*/
  • พี่ก๊วย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-16
  • จำนวนเรื่อง : 125
  • จำนวนผู้ชม : 412271
  • จำนวนผู้โหวต : 299
  • ส่ง msg :
  • โหวต 299 คน
BrazilMiss

Miss flight in Brasil

View All
<< สิงหาคม 2021 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 6 สิงหาคม 2564
Posted by พี่ก๊วย , ผู้อ่าน : 1260 , 11:18:22 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

        การระบาดในช่วงหลังเกิดนี้เกิกในพื้นที่โรงงานที่เชื่อมโยงกับชุมชน (Community industry setting) ซี่งประชากรมีลักษณะพิเศษคือมี พนักงานมีการเดินทางใช้ชีวิตระหว่างโรงงาน (ซึ่งเป็นชุมชนคนทำงาน) ชุมชนรอบโรงงาน (เช่นร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด) และบ้าน/ที่พัก (ชุมชนที่บ้าน/ที่พัก ตั้งอยู่ และ ชุมชนที่คนในบ้าน/ที่พัก ไปทำงาน เรียน หรือกิจกรรมต่าง ๆ)  เพื่อให้เห็นภาพขอยกตัวอย่างจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีพนักงานเดินทางข้ามจังหวัดอยู่ประมาณ 20,000 คนต่อวัน ดังนั้นถ้ายังให้พนักงานเดินไปกลับจะคุมการแพร่ระบาดยาก และเมื่อออกประกาศห้ามเดินทางเข้า-ออกจังหวัด ก็กระทบต่อการผลิตของโรงงานเป็นอย่างมาก

 ที่น่าเป็นห่วงในสถานการณ์ปัจจุบันคือการระบาดที่กระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ และเริ่มติดเชื้อแซงหน้ากรุงเทพและปริมณฑล

 

เริ่มเห็นการติดเชื้อภายในพื้นที่มากขึ้น

 

 

โอกาสติดเชื้อจากไหนบ้าง ?

      พนักงานโรงงาน สามารถติดเชื้อได้จาก พนักงานด้วยกัน (เช่นคนส่งหรือรับของ ลูกค้า พนักงานต่างสาขา เป็นต้น) ผู้ขายอาหาร/ร้านค้าในโรงงาน   ผู้ขายอาหารและลูกค้า/ร้านค้านอกโรงงาน  และครอบครัว/ผู้อาศัยอยู่ด้วยกันในที่พัก เพื่อนบ้าน/คนในชุมชนที่บ้าน/ที่พักตั้งอยู่  ตัวอย่างการระบาดที่ลามไปทั้งหมู่บ้านในเชียงใหม่ที่เกิดจากคนขับรถขนสินค้าข้ามจังหวัดที่มีการแวะพักระหว่างทางจนถึงปลายทางส่งของเข้าโรงงานขนมปังและร้านสะดวกซื้อ ทั้งนี้ยังไม่มีการดูแลกลุ่มคนขับรถขนสินค้าข้ามจังหวัดทั่วไทยอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ไม่ว่าการตรวจเชื้อก่อนเข้าพื้นที่ สถานที่พักเพราะขับรถเป็นวันวัน รวมไปถึงการได้รับวัคซีน

 

แล้วทำอย่างไรดี ?

      กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ใช้ มาตรการ Bubble and seal เพื่อ

“ป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างกลุ่มคนในกลุ่มก้อนระบาด กับชุมชนรอบนอก ป้องกันการเสียชีวิต

และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมจากการหยุดกิจการ”

โดยให้ความหมายดังนี้

“Bubble (แรงงานพักอาศัยนอกโรงงาน) เป็นการควบคุมการเดินทางระหว่างที่ทํางานกับที่พักอาศัย ระหว่างเดินทางคนงานไม่สามารถแวะกลางทางได้ เมื่อกลับถึงที่พักแล้วต้องอยู่ภายในเคหะสถานเท่านั้น

Seal (มีที่พักอาศัยให้แรงงานอยู่ในรั้วเดียวกัน) เป็นการควบคุมไม่ให้คนงานออกไปนอกพื้นที่โรงงาน (https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1159220210702083831.pdf)”

 

จะใช้ในพื้นที่

“สถานประกอบการ แคมป์คนงาน หรือสถานที่ที่มีคนทำกิจกรรมประจำวันร่วมกันจำนวนมากหรือแออัด (500 คนขึ้นไป) และพบความชุกของการติดเชื้อสูง (มากกว่า 10%) มีความยากลำบากในการระบุความเสี่ยงจากการสัมผัสผู้ติด เชื้อเป็นรายบุคคล” (https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1167320210804082651.pdf )

 

ดังนั้นต้องทราบความรุนแรงของการระบาดของโรงงานหรือสถานประกอบการที่จะทำมาตรการนี้

 

 

แล้วจะทราบความรุนแรงของการระบาดได้อย่างไร ? ทำไมไม่ป้องกันก่อน ?

        การจะทราบความรุนแรงของการระบาดได้ แสดงว่าต้อง ‘สงสัย’ หรือ ‘สังหรณ์’ หรือ ‘เดาเอา’ ว่ามีพนักงานติดเชื้ออยู่ในโรงงาน แต่ถ้า ‘รู้’ น่าจะดีกว่า เพื่อเข้าไปควบคุมป้องกัน จำกัดไม่ให้ระบาดในวงกว้าง การจะรู้ได้ก็ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง   คล้ายสุนัขเฝ้าบ้านที่มีประสาทสัมผัสไวกว่าเจ้าของบ้าน เมื่อคนแปลกหน้าเข้าบ้านมันเห่าเตือน เพื่อให้เจ้าของไปแยกแยะว่าคนแปลกหน้าเป็นเพื่อนหรือเป็นโจร ไม่ใช่ผลักภาระหน้าที่ให้สุนัขตัดสินใจ แล้วโทษสุนัขถ้าถูกยกเค้า  ดังนั้นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดีต้องไม่เป็นใบ้   ต้องไม่เป็นโรคความจำเสื่อม (โจรเข้าบ้านนานแล้วเพิ่งนึกออกว่าต้องเห่า) และ เฝ้าได้ต่อเนื่อง ไม่หนีเที่ยว หลับยามได้แต่ประสาทสัมผัสต้องไวไม่ให้เจ้าของมาปลุก มิฉะนั้นแก้ไขไม่ทันกาล   

 

ขอเสนออีกแนวคิดสำหรับสถานประกอบการ โรงงาน นิคมอุตสหกรรม ที่ยังไม่มีการระบาดของโรคโควิด หรือระบาดเล็กน้อยควบคุมได้แล้ว หรือต้องการปรับปรุงเพื่อความยั่งยืนเนื่องจากเราต้องสู้กับมันไปอีกพักใหญ่ค่ะ

      แนวคิด “ป้องกันไม่ให้ติด ผลิตต้องไม่หยุด ฉุดไม่ให้ระบาด”

 

ใช้หลักการ

“การเฝ้าระวังเชิงรุกโดยมีชุมชนเข้าร่วม ตรวจจับผู้ติดเชื้อและสอบสวนหาสาเหตุได้เร็ว  แจ้งเตือนไว เข้าควบคุมการระบาดทันกาล”

หรือ รู้ไว เตือนไว โต้ไว

 

             ทั้งนี้ชุมชนหมายรวมถึง ชุมชนคนทำงาน  ชุมชนรอบโรงงาน ชุมชนที่บ้าน/ที่พักตั้งอยู่ จะทำแค่ในโรงงาน จะสำเร็จยาก

 

วิธีการ

        ต้องทำให้ครบทุกมิติ (คน โครงสร้าง ระบบ) กำกับติดตาม  มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารความเสี่ยงสม่ำเสมอ (สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอด องค์ความรู้ยังไม่มากพอ และมีข้อมูลเท็จว่อนไปทั่ว)   

 

ต้วอย่างกรณีศึกษา

 

ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ในพื้นที่ทดสอบเล็ก ๆ ค่ะ

    ตอนเริ่มทำเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม 2563 นั้น เป็นช่วงเริ่มต้นการระบาด คือ สภาพการณ์ค่อนข้างซับซ้อน มีผลกระทบในวงกว้างตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงนานาชาติ มีความอ่อนไหว ทางการเมือง มีความขัดแย้งของผลประโยชน์ มีความเชื่อที่ผิดในการช่วยเหลือรักษา ขาดองค์ความรู้ และขาดผู้เชี่ยวชาญ  พวกเราจึงรวมตัวกัน ออกแบบและทดสอบระบบเฝ้าระวังโรคโควิด-19 สำหรับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชน

      ออกแบบ

      เป็นระบบเฝ้าระวังเฉพาะกาล มีรูปแบบเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยมีชุมชนเข้าร่วมดำเนินการ ย่นระยะเวลาในการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยการตรวจแบบไดร์ฟ ทรู  ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ประกอบด้วย อภิมหาข้อมูลและระบบดิจิทัลผ่อดีดีสู้โควิด (บนมือถือ) ส่งข้อมูลไปยังศูนย์เพื่อวิเคราะห์แปลผล ถ้าถึงระดับที่ตั้งเกณฑ์ไว้มีการแจ้งเตือนพร้อมคำแนะนำในเบื้องต้นเป็นอัตโนมัติทันที มีกระดานรายงานสรุปเพื่อการตัดสินใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง  นำไปสู่การปฏิบัติการที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว โดยใช้ศักยภาพและทรัพยกรของชุมชน 

      ทดสอบระบบเฝ้าระวัง

       ได้ร่วมกับชุมชน ผู้มีส่วนได้เสีย และผู้เกี่ยวข้องเลือกพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง (บริษัทอาหารแช่แข็งเพื่อการส่งออก มีสวนของเกษตรที่ส่งผลิตผลป้อนโรงงานกว่า 2,000 แห่ง มีพนักงานเฉลี่ย 3,000 คนต่อวัน และ สวนอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีพนักงานเฉลี่ย 3,500 คนต่อวัน มีชุมชนโดยรอบโรงงาน 44 ตำบล มีประชากรราว 350,000 คน)  จากนั้นสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังที่ครอบคลุมผู้เชี่ยวชาญ พนักงานที่ได้รับมอบหมาย เจ้าของโรงงาน ผู้บริหาร อาสามัครสาธารณสุข และผู้เฝ้าระวังในทุกชุมชุน (โรงงาน รอบโรงงาน บ้าน/ที่พัก) ให้ความรู้และสื่อสารความเสี่ยงกับพี้นที่นำร่อง  ทำการสำรวจโรงงานประเมินความเสี่ยงต่อการระบาดของ COVID-19

 

ให้คำแนะนำการปรับปรุงทั้งสามมิติ คือ คน โครงสร้างและ ระบบ โดยดูจากผลการสำรวจและบริบทองค์กร

 

 

ต้วอย่าง

 ห้องตู้เก็บของพนักงาน

สำรวจพบ:

    พนักงานจำนวนมากรวมกลุ่ม พูดคุย ยืนใกล้กัน กะเดียวกันมีตู้เก็บของติดกัน

 

แนวทางป้องกัน:

- กำหนดพื้นที่พนักงานจะเข้าไปใช้งานแต่ละรอบ

- สวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ภายในห้อง

- พนักงานกะเดียวกันไม่ใช้ตู้ที่อยู่ติดกัน

- เว้นระยะของตู้ไม่ให้อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้ามีพื้นที่

 

 

ห้องเปลี่ยนชุดทำงาน

สำรวจพบ:

พนักงานบางคนไม่สวมหน้ากาก  พื้นที่แต่งชุดทำงานคับแคบ  ไม่มีที่เก็บหน้ากากตนเองที่ใส่มาจากบ้าน

 

แนวทางป้องกัน

- ให้พนักงานสวมหน้ากากตลอดเวลา

- กรณีที่ต้องเปลี่ยนหน้ากากที่สวมภายในโรงงานต้องมีพาชนะ/ซองบรรจุแยกเก็บ ป้องกันการปนเปื้อนชุดทำงาน

- กำหนดจำนวนคนที่เข้าไปเปลี่ยนชุดทำงานแต่ละรอบ เพื่อไม่ให้ยืนชิดกัน

-     กำหนดจำนวนชุด ตามจำนวนพนักงาน

-     ลดราวแขวนที่ไม่จำเป็นการแขวนชุดฟอร์มพนักงานคนละกะออก

-     จัดพื้นที่ในการแขวนโดยทิ้งระยะห่างกัน

 

โรงอาหาร

สำรวจพบ:

มีการเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมระบายอากาศและกำหนดจุดเว้นระยะการซื้ออาหารดี แต่โต๊ะอาหาร มีการกำหนดจำนวน พนักงานนั่งรับประทานใกล้กัน และไม่มีแอลกอฮอล์ล้างมือก่อนเข้าโรงอาหาร

 

แนวทางป้องกัน

- จัดทำแผ่นกั้นใสติดตั้งที่โต๊ะอาหาร

- กำหนดการทำความสะอาดโต๊ะ

- ติดตั้งที่ล้างมือ/แอลกอฮอล์ก่อนเข้าโรงอาหาร

 

รถรับส่งพนักงาน:

-      กำหนดพื้นที่นั่งและให้พนักงานโดยสารสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกคน 

-      รถเปิดหน้าต่าง ระบายอากาศ

-      ต่างกะ หรือ แผนกเดียวกันที่ทำงานแยกห้อง ให้เดินทางแยกคันกัน

 

การเจ็บป่วยของพนักงาน

สำรวจพบ:

รายงานการเจ็บป่วยของพนักงานของห้องพยาบาลและฝ่ายบุคคลที่ไม่ได้ใช้ในการเฝ้าระวังวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อแนะนำ     

-      จัดกลุ่มอาการป่วยของ Covid-19 ให้ชัดเจน

-      ติดตามอาการของพนักงาน

-      ถ้าสงสัยให้สอบสวนโรคและส่งตรวจเพิ่มเติม

 

ที่สำคัญควรทำอีกคือ

 - ทำแผนไว้รองรับกรณีการแพร่ระบาดรุนแรง พนักงานทำงานเป็นกะต้องไปจัดระบบเวลาการทำงานให้ไม่เป็นผู้สัมผัสกับอีกกะหนึ่งเสมอ และซักซ้อมแผน

- ทำแผนธุรกิจเพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าโรงงานมีศักยภาพในการผลิต

 

ผลการทดสอบ

        ผลการทดสอบระบบเฝ้าระวังในพื้นที่นำร่อง พบว่ามีการรายงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมป้องกันโรคในชุมชน พบโรคในสัตว์ foot-and-mouth disease ในวัวและอหิวาห์ในหมู สำหรับในคน มีรายงานกลุ่มอาการที่พบบ่อยซึ่งเข้ากับการรายงานการระบาดของโรคไข้เลือดออกและชิคุนกุนยาในพื้นที่ มีการติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัวในชุมชน 4 ราย แต่ไม่มีการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่นำร่อง ในขณะที่เป็นช่วงโรคโควิด-19 ระลอกสามที่ระบาดหนักในกลุ่มโรงงาน นิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย  ทั้งนี้ มีอัตราการรายงานสูงว่าไม่พบโรคระบาดหรือการป่วย/ตายผิดปกติ ซึ่งแสดงว่าระบบยังทำงานได้ดี

 

 

 

  

ถ้าจะนำมาปรับใช้ในปัจจุบันทำอย่างไร ?

    ต้องดูบริบทโรงงานว่าเชื่อมโยงกับชุมชนและไม่สามารถจำกัดพื้นที่ได้ หรือเป็นแบบที่แยกจากชุมชนและสามารถจำกัดพื้นที่ได้ พิจารณาสถานการณ์การระบาดเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ สื่อสารความเสี่ยงกับทุกกลุ่มเป้าหมาย  ประสานงานและร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้เสีย บูรณาการทุกภาคส่วน

     ขณะนี้การแพทย์และสาธารณสุขเพิ่มขีดความสามารถจนเพิ่มไม่ได้อีกแล้ว โรงงานและผู้ประกอบการ รวมถึงพันธมิตรและชุมชน ควรมีแผนและสถานที่รองรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย (สีเขียว) ไว้ โดยทำการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษา ดูแล ส่งต่อ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ

 

*ทำการจัดระบบเฝ้าระวังป้องกันอย่างง่าย

     เบื้องต้นต้องรู้จักชุมชนในโรงงาน ควรนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ว่าชุมชนในโรงงานหน้าตาเป็นอย่างไร กลุ่มเสี่ยงอยู่ที่ไหน ตามสายการผลิตและตามก่ารใช้ชีวิต อาทิเช่น กลุ่มเสี่ยงมาก คือกลุ่มที่สามารถเดินได้ทั่วโรงงาน (เช่นกลุ่มงานซ่อมบำรุง  maintenance กลุ่มที่ควบคุมกำกับ supervisor) และกลุ่มที่ติดต่อกับคนนอกโรงงาน (กลุ่มคลังสินค้า กลุ่มขับรถส่งของ logistics)  เป็นต้น สถานที่โรงอาหารมีจุดสัมผัสเยอะมาก และมักจะเป็นอาคารปิดมีเครื่องปรับอากาศ รวมถึงถ้าคนขายอาหารเป็นคนข้างนอกมาเช่าแผง จะต้องซื้อของที่ตลาดต่าง ๆ ด้วย จึงควรทราบรายละเอียด ชุมชนโรงงานให้ถ่องแท้

     ควรกำหนดให้มีผู้นำพนักงาน (Leader) ดูแลกันเองเป็นกลุ่มย่อยประมาณ10-20 คน เสมือนอาสาสมัครสาธารณสุข  แล้วมี ผู้นำที่ดูแลกลุ่มผู้นำนี้อีกที (Senior leader) เสมือนผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับฝ่ายบุคคล ที่เสมือนนายอำเภอ  ทำงานร่วมกับกรรมการบริหารที่จัดตั้งมาเพื่อเฝ้าระวังป้องกันควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 เลือกการสื่อสารและช่องทางที่เร็ว ไม่เป็นภาระ และชุมชนยอมรับ มีการสุ่มตรวจเป็นระยะถ้าสามารถทำได้ 

       ควรทำการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมกับทุกชุมชนที่เกี่ยวข้องถ้าสามารถทำได้ (ชุมชนรอบโรงงาน ชุมชนที่บ้าน/ที่พักตั้งอยู่) โดยดูบริบทด้วย

 

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

 

*  การเฝ้าระวังเชิงรุก (Active surveillance) ไม่ใช่ การตรวจเชิงรุก

   การเฝ้าระวังเชิงรุกนั้นไม่ได้นั่งรอให้เขารายงานผู้ติดเชื้อเข้ามา แต่มีการวิเคราะห์ข้อมูล ชี้เป้ากลุ่มเสี่ยงสถานที่เสี่ยง แล้วลงไปค้นหาผู้ติดเชื้อใหม่ (Active case finding) สืบสวนหาสาเหตุ (Case / outbreak investigation) อาจจะใช้การตรวจช่วยยืนยันผลหรือการตรวจเบื้องต้นในพื้นที่ ส่วนการตรวจเชิงรุกส่วนใหญ่มักจะเน้นการตรวจเป็นหลัก เข้าไปบริการนอกสถานที่ อาจจะเหมาะกับลักษณะการระบาดที่เยอะ หาสาเหตุไม่ได้  หรือต้องการทราบระดับความชุกของโรค เป็นต้น   เป้าหมายและวิธีการเลือกคนเข้ามาตรวจจึงต่างกัน

 

* การตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK), Rapid Test  ‘รู้เร็ว’ ไม่ได้หมายถึง ‘รู้แม่น’

 

 การตรวจด้วย ATK

  มีข้อดีคือ รู้ผลได้เร็วภายใน 10-30 นาที และ ราคาถูกกว่า สามารถทำเองได้  

  ข้อเสียคือ

- ผลเป็นบวก อาจจะไม่ติดเชื้อก็ได้ (ผลบวกลวง)ต้องไปตรวจยืนยันด้วย RT-PCR ถ้าผลเป็นลบ แสดงว่า ผลครั้งแรกจากการตรวจด้วย ATK เป็นผลบวกลวงให้เราเชื่อ นั่นคือไม่ได้ติดเชื้อแต่ถ้าตัดสินใจไปอยู่รวมกับผู้ติดเชื้อ ก็จะเพิ่มโอกาสติดเชื้อ ดังนั้นจึงต้องตรวจยืนยัน ด้วย RT-PCR อีกรอบ  แต่จะมีปัญหาในพื้นที่ซึ่งหาที่รับตรวจยาก

 

- ผลเป็นลบ  อาจจะติดเชื้อก็ได้ (ผลลบลวง) ถ้าไปตรวจยืนยันด้วย RT-PCR กลับเป็นบวก แสดงว่า ผลครั้งแรกจากการตรวจด้วย ATK เป็นผลลบลวงให้เราเชื่อ  ปัญหาคือกลุ่มนี้มักจะไม่กักตัวเอง ไม่ค่อยป้องกันตนเองเหมือนเดิม และไม่ไปตรวจด้วย RT-PCR ทำให้สามารถแพร่เชื้อได้

 

ผลไม่ตรงกับความเป็นจริง (ความจริง ณ ปัจจุบันคือใช้ RT-PCR เป็นตัวตัดสิน) เกิดจากอะไร ?

     มีได้หลายสาเหตุ อาทิเช่น เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งด้วยวิธีที่ต่างกัน เช่นน้ำลาย หรือการแยงจมูกแบบตื้นไป  (ไม่ได้แยงเองง่ายๆ เพราะเจ็บและอยากจามมาก) คุณภาพชุดทดสอบของแต่ละบริษัทต่างกัน เก็บไม่ถูกจังหวะเช่นเชื้อออกมาน้อยไปตอนติดเชื้อระยะแรกๆ  หรือ ติดนานแล้วจนเชื้อลดลง (ยิ่งปริมาณเชื้อน้อยยิ่งความไวต่ำ)  ไม่มีความชำนาญอาจจะอ่านผลผิด รวมถึงความชุกของโรคโควิดในพื้นที่ด้วยทำให้ค่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

 

จะรู้คุณภาพของชุดทดสอบอย่างไร ?

     ดูรายละเอียดคุณภาพของชุดทดสอบ ดูความไว ความจำเพาะ และปริมาณเชื้อขั้นต่ำที่ตรวจพบ   ถึงแม้ดูความไว ความจำเพาะ จะสูงมาก ก็ยังไม่แน่ในแง่ปฏิบัติหรือชีวิตจริง 

 

* ตัวอย่างที่นำมาจากการตรวจวัดคุณภาพ พบว่า

 จากตารางด้านล่าง

 - ความไว (Sensitivity)  ที่บริษัท A ให้ข้อมูลมา (ดูสดมภ์สีม่วงที่วงไว้)  เท่ากับ 91.40%   แปลว่าถ้าคนติดเชื้อจริง 100 คน ตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ได้ผลบวก ราว 91 คน อีก 9 คน    ได้ผลลบแม้จะติดเชื้อ

แต่ตอนทำในชีวิตจริงพบว่า (ดูสดมภ์สีชมพูที่วงไว้)  เท่ากับ 19.44%  (Clinical sensitivity) แปลว่าถ้าคนติดเชื้อจริง 36 คน (7+29) คิดเป็น 100%  ตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ได้ผลบวก 7 คน อีก 29 คน ได้ผลลบแม้จะติดเชื้อ คิดเป็น 7/36 = 19.44%    ถือว่าต่ำมาก

 

ความไว (Sensitivity)  ที่บริษัท C ให้ข้อมูลมา (ดูสดมภ์สีม่วงที่วงไว้)  เท่ากับ 96.70%   แปลว่าถ้าคนติดเชื้อจริง 100 คน ตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ได้ผลบวก ราว 97 คน อีก 3 คน    ได้ผลลบแม้จะติดเชื้อ

แต่ตอนทำในชีวิตจริงพบว่า (ดูสดมภ์สีชมพูที่วงไว้)  เท่ากับ 25.00%  (Clinical sensitivity) แปลว่าถ้าคนติดเชื้อจริง 36 คน (9+27) คิดเป็น 100%  ตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ได้ผลบวก 9 คน อีก 25 คน ได้ผลลบแม้จะติดเชื้อ คิดเป็น 9/36 = 25.00% ถือว่าต่ำมาก

 

 - ความจำเพาะ (Specificity)  ที่บริษัท A ให้ข้อมูลมา (ดูสดมภ์สีม่วงที่วงไว้) เท่ากับ99.80%   แปลว่าถ้าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ 100 คน เมื่อตรวจด้วยชุดทดสอบแล้ว จะได้ผลเป็นลบเกือบทั้งหมด 100 คน ถือว่าสูงมาก

ตอนทำในชีวิตจริงพบว่า (ดูสดมภ์สีชมพูที่วงไว้)  เท่ากับ 100.00%  (Clinical specificity) แปลว่าถ้าคนไม่ติดเชื้อจริง 425 คน (425+0) คิดเป็น 100%  ตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ได้ผลลบ 425 คน  คิดเป็น 425/425 = 100.00%   ถือว่าสูงมาก

 

ความจำเพาะ (Specificity)  ที่บริษัท C ให้ข้อมูลให้ข้อมูลมา (ดูสดมภ์สีม่วงที่วงไว้) เท่ากับ 100.00%  แปลว่าถ้าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ 100 คน เมื่อตรวจด้วยชุดทดสอบแล้ว จะได้ผลเป็นลบเกือบทั้งหมด 100 คน ถือว่าสูงมาก

ตอนทำในชีวิตจริงพบว่า (ดูสดมภ์สีชมพูที่วงไว้)  เท่ากับ 100.00%   แปลว่าถ้าคนไม่ติดเชื้อจริง 425 คน (425+0) คิดเป็น 100%  ตรวจด้วยชุดทดสอบนี้ได้ผลลบ 425 คน  คิดเป็น 425/425 = 100.00%   ถือว่าสูงมาก

 

 *แต่ในแง่ผู้ใช้มักไม่ถามหาความไวกับความจำเพาะ ที่ต้องการทราบคือ 

 ถ้าผลแป็นบวก โอกาสที่จะติดเชื้อจริงกี่เปอร์เซนต์?

 

หรือภาษาเทพเรียก Positive Predictive Value (PPV)

 

จากตาราง ตอนทำในชีวิตจริงพบว่า (ดูสดมภ์สีชมพูที่วงไว้) 

ATK บริษัท A ผลเป็นบวก 7 คน ติดเชื้อจริงที่ยืนยันจากวิธีมาตรฐาน RT-PCR เป็นผลบวก 7+ 0  คน คิดเป็น

 (7/7+0)100 = 100%

ATK บริษัท C ผลเป็นบวก 9 คน ติดเชื้อจริงที่ยืนยันจากวิธีมาตรฐาน RT-PCR เป็นผลบวก 9+ 0  คน คิดเป็น

 (9/9+0)100 = 100%

 

 

ถ้าผลแป็นลบ โอกาสที่จะไม่ติดเชื้อจริงกี่เปอร์เซนต์?

หรือภาษาเทพเรียก Negative Predictive Value (PPV)

จากตาราง ตอนทำในชีวิตจริงพบว่า (ดูสดมภ์สีชมพูที่วงไว้) 

ATK บริษัท A ผลเป็นลบ 454 คน ไม่ติดเชื้อจริงที่ยืนยันจากวิธีมาตรฐาน RT-PCR  ผลเป็นลบ 425 มีผลลบลวงถึง 29 คน

= (425/27+425)100 = 93.61%

ATK บริษัท C ผลเป็นลบ 452 คน ไม่ติดเชื้อจริงที่ยืนยันจากวิธีมาตรฐาน RT-PCR z] ผลเป็นลบ 425 มีผลลบลวงถึง 27 คน

= (425/27+425)100 = 94.02%

 

นั้นคือ 27 คน ที่ตรวจจากบริษัท A และ 29 คน ที่ตรวจจากบริษัท C คิดว่าตัวเองไม่ติดและถ้าป้องกันตัวหละหลวมสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ ดังนั้น อย่าเพิ่งวางใจถ้าผล ATK เป็นลบ ต้องกักตัวต่อละตรวจซ้ำอีก 3 วัน หรือเมื่อมีอาการก่อน 3 วัน

 

      *แปลแบบชาวบ้านง่าย ๆ ว่า ถ้าผล ATK เป็นบวกค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะติดเชื้อจริง แต่ถ้าผลเป็นลบนั้นยังไม่แน่ อย่าวางใจ คนที่ได้ผลบวกต้องตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR จะได้ไม่ไปอยู่รวมกับผู้ติดเชื้อถ้าผลบวกลวง แต่ถ้าไม่มีอาการแยกกักตัวที่บ้านได้ให้ทำตามข้อแนะนำของสาธารณสุข ส่วนผล ATK เป็นลบก็อย่าชล่าใจออกไปเริ่งร่า ต้องกักตัวและตรวจซ้ำ

 

      ATK อาจจะเหมาะกับการตรวจเบื้องต้นเร่งด่วนเพื่อดูว่าติดเชื้อหรือไม่ หรือในกลุ่มเสี่ยงสูงจากเหตุใดก็ตาม หรือการระบาดในวงกว้างผู้คนจำนวนมาก เช่นชุมชนแออัดในกรุงเทพ ที่พักคนงานที่เชื่อมโยงกับชุมชน ควรยืนยันด้วย RT-PCR

 

 

ถ้าการติดเชื้อต่ำใช้ RT PCR ดีไหม?

      ถ้าความชุกของการติดเชื้อต่ำ เช่น 1-5% ของชุมชน  ยกตัวอย่างเช่น 1000 คน ติดเชื้อ 50 คน การทำ pool samples 5 หรือ ตรวจทีละ 5 คน เป็นกลุ่มๆ จะตรวจทั้งหมด 200 ชุด  ถ้าเจอติดเชื้อกลุ่มไหน นำกลุ่มนั้น (เก็บสารคัดหลั่งเผื่อไว้แล้วแต่แรก) มาแยกตรวจเป็นคน ๆ จึงตรวจเพิ่มอีก 5 ชุด ถ้าเจอติดเชื้ออีกกลุ่ม ก็ทำเช่นเดียวกัน  เฉลี่ยแล้วจะถูกลงมาก จาก 2500 บาทต่อคน เป็น ประมาณ 800 บาทต่อคน   ถ้าซื้อ ATK 300 – 400 บาท ตรวจ 2 ครั้ง ก็ ประมาณ 600-800 บาทต่อคน ไม่ค่อยต่างกัน  และไม่ต้องกักตัวรอตรวจรอบสอง  ลองพิจารณาดูนะคะ

 

 ไทยเราสู้ไหวไหม ?

      ไหวค่ะ แนวทางปฏิบัติเริ่มชัดเจนและบูรณาการมากขึ้น  ความรู้มากขึ้น ดูข้อมูลล่าสุดอัตราป่วยอัตราตายเราไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

 

 

แต่ต้องช่วยกันเรื่องการกระทำผิดที่ส่งผลต่อการแพร่ระบาด และการลักลอบเข้าเมืองที่ไม่ค่อยลดเลย ต้องทำงานแบบบูรณการและมองงานให้ทะลุ ไม่ต้องตามแก้เป็นจุด ๆ ที่สำคัญคืออย่ามัวแต่ทะเลาะกันเอง ทุกครั้งที่เราเสียกรุงล้วนมีปัจจัยจากความแตกแยกทั้งสิ้น ทุกคนล้วนมีส่วนทำให้ไทยผ่านวิกฤตนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีไม่เพิ่มภาระให้ เรามาช่วยกันกันนะคะ

 

หมายเหตุ

สำหรับสถานประกอบการ แคมป์คนงาน ที่ต้องการทำ Bubble and seal สามารถอานรายละเอียดได้จากคู่มือของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1167320210804082651.pdf)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พี่ก๊วย วันที่ : 14/08/2021 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

สบายดีค่ะ เพียงแต่ช่วงหลังงานเยอะมากโดยเฉพาะโควิด19 จึงไม่ค่อยได้เขียนเท่าใหร่ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะที่แวะเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 13/08/2021 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

สบายดีนะครับพี่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน