*/
  • พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 123
  • จำนวนผู้ชม : 375251
  • จำนวนผู้โหวต : 297
  • ส่ง msg :
  • โหวต 297 คน
BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม 2563
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 830 , 16:33:52 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“หมอต้องใส่หน้ากากนะ ผีน้อยมาที่นี่ ไปกินหมูกระทะด้วย” น้องพยาบาลรีบเตือนด้วยความห่วงใยในลิฟต์

หะ!..ผีกินหมูกระทะได้ไง มันผีอะไรนี่

 “ผีน้อยไม่กักตัว ไปมาหลายที่นะ” น้องพยาบาลขึ้นเสียงสูง

 

      สมัยฉันวัยรุ่นเมื่อนานนมมาแล้ว เวลาพูดถึงผีน้อยจะนึกถึง ผีน้อยเพื่อนรักแคสเปอร์ (Casper a friendly ghost) และเรียกคนที่แอบทำงานอยู่ในต่างประเทศแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ว่า "โรบินฮู้ด" ภาษานี่มันดิ้นได้จริง ๆ นะนี่ กว่าจะถึงบางอ้อ Pinoy คำเรียกคนฟิลิปปินส์ทั้งที่อาศัยอยู่ในและต่างประเทศ แต่ความหมายลึก ๆ ไม่ค่อยดีไปทางด้านเหยียดชนชาติ ซึ่งกลุ่มที่ลักลอบเข้าเมืองไปทำงานในประเทศต่าง ๆ  ส่วนคนเกาหลีน่าจะแยกแยะคนไทยกับคนฟิลิปปินส์ไม่ค่อยออก จึงเรียกรวม ๆ ว่า Pinoy  ซึ่งออกเสียงพ้องกับคำว่า"Pee-Noys" หรือ‘ผีน้อย’  Pee Guay หลายคนอ่านว่า ผีก๋วย (ผีตระกร้า) แทนที่จะเป็นพี่ก๊วย

ช่วงนี้หัวหูตูบทั้งเรื่องแมงกะพรุนกล่องภาคใต้แล้วยังเรื่องโรคโคโรน่าไวรัส19 (ขอเรียกชื่อเล่นว่า โควิด) มาหลายทางและเยอะจนเปรอะสมองส่วนหน้า จึงต้องขอออกมาคุยกันให้หายสงสัยเสียที  ว่ากันตามความเร่งด่วนกับความขัดแย้งก่อนนะคะ เอาเรื่อง

-       ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี?

-       ติดเชื้อทางไหนแน่?

-       ติดง่ายหรือไม่?

-       ร้ายแรงใช่รุนแรงไหม?

-       ตอนนี้ทำไงดี?

 

ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี?

ก่อนตอบคำถามนี้ ต้องถามก่อนว่าทำไมต้องใส่หน้ากากอนามัย? ถ้าใส่กันฝุ่น PM 2.5 ต้องเลือกที่มันกันได้เพราะ surgical mask (ขอเรียกชื่อเล่นหน้ากากเขียว) นั้นกันไม่ได้ค่ะ ถ้าใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ควรใส่หน้ากากเขียวกับหน้ากาก N95 เพราะทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ไม่มีใช้ค่ะ  ถ้าใส่เพื่อกันติดเชื้อโรคโคโรน่าไวรัส 19 ก็ได้ผลน้อยมากค่ะเพราะออกแบบมาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ  ... มิได้กวนโอ๊ยนะคะ ขอตอบคำถามถัดไปก่อนแล้วจะได้ตัดสินใจ 

 

ติดเชื้อทางไหนแน่?

      จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่แพร่เชื้อได้ แปลความตามคนธรรมดาก็คือ ต้องมีผู้ที่แพร่เชื้อได้ แสดงว่าต้องติดเชื้อก่อน แล้วทหารในร่างกายกำจัดไม่ได้จนมีเชื้อมากพอออกมาทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่  ทางอื่นก็มีแต่น้อยเช่น น้ำตา อุจจาระ ส่วนน้ำมูกนั้นต้องขอบคุณเจ้าโควิดที่ผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลเลย (ตามข้อมูลล่าสุดของจีนกับองค์การอนามัยโลก) เจ้าโควิดออกมาแบบไหนละ  สำหรับผู้มีเชื้อโรคส่วนใหญ่มันกระเด็นออกมาพร้อมเสมหะเวลาไอจามได้ไกลราวเมตรหนึ่งโดยเฉลี่ย พวกเทพเขาเรียกแบบนี้ว่า droplet ซึ่งมีการแปลเป็นไทยราชบัณฑิตฯ ให้คันหัวใจคือ  ‘ละอองเสมหะ’ (เดิม)  แล้วเปลี่ยนเป็น ‘ละอองหยด’  แถมยังมีชื่ออื่น ๆ ที่แฟนคลับนิยมเรียกอีกนะ เช่น ละอองฝอย  ฝอยละออง  ละอองขนาดใหญ่ ฉันขอเรียกว่า ‘ละอองหยด’  เพื่อให้คุยกันต่อรู้เรื่องนะคะ เพราะมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับการใส่หน้ากากเขียวกับชุดอวกาศค่ะ 

      เจ้าโควิดยังออกมาอีกแบบที่คนธรรมดาอย่างเราแทบไม่มีโอกาสเจอเลยในชีวิตประจำวันคือ Aerosol ซึ่งมีการแปลเป็นไทยราชบัณฑิตฯ ให้คันหัวใจอีกว่า ‘ละอองลอย’ (เดิม)  แล้วเปลี่ยนเป็น ‘ละอองฝอย’  ชื่อนี้ฮิตจังดันไปตรงกับชื่อเดิมของ droplet  ฉันขอเรียกว่า ‘ละอองลอย’  แบบเดิมทำให้เห็นภาพชัดว่ามันผอมเบาล่องลอยได้ ซึ่งจะเกิดในสภาวะที่หมอเขาต้องใช้เครื่องมือพิเศษส่องเข้าปอดไปชะเอาสารคัดหลั่งมาตรวจค่ะ ดังนั้นจึงต้องแต่งตัวป้องกันเต็มที่คล้ายมนุษย์อวกาศที่เราเห็นแหละค่ะ  ทั้งร้อนทั้งหนัก ถอดยาก  ถ้าถอดผิดติดคุก (กักตัว) 14 วัน ส่วน Air-borne เป็นการแพร่เชื้อทางอากาศค่ะ เช่น เชื้อวัณโรคเป็นต้น ทั้งนี้ เวลาเทพเขาพูด มันจะมีค่าสุดโต่งสองด้าน เช่น ระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อโรคเข้าร่างกายจนเกิดอาการ) ที่ผู้ติดเชื้อประเทศจีนส่วนใหญ่เป็น 5 - 6 วัน โดยมีช่วงตั้งแต่ 1 - 14 วัน แปลว่า ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเหลือเกินที่เกิดอาการใน 1 วัน หรือ14 วัน  ทีนี้ถ้าต้องนำไปใช้แนะนำสาธารณชนคนธรรมดาจำนวนมหาศาล และสามารถปฏิบัติได้จริง ก็ต้องใช้ค่าของผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ นั่นคือ 5 - 6 วัน ในการควบคุมป้องกันการระบาด จะกำหนดระยะเวลา 2 เท่า ระยะฟักตัว นั่นคือ 10 - 12 วัน หรือ 2 สัปดาห์ จำง่าย ปฏิบัติง่าย (ซึ่งเลขไปตรงกับผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเหลือเกินที่เกิดอาการใน 14 วัน  พอดีค่ะ แต่ระยะฟักตัวมากกว่า 14 วัน มีได้แต่น้อยค่ะ)

      ส่วนผู้รับต้องไปยืนให้เขาไอจามรดหน้าเข้าตาจมูกปากในระยะราว 1 เมตร หรือ สัมผัสเสมหะที่เปรอะตามที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลานาทีทอง (แล้วแต่พื้นผิวและยิ่งร้อนยิ่งตายเร็ว) ขึ้นมาขยี้ตาแคะจมูก พูดง่าย ๆ ว่า หาเรื่องใส่ตัวเอง ถ้ามีนิสัยสกมก

     ดังนั้น ณ ความรู้ปัจจุบัน ส่วนใหญ่แพร่เชื้อทางไอจามใส่หน้าแบบละอองหยดในระยะเมตรหนึ่งหรือสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำมาใส่หน้าตัวเอง

การล้างมือบ่อยแต่ผิดเวลาก็ป้องกันไม่ได้ จึงต้อง ‘ล้างก่อนและหลัง’ หรือ ‘ห้ามสัมผัสใบหน้าถ้ายังไม่ได้ล้างมือ’

          

ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี?

