• พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 113
  • จำนวนผู้ชม : 296824
  • จำนวนผู้โหวต : 284
  • ส่ง msg :
  • โหวต 284 คน

BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< กุมภาพันธ์ 2016 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 1337 , 22:33:18 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน joepiya , ลุงตุ่ย และอีก 10 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

      วัดไทยที่ประเทศอินเดียกับเนปาลที่พวกเราอาสาไปทำงานคือ  วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดไทยสารนาถ วัดไทย 960 และวัดไทยลุมพินี  วัดมีแนวทางในการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยใช้หลักทั้งทางธรรมและทางโลก ไม่ว่าจะเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย การศึกษา  ความเป็นอยู่ และที่พึ่งทางใจ ให้โอกาสเด็กๆ ได้เรียนหนังสือโดยสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมไปด้วย คนอินเดียหรือชาติไหนๆ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็เข้ามารักษาที่สถานพยาบาลของวัดได้ ซึ่งจะมีหมอ พยาบาล และเภสัชกรไทยอาสามาเวียนอยู่บางช่วงของปี บางวัดที่มีความพร้อมทางด้านการรักษาพยาบาลได้เปิดบริการให้คนอินเดียได้รักษากับหมอชาวอินเดีย เสียค่าใช้จ่ายแค่เจ็ดแปดรูปีต่อครั้งที่มา คล้ายคล้าย  ‘30 บาท รักษาทุกโรค’  ส่วนวันพระรักษาฟรี ชาวอินเดียก็เลยชอบป่วยวันพระ เมื่อวัดให้คุณประโยชน์แก่ชุมชน ชุมชนย่อมไม่ทิ้งวัด  

 

 

 

 ในขณะที่หลายหน่วยงานและสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยวิ่งตามตัวชี้วัดของฝรั่งเพื่อให้เขายอมรับความเป็นสากล โดยลืมรากเหง้าของตนว่าเป็นเยี่ยงไร อันที่จริงถ้าเราเข้าใจและยอมรับจุดเด่นจุดด้อยอย่างถ่องแท้ (Strength Weakness Opportunity Threat) ก็จะมีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ชัดเจน ตอบโจทย์สังคมจน ‘สากลเอาเป็นเยี่ยงอย่าง’  ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เรียกว่า ‘พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (University Engagement)’  ซึ่งหมายถึง “การทำงานเชิงวิชาการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมในพันธกิจหลักทุกด้านของมหาวิทยาลัย  บนหลักการพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ 1) ร่วมคิดร่วมทำแบบหุ้นส่วน (Partnership) 2) เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Mutual benefit) 3) มีการใช้ความรู้และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (Scholarship) และ 4) เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้ (Social impact)” (http://www.engagementthailand.org/)

 

      สำหรับที่วัดไทย 960 ที่อยู่ตรงแนวชายแดนระหว่างประเทศอินเดียกับเนปาลนั้นไม่ได้รองรับผู้แสวงบุญให้พำนักค้างคืนได้ มีห้องพยาบาลเล็กๆ และมีเตียงผู้ป่วยสองเตียง มีหยูกยาสามัญประจำบ้านที่จำเป็นแต่รักษาผู้ป่วยหนักไม่ได้ ปัญหาก็จะเหมือนสถานพยาบาลอื่นๆ คือ การดูแลสุขภาพของพระภิกษุ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง   รวมถึงไม่มีระบบการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง การจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยแทบไม่มีการบันทึกเลยเพราะพระท่านเมตตาจัดยากันเอง  นอกจากนั้น การบริหารยาและเวชภัณฑ์ยังไม่เป็นระบบเช่นกัน มียาบริจาคหลากหลายรูปแบบ และยาหมดอายุ เราจึงช่วยกันจัดแยกยาที่หมดอายุออก ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ และการปฐมพยาบาล รวมถึงถวายการรักษาเบื้องต้นแด่พระภิกษุ

       ส่วนเรื่องข้าวปลาอาหารที่วัดไทย 960 นี้ มีเพียงพอให้ญาติโยมได้อิ่มหนำสำราญในห้องอาหารบรรยากาศสวยงามของท้องทุ่ง ที่เป็นเลิศคือ ห้องน้ำสุดสะอาดสวยหรูมาก เพราะคุณพระคุณเจ้าท่านเข้าใจเรื่องปลดทุกข์ ซึ่งในระหว่างทางที่มาหาห้องน้ำบรรเทาทุกข์เยี่ยมขนาดนี้มิมีเลย

 

 

 

นอกจากนี้ ยังมีโรตีแสนอร่อยทอดสดๆ ร้อนๆ ควันฉุย หยิบเอาเอง จ่ายเงินเองตามศรัทธา ทว่าแถวยาวมาก

 

บ้างก็ขอเข้าไปหัดทำ อันที่จริงไปถ่ายรูปมากกว่า เพราะดูท่าทางแล้วไม่น่าจะทำให้แผ่นโรตีแบนบางกำลังดีให้ทอดฟูฟ่องเหลืองอร่ามได้

 

โรตีสีเหลืองน้ำตาล ผิวบางกรอบ ห่มด้วยนมข้นหวานขาวนวลเป็นริ้วๆ จัดวางในถ้วยใบไม้ทำจากใบต้นสาละอินเดีย ส่งกลิ่นหอมโชยมาซอกซอนจมูกให้น้ำลายสอ แผ่นโรตีกรอบบางละลายบนลิ้นไหลลื่นไปกับนมกลมกล่อมกำลังดี ทำให้อร่อยเกินห้ามใจไม่สามารถหยุดยั้งกิเลสได้ เวียนไปทานรอบสองรอบสาม ฉันรับอาสาเฝ้าโต๊ะเฝ้าของให้ หักหัวคิวทานจานละชิ้นไม่ต้องต่อแถว…อิอิ

 

 

       ไม่คาดฝันว่าการเดินทางคราวนี้ ฉันต้องรับทำหน้าที่เป็นทั้งมัคคุเทศก์ หมอ ตลกคาเฟ่  ผู้เจรจาต่อรอง และล่าม  แล้วแต่ว่าสถานการณ์ขณะนั้นคืออะไร การเดินทางบางเส้นทางต้องใช้รถบัส แต่เนื่องจากมาช่วงเทศกาล รถจึงติดหนึบ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในรถ นอกจากหลับแล้วเรายังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นสวดมนต์ จับฉลาก แนะนำตัว เล่าเรื่องตลก ทานขนม ทานข้าว ถกกันเรื่องศาสนาและนิกายต่างๆ แบ่งปันมุมมองกับมัคคุเทศก์ชาวอินเดีย และ ออกกำลังกาย เวลานั่งรถนานๆ จะปวดคอปวดหลังมาก ฉันต้องไปโหนขอบช่องเก็บสัมภาระยืดหลังเป็นระยะๆ เพราะไม่มีเวลาให้จอดลงไปยืดได้ ยิ่งตอนไปสนามบินต้องลุ้นหลายครั้ง การไปสนามบินที่อินเดียต้องเผื่อเวลาไว้เยอะๆ เพราะคาดเดาจราจรยาก หนำซ้ำตรวจเข้มข้นมากทั้งคนทั้งกระเป๋าตั้งแต่ด่านแรกก่อนเข้าประตูอาคารผู้โดยสาร ด่านสองก่อนเข้าไปสู่ที่พักรอขึ้นเครื่อง ด่านสามคือตรงประตูขึ้นเครื่อง สมัยก่อนนั้นยังมีด่านสี่ตรงหน้าประตูเครื่องอีกด่าน กระเป๋าและของทุกชิ้นที่ถือขึ้นเครื่องต้องติดป้ายของสายการบินนั้นๆ และลงตราประทับว่าผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้วจึงจะเข้าไปในเครื่องบินได้  ยิ่งกลุ่มใหญ่อย่างพวกเรายิ่งใช้เวลา เพราะมีทั้งเรื่องหนังสือเดินทางหาย น้ำหนักกระเป๋าเกิน ลืมของไว้ที่จุดตรวจ และกระเป๋าหายที่จุดตรวจ เนื่องจากเราไม่มีมัคคุเทศก์หลัก แต่อาสาช่วยกันเอง วิธีการไปให้รอดทั้งกลุ่มคือ ต้องส่งคนแรกไปเอาตั๋วให้ได้ก่อนแล้วที่เหลือค่อยตามมา  ทุกสนามบินต้องมีปัญหาให้ฝึกสติปัญญาทุกที่

 

คราวนี้มีบัตรเครดิตไม่ครบ พนักงานออกบัตรขึ้นเครื่องก็ไม่ยอม

“ต้องหมายเลขบัตรนี้เท่านั้น”

“ใช้บัตรอื่นไม่ได้หรือคะ”

“ไม่ได้”

“คือว่าเจ้าของบัตรกำลังเดินทางมาจากกรุงเทพ นัดเจอกันที่เมืองมุมไบ ถึงให้ติดต่อก็ติดต่อไม่ได้ค่ะ” ฉันต้องส่งสายตาด้วยแววตาเว้าวอนสุดๆ เพื่อเจรจาต่อรองให้รอดทั้งกลุ่ม

“….” แกชักลังเล

“เป็นเจ้าของบัตรทั้งหมดค่ะ บัตรอื่นใช่ บัตรนี้ก็ต้องใช้ได้ ขอความกรุณาว่าใช้บัตรอื่นแทนได้ไหมคะ ช่วยชี้แนะด้วยค่ะ”

“ก็ได้ งั้นมีบัตรหมายเลขนี้ไหม”

“มีค่ะ”

แล้วเราก็รอดมาอีกด่าน

 

บางสนามบินขาขึ้นไปดูราบรื่นดีแต่มีปัญหาตอนขาลง อย่างสายการบินภายในประเทศจะใช้เครื่องบินลำเล็กและให้จองเกิน ถ้ามาเต็มลำก็ทิ้งกระเป๋าผู้โดยสารไว้แล้วค่อยส่งในเที่ยวถัดไป แต่มันมีปัญหามากถ้าเป็นเที่ยวสุดท้ายของวันเพราะต้องใช้ข้าวของคืนนั้นทันที ฉันกะรบราสักตั้ง แต่เพื่อนที่เหลือเหนื่อยล้าและอยากจะเข้าที่พักเต็มแก่ เพราะมีกระเป๋าที่ตกค้างอีกเพียบ  ตามประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้งฉันได้ค่าชดเชยเบื้องต้นไปซื้อข้าวของเครื่องใช้คืนนั้นโดยไม่ต้องรอ 12 – 24 ชั่วโมง เนื่องจากจำเป็นต้องใช้รอไม่ได้ ค่าชดเชยนี้เล็กน้อยมาก และไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม ดังนั้นควรเตรียมเสื้อผ้าสักชุด หยูกยา และข้าวของเครื่องใช้จำเป็นแบบชุดพกพากะทัดรัดติดกระเป๋าถือขึ้นเครื่องด้วย ขากลับฉันกำชับนักกำชับหนาพนักงานสายการบินว่าต้องเอามาให้ครบเพราะเราต้องต่อเครื่องจากเมืองมุมไบไปกรุงเทพเลย มิฉะนั้นต้องส่งไปให้เราที่ปลายทางจังหวัดต่างๆ ได้ผลก็ประโยคหลังนี่แหละ แต่ก็มิวายเกิดกับฉันอีกจนได้ ตอนเดินทางจาก มุมไบไปกรุงเทพด้วยสายการบินบริษัทเอกชนไทย ฉันเข้าช่องลูกค้าพิเศษ แต่พนักงานออกบัตรโดยสารขึ้นเครื่องทำช้ามากกว่าลูกค้าอื่น  แถมทำสองตั๋วในเวลาเดียวกันสลับไปสลับมาทำให้เสียเวลามากขึ้น ของอาจารย์ต้อยที่ฉันจัดการให้เนื่องจากต่อ  2  สายการบินที่ต่างกันในไทย ปรากฏว่าผ่าน ส่วนของฉันต่อสายการบินเดียวกันไปเชียงใหม่กลับไม่ได้ ต้องโทรตามเจ้านายมาแก้ และตอนพิมพ์บัตรติดกระเป๋าลงท้องเครื่องก็ออกครึ่งทาง จนในที่สุดเขียนด้วยลายมือ ชักสังหรณ์เพราะเคยโดนที่ออสเตรเลีย ฉันจึงถามถึง 2 - 3 ครั้งว่า ว่าในระบบรับหรือไม่ จะได้กระเป๋าครบตรงเวลาหรือไม่ เจ้านายยิ้มหวานตอบยืนยันพร้อมส่ายหัวทุกครั้งว่า

 “ไม่มีปัญหาเรื่องกระเป๋า Check through ได้รับที่เชียงใหม่แน่นอน” 

   เครื่องมาถึงกรุงเทพเวลา 6:35 นาฬิกา ต่อเที่ยวถัดไปเวลา 10:05 น. มีเวลาถมถืดในการจัดส่งกระเป๋า เพื่อความมั่นใจฉันได้ถามพนักงานต้อนรับบนเครื่องช่วยตรวจสอบว่ากระเป๋ามาครบหรือไม่ เนื่องจากไม่สบายก่อนการเดินทางไม่มีปัญญาลากกระเป๋ามาด้วย ต้องส่งลงท้องเครื่องและกระเป๋าใบนั้นมีกุญแจบ้านติดอยู่ ซึ่งแม่นางฟ้าพ่อเทวดาใจดีช่วยแก้ปัญหาให้ และตอบยืนยันบนเครื่องก่อนเครื่องออกว่า

“ได้กระเป๋ามาแล้ว”

ทำให้ฉันยกเลิกกับญาติ แต่เมื่อมาถึงเชียงใหม่กลับไม่ได้ แล้วแนะนำให้รอจนถึงบ่ายเย็น ถ้ารอก็บ้าแล้ว ทั้งป่วย ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว  นอกจากนั้นตอนที่ได้รับกระเป๋าที่ติดป้ายระวังแตก ‘Fragile’  ทั้งสองใบ ถูกกระแทกจนคันชักลากหัก ล้อฝืด combination zip lock หัก ชักไม่แน่ใจตัวเองว่าป้ายอย่างนี้มันยั่วยุหรือแปลอีกแบบกันแน่

 

      มีบททดสอบให้เจริญสติบนเครื่องอีก เนื่องจากแพ้พริกมาก (ไม่ได้แพ้เผ็ด) จึงสั่งอาหารพิเศษล่วงหน้า ‘No chili’ แต่ ได้อาหารที่สงสัยว่ามีพริกเพราะถ้าเป็นซอสมะเขือเทศไม่ควรมีรสเผ็ด อาจจะเป็นเครื่องเทศแต่ปากเริ่มร้อนเจ่อขึ้น แสดงว่าอาจจะมีพริกหรือพริกไทยเยอะจนทำให้เกิดอาการ ฉันจึงไม่ได้ทาน เพราะอาหารอย่างอื่นใส่พริกหมดเหมือนกัน

 

 

เคยสั่งอาหารอาหารทะเลและแพ้พริก ‘Seafood’ and ‘Allergic to chili’ ได้มะเขือเทศแปะบน cheese เชิญแม่นางฟ้ามาดูว่า มันทะเลตรงไหนวะ อีกเพลาได้เนื้อวัวมาไม่มีพริก  ฉันไม่ทานเนื้อวัวจึงสั่งอาหารทะเลไม่มีพริก เพราะเข้าใจอยู่ว่าระบบรับคำสั่งมากๆ ไม่ได้  จึงเชิญแม่นางฟ้ามาดูเป็นพยานว่า มันทะเลตรงไหนวะ เคยล้อลูกศิษย์ดำน้ำที่ใช้อากาศเปลืองว่า ‘ควายทะเล’ ฤาว่าจะมีอยู่จริง

 

 

ด้วยหวังดีต่อสายการบินจึงแจ้งเรื่องให้ปรับปรุง โต้ตอบไปมาราวสองสามเดือนกว่าจะเข้าใจ  ซึ่งเขาพยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่

 

      บางสนามบินไม่มีปัญหากับพนักงานแต่ พวกเรากันเองมีเรื่องให้ได้ใช้สติปัญญาอีก ฉันต้องคอยสังเกตเท่าที่ทำได้ว่าใครแต่งองค์ทรงเครื่องอะไรกันมาบ้างเพราะลืมกันบ่อยเนื่องจากเราต้องรีบต้องวิ่งกันเป็นประจำ แถมมีการซื้อของ จัดกระเป๋า รื้อกระเป๋า ขนเข้าขนออกกันตลอดทาง ยิ่งผู้หญิงนั้นต้องเข้าม่านตรวจร่างกายแยกจากรางจุดตรวจกระเป๋าทำให้กว่าจะกลับมาเอาก็ปนกับของคนอื่น  ฉันเองก็เคยเผลอสติคิดว่าคืนหมอนที่ยืมคืนให้เจ้าของแล้ว แต่อันที่จริงทิ้งไว้ตรงที่นั่ง อาจารย์ต้อยแกมีผ้าคลุมไหล่แคชเมียร์สีน้ำตาลอย่างแพงแกก็ลืมทิ้งไว้ ฉันจำได้จึงหยิบมาเรียกค่าไถ่แกตอนหลัง

 

 

 

ส่วนอีกคนก็เป้หาย หายังไงก็ไม่เจอ เดินมาบ่นรำพรรณ ฉันให้รีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เจ้ากุ่ยประกบอยู่ที่จุดตรวจ ส่วนเจ้าทุกข์เดินมองหาตามผู้โดยสารคนอื่นๆ บริเวณนั้น แล้วในที่สุดก็ได้จากชายคนหนึ่งซึ่งหยิบผิดไป  เจ้าของเป้บ่นอุบ

“มันจะหยิบผิดได้ยังไง ของมันเป็นกระเป๋าของเราเป็นเป้” 

เออจริงนะ… คิดอีกแบบ เขาอาจจะเดินทางเยอะจนมึนก็ได้ มิใช่มั่ว

 

      ระหว่างรอขึ้นเครื่องเหล่าแม่บ้านก็นั่งดูโทรทัศน์ฉายละครอินเดียที่มีเนื้อหาเป็นเอกลักษณ์ เพราะพระเอกและนางเอกจะร้องเพลงจีบกันไปมานานมาก เพราะต้องวิ่งรอบๆ บ้าน รอบๆ เสา วิ่งข้ามเขา ข้ามเนิน ข้ามทุ่ง แล้วก็จะมีผู้คนโผล่มาจากไหนไม่รู้มาเต้นเป็นหางเครื่องด้วย  แม่บ้านแอ้ดูอยู่นานแล้วผละไปเข้าห้องน้ำ เสร็จภารกิจเดินกลับมายืนดูหน้าจอต่อแล้วขมวดคิ้วถามเพื่อนที่นั่งตาค้างดูอยู่ว่า

“พระเอกกับนางเอกมันได้กันหรือยัง” ตรงประเด็นโผละ แต่เสียงดังไปหน่อย

“ยัง” เพื่อนก็ลุ้นอยู่ว่าจะได้เห็นก่อนเครื่องออกหรือไม่

ฉันไม่อยากดับความหวัง แต่คาดเดาว่าเครื่องบินแตะพื้นอีกเมืองหนึ่งไม่รู้จะเต้นเสร็จหรือยัง อิอิ

 

      ที่เด็ดกว่านั้น คือเรื่องพี่สมบุรุษสุดเก๋ ชายร่างเล็กวัยเกษียณที่ชอบแปลงร่างเป็นเด็กบ้างเป็นคนแก่บ้างแล้วแต่ว่าวันไหนแกสนใจในกิจกรรมอะไร ตอนแปลงร่างเป็นเด็ก ไม่รู้พี่ท่านเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนวิ่งปรู๊ดปร๊าดได้ทั้งวัน มีข้อซักถามสนใจใฝ่รู้ไม่หยุดไม่หย่อน ยังกับมีผีกุมารทองมาเข้าร่าง ต้องคอยระวังเด็กหาย พอวันไหนเป็นผู้เฒ่า พี่ท่านมีกิจกรรมนิ่งๆ หลับๆ คล้ายมีผีหอยทากสิงสถิตร่าง พอรู้ว่าแกยังอยู่ก็ตอนหายใจเข้าออกนี่แหละ    ปกติพี่ท่านจะสะพายย่ามใบเดียว ตอนเดินทางขึ้นเครื่องบินมีกระเป๋าสะพายเพิ่มอีกหนึ่งใบ พอผ่านจุดตรวจแกสะพายไปแต่ย่าม พวกเราเห็นกระเป๋าสีตุ่นๆ ของแกนอนแผ่อยู่ตรงจุดตรวจ จึงตามหาแกมาแสดงตนกับเจ้าหน้าที่เพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เอาลุงตุ่นกลับไป ที่ไหนได้ แกปฏิเสธเสียงแข็งว่ามีใบเดียว  เราย้อนมาจุดตรวจเพราะในกลุ่มเชื่อมั่นในสายตาแก่ๆ หลายคู่ว่า แกสะพายมาสอง  จึงขอเจ้าหน้าที่เปิดดูข้างใน จึ่งรู้ว่าเป็นของแกอย่างชัดแจ้ง เจ้าตัวยิ้มเขินๆ และสะพายลุงตุ่นกลับไปด้วยจำนนต่อหลักฐาน

 

พี่สมท่านน่ารักจนฉันอดแหย่มิได้ มีอยู่เย็นหนึ่ง แกสงสัยเจ้าเมล็ดขาวๆ เรียวๆ เล็กๆ ที่เรียงอยู่ในจานบนโต๊ะอาหารว่ามันคืออะไร

 

“ทานหลังอาหารแก้ปากเหม็นค่ะ”

“กินแล้วแก้เหม็นปากจริงหรือเปล่า”

“แก้ปากเหม็นค่ะ แต่เหม็นปากแก้ไม่ได้”

“….” ทำเอาแกจุก

“เอ้อ แล้วมันทำให้ปากหอมยังไง” พี่สมยังอยากรู้

“มันแก้ปากเหม็น แต่ไม่ได้ทำให้ปากหอม” ฉันกวนแกต่อ

“ฮ่า ๆ ” แกมัวแต่ขำในคำตอบกวนโอ๊ยของฉัน

“ที่ใส่ในจานสองหลุมนี้มันเหมือนกันหรือเปล่า” ยังสงสัยต่ออีกแหนะ

 

ฉันหันไปจ้องตาแกแล้วลุกขึ้นยืนโก่งคอก้มหัวลงไปที่จานถามออกไปว่า

ฮัลโหลๆ เหมือนกันหรือเปล่า

“!!…”  พี่สมแกอึ้ง

ฉันทำท่า เงี่ยหูฟังสักอึดใจแล้วเงยหน้าขึ้นกระซิบกระซาบตอบแกเบาๆ ว่า

“ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่ตอบ”

แกฮากลิ้ง

“ดีนะที่มันไม่ตอบ”
“ทำไมละหมอ”

“ถ้ามันตอบ หมอก็เผ่นสิ ผีชัดๆ”

แกหัวร่องอหายพูดไม่ออก

 

 

ตอนขากลับเมืองไทย ตอนรอเครื่องที่สนามบิน แกสนใจกลุ่มมหายานที่กำลังคุยเรื่องพลังและแจกสร้อยลูกปัดเสริมพลังกัน

 “ผมอยากฟังมากเลย” แกพูดนัยน์ตาแวววับ

“เข้าไปสิพี่”

แกเดินตัวปลิวเข้าไปในกลุ่มแล้วก็เดินหน้าจ๋อยออกมา

“ไหงกลับมาเร็วนัก”

“เขาไล่ออกมา”

“อ้าว! ทำไมละ”

“ผมเป็นพวกไม่มีพลังอะไร ไปยุ่งกับพวกมีฤทธิ์ไม่ได้”

มารู้ความเอาทีหลังว่า เป็นเรื่องหญิงๆ อาจารย์ตั๋นแกเลยกันผู้ชายไม่ให้เข้า อาจารย์ตั๋นที่เราให้สมยานามว่า ‘โอ้พระแม่เจ้า’ เพราะคุณมัคคุเทศก์แขกสงสัยที่แกสอนท่องมนต์เสริมพลังลมปราณในรถบัสเข้ามาถามว่า

“คุณเป็นพระรึ”

หญิงเชื้อสายจีนร่างสัดทันผิวขาวแก้มแดงที่มาพร้อมกับชาสุขภาพ น้ำฉีดใบหน้าเรียกความสดชื่น ยาหม่องชนิดพิเศษ สร้อยลูกปัดสี และอะไรต่อมิอะไรอีกเพียบ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือเสียงหัวเราะที่ดังและแยกเป็น 3 แบบ ตามอารมณ์ แต่ละแบบจะมีเสียงเรียงเป็นชุดไล่ระดับ รวมถึงมีเนื้อเสียงและจังหวะไม่เท่ากัน ฟังแล้วมันพะยะค่ะ

 

      เรื่องสนามบินยังไม่จบ วันจะเดินทางกลับไปยังมุมไบเพื่อต่อเครื่องกลับเมืองไทย ก็เกิดเหตุอีก เพราะรีบกันสุดฤทธิ์ ฉันวิ่งนำขบวนเข้าไป กลุ่มที่เหลือกำลังตามมา ฉันได้พนักงานชายที่พาไปเคาเตอร์พิเศษ แกบอกให้รออยู่ตรงนี้เดี๋ยวจะมาจัดการให้ ดีที่มีพี่จุ๊มาช่วยจัดขบวนเพราะต้องเรียงตามชื่อในตั๋วที่ใช้บัตรเครดิตหมายเลขนั้นๆ แล้วนับจำนวนกระเป๋าและติดป้ายของสายการบินทุกใบเพื่อประทับตราผ่านเครื่องตรวจ มิฉะนั้น ไม่มีสิทธิ์เอากระเป๋าหรือแม้แต่หมอนรองคอเข้าไป เหมือนจับปูแก่ๆ ใส่กระด้ง พวกน้ำหนักเกินก็จะแกะกระเป๋าเอาของเข้าเอาของออก  พวกหากลุ่มไม่เจอก็ยังเรียกกันอยู่ ส่วนพวกจะเอาป้ายและพวกจะเอาแต้มสะสมไมล์ก็เดินกันขวักไขว่ ทันใดนั้นทุกอย่างก็หยุดนิ่งอย่างอัศจรรย์ใจ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนว่า

หนังสือเดินทางมหาราณีหาย

หา! ….. อะไรนะ

หวอยคนเดิมที่คิดว่าทำบัตรเครดิตหายหน้าตาเลิกลักมาแจ้ง

“ฝากไว้กับกุ่ย” มหาราณีชี้เป้า

 “ไม่ได้ฝาก”

ฝาก

ไม่ได้ฝาก
เฮ้ยๆ เอางี้ กุ่ยตรวจดูในกระเป๋าก่อนก็เลยกัน”

 “ไม่มี” กุ่ยตอบอย่างมั่นใจหลังค้นดูจนทั่ว
“ให้คนย้อนกลับเส้นทางเดิมไปหา แล้วหมอจะติดต่อไกด์ก่อน”

พี่จุ๊ทำท่าปวดตับ

“หมอช่วยพี่คุยหน่อย ภาษาอังกฤษฟังไม่ค่อยเข้าหู”

ฉันกับแกไปยืนเล็งหาคนใจดีมีโทรศัพท์ แล้วก็ได้แม่นางฟ้าสายการบินนี้แหละน่าตาสวยดูใจดีพิลึก ฉันรีบนอบน้อมเข้าไปอรรถาธิบายความ อันที่จริงไม่ต้องโค้งขนาดนั้นก็ได้เพราะเตี้ยแค่ราวนมแม่นางฟ้า ได้โทรศัพท์ติดต่อมัคคุเทศก์แขกช่วยหาดูในรถทัวร์ แต่ไม่รับ ก็ต้องโทรหาคนไทยช่วยตามมัคคุเทศก์แขกแล้วให้โทรกลับมาหมายเลขนี้ เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกที ฉันเหลือบตาไปเห็นมหาราณีเดินทื่อๆ เข้ามา

 “อ้าวเฮ้ย! มหาราณีมาได้ไง” ฉันประหลาดใจมาก

“เขาให้เข้ามา”

“ทำยังไงเขาถึงให้เข้ามา”
“พูดว่า SORRY แล้วก็เดินแหกเข้ามาเลย” แกพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่คำนี้ประกอบกับหน้าตาซื่อๆ ทำให้เดินผ่านพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามา

“พี่รออยู่นี่ก่อนนะ เขากำลังย้อนไปหาหนังสือเดินทางอยู่”

 

 

หวอยเจ้าเดิมเป็นคนวิ่งย้อนออกไปจนถึงลานจอดรถ กลับมาพร้อมหนังสือเดินทางมหาราณี พร้อมตะโกนลั่น

ได้แล้ว ๆ

เฮ เฮ” พวกเราขานรับด้วยความดีใจ

“ไปได้ที่ไหนละ”

“….. คือ… อยู่ในมือเรานี่แหละ”  หวอยอ้อมแอ้มตอบ

 

เรื่องของเรื่องก็คือมหาราณีจัดกระเป๋าใหม่ แล้วยื่นหนังสือเดินทางให้หวอยถือแต่กลับจำเป็นว่ายื่นให้กุ่ย ส่วนหวอยสติหลุดเพราะต้องรีบเข้ามาเอาบัตรขึ้นเครื่อง  จึงถือวิ่งไปวิ่งมาหากันให้วุ่น ไปรู้ตัวตอนที่สากมือ นึกขึ้นได้ว่าหนังสือเดินทางตัวเองไม่ได้หุ้มปกพลาสติกจึงเปิดดู กลับกลายเป็นของมหาราณี…เอิงเอย สนุกตื่นเต้นเร้าใจดี

 

      แม้แต่ด่านสุดท้ายของการเดินทางกลับเมืองไทย ก็ยังเกิดเรื่อง ขณะที่เรากำลังเข้าแถวตรวจหนังสือเดินทางก่อนออกจากอินเดีย ฉันสังเกตเห็นอาจารย์ต้อยมีแต่กระเป๋าสะพายติดตัวจึงถามว่า

“กระเป๋าลากมีไหนละ”

“….” แกอึ้งไปสักพัก แล้วเลิกคิ้วทำตาโต
“เอาไปลืมไว้ที่ไหน”

“เดี๋ยวพี่ย้อนกลับไปดูก่อน” แกกระวีกระวาดออกจากแถวไปอย่างรวดเร็ว

พักใหญ่แกก็ยังไม่โผล่มา ติดต่อก็ไม่ได้ ฉันให้คนแซงคิวไปเรื่อย ๆ จนคิดจะออกจากด่านตามไปช่วยเพราะอาจจะเกิดปัญหาอะไรที่ยุ่งยากขึ้น ทันใดนั้นแกก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกระเป๋าลาก แล้วเล่าด้วยความฉุนว่า ไปบอกที่จุดตรวจกระเป๋าก็ไม่มีใครใส่ใจ พอแกรุกหนักยามตรงนั้นก็โทรแจ้งให้หัวหน้ามาจัดการแล้วก็มิได้ใส่ใจ แกก็เดินออกไปหาตามทางที่เคยเดินมาก็ไม่เจอ แล้วก็กลับมาหาที่จุดตรวจอีกจนเจอ 

 

“พี่จุ๊ ตั้งแต่จัดมาเคยมีปัญหาการเดินทางแบบนี้ไหมคะ”

“มี แต่ตลอดการเดินทางมีแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่มีแทบทุกช็อตเหมือนครั้งนี้

“…..” ฉันมิกล้าพูดต่อเพราะกริ่งเกรงว่า แกจะคิดว่าฉันเป็นตัวนำโชค (ร้าย)

ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่งฉันว่าเป็นโอกาสดีนะที่ได้ฝึกทดสอบว่าสติปัญญาเราเป็นอย่างไร ใจที่ถูกฝึกฝนมาเจอบททดสอบของจริงแล้วถ้าอยู่ในสภาวะที่สุขสงบได้แม้เหตุการณ์ไม่ราบรื่นก็ถือว่าสอบผ่าน  แต่ก็อย่าลิงโลดใจไป เพราะอาจจะสอบตกโจทย์อื่นก็ได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนมิให้เราตั้งตนอยู่ในความประมาทตราบใดที่ยังมิถึงจุดหมายปลายทาง

 

      เราถือโอกาสทำบุญทุกวัดที่อาสาไปปฏิบัติงาน เพื่อที่จะได้อุทิศส่วนกุศลไปรอบด้านเป็นอปมานและขัดเกลาความอยากให้ลดน้อยลงบ้าง  ชาวไทยเราทำบุญกันเยอะมากแต่ทราบจากพระอาจารย์ว่า ไม่มีกองทุนพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบจัดการอย่างชัดเจน  ไม่ว่า ในส่วนของสุขภาพการเจ็บไข้ได้ป่วย   ในส่วนของปัจจัยการสนับสนุนวัดที่มีพื้นที่วิเวกให้พระ เณร แม่ชีได้ฝึกปฏิบัติ  และ ในส่วนของพระที่ออกไปเผยแพร่โปรดญาติโยมในถิ่นทุรกันดารเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านชุมชน เพราะถ้าปัจจัยสี่ยังขาดแคลนแร้นแค้นจะมีจิตศรัทธาเรี่ยวแรงที่ไหนมาปฏิบัติ ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นที่มีกองทุนสนับสนุนมาสนับสนุนชุมชนจนถึงด้านการศึกษา ฉันว่าถ้ามีการจัดการอย่างเป็นระบบ เช่นวัดที่ได้รับบริจาคคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 1-3 ของยอดเงิน นำเข้ากองทุนมีการจัดการเป็นสัดส่วนชัดเจนโปร่งใส แล้วยังได้ตรวจสอบเงินบริจาคต่างๆ ที่ไหลเข้าไหลออกด้วย จะช่วยให้ไทยเราทะนุบำรุงศาสนาอย่างถูกทาง ซึ่งก็ทำให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุขเช่นกัน สาธุ

(ภาพที่ไม่ปรากฏนาม: ขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรที่ร่วมอาสาอนุเคราะห์ให้ภาพประกอบเรื่อง)


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 04/02/2016 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

ชอบถ้วยใบไม้ที่ทำจากใบต้นสาละค่ะ
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะพี่ก๊วย

ความคิดเห็นที่ 7 แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พี่ก๊วย วันที่ : 04/02/2016 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

ลุงชาติ
สั่งได้ค่ะ ถ้าไม่ปัญหามากอยากพี่ก๊วยค่ะ

แม่มดเดือนMarch
ผู้ชายบางคนก็พูดจนผู้หญิงแทรกไม่ทัน

สิงห์นอกระบบ
จริงค่ะ ดูดีๆมีอะไรให้เรียนเยอะ


แม่หมี
ก็โกลาหนปนฮาค่ะ
ถ้าสติดีๆ ก็มีสุข อิ อิ

kratenUan
ตอนเกิดลุ้นมากกว่าฮา ตอนนี้ ฮามากกว่าลุ้น

Cat@
ยินดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Cat@ วันที่ : 04/02/2016 เวลา : 05.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค้า

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
kratenUan วันที่ : 02/02/2016 เวลา : 18.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hiddendrawer

ทั้งฮา ทั้งลุ้นเลยค่ะ 5555

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แม่หมี วันที่ : 02/02/2016 เวลา : 16.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านจบ เม้นท์ไม่ถูกเลยค่ะ เราคนอ่าน อ่านแล้วสนุก

แต่สำหรับพี่ก๊วยและชาวคณะ นี่ต้องยอมรับว่าสุดยอด

ได้เจริญสติกันหลายเรื่องเลย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 02/02/2016 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เจอมาแล้ว ไปอินเดียได้อะไรมากกว่าที่คิด(และที่ต้องการ)ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 02/02/2016 เวลา : 06.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

สาวๆเที่ยวด้วยกันน่าสนุกนะคะ
คุณผู้ชายคนนั้นมีโอกาสพูดบ้างก็เก่งแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลุงชาติ วันที่ : 02/02/2016 เวลา : 02.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongchat
http://www.facebook.com/lungchati

ผมจะจำเอาไว้
ถ้ามีโอกาสไป
จะไม่สั่งซีฟู๊ดเด็ดขาด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน