*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1454
  • จำนวนผู้ชม : 1692507
  • จำนวนผู้โหวต : 320
  • ส่ง msg :
  • โหวต 320 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม 2550
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 552 , 23:49:54 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โดย ผู้จัดการออนไลน์

ทะเลหมอกภูทับเบิก(ภาพ : ททท.)

       แม้ฤดูฝนจะทำท้องฟ้ามัวหม่น ไม่สดใส ดูไม่น่าเดินทางท่องเที่ยวในสายตาของบางคน แต่สำหรับ"ผู้จัดการท่องเที่ยว"แล้ว หน้าฝนกลับดูมีเสน่ห์ชวนเที่ยวไปอีกแบบ โดยเฉพาะหากใครได้เห็นฟ้าหลังฝนอันชุ่มฉ่ำที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกฝนลอยอ้อยอิ่ง ท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้เขียวขจี บางทีบางคนอาจอยากกลายร่างเป็นนกบินไปซุกไซร้ในเมฆหมอกฝนอันชุ่มชื่นนั้นก็เป็นได้
       
       และไหนๆเมื่อพูดถึงบรรยากาศชุ่มฟ้า ฉ่ำฝน ปนเมฆหมอกลอยอ้อยอิ่งแล้ว บนทางหลวงหมายเลข 2331 จากภูหินร่องกล้าสู่ภูทับเบิกนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางโรแมนติกที่นอกจากจะเต็มไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงามแล้ว ในช่วงหน้าฝนนี้ยังมีหมอกฝนขาวโพลนให้เราได้ สัมผัส จับ สูดดมกันอย่างจุใจด้วย
       
       ศึกษาประวัติศาสตร์ ชื่นชมธรรมชาติ ที่'ภูหินร่องกล้า'
       
       "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ขอเปิดประเดิมความโรแมนติกกันด้วยการเดินทางไปสัมผัสกับธรรมชาติอันแปลกตาน่ายล ที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างผู้มีความคิดต่างทางการเมือง ที่วันนี้ยังคงมีร่องรอยอดีตทางการต่อสู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากันอยู่หลายจุดทีเดียว

ลานหินปุ่มบนภูหินฯ

       ภูหินร่องกล้า มีอากาศเย็นสบายในช่วงฤดูร้อนและฝน ส่วนฤดูหนาวนี่อากาศบนนี้หนาวใช่เล่น ซึ่งใครที่จะต้องการหนีร้อนมาพึ่งเย็นเชื่อว่าภูหินคงไม่ทำให้ผิดหวังเป็นแน่แท้
       
       หลังเดินทางถึงที่ทำการอุทยานฯภูหิน "พี่เสือ" วิทยากรที่นัดแนะกันไว้ ได้พาเราเดินตะลุยฝ่าไอหมอกอันแน่นหนาออกเที่ยวในเส้นทางสู่ 'ลานหินปุ่ม-ผาชูธง' กันทันที
       
       เราเดินผ่านร้านค้าชาวม้งที่ยืนยิ้มกลางสายหมอกหนาเชิญชวนให้ซื้อของที่ระลึกหลากหลายเข้าสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีดอกไม้ที่งดงามนานาพันธุ์ที่ต่างชูช่อออกดอกอวดโฉมเบ่งบานรับหน้าฝนกันเต็ม 2 ข้างทาง ซึ่งพี่เสือก็คอยแนะนำให้เราได้รู้จักดอกไม้แปลกๆหาดูยากอยู่ไม่ได้ขาด อาทิ ดอกเปราะภูที่บานงดงามอยู่เต็มทุ่งด้วยสีขาวราวสำลี ออกดอกระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค. ส่วนใหญ่พบได้ตามทุ่งหญ้าป่าสนบนภูเขาทางภาคเหนือและภาคอีสาน นอกจากนี้ยังมีดอกกุหลาบขาว เอื้องมัน ตาเหินไหว เอนอ้า เทียนหนูและยังมีดอกไม้ป่าอื่นๆอีกมากมายประดับ 2 ข้างทางเดินให้ดูกันเพลินตา
       
       หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปถึงยัง โรงเรียนการเมืองการทหาร ที่ในอดีตเคยเป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาตามแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ในบริเวณโรงเรียนการเมืองการทหารจะประกอบไปด้วย บ้านฝ่ายพลเรือน ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายสื่อสาร และสถานพยาบาล ส่วนเหล่านี้มีทั้งหมด 31 หลัง เป็นบ้านหลังเล็กๆ ปลูกสร้างอยู่อย่างเป็นระเบียบภายใต้ความร่มรื่นเขียวครึ้มของแมกไม้

ภูเขากะหล่ำบนภูทับเบิก

       เมื่อเดินขึ้นไปอีกหน่อยจะเห็นลานอเนกประสงค์ ที่ไม่ใช่ลานโล่งกว้างธรรมดา หากแต่ว่าบริเวณนี้มีธรรมชาติแปลกๆอย่าง ซันแครท ที่เป็นหินมีลักษณะเป็นชั้นๆริ้วๆ ซึ่งนักธรณีวิทยาระบุว่าหินประหลาดนี้จะพบเฉพาะที่ใต้ทะเลเท่านั้น แต่ที่มาโผล่อวดความสวยงามอยู่บนภูหินได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้น น่าจะเป็นเพราะเกิดความเปลี่ยนแปลงของผิวโลกทำให้หินเหล่านี้ยกตัวขึ้นมาจากใต้ทะเล หรือไม่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของหินแถบนี้ที่ไม่เหมือนใครนั่นเอง
       
       ที่ลานอเนกประสงค์แห่งนี้ ไม่ได้มีแค่ซันแครทหรือดอกไม้ป่าสวยๆงามให้ได้ชมกันเท่านั้น แต่พวกเรายังได้เห็นและสัมผัสกับปืนที่ใช้ในสงครามโลกเมื่อปี พ.ศ. 2510 ตั้งโดดเด่นให้ชมกันด้วย ส่วนถัดออกไปก็เป็นหลืบหินที่ซ้อนกันเหมือนถ้ำที่ในสมัยอดีตพคท.ใช้เป็นที่หลบภัยยามถูกทหารทิ้งบอมบ์ลงมา
       
       จากนั้นเราก็มาถึง ลานหินปุ่ม ไฮไลท์สำคัญของภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่มเป็นลานหินที่อยู่ริมหน้าผา มีลักษณะเป็นลานกว้างแล้วมีหินเป็นลูกๆผุดขึ้นมาเป็นปุ่มๆไล่เรียงกันไปเต็มลาน นับว่าแปลกตาน่ายลมาก อีกทั้งที่ลานหินปุ่มนี้ยังมีทิวทัศน์สวยงามและเป็นจุดชมวิวชั้นดีอีกแห่งหนึ่ง
       
       หลังสูดโอโซน ชมวิวที่ลานหินปุ่มกันจนจุใจแล้ว เราก็เดินไปยังผาชูธงที่เคยเป็นสถานที่ชูธงแดงประกาศชัยของพคท.ในทุกๆครั้งที่รบชนะทหารของฝ่ายรัฐบาล

โรงเรียนการเมืองการทหารที่ภูหินฯ(ภาพ : ททท.)

       ผาชูธงเป็นหน้าผาสูงชันสามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลอีกทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกชั้นดี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนั้นฟ้าปิดเต็มไปด้วยเมฆหมอก พวกเราเลยตัดใจไม่รอชมพระอาทิตย์ตกบนผาชูธงแห่งนี้เพราะโอกาสที่จะไม่เห็นอะไรมีมากกว่า 90 % ทีเดียว
       
       ต่อจากนั้นเราก็ไม่ได้ไปไหนไกล กินและนอนกันในอช.ภูหินร่องกล้านั่นแหละ ซึ่งการนอนซุกตัวใต้ผ่าห่ม ฟังเสียงหรีดเรไรท่ามกลางสายฝนพรำยามค่ำคืน "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ว่ามันหลับสบายและมีความสุขกว่าการนอนในโรงแรม 5 ดาว เสียอีก เพราะอย่างน้อยเราก็จ่ายถูกกว่ามากทีเดียว
       
       ลุย'ภูทับเบิก' ชมภูเขากระหล่ำสุดลูกหูลูกตา
       
       เช้าวันใหม่กับอากาศเย็นสบายจนแทบไม่อยากจะตื่นลุกจากที่นอน แต่ว่าก็คงทำไม่ได้ เพราะเช้าวันนี้เรามีนัดกับ "ภูทับเบิก" แหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่แห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มาแรงมากหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว
       
       ภูทับเบิกอยู่ไม่ไกลจากภูหินร่องกล้าเท่าไหร่ สามารถเดินทางไปบนถนนหลักสาย 2331 ได้ ก่อนจะไปเลี้ยวขึ้นไปภูทับเบิกอีกที
       
       ภูทับเบิก เป็นภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,600 เมตร บนนี้เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทยในระดับอันซีนไทยแลนด์ ที่ในช่วงฤดูฝนและหนาวในวันท้องฟ้าเป็นใจจะมีหมอกให้ชมมากเป็นพิเศษ โดยจากจุดชมวิวธารพายุ สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ห่มคลุมผืนป่าดิบได้ชัดเจน

สถานที่รับน้ำฟ้ากลางหาวที่วัดป่าทับเบิก

       ไม่เพียงเท่านั้นอากาศภูทับเบิกยังหนาวเย็นตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีแปลงกะหล่ำปลีที่คนแถวนี้บอกว่าเป็นพื้นที่ปลูกกะหล่ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว เรื่องนี้เท็จ-จริงเป็นอย่างไร ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่จากที่เราเห็นมาจะจะเต็ม 2 ลูกตา มันก็น่าที่จะเป็นไปได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะแปลงกะหล่ำที่นี่มันช่างกว้างใหญ่ไพศาล กินอาณาบริเวณภูเขามากมายสุดลูกหูลูกตา
       
       ส่วนอีกจุดหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยบนภูทับเบิกก็คือ วัดป่าทับเบิก ที่ตั้งอยู่บนเขา โดยระหว่างทางที่จะขึ้นไปยังวัดป่าทับเบิก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวม้งกว่า 400 หลังคาเรือนในบ้านม้งทับเบิก ซึ่งดูแล้วน่าสนใจและเพลิดเพลินดีทีเดียว จนทำให้“ผู้จัดการท่องเที่ยว” มาถึงยังวัดป่าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
       
       สำหรับวัดป่าทับเบิก มีความสำคัญคือเป็นสถานที่รับน้ำฟ้ากลางหาว เพื่อนำไปรวมเป็นน้ำเพชรน้อมเกล้าฯถวายเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมายุครบ 6 รอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 และทำการประกอบพิธีเมื่อวันที่ 9 กันยายน (9) ค.ศ. 1999 (ใช้ ค.ศ. เพราะจะได้ลงด้วย 999 เพื่อความเป็นตัวเลขมงคล)

ซันแครทหินลักษณะประหลาดบนภูหินฯ

       ด้วยความที่เป็นวัดบนที่สูงจึงมีเมฆหมอกหนาทึบลอยไต่ละเรี่ยบริเวณวัดป่าทับเบิกอยู่ทั่วไป ซึ่งแม้ว่าเวลาปาเข้าไปใกล้เที่ยงแล้วก็ตาม แต่บนนี้ก็ยังคงมีอากาศหนาวเย็นและเต็มไปด้วยหมอกขาวโพลน
       
       และต้องถือเป็นความโชคดีของเราที่ได้พบว่า'จ่าแดง' ผู้ที่มาคอยบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับวัดป่าแห่งนี้และเรื่องราวของภูทับเบิก รวมถึงคอยเสิร์ฟน้ำสมุนไพร 'พญาเสือโคร่ง' ร้อนๆให้จิบแก้หนาว ที่จ่าแดงบอกว่าสมุนไพรตัวนี้ ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดไขข้อได้ดีนักแล
       
       ขากลับลงจากวัดป่าเราผ่านหมู่บ้านม้งและภูเขากะหล่ำที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอีกครั้ง ซึ่งสำหรับไร่กะหล่ำในแถบนี้เราคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องของการการตัดไม้ถางป่ากันแล้ว เพราะเหตุการณ์มันได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่ ณ วันนี้เราควรที่จะหันมาพูดถึงการที่จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านแถบนี้ ไม่ตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มเติม ทำการปลูกกะหล่ำแบบปลอดสารพิษ 100 % และช่วยกันรักษาป่าที่นับวันยิ่งเหลือเหลือน้อยเต็มทีไว้ให้ดีที่สุดกันดีกว่า
       
       
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       

       การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเส้นทางที่สะดวกที่สุดคือ จากตัวเมืองพิษณุโลกใช้ทางหลวงหมายเลข 12 พิษณุโลก - หล่มสัก แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2013 ไปทาง อ.นครไทย ก่อนถึงอ.นครไทย จะมีทางแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 2331 มุ่งหน้าสู่อช.ภูหินร่องกล้า สอบถามเพิ่มเติมที่ อุทยานฯภูหินร่องกล้า 0-5523-3527
       
       จากภูหินร่องกล้าเดินทางต่อไปทาง จ.เพชรบูรณ์ ตามทางหลวงหมายเลข 2331 ประมาณ 40 กม. ก็จะมาเจอกับทางเลี้ยวขึ้นไปสู่ภูทับเบิก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ 0-5674-8650-1
    

การเดินทางไป จ.เพชรบูรณ์
       
       โดยรถยนต์
       
       เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแค ตรงกิโลเมตรที่ 125 แยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอชัยบาดาล อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี ต่อไปอีกประมาณ 221 กิโลเมตร ถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ 346 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
       
       เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1ถนนพหลโยธิน ถึงอำเภอวังน้อยแล้วแยกเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 117 ตรงเข้าจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหมายเลข 12เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก ผ่านเขาค้อ-หล่มสัก เข้าจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทาง 547 กิโลเมตร

ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์ค่ะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นักข่าวเกียร์ว่าง วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 00.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/reporter2526
"อยากเป็นนักเขียน ต้องหัดตั้งไข่จากการเขียน"

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านนะครับ ไปนอนแย้ว หนังตาบนปิดแล้วด้วย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ต้นฝ้าย วันที่ : 08/08/2007 เวลา : 23.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/123shoot
“If we are to teach real peace in this world, and if we are to carry on a real war against war, we shall have to begin with the children.” Mahatma Gandhi

ไปมา 2 ครั้งไม่เคยถ่ายรูปได้ชื้นและสวยอย่างนี้สักที...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน