*/
  • พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 125
  • จำนวนผู้ชม : 412271
  • จำนวนผู้โหวต : 299
  • ส่ง msg :
  • โหวต 299 คน
BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< กรกฎาคม 2021 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม 2564
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 907 , 22:21:41 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Monchai โหวตเรื่องนี้

       ฉันผ่านเหตุการณ์ตอนที่เริ่มแก้ปัญหาแมงกะพรุนกล่องที่ทำให้คนตายได้เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ขาดทุกอย่างและมีต้นทุนติดลบมาแล้ว จึงเข้าใจว่า ทุกคนตั้งใจที่จะช่วยกันแก้ปัญหา และพยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ณ ห้วงเวลานั้น ๆ ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย ที่สำคัญคือขาดองค์ความรู้ ในขณะที่ลักษณะโรคระบาดโควิดมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ดังนั้นจึงต้องใช้ข้อมูลกับความรู้เท่าที่มีมาตัดสินใจ  การมาชวนคิดครั้งนี้มิได้หมายความว่าผลที่ได้ต้องเป็นไปตามนั้น แต่พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่ทีมเราจะทำได้ เสียสละเวลากกันมาทำ และไม่ได้เป็นตัวแทนหน่วยงานใด มาด้วยใจรักและความห่วงใย หวังจะมาชวนท่านคิดด้วยกัน  ฉันได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนมาชวนคิดนะคะ

       สถานการณ์ของโควิดในประเทศไทยช่วงนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตก่อนการเปิดประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากไวรัสโควิดสายพันธุ์ Delta ที่กำลังเข้ามาทดแทนสายพันธุ์ Alpha สามารถติดต่อได้ง่ายกว่า ทำให้มีคนติดเชื้อมากขึ้นและจะมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และอาจจะมีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 7500 คน ในอีกสามเดือนข้างหน้าถ้ายังคงวิธีเดิมอยู่   การประกาศให้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ถือว่ามาถูกทาง แต่ยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนที่ใช้แบบผสมผสานหลายวัตถุประสงค์และมุ่งฉีดประชากรหลายกลุ่มพร้อมกันโดยหวังให้ได้ภูมิต้านทานหมู่ครอบคลุมประชากร 50 ล้านคนในสิ้นปีพ.ศ. 2564 นั้น ทำให้ความครอบคลุมของวัคซีนในประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรครุนแรงและเสียชีวิต ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี และกลุ่มที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค เพิ่มขึ้นได้ช้าเพียงในอัตราเดือนละ 10 % ยุทธศาสตร์ที่ใช้อยู่นี้คาดว่าจะลดการตายลงได้เพียง 1700 คนในอีกสามเดือนข้างหน้า  และไม่สามารถลดภาระการครองเตียงของผู้ป่วยอาการรุนแรงที่จะเพิ่มจากเดือนมิถุนายนที่ซึ่งวิกฤตอยู่แล้วถึงสองเท่า  ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดภาวะที่ระบบการรักษาพยาบาลรับภาระต่อไปไม่ไหวเนื่องจากเดิมก็ตึงตัวอยู่แล้ว มาขยายเพิ่มอีกเท่าตัว แล้วจะขยายเพิ่มจากที่ขยายอยู่แล้วจะทำให้ลูกโป่งแตกได้  นอกจากนั้น ผู้ป่วยอื่น ๆ ที่หนักเหมือนกัน หรือเป็นมะเร็ง หรืออยู่ในภาวะฉุกเฉินเช่น เส้นเลือดในสมองแตก อุบัติเหตุรถชนเป็นต้น  ต้องการการรักษาเช่นกัน  ถ้ามองให้ลึก ๆ กลุ่มนี้ก็ถูกเลื่อนหลายรอบเพราะผู้ป่วยโควิดมาใช้บริการ  ดังนั้นหลายรายอาการหนักขี้น หลายรายตาย ดูไปก็ไม่ค่อยยุติธรรมนะคะ  เหมือนถูกเลือกปฏิบัติ  ในขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิดหลายรายสามารถป้องกันไม่ให้ติดได้ถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไปในที่เสียง   