กลับมาที่คำถามนี้

ดี  ถ้า

อันดับ 1 ผู้ติดเชื้อที่สามารถแพร่เชื้อได้เป็นผู้ใส่เพราะแก้ที่จุดเกิดเหตุ และต้อง

- ล้างมือหลังเอาปิดปากเวลาไอจามแม้จะผ่านหน้ากากเพราะกันไม่ได้เต็มร้อย เพราะเอาไปเปรอะที่อื่นได้โดยไม่รู้ตัว การพกแอลกอฮอล์เจลก็ได้สะดวกดี รวมถึงล้างมือตอนใส่และถอดออกทิ้งในขยะส่วนตัวด้วยค่ะ  ไม่มีอะไรอใส่รักแร้ตัวเองดีกว่า ถ้าทนได้

- เนื่องจากยังเข้าใจผิดว่าหน้ากากเขียวจะป้องกันได้ทุกอย่าง (False security)  อันที่จริงต้องร่วมกับข้อปฏิบัติอื่น ๆ เช่นแยกข้าวของเครื่องใช้  ไม่ใช้ช้อนกลางร่วม  เก็บตัวอยู่ที่พักจนครบกำหนด เป็นต้น

อันดับ 2 ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ดูแลผู้ป่วยที่บ้านหรือสถานพยาบาล สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ มาจากประเทศที่ประกาศไว้

อันดับ 3  ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองจะมีความเสี่ยงสูงและกำลังติดต่อเจ้าหน้าที่หรือรอผล

 

ไม่ดี  ถ้า

1) ผู้ติดเชื้อที่ใส่ผิดวิธี เช่น ปิดไม่มิดมีรูรั่วออก  ใส่ ๆ ถอด ๆ ไม่ล้างมือก่อนหลัง เป็นต้น

2) คนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงและไม่ได้ปฏิบัติตนตามสุขบัญญัติ  (คิดเอาเองว่าตัวปลอดภัย)

3) คนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงและไม่ได้ไปในที่อโคจร

เพราะหน้ากากเขียวไม่ได้ป้องกันการติดอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มนี้  นอกจากนั้นยังทิ้งขยะลงไปในสิ่งแวดล้อมอีกบานตะไท

        เหตุการณ์เพิ่งเจอที่โรงพยาบาล แม่นำลูกอายุ 4 เดือน ไปรับวัคซีนแล้วใส่หน้ากากอนามัยที่ปิดสนิท เด็กทารกเกือบหยุดหายใจ คุณหมอตรรวจร่างกายรีบเอาหน้ากากออกเด็กทารกอาการดีขึ้น จึงรีบแจ้งไปยังเครืิข่ายเพราะเกรงว่าจะเกิด เหตุการณ์สลดใจขึ้น   เด็กทารกไอไม่แรงกระเด็นถึง 1 เมตร ค่ะ ถ้าจำเป็นต้องใส่ หมอเด็กแนะนำแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะพอมีรูลอดได้บ้าง

       ควรจะให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ ถ้าให้เลือกระหว่างหมอกับผู้ป่วยโรคโคโรน่าที่ไอจาม ให้เลือกผู้ป่วยค่ะ ลองนึกภาพง่าย ๆ นะคะมุมติว่ามีประเทศ ก มีคน 70 ล้าน ป่วย 50 ราย  มีผู้ที่มีความเสี่ยงสูง 2000-4000 คน  มีหมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ซึ่งมีโอกาสเสี่ยง  100,000 – 300,000  คน  ดังนั้นกำลังผลิตหน้ากากเขียว  1-2 ล้านชิ้นต่อวัน นั้นเพียงพอ แต่ถ้ามีผู้ไม่จำเป็นต้องใช้แค่ 1% ( 700,000 คน) ของประเทศ มาแย่งใช้หมด จึงขาดแคลน หลายคนออกเงินซื้อเองในราคาที่ต่างถึง 5-10 เท่า เพราะไม่สามารถจะคุมราคายี่ปั๊วได้ แพงยังไงก็ต้องกัดฟันซื้อเพราะเขามีครอบครัวต้องดูแลเหมือนกัน    ขอสมุมติต่อนะว่า หมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ป่วยหรือเป็นผู้สัมผัสใกลชิดที่ต้องกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน  แล้วใครจะดูแลผู้ป่วย ใครจะตามไปสอบสวนสืบสวนโรคผู้สัมผัส ใครจะมาทำงานเฝ้าระวังป้องกัน ผู้แพร่เชื้อที่ไม่มีหน้ากากใส่ไอจามพ่นเชื้อ  คนในประเทศ ก นี้จะเข้าสู่ความทุกข์ยากร่วมกันทั้งหมดรวมถึงผู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากแต่มีหน้ากากด้วย

 

ติดง่ายหรือไม่?

      ก่อนอื่นขอใช้คำพูดเพื่อให้สื่อภาษาเทพกันให้รู้เรื่องก่อนว่าติดเชื้อไม่ใช่ ‘ระบาด’ เราไม่สามารถป้องกันให้ทุกคน‘ไม่ติดเชื้อ’ ได้ แต่ถ้าติดต้องควบคุมป้องกัน ‘ไม่ให้มันระบาดเป็นหย่อม ๆ’ ถ้าตรึงกำลังไม่ไหวก็ต้องพยายาม ‘ไม่ให้มันระบาดเป็นวงกว้างออกไป’ 

     เมื่อไหร่ถึงจะเกิดโอกาสระบาดเล่า ก็เมื่อมีการรวมตัวของคนหมู่มากและการเคลื่อนย้ายของคนหมู่มาก ตามประสบการณ์ต่อสู่กับโรคไข้ออกผื่นปวดข้อ (Chigunkunya หรือโรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเป็นพาหะ)  พบว่าช่วงแรกก็ติดอยู่แถวปลายด้ามขวานภาคใต้ตอนล่าง เมื่อมีงานสงกรานต์คนมารวมกันหมู่มาก และทหารเกณฑ์กลับบ้าน นักศึกษาภาคใต้กลับไปเรียนเรียนที่ภาคอื่นเป็นการเคลื่อนย้ายของคนหมู่มาก  จึงแพร่กระจายระบาดอย่างรวดเร็วลามไปค่อนประเทศ

     เจ้าโควิดมันไม่ได้ติดง่ายปานนั้น ในปัจจุบันหลังจากที่มีมาตรการป้องกันแล้วต่ำลงมากเมื่อเทียบกับในช่วงแรกของการระบาด จากประสบการณ์ของจีนพบว่า  จีนนั้นส่งทีมนักระบาดวิทยา (Epidemiologist) 1,800 ทีม (อย่างต่ำ 5 คน ต่อทีม) ติดตามผู้สัมผัสเป็นหมื่น ๆ คนต่อวัน พบการติดเชื้อในประมาณ 1-5% ของผู้สัมผัสหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยเท่านั้น อาทิเช่น ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ เมือง Shenzhen City มีผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 2,842 คน ตามได้หมด มีผลติดตามที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว 2240 (72%) พบติดเชื้อแค่ 2.8%   Sichuan Province ระบุ ผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ 25,493 ตามได้  99%  มีผลติดตามที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว  23,178 (91%) พบติดเชื้อแค่ 0.9%  หรือผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 100 คน ติด 1 คน นอกจากนี้ยังไปสุ่มตรวจการเฝ้าระวังโรคอื่นที่อาการคล้ายกันเผื่อหลุดไปโผล่ที่โรคนั้น เช่นโรคซาส์ ( ILI/SARI surveillance) นั้นแทบไม่เจอเลย เด็ก ๆ วัยรุ่น ถึงจะติดยากป่วยน้อย แต่เป็นต้นเหตุเอาไปติดปู่ย่าตายายพ่อแม่ลุงป้าที่มีโรคประจำตัวได้ ทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังค่ะ

     ส่วนกองทัพบุคลากรทางการแพทย์ที่ยกไปช่วยในพื้นที่ระบาดพร้อมอาวุธครบมือราว 40,000 คน ก็ติดน้อยเหลือเกิน และมักจะติดจากครอบครัวที่บ้านมากกว่าจากโรงพยาบาล อีกการวิจัยหนึ่งของจีนพบว่าหมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลถ้าไม่ป้องกันตัวเลยนะจะติดเชื้อแค่ร้อยละ 5 แล้วในคนที่ติดแล้วต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติแค่ร้อยละ  2.5 แปลว่า มีโอกาสแค่ 1 ใน 800 เท่านั้น  แต่มีโอกาสไม่ป่วยหรือไม่มีอาการต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติถึง 799 ใน 800

    แล้วทำไมคนตื่นตระหนก  ฉันคิดว่าภาพแรก ๆ ที่ออกมาจากเมืองจีนทำให้คนตระหนก  อันที่จริงเมืองนั้นคนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ติดเชื้อ ผนวกกับสังคมวัฒนธรรมของสุขลักษณะ รวมไปถึงไม่รู้ว่าข้าศึกหน้าตาเป็นอย่างไร จึงต้องใส่หน้ากากและรักษาระยะห่างของการพบเจอ เก็บตัวอยู่ที่บ้าน เมื่อมีภาพทหารมาปิดล้อมเมืองและภาพเมืองร้างที่เห็นแต่ในหนังสยองขวัญโหด ๆ ทำให้น่ากลัว ลึก ๆ ก็คือเพราะคนกลัวตาย ขนาดประท้วง ๆ เพื่อชาติในหลายประเทศยังหยุดเองเลยค่ะ แล้วความเป็นจริงเจ้าโควิดมันเป็นโรคที่ทำให้เจ็บหนักตายมากไหม?

 

ร้ายแรงใช่รุนแรงไหม?

   ก่อนอื่นคำว่าร้ายแรง’ ไม่ได้แปลว่า ‘รุนแรง’ นะคะ ร้ายแรงอาจจะหมายถึงการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วก็ได้  แต่ รุนแรงจะดูจากผู้ที่ป่วยแล้วในกลุ่มนี้เจ็บหนักและตายเท่าไหร่ เช่นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า 100 คน ตายเรียบค่ะ (Case fatality rate) ถือว่ารุนแรงสุดขีด

   เท่าที่มีความรู้ในปัจจุบันนี้จากข้อมูลประเทศจีนร่วมกับองค์การอนามัยโลกวิเคราะห์มาพบว่า ในกลุ่มอายุน้อยนั้น ป่วยน้อย    (อัตราการติดเชื้อ) และอาการไม่ค่อยรุนแรง (อัตราตาย) เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุมาก ผู้ที่แข็งแรงมีอัตราตายน้อยกว่ากลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว(เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง และ มะเร็ง) โดยเมื่อเชื้อเชิญเจ้าโควิดมาสิงในร่างตนเองแล้ว ส่วนใหญ่มักมีอาการและอาการแสดง โดยเฉลี่ย 5-6 วันหลังจากการติดเชื้อ ผู้ป่วยโควิด ในประเทศจีนร้อยละ  80 มี อาการเล็กน้อยหรือไม่รุนแรง (Mild) มีแค่ร้อยละ 13.8 % ที่รุนแรง (Severe) และเพียงร้อยละ 6.1 ที่เข้าขั้นวิกฤติ (Critical) ส่วนอัตราเสียชีวิตลดลงอย่างรวดเร็วมาก ในปัจจุบัน (11-20 ก.พ. 2563) อัตราเสียชีวิตเพียงร้อยละ 0.7  หรือแปลง่าย ๆ ว่า ต้องมีผู้ป่วย 100 ราย ตายประมาณครึ่งคน   การตายยังขึ้นกับปัจจัยอื่นอีก ตั้งแต่สภาพของป่วยเอง วิธีการรักษา ความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของสถานพยาบาล และอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ถึงฝีมือดีแค่ไหนถ้าผู้ป่วยระดมเข้ามาทีเดียวเยอะๆ รับไม่ทัน ก็จะตายเยอะได้ค่ะ ดังนั้นเราจึงพยายามไม่ให้เกิดอย่างหลังขึ้น

กลุ่มที่ป่วยและมีอาการไม่รุนแรงนั้นหายดีหรือกลับบ้านได้ในระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่เริ่มมีอาการค่ะ สำหรับ อาการเด่น ๆ คือ ไข้ 87.9% ไอแห้ง 67.7%อ่อนเพลีย 38.1% ไอมีเสมหะ 33.4% หายใจลำบาก 18.6% และ ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อ 14.8% 

ส่วนพวกที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ (Asymptomatic infection) แทบจะไม่มีเลย  (ตอนนี้ยังไม่ตัวเลขสัดส่วนชัดเจนว่าร้อยละเท่าไหร่) แต่ถ้าดูประสบการณ์จากจีนที่กวาดมาได้มากมายมหาศาลแทบจะหลุดรอดได้ยาก ก็คิดว่าน้อยสุด ๆ จนการรบเพื่อปวงชนในยามหน้าสิ่วหน้าขวานให้ตัดประเด็นผลกระทบของกลุ่มนี้ทิ้งไปก่อนเลย

 

ตอนนี้ทำไงดี?

      ณ วันที่บอกเล่ากันฟังนี้ ประเทศจีนดีขึ้นเพราะใช้ข้อมูลและศึกษาวิจัย (ไม่ใช่มโน) ในการวางแผนยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนกลไกทุกส่วนทั้งประเทศ (รัฐบาล เอกชน และชุมชน) เฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มงวดและกักกัน ผู้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ให้ข้อมูลและความรู้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์ให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ของโรค รวมทั้งมีผู้นำทัพมีความเด็ดขาดชัดเจน จึงนำพาประเทศหลุดพ้นจากภาวะสงครามได้ ประเทศอื่นที่ไม่ได้เตรียมตัวพร้อมไม่ว่ารวยหรือจนกำลังแย่ อยู่ในระยะสาม

       ส่วนประเทศไทยเราอยู่ระยะสองและสู้รบแบบตรึงกำลังประวิงเวลาเข้าสู่ระยะสามให้ช้าที่สุด ถ้าเป็นนักมวยก็ยืนพิงเชือกรอเสียงระฆัง เนื่องจากมีหลายกองกำลังมากนำโดยขุนพลที่คุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แถมมีเสนาบดีที่มีความตั้งใจดีแต่วิธีการแย่ เสนาบดีที่มีความคิดดีแต่สื่อสารความเสี่ยงไม่เป็น และเสนาบดีที่ไม่ใช้หลักฐานที่ขงเบ้งชี้แนะ เกิดการปฏิบัติเหลื่อมล้ำต่อคนไทยและต่างชาติ รวมทั้งทวยราษฎร์ที่ตื่นตูมหรือได้ข้อมูลผิดหรือได้ถูกแต่แปลผิด ทำให้กองกำลังอ่อนล้า  ข้าราชการตงฉินหมดกำลังใจ 

    หมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ยังมีผู้ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ที่ต้องดูแลอีก รวมทั้งผู้ป่วยหนักและอยู่ในภาวะฉุกเฉิน  มีตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาล เมื่อน้องพยาบาลต้องแต่งชุดออกรบเต็มที่ (PPE ขอเรียกว่าชุดอวกาศ) ทั้งร้อนทั้งหายใจอึดอัด เอายางรัดให้กระชับตัวเพราะขนาดชุดไม่ค่อยมีให้เลือก พอตอนปั๊มหัวใจคนไข้ หน้ากากหลุด ต้องโดนกักตัว เวลาถอดชุดออกจะมีนายกองและทหารผ่านศึกมายืนช่วยกำกับและมีกล้องถ่ายไว้ ถ้ามีการปนเปื้อนต้องโดนกักตัวจนกว่าผลจะออก    พยาบาลกองหน้าอีกคนเป็นลมหงายผึ่งต้องส่งกองหนุนเข้าไปช่วยโดยต้องแต่งตัวชุดออกรบเต็มที่เข้าไป (ขอบคุณข้อมูลจากน้องพยาบาล อมรวรรณ คำมา และ คุณวัฒนาวรรณ บุญกุณะ หัวหน้างานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์)

 

 

     ใช่ว่าหัวเมืองปริมณฑลจะนิ่งดูดาย แม้แต่เหล่าทหารปลดประจำการเจ้าหน้าที่ซึ่งป่วยด้วยโรคประจำตัวก็เข้ามาร่วมช่วยกันทำเกราะชุดรบป้องกันบริเวณใบหน้า  (Face shield) ไม่รอเบิกคลังหลวง ทำอย่างประณีตและดีที่สุดทุกชิ้นเพราะมันหมายถึงความปลอดภัยของทหารกองหน้า (ขอบคุณข้อมูลจากน้องผู้ช่วยพยาบาล ชูวงศ์ ตัณหะรัตน์ และ คุณวัฒนาวรรณ บุญกุณะ หัวหน้างานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์)

 

 

 

     ฉันว่าผู้ดูแลผู้ป่วยล้างมือก่อนหลังตามวินัยทุกขั้นตอนจะป้องการระบาดในโรงพยาบาลได้เยอะ ข้อมูลที่ออกมาพบว่าแทบทุกคนที่ติดเชื้อ จะมีอาการ (ไม่ช้าก็เร็ว) บุคลากรที่ไม่มีอาการไม่ควรตรวจดูการติดเชื้อเพราะแพงมาก เพิ่มภาระงาน และไม่จำเป็น ส่วนหน้ากากชุดเกราะออกรบใช้เมื่อบ่งชี้ (สัมผัสใกล้ชิด) ต้องมีระบบการเฝ้าระวัง การควบคุมกำกับ และระบบความปลอดภัยที่ดี ที่สำคัญพี่น้องบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนต้องคุยกันช่วยเหลือกัน รอแต่คำสั่งเบื้องบนไม่ได้  เพราะอาจจะไม่ทันกาล และความรู้ยังไม่นิ่ง สถานการณ์เปลี่ยนเปลงได้

    การสื่อสารในแต่ละสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วในการการรบกับศัตรูที่เราไม่เคยรู้จักหน้าค่าตามาก่อน ต้องให้น้ำหนักโอกาสเสี่ยงสูงสุดไว้ก่อนในช่วงแรก สารต้องง่ายชัดไม่หลายประเด็น และค่อยหาความรู้ปรับปรุงเนื้อหาสื่อสารออกไปเป็นระยะตามกาลเทศะ ทั้งในหมู่บุคลากรทางการแพทย์และหมู่ชน การติดประกาศที่น่ากลัว มีรั้วเหล็กพร้อมเทปแดงขาวมากั้น และใส่ชุดอวกาศขึงขังไม่มีการอธิบายทำให้คนไข้ญาติโยมผู้พบเห็นการปฏิบัติหน้าที่มันน่ากลัวหรือเกิดเหตุเลวร้าย เอาไปพูดต่อ ต่าง ๆ นานา เสียเวลามาแก้สื่อโดยไม่จำเป็น

     สถานการณ์ประเทศไทย ณ วันนี้ เมื่อเทียบกับทั่วโลกถือว่าดีกว่าเขาเยอะมาก แต่อนาคตไม่แน่ถ้าคนทั้งชาติไม่ช่วยกัน ภายใน 2 – 3 เดือน  ตอนนี้เป็นหน้าที่ของทุกคนนะคะมาช่วยกันเพราะทหารหยิบมือหนึ่งมาป้องกันคน 70 ล้าน ไม่ได้  จากประสบการณ์แก้ปัญหาภัยสุขภาพแมงกะพรุนกล่องที่ทำให้คนตายได้ ฉันก็เริ่มจากติดลบในช่วงเริ่มแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2551 เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน มีความอ่อนไหวของการเมืองและการทูต มีผลกระทบในวงกว้างทั้งในประเทศและนานาชาติ มีความขัดแย้งของผลประโยชน์ นักวิชาการและผู้คนไม่ยอมรับว่าแมงกะพรุนกล่องที่ทำให้ตายได้มีอยู่จริง มีความเชื่อผิดว่าเกิดจากภูมิแพ้ วิธีช่วยตามความเชื่อเดิมเพิ่มโอกาสตายมากขึ้น (ผักบุ้งทะเลและทรายถูแผล น้ำเปล่าหรือเหล้าราด)  สื่อต่างชาติเข้าใจว่าประเทศไทยปิดบังปัญหาและไม่ได้แก้ไข อีกทั้งไทยขาดผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้   กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นคือ มีทีมนำในระยะเริ่มแรกประกอบด้วยแพทย์ระบาดวิทยา (หมอนักสืบ) อย่างคุณหมอพจมาน ศิริอารยาภรณ์ เข้ามาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันร่วมกันออกไปสืบสวนสอบสวนจนพิสูจน์ได้ว่ามีการบาดเจ็บและตายจากแมงกะพรุนพิษในน่านน้ำทะเลไทยอยู่จริง จากนั้นก็แก้ปัญหาที่ใช้หลักการร่วมคิดร่วมทำแบบพันธมิตรและหุ้นส่วนทุกภาคส่วน โดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ประยุกต์ใช้วิชาการหลายอย่างผสมผสานเพื่อมากำหนดยุทธ์ศาสตร์การทำงานที่ไม่ติดกรอบเดิม มีข้อมูลเชิงประจักษ์ในการผลักดันแผน ใช้ศักยภาพของนักวิชาการมหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้ที่ไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชุมชน ใช้ทรัพยากรและความรู้ของคนในชุมชนในการร่วมแก้ปัญหา มีการสื่อสารความเสี่ยงและถ่ายทอดบทเรียนควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาในแต่ละขั้นตอนของความก้าวหน้า  บทบาทการเฝ้าระวังแจ้งเตือน ณ ปัจจุบันมีชุมชนเป็นกองหน้าแนวร่วม จนสำเร็จ

  

แล้วสามัญชนคนธรรมดาจะทำได้อย่างไรในการต่อสู้กับเจ้าโควิด?

     ก่อนอื่นต้อง ตั้งสติ  ตื่นตัวแต่อย่าตื่นตูม คัดกรองตัวเองหรือติดต่อสอบถามอย่าแห่แหนไปโรงพยาบาลทันทีเพราะเป็นที่อโคจรมีโอกาสติดมากกว่า

ขอเน้นอีกที การล้างมือบ่อยแต่ผิดเวลาก็ป้องกันไม่ได้ จึงต้อง ‘ล้างก่อนและหลัง’ และ‘ห้ามสัมผัสใบหน้าถ้ายังไม่ได้ล้างมือ’

จำง่าย ๆ เลยค่ะ ทำตาม 4 ต

   เตรียมตัวให้แข็งแรง (ป่วยยาก ไม่ค่อยรุนแรง)

    ติดตามข้อมูลจริง (จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ)

   รู้ตัวอยู่กลุ่มไหน (ป่วย เสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก ไม่เสี่ยง) 

   ทำตัวให้ถูกต้อง (ตามกลุ่มดังกล่าวเพื่อคนรอบข้าง)

   ช่วยกันเฝ้าระวังแจ้งเตือนเมื่อพบเห็นผู้ที่เป็นผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงทำตัวไม่ถูกต้องตามแนวทางการปฏิบัติตัวไม่ว่าใตรชาติไหนก็ตาม มาร่วมรบกันเต็มกำลังสักสามเดือนนะคะ เราทำได้ค่ะ เริ่มตั้่งแต่วันนี้เลยค่ะวันมหามงคล

 

ตัวอย่างข่าวปลอม

 

 

ตัวอย่างข่าวจริง

 

แหล่งข้อมูล:

1. Report of the WHO-China Joint Mission on Coronavirus Disease 2019 (COVID-19), February 2020

2. https://jamanetwork.com/journals/jama/fullarticle/2762694

3.  http://outbreaknewstoday.com/covid-19-incubation-time-johns-hopkins-estimates-5-1-days-26093

4. https://ddcportal.ddc.moph.go.th/portal/apps/opsdashboard/index.html#/20f3466e075e45e5946aa87c96e8ad65

5. https://forms.gle/2erDTEqekfMq89RG8

6. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสามารถทิ้งคำถามไว้ให้เจ้าหน้าที่ มาตอบทีหลังได้

Chatbot " คร.OK (Kor-Ror-OK)

7. สำหรับผู้ต้องการข้อมูลความช่วยเหลือแบบทันใจไม่ต้องนาน  โดยสแกนหรือคลิกLine @ เข้าไปเลย


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 08/03/2020 เวลา : 19.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

คุณหมอwullopp
มีมากกว่านี้นะคะที่ว่อนไปมา เดี๋ยวโดนแบนเลยไม่ลงให้เห็นค่ะ ขอบคุณที่มาเยี่ยมให้อุ่นใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 08/03/2020 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอขอบคุณอาจารย์ ครับ

คนที่ปล่อยข่าวปลอม
ก็ ช่าง... คิด พูด ทำ ไปได้

อย่าง
โปสเตอร์สุดท้าย
หา ตั้งนานว่า

ปลอมตรงไหน
เป็น เบอร์โทร. นี่เอง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน