก็ยังอยากไปอินเดียอีก
เพราะที่นั่น... มีชีวิตชีวา

ความคิดเห็นที่ 1 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 04/01/2016 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

คนเขาเยอะจริงๆนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน