• ณดาว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : petpetpe@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 312
  • จำนวนผู้ชม : 628636
  • ส่ง msg :
  • โหวต 302 คน
ณ ดวงดาว ดวงหนึ่งดวงนั้น
ที่ฉันไม่รู้ว่าอยู่ไหน รู้แต่ว่า หากหาเจอ และค้นพบว่าสิ่งใดที่ดี น่าสนใจ ไม่ไร้สาระ จะเก็บมันมาฝาก หยิบมันมาเล่า บอกกล่าวให้ได้อ่านกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/petpetpe
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2552
Posted by ณดาว , ผู้อ่าน : 1639 , 00:40:08 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนพยานในคดียึดทรัพย์ อดีตนายกฯ ปัจจุบันเป็นนักโทษชาย... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว จำนวน  76,621 ล้าน 603,061.05 บาท ... ไต่สวนนัดแรก วันแรก วันที่ 16 กรกฎาคม โดยศาลกำหนดให้ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหานำพยานเข้าไต่สวนก่อน ซึ่งทีมทนายความก็ได้เตรียมพยานเข้าไต่สวน 2 ปาก คือ นางกาญจนภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ และนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการไต่สวนนัดแรกนี้มีความสำคัญที่จะนำเสนอข้อมูล เพื่อคัดค้านคำฟ้องโจทก์

  

  

คดีนี้อัยการสูงสุด เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 7 หมื่น 6 พันกว่าล้านบาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งมีรายงานว่า  พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว เตรียมพยานที่จะนำเข้าไต่สวนเพื่อต่อสู้คดีนี้ถึง 56 ปาก ขณะที่อัยการผู้ร้องจะนำพยานเข้าไต่สวนจำนวน 58 ปาก ซึ่งศาลจะใช้เวลาไต่สวนพยานแต่ละฝ่าย ฝ่ายละ 25 นัด

สำหรับคดีนี้ อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ต่อมาศาลได้พิจารณารับคำฟ้องเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 เนื่องจากคดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาตาม มาตรา 9(4) และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 และข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองข้อ 23

  

ย้อนความจำกันซักหน่อยสำหรับที่มาแห่งคดีนี้ ... เป็นคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ทำการไต่สวนถึงการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนและพวกพ้อง จนทำให้ตนมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งหลังจากไต่สวนจนได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คตส.จึงสรุปผลสอบส่งให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องศาล โดย คตส.ได้สรุปพฤติกรรมและความผิดไว้ว่า ...

ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.2544 และสมัยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.2548 พ.ต.ท.ทักษิณ และคู่สมรส คือคุณหญิงพจมาน ยังคงถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป จำนวนกว่า 1,400 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่แจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ เมื่อมีการตรวจสอบขึ้นมา ก็อ้างว่า ได้ขายหุ้นดังกล่าวให้บุตรและเครือญาติแล้ว ประกอบด้วย นายพานทองแท้, น.ส.พิณทองทา, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ, นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน, บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด และบริษัท วินมาร์ค จำกัด

แต่การตรวจสอบของ คตส.พบว่า นอกจากคำอ้างของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ว่าขายหุ้นดังกล่าวให้บุตรและเครือญาติจะฟังไม่ขึ้นแล้ว ยังส่อว่า ได้มีการทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อยืนยันว่า ตนและคุณหญิงพจมานได้ขายหุ้นให้เครือญาติแล้วด้วย แต่ไม่เนียน เพราะ คตส.พบพิรุธว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินบางฉบับที่นายบรรณพจน์ให้ไว้แก่คุณหญิงพจมาน ซึ่งลงวันที่ 16 มี.ค.2542 โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินกว่า 100 ล้านให้แก่คุณหญิงพจมานนั้น มีการใช้คำนำหน้านามว่า “คุณหญิง” ทั้งๆ ที่ขณะนั้น คุณหญิงพจมานยังไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จตุตถจุลจอมเกล้า จึงยังไม่ได้ใช้คำนำหน้านามว่าคุณหญิงแต่อย่างใด ... โดยได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในวันที่ 4 พ.ค.2542 ในวโรกาสพระราชพิธีฉัตรมงคล 5 พ.ค.2542

  

คตส.จึงสรุปว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน 5 ฉบับ ถูกจัดทำขึ้นในภายหลัง และไม่ได้จัดทำตามความจริง แต่ทำขึ้นเพื่อให้มีชื่อบุตรและเครือญาติถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน แต่ผู้ถือหุ้นตัวจริงยังคงเป็นบุคคลทั้งสอง

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่า ได้ขายหุ้นชินคอร์ปในบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ ให้นายพานทองแท้แล้วในราคา 1 เหรียญสหรัฐฯตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2543 นั้น จากการตรวจสอบ ก็พบว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือจดแจ้งกับผู้ใดหรือหน่วยงานใด มีเพียงหนังสือของนายพานทองแท้ที่ยอมรับว่าได้รับซื้อและเข้าถือหุ้นดังกล่าวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น และน่าสังเกตว่า หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 31 ม.ค.2549 หลังวันที่อ้างว่าเข้าถือหุ้นแทนแล้วถึง 5 ปีกว่า

ส่วนบริษัท วินมาร์ค จำกัด ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่า ตนขายหุ้นชินคอร์ปให้ไปแล้วเช่นกันนั้น จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และกำกับหลักทรัพย์(กลต.)ก็ชัดเจนว่า วินมาร์คเป็นนอมินีหรือเป็นนิติบุคคลที่อำพรางการถือหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณเช่นกัน

ทั้งนี้ ไม่เพียง พ.ต.ท.ทักษิณ จะซุกหุ้นชินคอร์ประหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่ยังได้กระทำการที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ที่ห้ามนายกฯ หรือรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ โดยบริษัท ชินคอร์ป ที่ พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นอยู่ 48% นั้น เป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมจากรัฐโดยตรง นอกจากนี้ ชินคอร์ป ยังถือหุ้นอยู่ในอีกหลายบริษัทย่อยที่ได้รับสัมปทานจากรัฐเช่นกัน เช่น บริษัท เอไอเอส (42.90%) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐ (องค์การโทรศัพท์ฯ หรือทีโอที) ให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แถมเอไอเอส ยังถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ดิจิตอลโฟน (98.55%) ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐ(การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท โทรคมนาคม)ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่เท่านั้นชินคอร์ปยังถือหุ้นในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ (51.48%) ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐอีกเช่นกันในการดำเนินกิจการดาวเทียม ดังนั้นการถือหุ้นชินคอร์ปของ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากจะเป็นการฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญแล้ว ยังผิดต่อ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 และกฎหมาย ป.ป.ช.พ.ศ.2542 ด้วย

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯ สั่งการ มอบนโยบาย หรือกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐภายใต้บังคับบัญชาให้กระทำการที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของหุ้นชินคอร์ป และบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก เช่น แก้กฎหมายให้มีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งนอกจากจะเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอไอเอส แล้ว ยังเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกีดกันคู่แข่งหรือผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ แถมยังทำให้บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท ของรัฐอ่อนแอลงด้วย , แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ให้ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้รัฐ จากเดิมที่กำหนดไว้อัตราก้าวหน้า 25% และต้องเพิ่มอัตราขึ้นเรื่อยๆ ตามช่วงเวลาที่กำหนดในสัญญาสัมปทาน เปลี่ยนเป็นอัตราคงที่ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน ส่งผลให้บริษัท เอไอเอส ได้รับประโยชน์กว่า 7 หมื่นล้าน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทำให้รัฐ (บริษัท ทศท) สูญเสียรายได้ที่ควรได้รับกว่า 7 หมื่นล้านนั่นเอง, แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่อนุญาตให้บริษัท เอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายร่วม(โรมมิ่ง)กับผู้ให้บริการรายอื่นได้ ส่งผลให้เอไอเอสได้รับประโยชน์เพราะไม่ต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ที่ควรจ่ายให้บริษัท ทศท และบริษัท กสท เป็นจำนวนเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาท ฯลฯ

  

  

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนให้รัฐบาลสหภาพพม่าวงเงิน 3 พันล้านบาท ซึ่งภายหลังยังได้สั่งการให้เพิ่มวงเงินกู้ให้พม่าอีก 1 พันล้าน รวมเป็น 4 พันล้าน เพื่อให้พม่านำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ในเครือชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นอยู่

ยิ่งกว่านั้น ยังมีกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ที่อนุญาตให้บุคคลต่างด้าวสามารถถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของไทยได้เพิ่มขึ้นจากไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50% โดยหลังจากกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ได้แค่ 2 วัน(23 ม.ค.2549) ครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณก็ขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กของสิงคโปร์ทันที 48% ได้รับเงินจากการขายหุ้นเกือบ 7 หมื่นล้านบาท

คตส.พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าว บวกกับเงินที่ชินคอร์ปจ่ายเป็นค่าปันผลตั้งแต่ปี 2546-2548 กว่า 6,800 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 7.6 หมื่นล้าน เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เป็นเงินที่ได้มาจากการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯ กระทำการที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร และเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ จึงขอให้ศาลฎีกาฯ สั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.พ.ศ.2542 มาตรา 80

หลังคดี ถึงมือศาลฎีกาฯ แล้ว ยังคงมีความพยายามจาก พ.ต.ท.ทักษิณที่จะไม่ให้ตนต้องถูกยึดทรัพย์ ด้วยการลุกขึ้นมาจดทะเบียนหย่าขาดจาก คุณหญิง พจมาน ที่สถานกงสุลไทยในฮ่องกงเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 เพื่อจะได้แยกทรัพย์สินของคุณหญิงพจมานออกมาจากคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านได้บ้าง แต่อัยการยืนยันแล้วว่า การหย่าร้างของบุคคลทั้งสองจะไม่ส่งผลต่อคดีนี้ เพราะอัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นจำเลยเพียงคนเดียว !!! และคุณหญิงพจมานไม่สามารถนำประเด็นการหย่ามายื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลฎีกาฯ สั่งแยกทรัพย์สินในส่วนของตัวเองออกจากส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ เพราะทั้งสองเคยให้การกับ ป.ป.ช.ว่า ได้โอนขาดหรือโอนพราง หรือขายให้โดยมีค่าตอบแทนไปแล้ว

  

  

... หลังการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง นัดแรก !! นี้ รอดูกันอีก 50 นัด แล้วลุ้นกันว่า ... 7 หมื่น 6 พันล้าน จะตกเป็นของแผ่นดินหรือจะกลับสู่ตระกูลชินวัตร ...





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนในแผ่นดิน วันที่ : 17/07/2009 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ninja45
เขียนไม่เก่ง แต่อยากเขียน

ตอนแรกนึกว่าจะสู้ยิบตา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิด "นัดแรก" เสียอีก...........

ถูกบล๊อคไว้ทุกทางแล้วจริงๆ

สู้กับ ......... โดยไม่ประเมินตัวเองก็งี้ละครับ

เงินจะตกอยู่กับแผ่นดิน หรือไม่? ......... เป็นไปได้สูงว่า นช.ทักษิณ น่าจะไม่มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนนี้ ยกเว้น ปฏิวัติย้อนรอย....... แล้วแบ่งครับ


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ครูเก๋ วันที่ : 17/07/2009 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/clear
www.facebook.com/callmeclear

เห็นหน้าเหลี่ยมๆก็ไม่อยากอ่านแล้วอ่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 16/07/2009 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

เราคนไทยก็รอการไต่สวนคดีนี้ของศาลตลอดมา วันนี้ก็ดีใจที่ได้เริ่มกันเสียที คำพิพากษาศาลสุดท้ายเป็นอย่างไรก็จะทำให้หายอึมครึมกันไปเสียที แต่ทั้งนี้ คดีของทักษิณยังเข้าคิวรอศาลเริ่มไต่สวนอีกหลายคดียิ่งนัก.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
น.ส.คะน้า วันที่ : 16/07/2009 เวลา : 01.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatsha
" May the force be with you. "

เพื่อเป็นศิริมงคล นัดแรกควรพิพากษายึดให้เรียบ เพื่อเป็นการตัดเบี้ยเลี้ยงชุมนุม... อิ อิ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
NN1234 วันที่ : 16/07/2009 เวลา : 01.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

กว่าจะครบ 50 นัด สงสัยไม่ใครก็ใครได้ลาโลกนี้ไปก่อน..... อิอิ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]