• สอนสุพรรณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekchit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-16
  • จำนวนเรื่อง : 578
  • จำนวนผู้ชม : 3662780
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2245 คน
ครูแผน
เพื่อการศึกษาศิลปวัฒนธรรมไทย ศิลปกรรมสากล และความสัมพันธ์จากอดีตสู่ปัจจุบัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen
วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2554
Posted by สอนสุพรรณ , ผู้อ่าน : 10564 , 07:13:53 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน หวานหวาน , ฅนสยาม โหวตเรื่องนี้

จากหนังสือเรื่อง “น้ำ บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย” โดย ดร.สุเมธ  ชุมสาย ณ อยุธยา ที่หน้าคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ย่อหน้าที่ ๓ และ ๔ ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า

“...พอดีได้ดูข่าวช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาในรายการโทรทัศน์ วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง รับทุกข์ต่อจากพสกนิกรที่ต้องประสบต่ออุทกภัยอันร้ายแรงเป็นพิเศษ ในปีที่ผ่านมา ตลอดจนรับทราบด้วยเกล้าถึงพระราชดำรัสอธิบายโครงการ “แก้มลิง” ทำให้เกิดแรงกล้า ขึ้นมาทันทีทันใดที่จะต้องสานโครงการต่อให้เป็นรูปธรรม

ดังนั้น จึงเกิดภาคผนวกขึ้นท้ายเล่มหนังสือที่เกี่ยวโยงกับโครงการพระราชดำริ ทั้งนี้ด้วยความสำนึกว่าจะต้องสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวโรกาสกาญจนาพิเษก ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ นี้ ด้วยเรื่องอุทกศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษ...
”

นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ ๑๕ ปีแล้วที่จัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ และผมก็ไม่ทราบว่าได้มีการพิมพ์ใหม่อีกหรือไม่ ผมใช้หนังสือเล่มนี้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาศิลปะไทย ระดับชั้น ศ.ปวส. มาโดยตลอด และผมคิดว่ายังคงทันสมัยอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในขณะนี้ ก็ยิ่งสะท้อนภาพความจริงได้อย่างชัดเจน

...ผู้เขียนได้มอบลิขสิทธิ์หนังสือให้แก่สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อจัดการให้เป็นวิทยาทานแก่ประชาชน นักศึกษาและผู้ร่วมวิชาชีพ... ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตคัดลอกข้อเขียนในภาคผนวกทั้งหมดโดยมิได้ตัดทอน มานำเสนอ ณ ที่นี้ครับ...

ข้อมูลและข้อคิดต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ หากเป็นแต่เพียงเรื่องวิชาการ ไม่นำพาไปสู่ภาคปฏิบัติ ก็ถือว่าไม่มีประโยชน์อะไร กอปรกับผู้เขียนไม่ถือว่าตนเป็นนักวิชาการ หากแต่เป็นนักพัฒนาเชิงวิชาการ เหมือนกับในเรื่องอนุรักษ์ ไม่ต้องการเป็นนักอนุรักษ์ แต่ต้องการเป็นนักพัฒนาเชิงอนุรักษ์

ในเรื่องประวัติศาสตร์ ก็ถือว่านักพัฒนาซึ่งรวมถึงนักบริหาร นักผังเมือง สถาปนิก และวิศวกร ต้องรู้และมีใจรักประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง แต่ต้องไม่ใช่ย้อนหลังกลับไปสู่อดีต กลับตรงกันข้าม ควรใช้ประวัติศาสตร์หรืออีกนัยหนึ่ง ประสบการณ์และภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้สะสมไว้ให้หลายชั่วคน เป็นฐานสำหรับคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อความอยู่รอดที่ดีของมนุษยชาติในอนาคต

ทำให้รู้สึกว่านักพัฒนาที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะพัฒนาบ้านเมืองอย่างมีความหมายได้ กลับตรงข้าม มีแต่ทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ทุกครั้งไป

สืบเนื่องจากโครงการพระราชดำริ
“แก้มลิง” ที่กล่าวไว้แล้วในคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๒ เห็นชัดว่าข้อมูลที่ได้สะสมไว้อย่างหลากหลายในการเขียนหนังสือ “น้ำ” สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยให้โครงการดังกล่าวเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ สรุปสั้น ๆ โครงการ “แก้มลิง” เป็นโครงการระบายน้ำหลากในฤดูน้ำออกไปสู่อ่าวไทยโดยไม่ฝืนธรรมชาติ หรือโดยใช้ปรัชญาให้แรงธรรมชาติช่วยแรงมนุษย์ ซึ่งอาจอธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้



รูป ๑ โครงการ “แก้มลิง” แผนภูมิแสดงโครงการ “แก้มลิง” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

๑. ในฤดูน้ำหลาก ให้น้ำสามารถหลากไหลผ่านพระนครด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกลงสู่อ่าวไทย จะมีปัญหาตรงที่ตั้งโครงการสนามบินหนองงูเห่า ซึ่งปิดทางน้ำหลากโดยสิ้นเชิง วิธีแก้ถึงแม้จะแพง คือการขุดคลองใหญ่ ๆ ๒-๓ สายจากเหนือลงใต้ผ่านสนามบิน แต่การขุดคลองเป็นแกนนำน้ำ จะบรรเทาปัญหาได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น

ทั้งนี้เพราะในสภาพของพื้นที่ซึ่งเกือบไม่มีความเอียงลาด การไหลของน้ำโดยแรงธรรมชาติ (
gravity flow) จะช้ามาก ยกเว้นสูบน้ำเข้าคลองขนานด้วยคันดินเพื่อยกน้ำ (water head) แต่ก็เท่ากับต้องสูบน้ำที่ไหลหลากจากภาคเหนือและภาคอีสานส่วนหนึ่ง ซึ่งมีปริมาณมากมหาศาล

๒. น้ำหลากจะทยอยไหลลงสู่ทะเล แต่ในช่วงที่น้ำทะเลหนุนกลับขึ้นมา น้ำหลากจะต้องมีที่พักชั่วคราว รูป ๑ แสดงถึงบริเวณดังกล่าว ประกบด้วยทำนบเหนือใต้ หรือทำนบหมายเลข ๑ และ ๒

ทำนบหมายเลข ๑ มีประตูน้ำปล่อยให้น้ำจากทิศเหนือไหลผ่านเข้าไปสู่บริเวณพักน้ำได้ กับมีสถานีสูบน้ำเพื่อเร่งให้น้ำเข้าไปอยู่ในบริเวณ แต่ทำนบหมายเลข ๒ ซึ่งมีประตูน้ำเช่นเดียวกัน จะปิดประตูน้ำไว้เพื่อกันมิให้น้ำทะเลหนุนผ่านขึ้นมา เมื่อน้ำทะเลลดลง ประตูน้ำตามแนวคันดินหมายเลข ๒ จึงจะเปิดเพื่อปล่อยให้น้ำไหลผ่านออกไปสู่ทะเล

ระบบดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเมืองหันโจว์ ซึ่งใช้วิธีทดน้ำคล้ายกัน เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว โดยในกรณีนี้ คนจีนทดและกักน้ำในลักษณะ
“เครื่องสูบเป่าลม” (bellow) เมื่อทะเลหนุนน้ำในแม่น้ำขึ้นมาก็ชักน้ำไว้ เมื่อน้ำลงก็ปล่อยน้ำเข้าสู่คลองในเมือง ให้น้ำถ่ายเทคูคลองในเมืองแล้วไหลออกสู่แม่น้ำ ซึ่งมีระดับน้ำต่ำกว่าในช่วงนั้น



รูป ๒ เมืองหันโจว์ รูปผังสลักบนหินอ่อนปี พ.ศ. ๒๓๔๒ หันโจว์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง ๓,๐๐๐ ปี สร้างเป็นเมืองมีกำแพงล้อมรอบเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒ ในผังนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า หันโจว์ในสมัยโบราณเป็นเมืองเต็มไปด้วยคลอง แต่ในปัจจุบันถูกถมเกือบหมด



รูป ๓ ระบบอุทกศาสตร์ของเมืองหันโจว์ รูปผังโบราณแสดงวิธีการชักน้ำเข้าอ่างพักน้ำ (สีฟ้า) โดยเปิดประตูน้ำด้านขวามือ เมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้นมา เมื่อถึงช่วงน้ำลง ประตูน้ำด้านซ้ายมือจะเปิดเพื่อให้น้ำไหลเข้าไปในระบบคูคลองภายในกำแพงเมือง แล้วให้น้ำถ่ายเทไหลออกไปสู่แม่น้ำในช่วงที่ระดับน้ำยังลดอยู่



กลับมาพิจารณารูป ๑ ต่อ จะเห็นว่าพระนครสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ แต่บริเวณน้ำหลากไหผ่านจำเป็นต้องท่วม แต่ก็จะท่วมน้อยลงในระบบที่กำลังอธิบาย ส่วนในบริเวณพักน้ำหลาก น้ำจะท่วมมากกว่า พูดแค่นี้คงต้องถูกพวกอุดมการณ์บอกว่า ถ้าน้ำท่วมก็ต้องให้ท่วมพระนครด้วย จะได้เสมอภาคกัน

อุดมการเช่นนี้เท่ากับบอกว่า ถ้าตายก็ต้องตายทั้งประเทศไม่ให้เหลือ เป็นการคิดที่ตันและทำลายท่าเดียว ผู้เขียนกลับคิดว่าวิธีแก้ปัญหามีดีกว่านี้ กล่าวคือ ในระบบที่กำลังอธิบายบริเวณน้ำหลากต้องไหลผ่าน บ้านจัดสรรและชุมชนต่าง ๆ ควรอยู่ในพื้นที่ทำนบวงจร (
polder) แต่ก็ต้องไม่ขวางทางน้ำหลากมากเกินไป

สำหรับบ้านเรือนที่อยู่กระจัดกระจายนอกพื้นที่ทำนบ ควรออกกฏข้อบังคับให้สร้างเรือนไทย กล่าวคือให้ใช้แต่สถาปัตยกรรมสะเทินน้ำสะเทินบก มีเสายกพื้นบ้านอยู่เหนือระดับน้ำท่วม สำหรับบริเวณพักน้ำหลากจำเป็นต้องกำหนดรูปลักษณะชุมชน ให้สามารถอยู่กับน้ำได้ในอีกลักษณะหนึ่ง ในการนี้ ผู้เขียนได้บทเรียนจากบางลี่ในอำเภอสองพี่น้อง กับท่าขนอนหรืออำเภอคีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี



รูป ๔ ท่าขนอน ท่าขนอนหรืออำเภอคีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนที่สามารถลอยน้ำได้ ในรูปนี้ แสดงสภาพชุมชนในฤดูแล้ง



รูป ๕ ร้านค้าที่ท่าขนอน จะสังเกตเห็นแพไม้ไผ่สอดอยู่ใต้ถุน เตรียมที่จะลอยขึ้นได้ทุกเมื่อ

ท่าขนอนตั้งอยู่ในที่ลุ่มใกล้แม่น้ำในหุบเขา ในฤดูฝนของภาคใต้ น้ำจะท่วมอย่างกะทันหันและท่วมทีละหลายเมตร ถึง ๑๐ เมตรก็เคยปรากฏ ดังนั้นราษฎรจะสร้างบ้านเรือนทับอยู่บนแพไม้ไผ่ กล่าวคือมีลำไม้ไผ่กองไว้ใต้ถุน มัดเป็นแพเข้าด้วยกันกับเสาใต้ถุนบ้าน ส่วนเสาใต้ถุนก็ไม่ปักยึดลงไปในดิน บ้านจึงตั้งอยู่บนพื้นดินง่าย ๆ

ในฤดูแล้งมีรถยนต์วิ่งไปมาตามถนน แต่ราษฎรมีสัญชาตญาณรู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อใดเมื่อถึงฤดูฝน เพราะก่อนน้ำท่วมก็จะเอารถไปจอดไว้บนที่ดอน เมื่อน้ำท่วมชุมชนก็จะลอยขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมด ทั้งบ้าน ร้านค้า และคอกสัตว์ ฯลฯ

ทั้งนี้ จะไม่ลอยเคลื่อนที่ไปไหน เพราะทุกบ้านมีเสากระโดงปักอยู่สี่มุม มีโซ่ล่ามบ้านไว้ไม่ให้ลอยไปกับกระแสน้ำ และเมื่อแปรสภาพเป็นชุมชนลอยน้ำแล้ว จะมีเรือสัญจรไปมาแทนรถยนต์ ไม่มีผู้ใดเดือดร้อนทั้งสิ้น

ผู้เขียนได้ไปเห็นท่าขนอนมาเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ไม่แน่ใจว่ายังเหลืออยู่หรือไม่ สงสัยจะย้ายกันขึ้นไปอยู่ในห้องแถวคอนกรีตบนที่ดอนกันหมด ทำให้ชวนคิดไปถึงชุมชนอื่น ๆ ที่มีเอกลักษณ์ทางน้ำเฉพาะตัวที่ต้องตายไป ดังเช่นบางลี่และชุมชนเรือนแพที่พิษณุโลกซึ่งกำลังจะถูกรื้อย้าย ทั้งนี้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนักพัฒนาและผู้บริหารบ้านเมือง ซึ่งถือว่าเรือนแพไม่เจริญตา ถึงกับได้ออกกฏหมายห้ามมิให้มีเรือนแพเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว

กลับมาพิจารณาโครงการ
“แก้มลิง” ต่อ ชุมชนในบริเวณพักน้ำหลาก จะต้องมีลักษณะสะเทินน้ำสะเทินบกดังเช่นบางลี่ เพียงแต่นำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ เช่น ให้มีระบบถังบำบัดน้ำเสียลอยน้ำได้ กับใช้วัสดุก่อสร้างที่ถาวร

ในกรณีของท่าขนอน ควรใช้ท่อเฟโรซีเมนต์ใหญ่ ๆ แทนแพไม้ไผ่ซึ่งผุง่ายและต้องเปลี่ยนบ่อย ชุมชนดังกล่าวอาจมีหรือไม่มีถนนสำหรับรถยนต์ก็ได้ (เช่นเมืองเวนิสไม่มีรถยนต์) ในกรณีมีถนน ควรเป็นถนนคอนกรีตอย่างดี จะได้ไม่ชำรุดหลังน้ำท่วม

ส่วนบ้านแต่ละหลังควรมีแพเฟโรซีเมนต์รองรับรถยนต์ไว้ แต่ถ้าออกแบบชุมชนโดยพึ่งระบบคลองแทนถนนได้ก็จะเป็นการดี ในลักษณะเช่นนี้ สามารถใช้เรือสัญจรได้ตลอดทั้งปี ในการเลือกแบบอย่างระหว่างบางลี่กับท่าขนอน ขึ้นอยู่กับความแน่นอนและความลึกของน้ำหลาก ถ้าลึกมากและระดับน้ำไม่สม่ำเสมอ แบบอย่างของท่าขนอนจะดีกว่าเพราะไม่เสี่ยง

ทั้งหมดนี้ ต้องมีการวางแผนและออกแบบอย่างเป็นระบบ และรัฐควรมีมาตรการส่งเสริมในชั้นต้น โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ
“แก้มลิง” ในลักษณะเบ็ดเสร็จ

วาดภาพมองไปถึงคริสต์วรรษที่ ๒๑ หรือไกลออกไปถึง ๕๐-๑๐๐ ปีข้างหน้า ชุมชนสะเทินน้ำสะเทินบกหรรือชุมชนลอยน้ำน่าจะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าคำนึงถึงการทรุดตัวของพื้นดินในบริเวณภาคกลางตอนใต้ กับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากการเพิ่มอุณหภูมิของโลก (
global warming) ที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ภาพที่ปรากฏสำหรับภาคมหานคร (Capital Region) และอ่าวไทยอาจประกอบด้วยชุมชนที่อยู่กับน้ำขนาดใหญ่ เท่ากับเมืองจำนวนหลายเมือง



รูป ๖ ผังภาคมหานครในอนาคต ในอนาคต ๕๐-๑๐๐ ปี ชุมชนเมืองภาคมหานครจะกระจายอยู่รอบอ่าวไทย และจะมีเมืองลอยน้ำหลายเมืองอยู่ในอ่าว

ในบริเวณที่น้ำไม่ลึกมาก เช่นไม่เกิน ๒๐ เมตร ลักษณะชุมชนอาจมีรูปแบบคล้ายกันกับโครงการของเค็นโซ ทังเกะ ในอ่าวโตเกียว ซึ่งก็คือชุมชนที่ตั้งอยู่บนเสาปักลงไปในน้ำ เช่นเมืองชลบุรีเดิม หมู่บ้านปันหยี และกำปงอาแยร์

ส่วนในที่น้ำลึกมากจะต้องมีเมืองลอยน้ำ และผู้ที่เคยคิดเช่นนี้มาแล้ว คือ บัคมินส์เตอร์ ฟุลเลอร์ (
Buckminster Fuller) รูป ๗,๘



รูป ๗ เมืองลอยน้ำขนาดเล็ก บัคมินส์เตอร์ ฟุลเลอร์ เป็นผู้คิดรูปแบบเมืองลอยน้ำนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ให้ชื่อว่าเมืองไทรทรอน (Triton City) บรรจุประชากรได้ ๕๐,๐๐๐ คน (ภาพจาก a-place-to-stand.blogspot.com)



รูป ๘ เมืองลอยน้ำขนาดใหญ่ เป็นเมืองทฤษฎีของบัคมินส์เตอร์ ฟุลเลอร์ คิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ให้ชื่อว่าเมืองเทคทร่าฮีดรอน (Tetrahedron City) บรรจุประชากรได้ถึง ๑ ล้านคน มีฐานสามเหลี่ยมขนาด ๓.๒ กม. และสูง ๓ กม. รูปนี้แสดงให้เห็นเมืองลอยอยู่ในอ่าวซานฟรานซิสโก (ภาพจาก theweebsite.com)

แต่ถ้าคิดแบบชาวฮอลันดาซึ่งมีสัญชาตญาณของชาวบก คงต้องสร้างทำนบกันน้ำทะเลเพื่ออยู่ติดกับผืนแผ่นดิน ตามแนวความคิดนี้ ภาพของอ่าวไทยจะเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง พื้นที่อ่าวไทยจะประกอบด้วยทำนบวงจรขนดใหญ่หลาย ๆ ผืนต่อกัน (polder mosaic) สำหรับใช้เป็นที่เกษตรและสร้างเมือง มีทำนบกับประตูน้ำขนาดใหญ่ (barrage) ปิดกั้นอ่าวเพื่อควบคุมระดับน้ำและเพื่อเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้



รูป ๙ ระบบทำนบวงจรในอ่าวไทย

ชาวฮอลันดาสร้างทำนบขนาดใหญ่เช่นนี้ เพื่อปิดทะเลอีเซิลเมียร์ กว่าจะสร้างเสร็จสิ้นทั้งโครงการต้องใช้เวลาถึง ๑๐๐ ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคนไทยคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำถึงขนาดนี้

ย้อนกลับมาดูโครงการ
“แก้มลิง” สิ่งที่ชวนคิดต่อไปอีกคือสวนลอยน้ำ ตลอดจนสวนสาธารณะในชุมชนสะเทินน้ำสะเทินบก โดยใช้ประสบการณ์จากสวนลอยน้ำของชุมชนเรือนแพที่พิษณุโลก จากชาวไทยใหญ่ที่ทะเลสาบอินเล และจากชาวแอ๊สเต็กซึ่งสร้างสวนลอยน้ำเรียกว่า ชินัมปา ในทะเลสาบรอบเมืองเม็กซิโก



รูป ๑๐ สวนลอยน้ำของชาวแอ๊สเต็ก ผังโบราณแสดงให้เห็นสวนเกษตรลอยน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งชาวแอ๊สเต็กสร้างในทะเลสาบรอบเมืองเม็กซิโก

ในประเด็นนี้ ผู้เขียนวาดภาพเลยไปถึงเมืองพระนคร อยากจะเห็นสวนสาธารณะลอยน้ำขนาดใหญ่ หนุนด้วยทุ่นเฟโรซีเมนต์ ตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำถูกกวาดซื้อไปเป็นของนายทุนเกือบทั้งหมด ราษฎรไม่มีสิทธิ์ใช้ที่ดังกล่าวได้ ทั้งที่บริเวณริมแม่น้ำควรเป็นที่ของส่วนรวม (public domain)

ตามความคิดนี้ รัฐสามารถสร้างสวนสาธารณะไปลอยไว้สองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชนจะได้มีที่พักผ่อนหย่อนใจกลางใจเมือง อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มสวนในเมือง โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดินที่อันแสนจะแพง



รูป ๑๑ สวนสาธารณะลอยน้ำในพระนคร เป็นสวนอยู่บนแพขนาดใหญ่ผูกต่อเข้าด้วยกัน สามารถเป็นสวนสาธารณะกลางใจเมืองได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนขอจบด้วยการเน้นถึงความสำคัญของบทเรียน ที่ได้มาจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ซึ่งสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ โดยผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่ บทเรียนที่ได้มาจากสังคมไทยในอดีต คือ การอยู่ร่วมกับน้ำ

และนั่นก็หมายถึง ปรัชญาสำหรับให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยไม่ต่อต้านธรรมชาติแต่อย่างใด



ที่มา
: จากภาคผนวกหนังสือเรื่อง “น้ำ บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย” โดย ดร.สุเมธ  ชุมสาย ณ อยุธยา พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๒๐๐ - ๒๐๗





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
หวานหวาน วันที่ : 18/11/2011 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warnwarn
คาราโอเกะกับหวานหวาน http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong

ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำไหลจึงเป็นเช่นนี้แล
โหวตค่ะคุณครูแผน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 01/11/2011 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonsiam

โหวต..

ใช่เลยครับ..ครูแผน..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 01/11/2011 เวลา : 07.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

บางส่วนของแก้มลิง ก็ถูกถมที่ทำเป็นสิ่งก่อสร้าง ขวางทางน้ำซะงั้น ... ที่มาของน้ำท่วมอภิมหาท่วมนี่แหละคับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 01/11/2011 เวลา : 07.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ทัศนของพี่ ลิงตัวแก่ๆนั้นแก้มใหญ่ จัง ไม่รู้จักอิ่มนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

หุ่นกระบอก

ไหว้ครูเบิกโรงหุ่นกระบอก

View All
<< พฤศจิกายน 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]


หากได้เข้ารับการอบรมศิลปะ ท่านต้องการเรียนในสาขาใด
จิตรกรรมสีน้ำ
257 คน
จิตรกรรมสีน้ำมัน
84 คน
การเขียนลายไทย
302 คน
ลายรดน้ำ
67 คน
ประติมากรรมขนาดเล็ก
49 คน
ภาพพิมพ์แกะไม้
45 คน
เครื่องเคลือบดินเผา
28 คน
พื้นฐานทางศิลปะ
187 คน

  โหวต 1019 คน