• ไพฑูรย์ธัญญา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : phaitoon.thanya@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-11
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 53829
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
โดยวิธีของเราเอง
เรื่องของเรา เราต้องเล่าโดยวิธีของเราเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/phaitoon
วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม 2553
Posted by ไพฑูรย์ธัญญา , ผู้อ่าน : 1357 , 20:15:27 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พันธุ์สังหยด โหวตเรื่องนี้

ตอบจดหมาย ไพฑูรย์ ธัญญา (ฉบับที่ ๑)

บ้านไผ่ ขอนแก่น

เช้า ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓

พี่ไพฑูรย์ ที่เคารพรัก

 ก่อนอื่นต้องบอกทักทายเสียก่อนว่า รู้สึกตื่นเต้นดีใจเมื่อได้รับจดหมายจากพี่ แม้จะเป็นจดหมายช่องทางใหม่ในโลกอีเล็คทรอนิคส์ โลกที่คิดไม่ถึงว่ามันจะมีโอกาสเดินทางมาให้เราใช้ หรือเราจะมีโอกาสได้เดินทางชีวิตมาพบและใช้มัน หลายเดือนก่อน ผมรื้อแฟ้มเอกสารเก่าในบ้าน เชื่อไหมครับ ผมพบจดหมายลายมือจากพี่จำนวนมาก ตั้งแต่ตอนที่ผมยังทำงานหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ แน่นอนผมเชื่อว่า จดหมายลายมือของผมน่าจะเคยเดินทางถึงพี่ ทั้งตอนที่พี่อยู่สุโขทัย และมหาสารคาม 

 มิตรภาพ ด้วยรักและศรัทธากันของเรา พี่จากหุบเขาพัทลุง ผมจากทุ่งกุลาร้องไห้ร้อยเอ็ด ยาวนานกว่าสองทศวรรษ และเมื่อผมพบพี่ที่ไหน เมื่อไหร่ หรือด้วยเงื่อนไขการงานสถานที่เวลาบุคคลใด จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจทุกครั้ง พี่เป็นเสมือนเพื่อนเสมือนพี่ที่ผมรักและเคารพ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีรสชาติในแทบจะทุกเรื่อง การได้เดินทางไปหลวงพระบางกับพี่ ผมยิ่งตื่นเต้น เพราะก่อนหน้านั้นดูในรายชื่อผู้ร่วมเดินทางแล้ว ไม่มีชื่อพี่ ผมรู้ว่าพี่ไปด้วยก็ตอนจะขึ้นรถนั่นแหละ ผมดีใจ พี่ก็คงเช่นกัน ผมจำได้ที่เราต่างโผเข้าสวมกอดกัน... 

ใช่...เรากำลังจะออก “เดินทางใจ” ด้วยกันอีกครั้ง...

 จำได้ใช่ไหมพี่...วันหนึ่ง พี่เสร็จภาระการบรรยายจากอำเภอหนองแวง ขับรถผ่านบ้านไผ่แล้วพี่โทรศัพท์ชวนผมกินข้าว ผมก็เลือกร้านลาบก้อย “โสเจ๊ง” รับรองพี่ เรากินดื่มสนทนาโลกธรรมกันอย่างออกรส อย่างยาวนาน กระทั่งขวดเครื่องดื่มที่ว่างเปล่าเพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างน่าฉงน น่าแปลก...นั่นก็ร่วมปีแล้ว หลายเรื่องที่เราพูดคุย ยังคงซ้อนทับอยู่กับเรื่องที่เราเพิ่งพูดคุยกันครั้งล่าสุดที่ริมน้ำของ เมืองหลวงพระบาง ตอนที่เรามีเวลาเหมาะปลีกวิเวกทั้งจากครอบครัวและคณะทัวร์ ไปนั่งมองสายน้ำและภูเขา พูดคุยกันสารพัด ด้วยบรรยากาศและเวลาที่หายากยิ่งนัก เพราะการไปเที่ยวกับคนหมู่มาก เวลาต่อเวลาถูกแยกส่วนจนแทบจะหายใจไม่ทัน

 ใช่ครับพี่...ในครั้งนั้นที่ร้าน “โสเจ๊ง”  เราพุดคุยกันถึงทั้งการทำงานส่วนตัว งานส่วนรวม ที่สำคัญคือการทำงานร่วมกันของเรา เราคิดตรงกันบ่อยครั้งเรื่องหาช่องทางทำงานร่วมกันสักครั้ง เราเคยวางแผนจะไปหลวงพระบางด้วยกันมาหลายปีแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ต้องยกเลิกทุกครั้งไป เพื่อนมิตรสายนักเขียนและสำนักพิมพ์ต่างก็ยุยงส่งเสริมให้เรา “เดินทางไกล” ด้วยกัน เพื่อจะทำงานเขียนร่วมกันสักครั้ง กระทั่งแม้แต่นายหัว เจน สงสมพันธุ์ ผู้พี่ชายของ กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ยังอุตส่าห์ตั้งชื่อหนังสือล่วงหน้าให้เราอย่างท้าทายว่า “สองไพเป็นหนึ่งเบี้ย” 

 แต่...หลังพบกันครั้งนั้นที่บ้านไผ่ ผมได้ข่าวพี่เจ็บป่วย ต้องนอนโรงพยาบาลที่ขอนแก่นนานวัน พอพี่กลับมหาสารคามแล้ว ผมกับพี่ๆ เพื่อนๆ ยังเคยแวะไปเยี่ยม แม้ในใจผมจะคิดถึงสัญญานั้นอยู่ แต่ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อน ไม่คาดคั้นเรียกร้องอะไร ทั้งจากตัวพี่และตัวผม ภาวนาแต่ให้พี่ฟื้นฟูสุขภาพได้ด้วยดี 

 ก็นั่นแหละครับพี่...ไอ้โรคเก่าแก่ชนิดหนึ่ง ที่พี่เรียกว่า “โรคผัดวันประกันพรุ่ง” นั้น มันมิได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวพี่เท่านั้น มันเกิดขึ้นกับผมด้วย และก็ไม่เพียงแต่ไอ้โรคตัวนี้เท่านั้น ยังมีอีกโรคหนึ่งที่เบียดเบียนผมอยู่เสมอคือ “โรคฮึกเหิมเป็นพักๆ” ประมาณว่าคิดอะไรดีๆ ได้กับมิตรสหายในวงสนทนาก็ครึกครื้นใคร่ที่จะทำ แต่พอเอาเข้าจริง กลับไม่ได้ทำสักที พี่ไม่ใช่คนแรกที่คุยถูกคอกับผมแล้วชวนเขียนหนังสือร่วมกัน ผมจับมือกับพี่ๆ เพื่อนๆ ฮึกเหิมจะทำโน่นทำนี่แต่ก็ล้มเหลวมาแล้วไม่รู้กี่สัญญา 

ไอ้โรคอะไรที่ว่านี่ กินยาก็แล้ว ดุด่าตัวเองก็แล้ว ไม่หายขาดสักที... 

 กระทั่ง พลังฮึกเหิมกลับมาอีกครั้ง ภายหลังเรากลับจากหลวงพระบาง พี่ลงมือเขียนจดหมายถึงผมเป็นฉบับแรก พร้อมทั้งสัญญากับตัวพี่เองว่าจะหาเวลาเขียนจดหมายอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผมเองไหนเลยจะเฉื่อยชาหรือปล่อยให้ไอ้โรคพวกนั้นเบียดเบียนอยู่ได้ ผมนอกจากสัญญากับพี่แล้ว ก็ต้องสัญญากับตัวเองเช่นกัน ผมอยากทำงานเขียน แม้การเขียนจดหมายเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นงานเขียนที่ต้องใช้พลังภาษาชนิดหนึ่ง 

จริงอย่างพี่ว่านั่นแหละ เราเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงกันน้อยลง เราพบช่องทางใหม่ที่โลกสมัยใหม่หยิบยื่นให้ กระนั้นหลายครั้งที่ผมยังหาช่องทางเขียนจดหมายหรือไปรษณียบัตร ถึงคนที่ผมรักและเคารพนับถือ เสน่ห์ของจดหมายลายมือยังเร้าใจผมอยู่ เพราะอย่างน้อยก็เคยผ่านช่วงชีวิตการเขียนหนังสือหลากหลายวิธีการ ตั้งแต่ใช้ลายมือดินสอหรือลายมือปากกาส่งทางจดหมาย พิมพ์ดีดส่งทางไปรษณีย์ พิมพ์ดีดโหนรถเมล์ไปส่งเอง พิมพ์คอมพิวเตอร์ส่งทางแฟกซ์ พิมพ์คอมพิวเตอร์ส่งทางแอทแทชไฟล์ พิมพ์คอมพิวเตอร์ส่งทางเฟซบุ๊ค ฯลฯ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ จากเด็กบ้านนอกเชยๆ อย่างผม วันหนึ่งจะมีโอกาสได้เข้ากระแสโลกกับคนอื่นเขาบ้างเหมือนกัน แม้มิใช่คนถนัดทางนี้มากนัก แต่ก็พอมีเครื่องมือสื่อสารติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง พร้อมที่จะหา “คลื่น” และ “คลิก” ได้ตามประสงค์ บางครั้งผมส่งต้นฉบับบนรถยนต์ หรือแม้แต่ส่งจากในชนบทห่างไกล

ครับพี่...ผมมีช่องทางอดีตให้ถวิลหาแน่นอน แต่ผมก็มิได้ต่อต้านช่องทางร่วมสมัยปัจจุบัน กระทั่งช่องทางอื่นที่จะเดินทางมาหาเราอีกในอนาคต ผมอยากใช้มันในฐานะเครื่องมือ จะเครื่องมือใดก็ตาม อยากใช้มันด้วยหัวใจตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็ยังอยากรักษาดุลยภาพเฉพาะตน วันดีคืนดี ผมอาจนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน วันดีคืนดี ผมอาจปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วนั่งเขียนอะไรด้วยลายมือตัวเองอย่างมีความสุข

กลับไปที่หลวงพระบางนะครับพี่...วันนั้นดูเหมือนจะเป็นวันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม หลังข้าวมื้อเที่ยงที่ร้าน “ปากห้วย” คณะมีรายการจะไปเที่ยวต่อ บังเอิญผมพาเมียและลูกชายตัวเล็กไปด้วย ลูกชายกินข้าวเสร็จก็ง่วง ผมจึงไปส่งลูกเมียที่โรงแรม เหมือนได้รับเวลาพิเศษจากครอบครัว ผมกลับมาที่ร้านผมเห็น “เบยลาว” เหลืออยู่ โดยเพื่อนผมที่สั่งไว้อย่าง วีระ สุดสังข์ และ สุวิชา วิชาชัย จัดการไม่หมด (เพราะอาจหมดสภาพ) ผมจึงต้องจัดการต่อ ระหว่างนั้นผมชักอยากปลีกวิเวก แต่ก็อยากมีเพื่อน และเพื่อนที่เหมาะแก่เวลาอารมณ์นั้น ก็คือพี่...

พี่ไม่ดื่มนัก เพราะดูแลสุขภาพ แต่ก็นั่งพูดคุยเป็นเพื่อนกับผมอย่างออกรสเช่นเคย หลายครั้งที่ผมพูดอะไรออกไป อาจดีบ้างไม่ดีบ้าง ผมเห็นพี่หยิบสมุดพกเล็กๆ มาจดบันทึกไว้ นั่นก็เป็นตัวกระตุ้นผมช่องทางหนึ่งเหมือนกัน หลายครั้งที่ผมเดินทางท่องเที่ยวแล้วไม่ทันได้บันทึก อาจด้วยยุ่งอยู่ หลงลืม หรือมัวแต่ใส่ใจกิจกรรมอื่นๆ เรื่องราวประทับใจบางอย่างที่เกิดขึ้นเฉพาะๆ หน้า นานเข้าก็เลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย เคยไปฮานอย หรือฮาลอง แห่งเวียดนาม เคยไปกัวลาลัมเปอร์ หรือมะละกา แห่งมาเลเซีย เห็นและคิดอะไรไว้ดีๆ มาก ตั้งใจว่ากลับบ้านจะต้องเขียน แต่พอทิ้งช่วงไว้หลายเดือน การเขียนก็เป็นเรื่องไม่ง่ายเสียแล้ว จึงคิดว่าการไปไหนแล้วกลับบ้านลงมือเขียนเลยจะได้ความสดชนิดหนึ่ง เหมือนการบันทึก หรือเหมือนที่พี่ “สเก็ตซ์คำ” ไว้นั่นแหละ

ระหว่างนั่งสนทนากันอยู่ใต้ต้นมะม่วงของร้านอาหาร พี่มองข้ามไหล่ผมไปเห็นดอกไม้ชนิดหนึ่งอยู่ด้านหลัง ผมเห็นพี่ตื่นเต้นดีใจ ยกกล้องบันทึกภาพไว้ ดอกไม้ชนิดนั้นชื่ออะไรแล้วนะ? พี่พูดขึ้นว่า ดูสิ...ดอกไม้บางชนิดมันขึ้นบานอยู่อย่างไม่แยแสดอกไม้อื่นๆ หรือแม้แต่สายตาของผู้คนที่จะมอง ผมเห็นด้วย หันไปมองดอกไม้นั้น ไม่ไม่สวยเหมือนดอกกุหลาบ ดอกหางนกยูง ดอกคูน ดอกจาน แต่มันมีความสง่างามของมัน

อ้อ...ดอกอะไรนะครับพี่? ดุสิความจำผมชักแย่...

ออกจากร้านนั้น พี่ชวนผมไปนั่งร้านริมน้ำของ ก่อนไปเราได้คุยกับลุงคนขับรถที่ลาวเรียก “จัมโบ้” ผมถามว่าหลวงพระบางมีแม่น้ำสองสายล้อมรอบอยู่ใช่ไหม? ได้รับคำตอบว่าใช่...ผมจึงหลุดคำหนึ่งว่า “ภูเขาล้อม” แล้วลุงสารถีหลวงพระบางคนนั้นก็ต่อว่า “แม่น้ำรอบ” พี่ก็ชอบใจอีก รวมกันแล้วเป็น “ภูเขาล้อม แม่น้ำรอบ” ผมเห็นพี่ช่างมีชีวิตชีวากับการ “สัมผัสใจ” ในการเก็บรายละเอียดระหว่างการเดินทางเสียเหลือเกิน 

นั่นพี่รู้ไหมว่า ผมก็กำลังได้พลังใจจากพี่ด้วย...

ริมน้ำของ ร้านกาแฟและร้านกินดื่มทั่วไป มีเก้าอี้ให้นั่ง มีโซฟาให้เอนหลัง ถ้ามีเครื่องบันทึกเสียงเราสองคนไว้ในบ่ายวันนั้น มันคงอัดแน่นด้วยประเด็น แวบเรื่องนั้น ผ่านเรื่องนี้ ทั้งสาระและไร้สาระ บางทีราบเรียบมีจุดหมาย บางครั้งคดเคี้ยวเลื่อนไหลไปไร้ทิศทาง แต่ผมเชื่อว่าทั้งหมดนั้นสามารถหลอมรวมกันเป็นพลังบันดาลใจ อย่างน้อยก็ในวัยกลางคนของเรา ที่จะทำอะไรต่อไปอีกในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

หลวงพระบาง...พี่อาจไปมาแล้วหลายครั้ง ทั้งครั้งล่าสุด และเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่จะได้เป็น “เมืองมรดกโลก” ผมไม่มีวาสนาได้เห็นภาพเก่าๆ เหล่านั้น หลายคนในคณะก็เปรยให้ผมได้ยินเช่นกัน “ไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนแล้ว” ใช่แหละ...เหมือนไม่เหมือนผมไม่รู้ ผมก็ได้แต่จินตนาการไปตามข้อเปรียบเทียบของเวลาและยุคสมัย เช่นบางคนเปรียบเทียบเชียงใหม่วันนี้กับเชียงใหม่วันโน้น เปรียบเทียบปายแห่งแม่ฮ่องสอนวันนี้กับปายเมื่อวันโน้น ผมรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจริง มิใช่หลับฝันไปชั่วคราว เรามีสิทธิ์ชอบหลวงพระบางในฝัน แต่เรามิอาจจำกัดกักขังหลวงพระบางไว้ในความฝันความชอบของเรา ผมเพิ่งเห็นหลวงพระบางครั้งแรกและครั้งเดียว แต่ผมก็รู้สึกเปรียบเทียบได้ในระดับหนึ่งว่า หลวงพระบางไม่เหมือนเดิม ผมมิได้เรียกหาของดั้งเดิมอะไรมากนักดอก ของเก่าก็ต้องถูกประยุกต์ด้วยของใหม่อยู่ดี การปรับภูมิทัศน์โลกและชีวิตยังต้องเกิดขึ้นเสมอ เพียงแต่พลันที่มองซ้ายมองขวาแล้วเห็นแต่โรงแรม เฮือนพัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เกลื่อนกล่นไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่ง หรือกระทั่งคนไทย ผมก็รู้สึกใจหายอย่างช่วยไม่ได้...

ในความสวย ผมพบความเศร้าแฝงอยู่ แม้ว่าบางที...มันอาจเป็นเพียงความเศร้าส่วนตัวของผมเอง...

พี่ครับ...นี่ผมก็คิดเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อย อาจทั้งตอบและไม่ได้ตอบจดหมายของพี่ ถือว่าทักทายกันก่อนนะครับ ผมขอขมวดจบตรงริมน้ำของแห่งเมืองหลวงพระบางนี่แหละ ไม่เช่นนั้นจดหมายของผมจะยืดยาวเยิ่นเย้อเกินไป เชื่อว่าเราจะได้ “เล็งกล้อง” ไปที่เรื่องเหล่านี้อีกในจดหมายฉบับต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีกลอนบทหนึ่งผุดขึ้นจากใจผมในวันนั้น...ตามประสาคนที่ตื่นเต้นอะไรง่ายในครั้งแรกๆ

“ภูเขาล้อม แม่น้ำรอบ

แผ่นดินมอบ แผ่นฟ้าหมาย

“น้ำคาน” ล่อง “น้ำของ” ราย

รินระบาย หลวงพระบาง!       

แหละพี่คงจำได้...การเดินทางขึ้น – ลงหลวงพระบางครั้งนั้นนับหมื่นโค้งของสันเขา หรือที่พี่เรียกว่า “ถนนบนขอบฟ้า” ผมคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง จะเรียกว่าปรัชญาได้หรือเปล่าไม่รู้? ก็ที่ผมพูดคุยกับพี่นั่นแหละ

“ทางตรงสิบกิโลเมตร กับทางคดโค้งสิบกิโลเมตร แม้เท่ากันในระยะวัด แต่ย่อมไม่เท่ากันในเนื้อหาสาระของมันอย่างแน่นอน” 

แล้วพี่ก็เสริม “ทางตรงสิบกิโลเมตรที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระ กับทางคดโค้งสิบกิโลเมตรที่ราบเรียบ...ก็เช่นกัน...”

 

โชคดีที่โลกมีความรักและความคิดถึงให้เราใช้มัน

ไพวรินทร์ ขาวงาม 

        

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 21/12/2010 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อณูทิพย์ธารทอง วันที่ : 20/12/2010 เวลา : 23.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anutip

แอบมาซึมซับรสวรรณกรรมจากจดหมาย..ระหว่าง 2 ไพ ครับ..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 17/12/2010 เวลา : 08.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

บางเวลาเราจึงต้องตะแคงซ้าย
บางเวลาเราจึงล้องตะแคงขวา
บางเวลาเราจึงต้องชลอความเร็ว
แล้วหลบหลุมบ่อบนถนนชีวิต
อิอิ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ไพวรินทร์ วันที่ : 13/12/2010 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paiwarinkhaongam
มือเปื้อนดิน  จะปั้นดิน  เป็นดวงดาว  ใจเหน็บหนาว  จะเคี่ยวหนาว  เป็นเปลวไฟ

ตัวโตชวนอ่านดีครับพี่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ไพฑูรย์ธัญญา วันที่ : 12/12/2010 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phaitoon

ตอนแรกฉันชื่อหมวดนี้ว่า "จดหมายในวงวรรณ" ตอนนี้เปลี่ยนเป็น "สองไพเป็นหนึ่งเบีี่ย" เพราะเหตุผลใดนั้น ลองอ่านจดหมายของไพวรินทร์ ขาวงามฉบับที่เขียนตอบมาก็จะได้รู้ เชิญอ่าน...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

อย่าลืมยากลาย

ลูกทุ่งปักษ์ใต้

View All
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]