ขอย่ำนะคะว่าวัคซีนไม่ใช่ดาบวิเศษที่ได้ผลในดาบเดียว จะต้องเพิ่มมาตรการอื่น ๆ ที่ป้องกันการแพร่เชื้อในช่วงเดียวกันนี้ด้วย

 

ถ้าเป้าหมายในสถานการณ์คือ

ลดการสูญเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 และลดจำนวนผู้ป่วยอาการหนักให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ บุคคลกรทางการแพทย์พอจะสู้ไหว

 

ขอชวนกันมาช่วยกันคิดนะคะว่า

เราจะมาบริหารจัดการของที่มีพอแต่จำกัดในช่วงเวลามาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรบ้าง

 

จากข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564 

o       มีผู้ป่วยอาการหนักนอนรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 1839 ราย คิดเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 43 และหากรวมผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีแต่มีโรคประจำตัวเจ็ดกลุ่มโรคจะพบถึงร้อยละ 87 ของผู้ป่วยอาการหนักทั้งหมด

o       มีผู้เสียชีวิตจำนวน 992 คน พบว่าร้อยละ 90 เป็นผู้อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป  และกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 60  ปีแต่มีโรคประจำตัวเจ็ดกลุ่มโรค   โดยพบว่าอัตราความเสี่ยงเพิ่มตามกลุ่มอายุอย่างชัดเจน 

- ผู้อายุน้อย (18-39 ปี) มีอัตราเสียชีวิต 0.14 ต่อการติดเชื้อ 100 ราย  

- กลุ่มอายุ (40-59 ปี) อัตราเสียชีวิต 1.0 ต่อการติดเชื้อ100 ราย  

- กลุ่มอายุ 60 ขึ้นไปมีอัตราเสียชีวิต 9.4 ต่อการติดเชื้อ 100 ราย ซึ่งสูงกว่าผู้อายุน้อยถึง 67 เท่า

 

ชวนคิดต่อนะคะว่า

ประมาณการความสูญเสียเท่าไหร่ ?

      หากคาดประมาณขั้นต่ำอย่างง่าย โดยวางสมมติฐานว่า หากการตายเพิ่มขึ้น 1.4 เท่าตามความรวดเร็วของการติดเชื้อ  จะมีผู้เสียชีวิตรวมประมาณ 7500 คน ในสามเดือนข้างหน้า โดยคำนวณจาก 992 รายในเดือนมิถุนายน และจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 3400 คน ในเดือนกันยายน (มีศพวันละเกือบ 100 ศพ) ความต้องการครองเตียงผู้ป่วยอาการหนักรวมสามเดือนจะสูงถึง  260000 คน-วัน  ต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 1300 ล้านบาทในการรักษา  (สปสช ต้องจ่ายค่ารักษาอย่างน้อย 5000 บาทต่อคนต่อวัน) ซึ่งไม่รวมมูลค่าสูญเสียในแง่มุมสังคมเศรษฐกิจอื่นๆ

 

ยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนที่ประเทศอื่นเขาทำมีแบบไหนบ้าง ?

         วัคซีนที่องค์การอนามัยโลกรับรองและที่ประเทศไทยอนุญาตให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินทุกชนิด  มีข้อมูลจากหลายประเทศ-เช่น อังกฤษ ไอร์แลนด์ อเมริกา ชิลี อิสราเอล อินโดนีเซีย  ที่แสดงให้เห็นว่า แม้วัคซีนส่วนใหญ่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เต็มที่  แต่วัคซีนทุกชนิดน่าจะช่วยป้องกันการเจ็บหนักต้องนอนโรงยาบาลหรือเสียชีวิตได้อย่างน่าพึงพอใจในระดับร้อยละ 90 ขึ้นไปหากฉีดครบสองเข็มตามคำแนะนำ  ข้อมูลวิจัยจากอังกฤษพบว่าการฉีด วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ ที่ผลิตโดยบริษัท AstraZeneca (ต่อไปจะใช้คำสั้น ๆ ว่า วัคซีน AstraZeneca) เพียงหนึ่งเข็มก็สามารถลดการเจ็บหนักแบบต้องนอนโรงพยาบาลได้ร้อยละ 70

จากการทบทวนยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา อิสราเอล พบว่าประเทศส่วนใหญ่ ใช้การฉีดแบบมุ่งเป้าสองระยะ  ระยะแรกลดการป่วยหนักการตายเป็นลำดับแรก โดยเร่งฉีดในคนสูงอายุและที่มีโรคประจำตัว และตามด้วยเป้าหมายระยะสองคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประชากรทั่วไป  ซึ่งปัจจุบันประเทศเหล่านี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงอย่างมาก อยู่ในจำนวนหลักสิบเท่านั้น แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยโดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเริ่มระบาดของสายพันธุ์ Delta

 

ยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนที่ประเทศไทยทำเป็นแบบไหน ?

ประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนเต็มตัวในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564  โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ  ประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนแบบผสมผสานหลายวัตถุประสงค์ทั้งการลดการป่วย การตาย  การควบคุมการระบาด  การเปิดเศรษฐกิจ    ยุทธศาสตร์นี้มุ่งหวังจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้น โดยการเร่งฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านโด๊สต่อเดือน ให้ทุกคนได้วัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็ม รวม 50 ล้านคนก่อนสิ้นปี

ข้อมูลในวันที่ 30 มิถุนายน 2564   พบว่า มีประชาชนได้วัคซีนเข็มแรกจำนวน 7.1 ล้านคน หากเป็นไปตามนี้ก็จะทำได้ตามเป้าภายใน 6 เดือน  แต่เมื่อดูความครอบคลุมของการให้วัคซีนในกลุ่มสูงอายุและกลุ่มที่มีโรคประจำตัวที่มีรวม  17.8 ล้านคนทั่วประเทศ พบว่าประชากรกลุ่มนี้  ได้รับวัคซีนเข็มแรกเพียง 2 ล้านคน ซึ่งหากฉีดด้วยอัตราเดิมจะต้องใช้เวลาอีก 7 เดือนจึงจะได้ตามเป้าหมาย

คิดต่อนะคะว่า

ถ้ามียุทธศาสตร์การ  ตามประชากรเป้าหมาย 3  แบบ

 

 

ถ้าเปรียบเทียบผลระหว่างแผนการฉีดแบบเร็วกับแบบช้า ในช่วงนับตั้งแต่ 60 วัน ขึ้นไป พบว่า

•        แผนการฉีดแบบเร็วน่าจะช่วยลดการเสียชีวิตลง ร้อยละ 53

ถ้าเปรียบเทียบผลระหว่างแผนการฉีดแบบเร็วกับแบบช้า ในช่วงนับตั้งแต่ 60 วัน ขึ้นไป พบว่า

•        แผนการฉีดแบบเร็วน่าจะช่วยลดจำนวนเตียงที่ต้องใช้ในหอผู้ป่วยวิกฤตลงร้อยละ 75

 

 

ถ้าเปรียบเทียบผลระหว่างแผนการฉีดแบบเร็วกับแบบช้า ในช่วงนับตั้งแต่ 60 วัน ขึ้นไป พบว่า

•        ทั้งสองแผนจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่พอพอกัน ภายใต้เงื่อนไขอัตราการฉีดวัคซีนคงที่

 

 

ทีนี้ถ้ามาช่วยกันคิดคำนวณอย่างง่าย ๆ แค่ 2 แบบของประเทศไทยเราดูนะคะ

 

ผลพวงการเลือกยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนเป็นอย่างไรได้บ้าง ?

         แบบที่ 1   ฉีดแบบเดิมที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หรือเร่งฉีดแบบปูพรม จะทำให้กลุ่มสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงมีความครอบคลุมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10  ต่อเดือน

-       ในอีกสามเดือนข้างหน้าจะมีผู้เสียชีวิตรวมประมาณ 5800 ศพ  โดยจะยังคงเห็นการตายอย่างน้อยในระดับ 1500 – 2000 กว่าคนต่อเดือน  และต้องการเตียงที่ดูแลผู้ป่วยหนักที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนครองเตียงวิกฤต 42000 (คน-วัน) ในเดือนมิถุนายน จะเพิ่มไปเป็น84000 ในเดือนกันยายน สภาพเช่นนี้จะทำให้โรงพยาบาลในหลายจังหวัดเช่น ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ จะรับคนไข้ต่อไปไม่ไหว แม้จะมีการขยายเตียงอย่างสุดความสามารถ (ลูกโป่งแตก)  จะมีผู้ป่วยหนักที่ต้องนอนรออยู่ที่บ้านและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น   และรัฐบาลอาจไม่มีทางเลือก  จำเป็นต้องปิดกิจการ กิจกรรม ในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ   ในหลายๆจังหวัด และมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถเปิดประเทศได้ตามที่วางแผน

         แบบที่ 2      การฉีดแบบมุ่งเป้าสองระยะ ลดการเจ็บหนักและการตายก่อนเป็นลำดับแรก  ตามด้วยการฉีดในกลุ่มอื่น ๆ

-       ระยะแรก (กค. – สค.) เร่งฉีดให้ครอบคลุมกลุ่มสูงอายุและกลุ่มที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่ม ตั้งเป้าครอบคลุมประชากรกลุ่มนี้ร้อยละ 50 ในเดือนกรกฎาคม และร้อยละ 90 ในเดือนสิงหาคม   เพื่อฉีดให้ครอบคลุม 16 ล้านคนอย่างน้อยหนึ่งเข็มในสองเดือน โดยกันวัคซีนที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันภายในหนึ่งเดือนหลังเข็มแรก เช่น ฉีดวัคซีน AstraZeneca หรือ วัคซีน mRNA ไว้  อย่างน้อย 7.5  ล้านโด๊สต่อเดือน (หรือหากเป็นวัคซีนเชื้อตายต้องได้สองเข็ม) และควรรวมถึงคนสูงอายุและโรคเรื้อรังของแรงงานต่างชาติซึ่งมีจำนวนไม่มากตามหลักการสากล ทางเลือกนี้ จะลดการตายตลอดสามเดือนมากกว่าทางเลือกแรก 2300 ราย  (รูปที่ 1) ที่สำคัญคือทางเลือกนี้จะรักษาภาระการดูแลผู้ป่วยอาการหนักให้ใกล้เคียงกับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  โดยตลอดสามเดือนจะลดภาระการดูแลผู้ป่วยหนักได้มากกว่าทางเลือกแบบแรก 80000 คน-วัน (รูปที่ 2) ซึ่งความต้องการเตียงในระดับนี้น่าจะอยู่ในวิสัยที่รองรับได้  ทำให้ระบบการแพทย์ไม่ล่ม (ลูกโป่งตึง)    และยังสามารถประหยัดงบประมาณการดูแลผู้ปวยหนักได้อย่างน้อย 500 ล้านบาท ที่สำคัญคือกิจการต่างๆ ดำเนินไปได้  สามารถผ่อนปรน  และมีความเป็นไปได้ในการเปิดประเทศ 

-       ระยะที่สอง (กย. – ธค.) ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แก่กลุ่มเป้าหมายระยะแรก และเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มประชาชนทั่วไปที่เหลือโดยควรให้ความสำคัญกับกลุ่มอายุ  40-59 ปีก่อน  และตามด้วย กลุ่ม 18-39 ปี  เนื่องจากจะลดการเจ็บหนักและการตายได้ดีกว่าการฉีดแบบไม่เลือกกลุ่มอายุ   และจะตรงกับไตรมาสสี่ที่ประเทศไทยจะมีวัคซีนอีกหลายชนิดและมีปริมาณมากขึ้น ด้วยวิธีการนี้จะได้ผลทั้งการลดการป่วยหนัก การตาย และต่อด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

 

รูปที่ 1 คาดประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตโรคโควิด 19 ในช่วงเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน 2564 แยกตามยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีน 2 แบบ

 

 

รูปที่ 2 คาดประมาณปริมาณจำนวนวันที่ครองเตียงสำหรับผู้ป่วยหนักโรคโควิด 19 ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 แยกตามยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีน 2 แบบ

 

 

คิดต่อนะคะว่า

ถ้าพ่อแม่พี่น้องจะช่วยกันคนละไม้คนละมือน่าจะเป็นอย่างไร ?

 

แบบที่ 2 น่าจะช่วยลดการตาย ลดวิกฤตเตียงผู้ป่วยหนัก ได้มากกว่าแบบที่ 1 ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะสามารถเปิดประเทศได้  มุ่งเป้าสองระยะ เริ่มในกลุ่มสูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวให้ครบ 15 ล้านคนอย่างช้าในช่วงสองเดือนนี้ และมีการติดตามผลความครอบคลุมเฉพาะกลุ่มสูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเป็นรายจังหวัดและทั้งประเทศ เน้นการสื่อสารสาธารณะและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเจาะจงถึงตัว เพิ่มรูปแบบและวิธีการให้วัคซีนกับกลุ่มดังกล่าวเพื่อให้เกิดความครอบคลุมตามเป้าหมายอย่างรวดเร็ว รวมถึงมาตรการอื่นที่ป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่ม  เชื่อว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยนำพาประเทศฝ่าวิกฤตได้ รวมถึงสนับสนุนให้มีวัคซีนที่มีคุณภาพหลากหลายเข้ามาเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะกับบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและเหมาะสมแก่ประชากรกลุ่มต่างๆ ที่มีสถานะและความจำเป็นด้านสุขภาพแตกต่างกันอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และเป็นธรรม

 

 

มีผู้ร่วมคิดเบื้องต้นดังนี้ค่ะ

ด้านสาธารณสุข:  นพ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์  นพ. ศุภมิตร ชุณห์สุ:ทธิวัฒน์  นพ. ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ นพ ครรชิต ลิมปกาญจนรัตน์ นพ. ภาสกร อัครเสวี นพ. วินัย สวัสดิวร พญ. สุพัตรา ศรีวณิชชากร นพ. จรุง เมืองชนะ

นักระบาดวิทยาภาคสนาม : : พญ. ชุลีพร จิระพงษา พญ. ดารินทร์ อารีโชคชัย นพ. ปณิธี ธัมมวิจยะ ศาสตราจารย์ ดร. พญ.ลักขณา ไทยเครือ พญ. วรรณา หาญเชาว์วรกุล พญ. นิธิกุล เต็มเอี่ยม  

ด้านการแพทย์การควบคุมโรคติดเชื้อและไวรัสวิทยา:  นพ. ขจรศักดิ์  ศิลปโภชากุล  รศ นพ. ทวี โชติพิทยานน  ศ. นพ. ยง ภู่วรรวรรณ   ศ. นพ. กำธร มาลาธรรม   

นักวิจัยด้านนโยบายและระบบสุขภาพ: นพ. ทักษพล ธรรมรังสี   นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์ พญ. อรรถยา ลิ้มวัฒนายิ่งยง นายแพทย์ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Monchai วันที่ : 08/07/2021 เวลา : 06.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monchai83

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน