*/
  • iA@LERT
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tipsuwan_t@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-05-31
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 46436
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน 2555
Posted by iA@LERT , ผู้อ่าน : 2670 , 19:17:48 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน มะอึก , monotone และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

      อ่านจากชื่อเรื่องแล้วอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องโหดๆ เลือดตกยางออก หรือเป็นภัยใกล้ตัวที่ต้องระมัดระวังจากคุณป้าที่กำลังพูดถึงนี้ แม้จะมีส่วนจริงอยู่บ้างตรงที่เป็นเรื่องโหด รัดทด (มีเลือดออกบ้างเล็กน้อย) ของคุณป้าชาวไต้หวันคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “เฉินซู่จวี๋” คุณป้าคนนี้มีอาชีพขายผ้ก ขายผักมากว่า 30 ปี ขายอยู่ที่ตลาดไถ้ตง ประเทศไต้หวัน                               

คุณป้าคนนี้มีความพิเศษอย่างไร    มีมุมมองอะไรที่เราได้เรียนรู้จากคุณป้าเฉินบ้าง เรามาติดตามอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

 

 

         สุดสัปดาห์ที่แสนจะเรียบง่าย และผ่อนคลายที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งจังหวัดลพบุรี ทำให้เพชรได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ขนาดกะทัดรัดเหมาะมือจบภายในเวลาอันรวดเร็ว หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “เฉินซู่จวี๋ แม่ค้าผัก ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่” ถ้ามีคนถามว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประเภทไหน เพชรคงนิ่งไป 3 นาทีแล้วใช้เวลาตอบอีก 3 นาทีกว่าๆ ว่าเป็น หนังสือปรัชญาชีวิต สอนแนวทางการใช้ชีวิตให้เป็นคนดี รู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งบัน ช่วยเหลือผู้อื่นขณะเดียวกันก็รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น แถมยังเป็นหนังสือประกอบการเรียนวิชาธุรกิจเบื้องต้น สำหรับเรียนรู้เรื่องการค้าขายด้วยตนเองได้อีกด้วย เป็นการค้าขายด้วยแนวคิดแบบ CSR in process คือรับผิดชอบต่อคู่ค้าทุกๆ ขั้นตอน  คู่มือเลี้ยงลูก สอนเรื่องการเก็บออม สอนการคบเพื่อน และเป็นหนังสือสร้างแรงบันดาลใจอย่างแรง เหมาะสำหรับคนที่กำลังคิดฆ่าตัวตาย คนที่คิดสั้น อ่านแล้วจะได้รู้ว่าชีวิตนี้ที่ว่าลำบากแล้ว ยังมีคนที่ลำบากกว่าและสามารถผ่าฟันความทุกข์ยากผ่านความลำบากมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้นำเสนอผ่านเรื่องราวชีวิตจริงของผู้หญิงไต้หวันตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ชื่อว่า เฉินซู่จวี๋ ผู้หญิงที่ได้รับรางวัลจากนิตยสาร Time ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก รางวัลนี้ยังไม่นับรวมกับรางวัลอื่นๆ เช่น รางวัลแมกไซไซ รางวัลบุคคลแห่งปี 2010 ของเอเชียจากนิตยสาร Reader’s Digest และ 1 ใน 48 นักบุญยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย-แปซิฟิกประจำปี 2010

 

        อ่านถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายคนเริ่มอยากรู้แล้วซิค่ะว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่ และหนังสือเล่มเล็กนิดเดียว 244 หน้าจะบอกอะไรเราได้มากขนาดนี้หรือเชียวหรือ?? แน่นอนค่ะหนังสือเล่มนี้สอนคนอ่านได้มากจริงๆ เดี๋ยวเพชรจะค่อยๆ สรุปทีละด้านที่ได้เขียนมาในย่อหน้าก่อนหน้านี้ เพื่อคนที่ไม่ได้เป็นหนอนหนังสือลองพิจารณาดูว่าคุ้มค่ากับการไปซื้อหามาอ่านด้วยตนเองหรือไม่นะค่ะ

 

ปรัชญาชีวิตที่คุณป้าเฉินซู่จวี๋ค้นพบคือ การสะสมบุญวาสนาด้วยการบริจาคเงินให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ สำหรับคุณป้าแล้ว “ “เงิน”เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่ต้องใช้เท่านั้น” แม้ว่าการไม่มีเงินเลยจะทำให้ใช้ชีวิตลำบากอย่างที่คุณป้าเผชิญมาก่อน แต่เมื่อมีเงินถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เงินในส่วนที่เกินมานั้นก็ดูจะมีคุณค่าน้อยลง คนส่วนมากจะนำเงินส่วนเกินนี้ไปซื้อหาสิ่งฟุ่มเฟือย และหรูหราแทน สำหรับคนที่มีเงินจำนวนมากอย่างคุณป้าตอนนี้ ก็คือเงินที่เกินความจำเป็นนั่นเอง คุณป้าจะรวบรวมเงินไปก่อตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนักเรียน และครอบครัวของนักเรียนที่จำเป็นต้องใช้เงิน สร้างห้องสมุดให้โรงเรียนเก่า ทั้งๆ ที่คุณป้าเคยจนมากๆ มาก่อนในวัยเด็ก จนถึงวัยสาว เรียกว่าเผชิญความจนมาจนเข็ดขยาด จนจนเข้ากระดูก ฝั่งเข้าจิตใต้สำนึก ทำให้ไม่สามารถหยุดทำงานได้ แม้ว่าวันนี้อายุคุณป้าจะล่วงเลยมาถึงวัยกว่า 60 ปีแล้ว คุณป้ายังคงทำงานหนัก นอนน้อย และกินอาหารเจเพียงวันละ 1 มื้อเท่านั้น แต่เงินที่เก็บได้จากการอดออมกลับยกให้คนอื่นเสียหมด คุณป้าบอกว่าเงินที่สะสมไว้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ แถมยังเป็นภาระให้ลูกหลานต้องมีปัญหาแย่งชิงกันวุ่นวายเป็นบาปกรรมติดตัวอีกต่างหาก สำหรับคุณป้าเฉินแล้วการบริจาคเงินให้โรงเรียนหรือมูลนิธิเป็นแค่การย้ายเงินจากธนาคารหนึ่งไปยังอีกธนาคารหนึ่งเท่านั้น !!!

 

      สุดยอดมั้ยล่ะค่ะท่านผู้อ่าน จะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่คิดได้อย่างนี้ โดยเฉพาะนักธุรกิจ และคนรวยส่วนใหญ่ในสังคมกลับคิดในทางตรงกันข้าม มีแล้วก็อยากมีอีก หรืออยากมีให้มากขึ้น ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้พยายามบอกกับเราว่า จิตใจที่คิดอยากช่วยเหลือนั้นต่างหากที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้มีใจอยากช่วยคนอื่น เพราะคิดถึงแต่ตัวเองแล้วต่อให้เรารวยแค่ไหนเราก็ไม่คิดบริจาคให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทนดอกค่ะ

คนจำพวกนี้มักจะกล่าวอ้างกับคนอื่นเสมอว่า ถ้าฉันรวยแล้วฉันจะบริจาค ฉันจะช่วยเหลือคนอื่น การช่วยเหลือคนอื่นไม่จำเป็นต้องรวย หรือรอให้รวยก่อนนะค่ะ แค่มีจิตใจอยากช่วยเหลือผู้อื่น หรือช่วยเหลือผู้อื่นแล้วเราไม่ลำบาก เราก็สามารถช่วยคนอื่นได้แล้วค่ะ หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้หลายตอนทีเดียวค่ะ

 

การค้าขาย เนื่องจากคุณแม่ของคุณป้าเฉินซู่จวี๋ เสียชีวิตอย่างกระทันหันตั้งแต่คุณป้าอายุ 13 ปี คุณป้าต้องรับช่วงการขายผักจากคุณแม่โดยไม่ใครสอนเลย คุณป้าใช้วิธีสังเกตจากพ่อค้าแม่ค้าแผงอื่นๆ ในตลาด และขอคำแนะนำอย่างนอบน้อมจากเพื่อนร่วมอาชีพในตลาดเดียวกัน และนำวิธีที่เรียนรู้ด้วยตนเองมาประยุกต์ใช้ปรับปรุงในดีขึ้นจนกิจการดีขึ้นเป็นลำดับ  ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มพื้นที่ขายผักด้วยการหาชั้นวางของมาตั้งทำให้วางผักได้หลายชั้นมากขึ้น การปิดร้านช้ากว่าร้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มชั่วโมงการขายให้นานขึ้นเหมือนแนวคิดของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ไงค่ะ การนำพริกที่ขายไม่หมดมาตากแห้ง แล้วขายเป็นพริกแห้ง หรือการขายสินค้าบางอย่างในราคาทุนในครั้งแรก ทำให้สามารถขายผักอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งป้าเฉินเล่าให้ฟังในหนังสือตอน “กุยช่ายกำละ 4 ล้าน” ด้วยวิธีนี้ทำให้คุณป้าได้ลูกค้ารายใหญ่เป็นนายทหารสั่งผักเข้าไปปรุงอาหารในกรมทหารเป็นประจำในเวลาต่อมา นี่ยังไม่นับรวมเรื่องความซื่อสัตย์และรักษาคุณภาพสินค้าที่ขาย  มุ่งมั่นถึงขนาดที่โดนคุณพ่อเอ็ดที่ต้องเปิดลังผักทุกลังที่พ่อค้าค้าส่งนำผักมาส่งให้ เพื่อคัดผักที่ไม่ดีออกก่อน และเติมผักคุณภาพดีเข้าไปก่อนที่จะส่งเข้ากรมทหาร ซึ่งงานนี้เป็นงานหนักและอาศัยความละเอียดมากๆ ถึงขนาดที่ทำให้คุณป้าอดหลับอดนอนติดต่อกัน 3 วัน 3 คืนเลยทีเดียว แต่ด้วยวิธีนี้ทำให้คุณป้าขายผักได้ราคาดีกว่าแผงอื่นๆ ในตลาดและทำให้มีลูกค้ากรมทหารในพื้นที่อื่นๆ ดั้นด้นกันมาตามหาร้านของคุณป้าถึงตลาดเมืองไถตงกันเลยทีเดียว การค้าขายที่รับผิดชอบนี้สร้างชื่อเสียงให้กับคุณป้ามาก ไม่เพียงแต่ลูกค้าที่ได้รับการปฏิบัติที่ดีแล้ว ร้านผักค้าส่งในฐานะ Supplier ต่างออกปากชมว่าร้านคุณป้าเฉินจ่ายเงินตรงเวลาที่สุด คุณป้าได้แต่ออกตัวว่า “พวกเราค้าขายกันมานาน ขอเพียงแต่ส่งของที่ดีมีคุณภาพให้ทางร้าน คุณป้าก็มีหน้าที่จ่ายเงินให้ตรงเวลาที่สุด” ในฐานะของแม่ค้าผักการซื้อสัตย์ต่อลูกค้านั้นสำคัญมาก วันหนึ่งมีลูกค้ามาซื้อแตงกวาเพื่อนำไปดองใช้ในภัตตาคาร สินค้าหมดคุณป้าจึงบอกให้มาซื้อใหม่ในวันพรุ่งนี้จะเก็บไว้ให้ ลูกค้าไม่ได้มารับแต่กลับมาในอาทิตย์ถัดไปพร้อมกับคำสารภาพว่า ได้ซื้อแตงกวาจากแม่ค้าผักเจ้าอื่นกลับไปดองเนื่องจากทางร้านจำเป็นต้องใช้มาก และแม่ค้าคนนั้นก็บอกกับลูกค้าว่าแตงกวาของเขาสด และอร่อยมาก จึงตัดสินใจซื้อกลับไปใช้ แต่กลับกลายเป็นว่าแตงกวาที่ซื้อไปดองนั้นเละหมดใช้ไม่ได้เลย เป็นเพราะสินค้าที่ไม่สดสมราคาคุย คุณป้าเฉินได้แต่ยิ้มแล้วพูดกับลูกค้าคนนั้นว่า ถ้าคราวหน้าฉันมีแตงกวาคุณภาพดี ฉันจะบอกเธอว่าอย่างไรดีนะ!!!

 

เทคนิคการค้าของคุณป้ามีมากทีเดียว เช่นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าด้วยการไปส่งให้โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม แนะนำวิธีการเก็บถนอมผักให้กับลูกค้า คัดสรรผักให้ตามลักษณะการใช้งานของลูกค้า และที่เด็ดสุดคือตอนดอกกุยช่ายกำละ 4 ล้าน เหตุการณ์มีอยู่ว่ามีลูกค้ารายหนึ่ง แต่ตัวด้วยชุดลำลองของทหารมาถามราคาดอกกุยช่าย คุณป้าบอกไปด้วยราคาปกติหน้าแผง ลูกค้าถามว่าถ้าซื้อเยอะราคาเท่าไหร่ คุณป้าเฉินใช้เวลาคำนวณอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเมินจากการแต่งตัวของลูกค้าจึงบอกราคาทุนของดอกกุยช่ายไป เพราะคาดเดาว่าลูกค้าอาจจะสั่งซื้อจำนวนมากเพื่อไปปรุงอาหารในกรมทหาร ลูกค้าถามถึงราคาผักชนิดอื่นอีกหลายชนิด คุณป้าพยายามบอกราคาที่ถูกที่สุดของผักแต่ละชนิด ในที่สุดนายทหารคนนี้ก็ตัดสินใจสั่งซื้อผักจากร้านคุณป้าเฉินเป็นจำนวนมากให้กับกรม และซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนคุณป้ามีรายได้จากลูกค้ารายนี้รายเดียวเท่ากับการขายผักทั้งเดือน หลักการค้าของคุณป้าคือการขายผักนั้นได้กำไรน้อย แต่ถ้าขายจำนวนมากกำไรย่อมมากตามไปด้วย และการขายสินค้าบางอย่างด้วยราคาทุนก็อาจจะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าอื่นๆ ในราคาปกติด้วยรวมๆ แล้วก็จะได้กำไรเยอะขึ้น ซึ่งปัจจุบันร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ต่างนิยมใช้เทคนิคนี้ดึงลูกค้าเข้าร้าน

 

ไม่น่าเชื่อว่าดอกกุยช่ายกำเดียวของคุณป้าเฉินในวันนั้นจะทำยอดขายให้คุณป้าถึงเดือนละ 4 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน !!!

 

คุณป้าเฉินไม่ได้เรียนสูงมากเรียนจบแค่ชั้นประถมเท่านั้น แต่คุณป้าก็เรียนรู้จากโลกรอบๆ ตัวในตลาดไถตง คุณป้าสามารถสังเกตความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวของลูกค้าจากลักษณะท่าทีที่ลูกค้ามาซื้อผัก เช่น ถ้าสามีและภรรยาเลือกซื้อแต่ผักที่ตัวเองชอบ  ยิ่งถ้ายืนโต้เถียงทะเลาะกันโดยไม่กลัวเสียหน้าในตลาดแล้วเดาได้เลยว่าชีวิตคู่ของสามีภรรยาคู่นั้นต้องไม่มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกันอย่างแน่นอน ตรงกับข้ามกับลูกค้าที่เลือกซื้อผักที่คุณแม่ของตัวเองชอบย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นลูกที่มีความกตัญญู นี่ยังไม่นับเทคนิคการเจรจาต่อรองในรูปแบบต่างๆ ที่คุณป้าสังเกตและเรียนรู้จากลูกค้าขาใหญ่ มาเฟีย และนายทหารที่มาซื้อผัก คุณป้าแอบเลียนแบบวิธีพูด น้ำเสียงต่างๆ โดยคิดว่าสักวันหนึ่งอาจจะจำเป็นต้องใช้  ซึ่งต่อมาคุณป้าได้นำวิชาที่แอบฝึกฝนด้วนตนเองมาใช้เอาตัวรอดได้หวุดหวิดหลายครั้งทีเดียว

 

                        พรุ่งนี้เรามาติดตามมุมมองในการเลี้ยงลูกและแรงบันดาลใจต่อ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มะอึก วันที่ : 24/09/2012 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ผมเข้ามาอ่านช้า ๆ ในตอนที่ ๑
และจะวิ่งไปอ่านตอนที่ ๒ แล้วนะ......

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ยายเช้า วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/titletete
หนังสือย่อโลกให้เล็กลง การอ่านขยายโลกให้ใหญ่ขึ้น 

ชอบนะ..คุณป้ามหาภัย คนนี้
ยายเช้าก็เคยเขียนถึงเธอไว้แล้วบ้างเหมือนกัน


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
hayyana วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 21.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ขอบคุณครับ
เป็นคนดีที่ผมเห็นมีผู้เขียนถึงบ่อยที่สุดคนหนึ่งเลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน