*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1454
  • จำนวนผู้ชม : 1691774
  • จำนวนผู้โหวต : 320
  • ส่ง msg :
  • โหวต 320 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม 2550
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 623 , 00:58:41 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                        

ตอนกราบพระ

ห้องโถงชั้นล่างของกุฏิเจ้าอาวาสอุ่นหนาฝาคั่งด้วยญาติโยมที่ตั้งใจมานมัสการกราบหลวงพ่อพุธจากทั่วทุกสารทิศ เกาทัณฑ์กับแพตรีซึ่งเข้ามาใหม่จึงต้องนั่งอยู่รั้งท้ายสุด

หลวงพ่อพุธกำลังนั่งอยู่บนอาสนะของท่านเห็นไม่ใกล้ไม่ไกลออกไป มีภิกษุผู้เป็นสัทธิวิหาริกนั่งคอยดูแลอำนวยความสะดวกอยู่ด้านข้าง บรรยากาศในห้องเยือกเย็นน่าอยู่อย่างประหลาด ใครเข้าไปนั่งในนั้นจะต้องรู้สึกอยากอยู่ที่นั่นนานๆ ไม่อยากกลับออกไปเร็วนัก

หลวงพ่อท่านมิใช่พระผู้มีกิตติศัพท์เรื่องปลุกเสก ญาติโยมส่วนใหญ่มาเพื่อกราบเรียนถามข้อธรรมที่ติดขัด จึงบ่อยครั้งที่จะได้ยินท่านเทศนาธรรมหัวข้อสั้นๆ อย่างเช่นในวาระที่สองหนุ่มสาวเพิ่งเข้ามานี้ เผอิญเป็นจังหวะแห่งธรรมเทศนาพอดี

"…การฟังธรรมเป็นการฟังเสียงคนอื่นพูด ทีนี้วิธีรู้อริยสัจสี่นั้นฟังเสียงคนอื่นเฉยๆไม่ได้ ต้องหันมาฟังเสียงของหัวใจตัวเอง ให้กำหนดจดจ้องลงที่จิต กำหนดลงตรงที่ตัวผู้รู้ภายในจิตของตัวเอง ความรู้สึกมีอยู่ที่ไหน ตัวผู้รู้ก็มีอยู่ที่นั่น คอยจดจ้องดูว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ในเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นภายในจิต ก็ตามกำหนดรู้สิ่งนั้น อย่าปล่อยโอกาส เอาตัวรู้ตัวเดียวตามรู้ตามเห็นไปทุกวาระจิตที่เรามีความคิดขึ้น อันนี้สำหรับผู้ที่เคยภาวนามาจนชำนิชำนาญแล้ว”

กังวานเสียงทุ้มแน่นที่ขับออกมาจากดวงจิตเห็นธรรมนั้นจูงให้ผู้ฟังคล้อยลงสู่กระแสสงบพร้อมจะสดับฟังและตรึกนึกตาม เป็นอีกประสบการณ์ใหม่ของเกาทัณฑ์ ถ้อยคำที่เหมือนเคยได้ยินมาก่อนกลับกลายเป็นของใหม่ที่ฟังกระจ่างอย่างน่าฉงน

“สำหรับผู้ที่เริ่มใหม่ ซึ่งจิตยังไม่เคยมีสมาธิ และไม่เคยเกิดภาวะตัวผู้รู้ขึ้นมาในจิต ให้อาศัยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกบ้าง หรือกำหนดบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนเองชอบใจ เช่น ‘พุทโธ' เป็นต้น

ให้กำหนดจดจ้องลงที่จิต แล้วเอาจิตนึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ นึกอยู่อย่างนั้น นึกอยู่เฉยๆ    อย่าไปทำความรู้สึกว่าเมื่อไรจิตของเราจะเกิดความสงบ เมื่อไรจิตจะเกิดความสว่าง เมื่อไรจิตจะเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมา

การภาวนาในเบื้องต้นนี้ ไม่ใช่เพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็นสิ่งอื่น แต่เพื่อให้รู้ให้เห็นความเป็นจริงของจิต รู้อย่างไร รู้ตรงที่จิตของเรากับการบริกรรมสัมพันธ์กันหรือไม่ มันไปด้วยกันหรือไม่ จิตอยู่กับพุทโธไหม หรือว่ามันลืมพุทโธเป็นบางครั้งบางขณะ ไปอยู่กับสิ่งภายนอกซึ่งเป็นอดีต เป็นสิ่งอื่นนอกจากพุทโธ นั่นแสดงว่าจิตเราละพุทโธ เป็นอาการของจิตฟุ้งซ่าน

แต่ถ้าจิตละจากพุทโธไปอยู่กับความนิ่งว่าง ก็อย่าไปสร้างความรู้สึกนึกคิดอะไรขึ้นมา ขอให้กำหนดรู้ความว่างอยู่อย่างนั้น…"

ทุกปลายเสียงที่ทอดเนิบด้วยพลังเมตตาเมื่อสิ้นแต่ละวรรคแต่ละประโยคของหลวงพ่อพุธนำมาซึ่งความสงบซึ้งในวิเวกธรรม เกาทัณฑ์ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้เดี๋ยวนั้นว่า ‘การฟังธรรม' คืออะไร ไม่ใช่เพียงรับคำพูดของผู้แสดงธรรม แต่ยังเป็นการซึมซับเอาความสงบ ความรู้แจ้งที่ถ่ายทอดผ่านกระแสเสียงอันทรงธรรมมาก่อกุศลจิตในปัจจุบันอีกโสด

ทำนองเดียวกับคนในโลกชอบฟังดนตรีที่ตนโปรดไม่อิ่มไม่เบื่อ ผู้ปรารถนาธรรมย่อมชอบฟังธรรมจากผู้ทรงคุณบ่อยๆมิรู้หน่ายเช่นกัน แม้จะฟังซ้ำแล้วสักกี่รอบก็ตามที

เหมือนธรรมะอันสูงส่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมและอาจแตะต้องได้ เพียงด้วยความเชื่อมั่นและอยู่ใกล้หลวงพ่อพุธท่าน สิ่งนี้นับเป็นปาฏิหาริย์ล้ำค่า ให้คุณเหนือการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อื่นใดทั้งปวง เพราะเป็นอำนาจวิเศษที่ชักจูงจิตวิญญาณให้คล้อยสู่กระแสนิพพานอันประเสริฐสุด เมื่อถึงแล้วจะสถิตถาวรชั่วกาลนาน ฤทธิ์ของท่านมิใช่เพียงปาฏิหาริย์ชักจูงให้เกิดความทึ่งหรืออัศจรรย์ใจชั่วครู่ชั่วคราว

ชายหนุ่มจดจ้องดูความผ่องใสฉายราศีสง่าจับตาของหลวงพ่อพุธ แม้จะอยู่ในวัยชรา ท่านก็คล้ายมากไปด้วยพลกำลัง ซึ่งแน่นอนย่อมเกิดจากธรรมานุภาพในดวงจิตโดยแท้

สง่าราศีที่เห็นในท่านมีความแตกต่างจากสามัญชน คนในโลกนั้นให้สูงส่งแค่ไหนก็ไปหยุดกันที่ความน่าเลื่อมใส ความน่าเทิดทูน หรือความน่ายำเกรง แต่สำหรับหลวงพ่อพุธนั้น ภาพปรากฏของท่านเป็นอารมณ์จิตให้ผู้พบเห็นแล่นเลยมาถึงการสัมผัสความปล่อยวาง และความน่าบูชาเหนือโลก ทั้งที่มิได้อยู่ในเครื่องแต่งกายภูมิฐานหรือสถิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอลังการอันใด

เห็นแสงแฟลชวาบอยู่เป็นระยะ ทุกคนคงปรารถนาจะเก็บภาพท่านนั่งเด่นเป็นประธานธรรมไว้ไปบูชา นั่นทำให้เกาทัณฑ์นึกขึ้นได้ แกะกล้องของตนออกจากซองบ้าง ยกขึ้นเล็งและปรับซูมให้เข้าระยะโฟกัสเหมาะ แล้วชันเข่าขึ้นกดชัตเตอร์ คิดในใจว่าควรถ่ายไว้เพียงสองภาพ แบบจับหน้าใกล้และดึงออกไกลตามระยะจริง ไม่มากกว่านั้น ด้วยเกรงแสงแฟลชจะเป็นที่รบกวนทั้งหลวงพ่อและญาติโยมด้วยกัน

กลับลงนั่งเก็บกล้องเข้าที่ เหลือบแลและลอบสังเกตรอบด้าน เห็นอุบาสกอุบาสิกาบางคน บางกลุ่ม นั่งปิดตาสงบในกิริยาสมาธิเพื่อรับฟังธรรมด้วยจิตที่เข้าใกล้ท่านมากขึ้น ก็เกิดความเห็นดีเห็นงามตาม หันมาตั้งหน้าตรง ดำรงสติมั่น ปิดตากำหนดจิตเข้าสู่ความทรงนิ่ง สงัดราบคาบจากความคิดทั้งมวล กระทำประสาทหูให้เป็นที่รับธรรมเทศนาชั้นดี บังเกิดความตระหนักว่าเมื่อฟังธรรมจากผู้มีจิตเป็นสมาธิ ก็ควรมีจิตเป็นสมาธิตามท่าน เพื่อรับกันได้สนิทเช่นนี้

แจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดพระผู้ปฏิบัติชอบจึงถือเป็นนาบุญของโลก หากปราศจากปูชนียบุคคลผู้สืบทอด ผู้เป็นแบบอย่าง ผู้นำความเลื่อมใสศรัทธาเหล่านี้ ใครเล่าจะเชื่อหรือมีกำลังใจอยากปฏิบัติให้ถึงซึ่งวิมุติตามพระพุทธองค์

เมื่อใดโลกว่างจากพระอริยเจ้า ต่อให้ท่องบ่นสาธยายธรรมกันมากมายเพียงใด ก็ย่อมเกิดวิจิกิจฉา สงสัยลังเลว่าสุดทางปฏิบัติคือดวงธรรมอันประเสริฐ หรือว่าคือความสูญเปล่าไร้ประโยชน์ และผลการปฏิบัตินั้นประจักษ์ได้ในปัจจุบัน หรือว่าต้องรอแตกดับไปพบพานในปรภพ

ต่อเมื่อมีท่านผู้เป็นหลักฐานธรรมเช่นหลวงพ่อพุธอยู่ แม้เพียงสัมผัสพบเห็นและฟังท่านกล่าวพอสังเขป ใจส่วนหนึ่งก็พร้อมจะซึมซับรับรู้ของจริง โน้มเอียงไปในทางเชื่อได้แล้วว่าสวรรค์ มรรคผล นิพพานนั้นคือปลายทางการปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบ ไม่ใช่เรื่องกุแต่อย่างใด

หลวงพ่อพุธตอบคำถามญาติโยมอีกพักใหญ่ก็ขอตัวไปทำกิจของท่าน  เกาทัณฑ์กับแพตรีได้แต่กราบลาอยู่ห่างๆโดยไม่ทันมีโอกาสไถ่ถามธรรมะข้อใด เนื่องจากเผอิญมาในวันที่ญาติโยมออกันข้างหน้าเยอะ

 

ใจโปร่งเบาเป็นที่สุดเมื่อเดินออกมาจากกุฏิเจ้าอาวาส สองหนุ่มสาวเดินเคียงกันเงียบเชียบบนทางร่มด้วยเงาสน เมื่อผ่านโบสถ์พระประธาน เห็นประตูแง้มเปิดอยู่ เกาทัณฑ์ก็เกิดความคิดฉับพลันและชวนขึ้นว่า

"เข้าไปกราบพระประธานกันไหม?"

หล่อนพยักหน้าและเดินตามเขาไปโดยดี

ในโบสถ์มีแม่ชีคนหนึ่งกวาดพื้นอยู่ตามลำพัง เมื่อเห็นสองหนุ่มสาวก้าวเข้ามาก็ให้ความสนใจมองเพียงเล็กน้อยแล้วทำความสะอาดเก็บกวาดฝุ่นผงของตนต่อ

เกาทัณฑ์และแพตรีมาก้มกราบเบญจางคประดิษฐ์พร้อมกันหน้าองค์พระปฏิมาด้วยลักษณาการอ่อนน้อมนอบนบ เมื่อกราบแล้วก็นั่งนิ่งอยู่ด้วยความสำรวมในที

ใจเหมือนทะเลเรียบและกว้างโล่ง ชายหนุ่มเงยหน้ามองพระพักตร์ฉายสงบขององค์ปฏิมาแล้วบังเกิดความอิ่มละไมออกมาจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ผู้สร้างช่างมีศรัทธาแก่กล้าจริงหนอ ประดิษฐ์พระพักตร์ยิ้มรู้เยือกเย็นไร้มลทินจนมองแล้วคล้อยซึ้งถึงเพียงนี้ การสร้างถาวรวัตถุอันก่อกุศลจิตอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้พบเห็นนั้นควรได้รับรางวัลสนองตอบจากธรรมชาติบุญกรรมสักเพียงใด?

คิดแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยใจอนุโมทนา เชื่อมั่นว่าผู้เป็นช่างและผู้ให้ทุนสร้างคงมีรูปโฉมงามหมดจดเจริญตาเจริญใจผู้พบเห็นไปทุกภพทุกชาติตราบเข้าถึงพระนิพพาน เกิดไปเถอะ กี่ชาติๆจะต้องได้อัตภาพอันงดงามยิ่งใหญ่เป็นหนึ่ง น้อมใจให้นึกรัก เลื่อมใส อยากใกล้ชิดเกินใคร

นี่แหละหนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นครั้งหนึ่งเปิดทางให้ผู้คนมีโอกาสสร้างบุญได้มากมายเหลือคณานับ แรงปีติในบัดนี้ก็ดี ธรรมเทศนาของหลวงพ่อพุธก็ดี วัดนี้และวัดอื่นทั่วตลอดทั้งเจ็ดแผ่นดินก็ดี ล้วนปรากฏมีปรากฏเป็นด้วยต้นทางคือพระมหาบุรุษเพียงหนึ่งเดียว

คิดถึงสังสารวัฏอันน่าสะพรึงกลัว ความไร้ที่จบสำหรับสัตว์ที่ท่องไปโดยปราศจากจุดหมาย ก่อเวรก่อกรรมโดยมีเงื่อนธรรมชาติแกล้งไม่ให้รู้ว่ามีนรกสวรรค์ดักรออยู่เป็นจุดๆ แล้วคิดถึงพระสัพพัญญูผู้กระทำความจบให้เกิด และตรากตรำตลอดพระชนมพรรษาเพื่อรื้อขนเวไนยสัตว์จากทางวิบากอันไร้แก่นสารเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ยิ่งตรึกนึกระลึกถึงพระคุณของตถาคต ก็ยิ่งบังเกิดแรงบันดาลศรัทธาขึ้นล้นเกล้า ชนิดที่เข้าใจเลยว่าความเคารพรักและบูชาขนาดยอมตายให้ใครสักคนได้นั้นเป็นอย่างไร

คิดถึงพระพุทธวจนะแล้วระลึกได้ว่าสิ่งบูชาที่พระองค์พอพระทัยสูงสุด มิใช่ดอกไม้หรือชีวิตใคร แต่เป็นธรรมบูชา ปฏิบัติภาวนาจนจิตเห็นแจ้งในธรรม แล้วน้อมความเห็นนั้นเป็นเครื่องถวายพระองค์

ปลงใจเห็นชอบดังนั้นก็หันมาทางแพตรี

"ผมขอเวลาทำสมาธิสักพักหนึ่งได้ไหม?"

หญิงสาวกำลังมองพระพักตร์และระลึกถึงพระพุทธคุณอยู่เช่นกัน เมื่อได้ยินเขาถามแสดงเจตจำนงก็เหลียวมาหาและกระซิบ

"ตามสบายค่ะ"

เห็นรอยยิ้มตอบของหล่อนในบัดนั้นแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกสนิทแน่นแฟ้นฉันสหธรรมิก หรือเพื่อนผู้ยินดีร่วมเสพธรรม เป็นความรู้สึกแสนสะอาดที่ไม่เคยเกิดกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน หากแม้ต่อไปแพตรีปฏิเสธความสัมพันธ์ฉันคนรัก เขาก็จะคงยังผูกพันและมีความปรารถนาดีให้ พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยความจริงใจของเพื่อนแท้ถึงที่สุด

ลุกไปถามแม่ชีว่าจะมีการทำกิจของสงฆ์ในช่วงใกล้หรือไม่ แม่ชีตอบว่าบ่ายสามโมงพระจะมานั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานด้วยกัน ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือดูเห็นเหลือเวลาอีกถมเถก็สบายใจ เนื่องจากคิดจะนั่งสำรวมสติถวายธรรมเป็นเครื่องบูชาพระปฏิมาเพียงครู่เดียวเท่านั้น

กลับมานั่งตรงที่เก่า หันไปยิ้มให้แพตรีนิดหนึ่งแล้วเบือนหน้ากลับมาปิดเปลือกตาลงกำหนดจิตวางไว้กับสายลมหายใจออกและเข้า จับอารมณ์ติดทันทีด้วยศักยภาพอันเจริญขึ้นตามวันเวลาที่ฝึกจิตอย่างต่อเนื่อง

แพตรีเห็นความสงัดงันเงียบนิ่งอย่างรวดเร็วของเกาทัณฑ์แล้วก็หยั่งทราบได้ว่าเขาเข้าถึงภาวะสมาธิไปแล้ว เป็นขั้นแนบแน่นพอควรเสียด้วย เนื่องจากตลอดองค์แห่งกายขัดสมาธิ์แน่วนิ่งไม่ไหวติงและดูแกร่งในตัวเองด้วยการค้ำจากพลังจิตที่ก่อตัวขึ้นภายใน

เห็นแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำสมาธิตาม หันมาตั้งหน้าพริ้มตาลง กำหนดนึกถึงความสุขอันคุ้นเคยในภาวะสมาธิ ค่อยๆหย่อนความรับรู้ทั้งมวลไปรวมลงที่ลมหายใจโดยไม่ต้องตั้งสติเคร่งครัดมากนัก เนื่องจากมีพลังปีติในธรรมที่ยังค้างคาเป็นตัวช่วยรวมกระแสจิต เรียกตัวรู้ให้เข้าตั้งนิ่งในที่ที่เป็นดุลอยู่แล้ว

เมื่อตัวรู้ได้ที่ตั้งมั่นกลางฐานสติ ก็เกิดเป็นความเห็นกว้างขวางแผ่ไปตลอดสัณฐานแห่งกายนั่ง ขยายซ่านไปรอบด้าน มีลมหายใจเข้าออกเป็นตัวหล่อเลี้ยง ตัวประคองให้จิตทรงอยู่ในสภาพนิ่งฉายรัศมีเช่นนั้น

แพตรีกำหนดสติรู้อาการระบายลมออกและดึงลมเข้าด้วยความแช่มชื่นอยู่นาน ลืมทุกสิ่งทั้งหมด คงไว้แต่ลมหายใจกับความสุขเหลือจะพรรณนา เพลินนานจนตัวอนุสติที่รู้ว่านั่งในโบสถ์เลือนไป

ฐานรู้ในกายเคลื่อนไปนิดหนึ่ง แต่นิดหนึ่งนั้นมากพอจะทำให้หมดสภาพรู้สึกตัวโดยรวม มีแต่ความนิ่งว่างแบบหลับสนิท ต่างจากหลับก็ตรงที่มีความใสสว่างนวลลออจากกลางสภาวะรู้ และท่วมท้นพ้นประมาณด้วยกระแสปีติสุข ตัวตนทั้งหมดเหลือเพียงนามธรรมไร้รูปชนิดที่จะก่อรูปเป็นรอยยิ้มเกษมสำราญ

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่หล่อนเคลิ้มอยู่ในภวังค์สมาธิ จิตเปิดออกรับสัมผัสภาพใกล้ไกลนอกกาย และเหมือนกำลังคิด พูด หรือทำบางสิ่งตามปกติ ราวกับลืมตาอยู่ข้างในและอยากเคลื่อนไหวไปทำอะไรสักอย่าง

สิ่งแรกที่ปรากฏทางมโนทวารคือความหมายรู้ศรัทธาในองค์พระปฏิมาเบื้องหน้า แล้วตามด้วยแสงทองรองเรืองฉายเข้ามาในดวงจิตราวกับรัศมีตะวันทองยามเที่ยง ทุกสิ่งกระจ่างใสไปหมด สัมผัสที่เกิดขึ้นคมชัดยิ่งเสียกว่าเห็นด้วยตาเนื้อ ตรงหน้าหล่อนเป็นพระประธานองค์เดิม แต่ฉายรัศมีงดงามพิลาสเกินจะพรรณนาถูก แท่นประดิษฐานแพรวพราวด้วยเครื่องประดับบูชาอันล้วนประณีต มีดอกบัว หลากดอกไม้สี และนานาแก้วนวรัตน์เป็นต้น วาบวับจับจิตเยี่ยงสมบัติเทวดา นิมิตของทิพยสภาพย่อมละเอียดอ่อนสุขุมเช่นนั้นเอง เป็นสิ่งที่แพตรีเคยพบเห็นมาก่อน จึงมิได้เกิดความตื่นเต้นแต่อย่างใด

ความรู้สึกทางด้านข้างคือเขาผู้ที่นำหล่อนมาสู่สถานที่นี้ หญิงสาวอยากหันไปมอง แต่ทำไม่ได้ คล้ายมีกำแพงพลังบางอย่างกั้นขวางไว้ ทำได้เพียงมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างเดียว

ความหม่นมืดโรยตัวเข้าแทรกแทนแสงสว่าง คล้ายเกิดภาพในห้วงฝัน เห็นเหมือนตนเองกำลังพายเรือข้ามคลองสกปรก และความรู้สึกบอกว่าเกาทัณฑ์นั่งช่วยออกฝีพายอยู่เบื้องหลัง หล่อนวาดซ้าย เขาวาดขวาอย่างได้ดุลพอดีให้ลำเรือแหวกน้ำนิ่งไป

ตรงหน้าใกล้หล่อนคือแผ่นหลังของชายในชุดขาว นั่งสงบไม่ไหวติงที่หัวเรือ รอบทิศคือกระแสเงียบอันน่าฉงน ถามตนเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ นี่เป็นนิมิตหรือของจริง ทั้งที่เกิดอนุสติบอกตนเองว่านี่เป็นนิมิต แต่ใจก็เชื่อว่าเป็นของจริง ด้วยสีสันความคมชัดของภาพที่ปรากฏ และความเห็นวงแขนตนขยับวาดพายอย่างต่อเนื่อง จับสัมผัสได้ละเอียดลออแม้เมื่อเกร็งช่วงแขนดันพายต้านกลุ่มน้ำเพื่อให้เรือเคลื่อนไป

น่าแปลกที่ริมฝีปากหล่อนระบายยิ้มปรีดา ทั้งที่ใจเป็นกลางเฉย คล้ายกายแยกไปทำตามตัวเองต้องการได้

เรือแล่นเรียบมาใกล้ฝั่ง เกาทัณฑ์คัดท้ายพายราน้ำให้หัวเรือเบนจากแนวเส้นตรง เอาข้างเข้าเทียบตลิ่งด้วยพลกำลังแห่งชายบวกกับความชำนิชำนาญ ไหวลำเล็กน้อยเมื่อกราบเรือกระทบขอบตลิ่ง ก่อนหยุดสนิทพร้อมให้ขึ้นฝั่ง

ขึ้นฝั่ง...หล่อนยังอยากอยู่ในเรือต่อกับนายท้าย

ร่างผอมของชายในชุดขาวลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเท้าเหยียบแผ่นดิน เขาหันมามองหล่อน พอเห็นว่าเป็นใครแพตรีก็ขนลุกเกรียว…มติ

มติยิ้มละไม ท่าทางมีความสุข หมดห่วง และได้ยืนบนแผ่นดินอันมั่นคง ต่างกับหล่อนซึ่งยังอยู่บนแผ่นน้ำที่เต็มไปด้วยความเลื่อนไหลโยกคลอน

เกาทัณฑ์ใช้หัวพายดันตลิ่งเพื่อส่งเรือออกสู่น้ำต่อไป หล่อนยังจับตามองร่างน้องชายจนหมดแก่ใจช่วยลงพายต่อ เกิดความอาลัยอาวรณ์อย่างยากจะกล่าว ใจบอกว่าเป็นพี่เป็นน้องกับเขาแท้ๆ วันนี้ต้องมาจากกันแล้ว

ละสายตาจากมติเมื่อมาได้ไกลจนสุดจะเอี้ยวคอ ใจตัดไปเบื้องหน้า เหลือบมองกลุ่มน้ำรอบตัว เพิ่งได้กลิ่นเหม็นคลุ้ง เพ่งตรงไปในลู่ยาวก็เห็นลำน้ำคล้ำกลาดเกลื่อนด้วยเศษขยะน่ารังเกียจ อากาศหม่นน่าอึดอัดคล้ายถูกคลุมด้วยมลพิษจากสภาพแวดล้อมทั่วไป

แล่นเรืออยู่กลางน้ำเน่า ด้วยความอบอุ่นใจที่มีใครคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง…

ภาพนิมิตจางลง ขณะจิตกำลังคืนจากสภาวะรวมตัว ก็ได้ยินเสียงชัตเตอร์และวาบแสงแฟลชผ่านเปลือกตาเข้ามา แพตรีค่อยๆลืมตาด้วยความก้ำกึ่งในสำนึกระหว่างตื่นกับภวังค์สมาธิ

ปรับสติอยู่เป็นอึดใจ ก่อนเหลียวมองทางขวามือ ชะงักไปหน่อยเมื่อเห็นดวงตาชายหนุ่มเพ่งจับอยู่ก่อนแล้วยิ้มๆ เหลือบลงต่ำก็เห็นกล้องถ่ายรูปในมือเขา

“เวลาแพนิ่งนี่อย่างกับเทวรูปเลย” เขาชูกล้องอวด “ผมจะเอาภาพนี้ไว้หัวนอน”

เกาทัณฑ์เพิ่งถอนจิตก่อนหน้าแพตรีเพียงนาทีเศษ เป็นช่วงเวลาอันสั้นกับการได้พินิจอย่างใกล้ชิดขณะหล่อนไม่รู้ตัว สรีระที่ถูกสร้างไว้สมส่วนรับกันสนิทตลอดร่างแพตรีส่งเสริมให้ลักษณาการขณะเป็นสมาธิชวนมองน่าจับตายิ่ง รูปศีรษะมน ดวงหน้าฉายสงบ ลำคอระหง และช่วงไหล่กลมกลึงรับกับเรือนกายตั้งตรงเป็นสง่า เสียดายที่นึกได้ว่าควรบันทึกภาพเก็บไว้ก็เมื่อหล่อนใกล้ออกจากสมาธิ มิฉะนั้นคงมีโอกาสชักไว้อีกหลายมุม

แพตรีมองทางเขา ทว่าใจพยายามย้อนนึกและตีความนิมิตในสมาธิ ความจริงระยะหลังนี้หล่อนห่างเหินจากนิมิตสมาธิไปมาก เนื่องจากรู้ทางดำรงสติเกาะกาย อันเป็นผลมาจากการสั่งสมประสบการณ์แรมปี เพิ่งเดี๋ยวนี้ที่เกิดนิมิตขึ้นราวกับหลับฝัน

“ถ้าแสงแฟลชสะกิดให้ออกจากสมาธิก็ขอโทษด้วยนะ”

กล่าวทั้งที่หยั่งรู้ด้วยใจว่าเมื่อครู่จิตหล่อนดิ่งเกินกว่าประสาทตาจะรับแสงแฟลชได้ เป็นความเผอิญที่หล่อนหยุดกำหนดจิตพอดีเองขณะเขาลั่นชัตเตอร์ ตอนนี้เกาทัณฑ์กำลังเป็นห่วงมากกว่า เพราะดูแววตาหล่อนคล้ายครุ่นคิดผิดสังเกต

ด้วยคำถามของเขา ทำให้แพตรีรู้สึกตัว ตัดออกจากห้วงคำนึงนึกภายใน

“ชอบแอบถ่ายรูปคนอื่นเป็นประจำหรือคะ?”

เกาทัณฑ์หัวเราะ

“ภาพบางภาพเหมือนของขวัญจากธรรมชาตินะ มัวขออนุญาตใครก็หายไปก่อนน่ะซี…นับเป็นนิมิตหมายที่ดี รูปแรกที่ถ่ายแพก็ได้ตอนอยู่ในสมาธิ ก่อนนอนทุกคืนผมจะดูรูปนี้ แล้วคิดว่าแพกำลังนั่งบำเพ็ญเพียร ผมจะได้นึกอยากนั่งตาม”

ทีแรกฟังแล้วแพตรีคิดจะห้าม เพราะคงประเจิดประเจ้อไปหน่อยถ้าเพื่อนเขาเห็น แต่รู้ว่าห้ามก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อฟิล์มอยู่กับเขา ใครจะสั่งได้ว่าเมื่ออัดล้างแล้วให้เอาไปตั้งวางที่ใด จึงปลงใจเฉยเสีย

“ผมเพิ่งเคยนั่งสมาธิในโบสถ์เป็นหนแรก จิตเที่ยงอยู่ตรงกลางได้ดุลพอดีแต่ต้นจนจบทีเดียว คงเพราะพระท่านมาร่วมทำสมาธิด้วยกันทุกวัน แถมมีกิจสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นประจำ เลยมีสนามพลังกุศลตกค้างอยู่เยอะ เราปรับจิตหน่อยเดียวก็คล้อยตามกระแสได้ง่าย”

แพตรียิ้มตอบ

“ค่ะ รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน”

“เป็นอีกวันที่ผมคิดถึงพระนิพพานขึ้นมาแบบรู้สึกใกล้จะเอื้อมถึง สัมผัสพระอย่างหลวงพ่อพุธท่านแล้วเป็นอย่างนี้เอง อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ บางทีรู้วิชาโดยยังไม่ทันต้องเรียน”

แล้วเขาก็เลิกคิ้ว

“เราน่าจะตระเวนกราบพระที่ท่านถึงธรรมให้ทั่ว ใช้เวลาวันเดียวแบบนี้แหละ ถ้าอยู่ห่างมากก็ไปเครื่องบิน ช่วยกันตั้งเข็มอาทิตย์ละครั้งเลยดีไหม?”

หญิงสาวเมินไปทางอื่นคล้ายจะปฏิเสธ ไม่ยินดีรู้หรือยินดีชี้ แต่ริมฝีปากกลับระบายยิ้มที่ชวนให้ตีความหมายว่า ‘ขอคิดดูก่อน’

“พอจิตตั้งนิ่งได้ที่ แพใช้พิจารณาอะไรบ้างฮะ?”

“หลวงตาแขวนสอนให้รู้อาการสงบ และรู้ทันอาการไหว โดยเห็นว่าที่เกิดความไหวนั้นก็เพราะมีธรรมอย่างหนึ่งเข้ากระทบใจ เมื่อจิตไหวจากความสงบก็คือหมายรู้ หมายจำได้ว่าธรรมนั้นคือบุคคล สถานการณ์ หรือเหตุการณ์ใดๆ อาการหมายรู้ที่เรียกว่า ‘สัญญา’ นั้นเหมือนพยับแดด คือเหมือนมีจริง แต่ครู่เดียวก็เลือนไป”

เกาทัณฑ์พยักหน้า

“ผมสังเกตว่าถ้าช่วงเริ่มสมาธิแรกๆ หากเราตั้งจิตไว้กลางๆ รับรู้ที่ตั้งของแก้วหูทั้งคู่ จะทรงสติรู้ตัวได้ดีและมีจิตเปิดกว้างเป็นธรรมชาติ สมตามความจริงที่เรามีประสาทหูเป็นตัวเลี้ยงสมดุลในกายทั้งหมด เมื่อรักษาความรู้ทางสองหูไว้ ก็เท่ากับรักษาดุลอันเป็นปกติเดิมไปด้วย”

แพตรีรับฟังด้วยความสนใจ ปกติหล่อนจะทำความรับรู้เฉพาะนิมิตของฐานลมหายใจคือโพรงจมูก และตัวลมหายใจอันมีลักษณะเป็นสายยาวเท่านั้น แต่ตรึกนึกแล้วก็เห็นจริงว่าเพื่อให้เกิดตัวสติรู้ในสัณฐานกายและปริมณฑลโดยรอบ การตั้งจิตรับรู้คู่ประสาทหูทั้งสองข้าง เป็นอุปเท่ห์ หรือกลวิธีการกันจิตมิให้หลงตกไปในภวังค์ได้ คงเหมาะสำหรับผู้ที่นั่งแล้วมักหลงหลับ

“ใกล้ๆนี้ผมจะลางาน และขอปู่ไปปฏิบัติธรรมที่บ้าน แพคงไม่รังเกียจนะ”

ใบหน้างามละมุนหันขวับมาทันที

“ทำอะไรอย่างนั้นคะ?”

อ่านตาหล่อนก็รู้ว่าคิดอะไร เกาทัณฑ์กะพริบตาถี่ๆ รีบแก้ความเข้าใจ

“ผมคุยกับปู่แล้วล่ะ ไม่ใช่อย่างที่แพมองหรอก แค่อยากได้อาวาสเป็นสัปปายะ ห่างจากสภาพแวดล้อมเคยชินดั้งเดิม แต่ก็ไม่ถึงวัดที่ควรนุ่งขาวห่มขาว กำหนดใจถือศีลเป็นเรื่องเป็นราว รับรองจะดูแลตัวเองเกี่ยวกับที่หลับที่นอน อาหารการกิน และรักษาความประพฤติให้อยู่ในร่องในรอยโยคาวจร ไม่มาวอแวกับแพเด็ดขาด”

ก็ใช่อยู่หรอก เจตนาเดิมน่ะ เป็นอย่างที่แพตรีเข้าใจจริงๆ คืออยากเข้ามาใกล้หล่อนให้มากที่สุด จะอ้างอะไรบังหน้าก็ยอม ตอนนั้นรู้จักบาปบุญคุณโทษเสียเมื่อไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ หลังจากเห็นธรรมจนเกิดเป็นใจจริงขึ้นมา ก็มีกุศลจิต คิดหาเวลาอันปลอดโปร่งเพื่อหยุดตัวเอง สร้างความตั้งมั่นอย่างต่อเนื่องดูสักครั้ง และสอดรับกันได้กับที่ขอปู่ไว้ก่อนแล้ว

หญิงสาวมองเขาด้วยหางตาอย่างแคลงใจ

“ใครเขาออกจากบ้านเพื่อปลีกตัวแสวงวิเวกในอีกบ้านหนึ่งกันคะ มีแต่ออกต่างจังหวัดไกลๆ หรือเข้าวัดเข้าวาทั้งนั้น”

“นี่ไม่ได้แกล้งพูดนะ ผมเคยนั่งสมาธิสั้นๆที่บ้านปู่แล้วสงบเร็ว อาจเพราะได้ไอเย็นจากความร่มรื่นของกลุ่มไม้ เชื่อว่าถูกกับสภาพแวดล้อมที่เป็นเขตของปู่กับแพ แบบพระท่านแนะว่าอยู่ที่ไหนใจสงบ ก็ควรอยู่ที่นั่นให้มาก เข้าข่ายมีอาวาสอันเป็นสัปปายะ นั่นคือเหตุผลของการเลือก”

เกาทัณฑ์สบตาหล่อนอย่างเปิดเผยขณะพูด

“ถ้าแพไม่ยินดีผมก็จะยกเลิกแผนเดิม เปลี่ยนสถานที่ก็ได้ ผมจะไม่ฝืนใจเจ้าถิ่น นี่ถือว่าเป็นการถามขอความยินยอมจากแพอีกคนก็แล้วกัน”

แพตรีนิ่งไป บางสิ่งในความเป็นเขาดูน่าเชื่อถือเมื่อปราศจากร่องรอยช่างเล่น ในที่สุดก็เอ่ย

“ถามเจ้าของบ้านตัวจริงท่านอนุญาตก็แล้วไปสิคะ ขัดศรัทธาโดยไม่มีเหตุอันควรเดี๋ยวบาปแย่เท่านั้น”

พอเห็นรอยยิ้มเปิด เกาทัณฑ์ก็ทราบว่าหล่อนเต็มใจต้อนรับแล้ว

พยักหน้าชวนกันกราบลาพระประธาน เดินออกมาจากโบสถ์ เมื่ออยู่ข้างนอก เงยหน้าเห็นฟ้าใสๆ ใจที่แช่มชื่นอยู่แล้วก็เกิดปีติฉีดซ่านราวกับอยู่ในอุปจารสมาธิ

ด้วยสติที่กำลังแรง เมื่อจับพิจารณาสิ่งใดก็เกิดความเห็นแยกแยะได้เป็นชั้นๆ ชัดเจนราวกับรูปและนามน้อยใหญ่วางอยู่บนกระจกใสคนละแผ่น เกาทัณฑ์รับรู้ถึงกายที่เคลื่อนเดินไปของตนและหญิงสาวผู้อยู่เคียงข้าง กับทั้งสัมผัสชัดถึงกระแสธรรมชนิดเดียวกัน เชื่อมให้รู้สึกสนิทเป็นอันหนึ่งอันเดียว

บุญเป็นสิ่งมีอานุภาพ เมื่อสร้างร่วมกันแล้ว จะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม ผลคือนามธรรมชนิดหนึ่งคล้ายใยแก้วสานกันให้เกิดความรู้สึกเยือกเย็น งดงาม

ด้วยจิตอันคมกล้าในบัดนั้น เกาทัณฑ์หยั่งรู้ว่าผู้อยู่แต่ละปลายฝั่งสายใย จะเก็บสัญญาณฝ่ายของตนไว้ในจิตใต้สำนึก เป็นคนละชนิดที่ลึกกว่าความทรงจำอันเป็นสิ่งตื้นเขินผิวนอก แม้เมื่อจิตวิญญาณเคลื่อนจากอัตภาพเดิมไปครองอัตภาพใหม่ ก็จะนำสัญญาณนั้นติดตัวไปด้วย เมื่อพบกันอีกด้วยอำนาจดึงดูดฝ่ายบุญ ก็จะเตือนให้คุ้นกัน และรู้สึกเยือกเย็น งดงามเมื่ออยู่ใกล้

จะรักกันฉันพ่อแม่ลูก พี่น้อง เพื่อนพ้อง หรือสามีภรรยา ก็ขึ้นอยู่กับฐานะระหว่างกันขณะร่วมบุญ หากมีปัจจัยบวกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะไม่อิ่มไม่เบื่อในกันและกันเลย อยู่ใกล้กันได้เรื่อยๆ ชนิดเดียวกับที่ทุกคนปรารถนาจะเข้าหาเงาไม้หลบแดด หรืออาศัยศาลาริมน้ำหลบร้อน

เบื้องแรกเมื่อพบและรู้จักแพตรี เขาไม่เข้าใจว่าความรู้สึกแสนพิเศษอย่างนี้ลอยลมมาจากไหน ต่อเมื่อจิตกับจิตทั้งสองฝั่งร่วมกันเปล่งรัศมีจัดจ้าไร้สิ่งคลุมบังถึงที่สุดหลังปฏิบัติธรรมเดี๋ยวนี้แล้ว จึงเกิดความ ‘เห็น’ โดยปราศจากความเคลือบแคลงใดๆอีก

เงาร่างของอีกฝ่ายอยู่เรียงเคียงข้างด้วยน้ำหนักเสมอกันทั้งระดับความคิดอ่าน ทาน ศีล สมาธิ และปัญญาธรรม ดุจเดียวกับวางของสองชิ้นบนคันชั่งสองแขนได้ดุลพอดี

สัญญาณแห่งกุศลซึ่งใจส่งถึงกันนั้น เมื่อประจักษ์จึงรู้ว่าเป็นสิ่งพิเศษเหนือวิสัยชู้สาวสามัญ เกาทัณฑ์บอกตัวเองว่าต่อให้ใบหน้าของหล่อนน่าเกลียดน่ากลัวลงด้วยพิษน้ำกรดเสียเดี๋ยวนี้ ขอเพียงยังมีประกายสว่างจากหัวใจถึงหัวใจเช่นที่เป็นอยู่ เขาก็จะไม่รักหล่อนน้อยลงเลย

หมดห่วงแล้ว นี่เป็นการต่อ มิใช่การเริ่มนับหนึ่ง สอง สาม

หล่อนคือคู่แท้ของเขา

 

เกาทัณฑ์พาแพตรีมาที่ศูนย์การค้าของจังหวัดเพื่อทานข้าวกลางวันและเลือกซื้อของถวายสังฆทานกันเอง สองหนุ่มสาวมาอยู่ที่ศูนย์รวมอาหารของห้าง ซึ่งเผอิญมีร้านหนึ่งในนั้นขายอาหารมังสวิรัติโดยเฉพาะ ถูกกับความชอบใจของแพตรี

เป็นครั้งแรกที่ทานข้าวร่วมกันนอกบ้าน ด้วยความอยากเอาใจและให้เห็นว่าเขาอยากเป็นพวกเดียวกัน เกาทัณฑ์จึงเลือกสั่งอาหารจากร้านเดียว และอย่างเดียวกับหล่อนนั่นเอง

“ถ้าไม่เจอร้านเจหรือมังสวิรัตินี่…หิวขึ้นมาแพทำยังไง?”

“ก็สั่งเขาได้นี่คะ กับข้าวมีหลายอย่างที่ไม่ต้องใส่เนื้อ อย่างผัดผักบุ้งอะไรอย่างนี้”

เกาทัณฑ์ก้มหน้ามองผัดหมี่เห็ดหอมในจานตน แพตรีมองตามแล้วบอกว่า

“อย่าฝืนใจเลย มาด้วยกันไม่ได้หมายความว่าต้องกินอย่างเดียวกันนี่นา”

ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อย เลือกพูดเฉพาะส่วนที่เป็นความจริง

“ผมชอบเห็ดหอมขนาดไหนแพรู้ไหม ร้านนี้ให้เห็ดหอมอย่างดีด้วย นี่หมดแล้วว่าจะไปเอามาอีกจานต่างหาก”

“จะชอบทานอย่างนี้ได้นานกี่มื้อคะ?”

ฟังรู้ว่าสำเนียงหล่อนออกไปทางล้อ เพราะทราบว่าเขาทำไปเพื่อเอาใจ เกาทัณฑ์หัวเราะเก้อๆ อ้อมแอ้มว่า

“แพทำกับข้าวอร่อยจะตาย ผมคงติดใจไปเรื่อยถ้ามีโอกาสทานทุกมื้อที่เป็นฝีมือของแพ”

“แน่เหรอ?”

หญิงสาวทำเสียงทีเล่นทีจริง ตาทอประกายขึ้นมา

“แน่…”

เขาตอบเสียงอ่อย น่าหนักใจล่ะถ้าแพตรีขอร้องให้เป็นมังสวิรัติแบบหล่อน จะได้ทำกับข้าวง่ายๆ กินร่วมกันง่ายๆ แค่นึกก็รู้แล้วว่าตนคงโหยหาหมูเห็ดเป็ดไก่แทบชักดิ้นชักงอตาย

ก็คงต้องรอดูไปว่าแพตรีชอบบังคับจิตใจคนใกล้ชิดหรือเปล่า ดูจากผิวนอกแล้วคงไม่

มีมือใครคนหนึ่งวางบนบ่า เกาทัณฑ์เอี้ยวคอเงยหน้ามอง พอเห็นว่าเป็นเพื่อนก็ยิ้มร่า

“เฮ้ย! เชิง”

เชิงไทตบบ่าเพื่อนอีกทีหนึ่งอย่างจะทักซ้ำ ก่อนถือวิสาสะดึงเก้าอี้ออกจากใต้โต๊ะหย่อนตัวลงนั่ง วางจานข้าวขาหมูกับแก้วน้ำอัดลมที่เพิ่งนำมาจากร้านวางลงบนโต๊ะ

“มาทำอะไรที่นี่ล่ะเต้” พูดกับเกาทัณฑ์แต่หน้าหันไปยิ้มให้แพตรีและทักก่อน “สวัสดีครับ”

หญิงสาวกะพริบตาทีหนึ่ง ก่อนรับตามมารยาท

“สวัสดีค่ะ”

เกาทัณฑ์ดูแววตาเพื่อนที่จับมองหญิงสาวแล้วเห็นว่าขึ้นเงาเป็นประกายจัดเกินงามไปหน่อย ก็ใช้ปลายนิ้วสะกิดหัวไหล่เพื่อเรียกให้หันมามองเขาแทน

“มาไหว้หลวงพ่อพุธ”

เชิงไทรู้สึกยากจะถอนสายตาจากดวงหน้าสวยหวาน สวยชนิดที่เห็นปุ๊บเหมือนสะดุดล้มหล่นลงหลุมรักทันใด แต่จำใจต้องหันมาโต้ตอบเพื่อนตามเพลง

“โอ๊ เดี๋ยวนี้ไหว้พระเป็นด้วยรึ”

“อือ มึงล่ะ มาทำไม?”

“มาพักรีสอร์ตริมน้ำของพ่อไอ้ปี่ไง ล่องแก่งกันด้วย ที่กูชวนตอนบ่ายวันศุกร์แล้วมึงบอกติดธุระน่ะ ที่แท้มานี่เอง”

เกาทัณฑ์เห็นเพื่อนทิ้งท้ายแบบทำตารู้กันแล้วก็รีบแก้ความเข้าใจเสียใหม่

“เออ ธุระสำคัญน่ะเมื่อวานทำเรียบร้อยไปแล้ว วันนี้เพิ่งมาถึงได้พักใหญ่”

“อ๋อเหรอ...” รับรู้แล้วเวียนหน้ามาหาหญิงสาวอีก “ผมเป็นเพื่อนที่ทำงานเดียวกับเต้น่ะครับ พักหลังทำตัวห่างเหินเพื่อนฝูงไป กำลังตั้งข้อสงสัยกันใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น”

แพตรีมองเพื่อนของเกาทัณฑ์ด้วยยิ้มในที หน้าใสแบบหนุ่มเจ้าสำราญที่ฝังไว้ด้วยดวงตาทรงอำนาจฉลาดเฉลียวเยี่ยงผู้ประสพความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่ของเขาดูเข้ากันเป็นพรรคเป็นพวกดีกับเกาทัณฑ์

“ชื่อเชิงไทนะครับ”

หนุ่มหน้าใสควักกระเป๋ายื่นนามบัตรให้หล่อน แพตรีรับมาวางไว้กับขอบโต๊ะ ทว่าไม่ได้แลดูตราทองของบริษัทยักษ์ข้ามชาติ กับตำแหน่งใหญ่ระดับรองหัวหน้าแผนกของเขาแต่อย่างใด

เชิงไทหันมาเสวนากับเพื่อนชายแบบสับจังหวะเสียหน่อย

“รู้แหล่งเที่ยวที่นี่หรือเปล่า จะได้แนะนำให้”

เกาทัณฑ์ทำหน้าเมื่อย

“รู้น่า…”

“อ้อ ลืมไป ดันหวังดีจะแนะที่เที่ยวให้กับนักเที่ยวตัวฉกาจได้ ฮ่ะๆ อุปมาเหมือนสอนลิงขึ้นต้นไม้”

น้ำเสียงเชิงไทมีพลังแห่งความรื่นรมย์ที่จะสะกดคนอื่นมาอยู่ใต้บรรยากาศของเขา แพตรีเห็นเกาทัณฑ์ถูกสัพยอก เปรียบเป็นลิงเป็นค่างเช่นนั้นก็หัวเราะออกมากิ๊กหนึ่ง แต่ฝ่ายเกาทัณฑ์พอเห็นหล่อนขำก็ชักไม่สบอารมณ์เพื่อนตงิดๆ

“โลกกลมเนอะ ดันมาเจอมึงได้ยังไงวะเนี่ย”

เชิงไทยักคิ้วหัวเราะอย่างสนุกที่เห็นเกาทัณฑ์เริ่มทำหน้าบูด

“แถวนี้หาที่กินเย็นๆยาก ข้างนอกร้อนตับจะแตก เข้าห้างว่าจะกินสุกี้ก็เจอคนเยอะซะนี่ เหลือโต๊ะว่างไม่พอ ยายแอ้ขี้เกียจรอเลยชวนมานี่”

เกาทัณฑ์ชักอึดอัด ความจริงเชิงไทเป็นเพื่อนที่สนิทกับเขามาก คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนตรี แยกย้ายไปเรียนโทคนละแห่ง เขาจบก่อน เมื่อเข้าบริษัทก็เป็นคนชักชวนมาทำด้วยกันในตำแหน่งและสายทางที่เกื้อกูลกัน เขาทำทางเทคนิค เชิงไททำด้านตลาด ต่างก้าวหน้าเร็วเพราะสอบเข้ากับบริษัทแม่ที่เมืองนอกโดยตรง แสดงฝีมืออยู่ทางโน้นพักใหญ่ก่อนถูกย้ายมาประจำสาขาในเมืองไทยพร้อมกัน เพื่อเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างบริษัทแม่กับเครือข่ายอีกแรงหนึ่ง

หากเชิงไทมาคนเดียว ควรจะยินดีด้วยซ้ำที่เพื่อนเผอิญโคจรมาเห็นหวานใจโดยไม่ต้องรอจังหวะพาไปอวดเอง แต่นี่ ‘ยายแอ้’ ที่เขากับเชิงไทเพิ่งจะเปิดศึกประลองกระบี่ชิงนางกันหยกๆเกิดพ่วงมาด้วยน่ะซี…

บุคคลที่เกาทัณฑ์อยากเลี่ยงการเผชิญหน้าเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อเชิงไทชูแขนขึ้นกวักมือเรียกใครบางคน และชี้โบ๊ชี้เบ๊คล้ายจะให้ใครคนนั้นเรียกเพื่อนที่กระจัดกระจายมารวมกันตรงนี้ พักเดียวก็มีหญิงชายถือจานข้าวบ้าง ถาดใหญ่บ้างทยอยเดินตามกันมา

“ให้พวกเรานั่งด้วยได้ไหมครับ?”

เชิงไทกวักมือเรียกพวกเสร็จค่อยถามแพตรีให้พอดูมีมารยาท ซึ่งแน่นอนหล่อนต้องตอบว่าเชิญตามสบาย ด้วยเห็นเป็นเพื่อนสนิทของเขา เกาทัณฑ์ฝืนยิ้มต้อนรับทุกคนอย่างดี

อ้าว! พี่เต้ หวัดดีครับ…อุ๊ย! พี่เต้นี่ สวัสดีค่า…

นึกอยากเตะเชิงไทสักป้าบ ความจริงเขากำลังจะออกปากไล่ ขอความเป็นส่วนตัวอยู่ทีเดียว แต่นี่คงสายเกินไปแล้ว เชิงไทถือสนิทจนขาดความเกรงใจเสมอ ลากเอาหญิงสามชายสองทั้งน้องและเพื่อนร่วมบริษัทมาตั้งวงได้ลงคอ ทั้งที่เห็นเขาอยู่กับแพตรีตามลำพัง คราวนี้จะไล่อย่างไรไหว พอทักทายเขาแล้วก็กระจายกันนั่งบนโต๊ะรอบๆนั่นเอง

เกาทัณฑ์คิดว่าโดยความสัมพันธ์ขณะนี้ แพตรีอาจยังไม่สานสนิทกับเขาพอจะสละอัธยาศัยรักสันโดษ ขนาดสบายใจร่วมนั่งท่ามกลางคนแปลกหน้าที่เป็นพรรคพวกเขาล้วน เผลอๆอาจขัดเคืองกับการเสียบรรยากาศเดิมจนแกล้งขอตัวหนีไปทางอื่นเนิ่นนานจนเขาต้องเหนื่อยตามก็ได้

ชำเลืองสังเกตเกร็งๆ ผิดคาดที่เห็นหล่อนยิ้มรับทักใครบางคนอย่างปกติ เป็นตัวหล่อนเองตามธรรมชาติ นั่นทำให้เขาถอนใจโล่งอก ก็ดีอย่าง สถานการณ์เล็กๆนี้พอเป็นมาตรวัดใจได้ว่าหล่อนยินดีไปไหนต่อไหนออกหน้าออกตากับเขาหรือยัง ดูแล้วท่าทางแพตรีพอใจให้เพื่อนที่ทำงานเห็นหล่อนอยู่กับเขาด้วยซ้ำ

“พี่เต้หนีมาเที่ยวในโลกส่วนตัวนี่เอง พวกผมเหงาแย่”

น้องคนหนึ่งแกล้งโวยวาย พอเขาหันไปจะดุให้หุบปากหุบคำก็จ๊ะเอ๋กับสายตาคมปลาบของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านนั้นพอดี เกาทัณฑ์รักษาหน้าเป็นปกติ พยักพเยิดส่งยิ้มทัก แต่เรือนแก้วขว้างค้อนกลับมาวงหนึ่ง เบะปากแถมท้ายเป็นเครื่องหมายแทนการร้อง ‘เชอะ!’ ใส่เขาดังๆ แล้วเสหันไปพูดกับสาวข้างตัวหน้าตาเฉย

ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เกาทัณฑ์มีความรู้สึกด้านดีกับเรือนแก้วมิใช่น้อย แค่ความเก่งงานก็เป็นเสน่ห์แล้ว พลิกลิ้นได้คล่องแคล่วถึงสามภาษาเทศ ทั้งอังกฤษ จีน และญี่ปุ่น มีรอยยิ้มพิมพ์ใจไฉไลพอจะเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัท ฉลาดพูดขนาดมีส่วนช่วยเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศให้สำเร็จลุล่วงมาแล้วหลายครั้ง เขาเคยต้องเดินทางร่วมกับหล่อนสามหน ประจักษ์ในฝีมือระดับอินเตอร์เป็นอย่างดี หล่อนหันหน้าไปพูดกับลูกค้าคนไหน ก็กลายเป็นคนชาตินั้นได้อย่างน่าทึ่ง แถมรอบรู้เกี่ยวกับรายละเอียดความเคลื่อนไหวในระบบแบบที่คุยด้วยสักทีจะทราบเลยว่าเอกสารทุกชิ้นถ้าเวียนถึงหล่อนจะถูกอ่านทุกบรรทัด ต่อให้ปึกหนาและเต็มไปด้วยตารางตัวเลขน่าสับสนก็เถอะ

เรือนแก้วคบกับเขาและเชิงไทแบบเพื่อน ถึงแม้จะมีอายุงานนานกว่า และสนิทกับผู้ใหญ่ระดับบนจนไม่จำเป็นต้องคลุกคลีกับ ‘รุ่นหนุ่ม’ ความเป็นกันเองที่หล่อนหยิบยื่นให้นั้น แม้ฉาบมากับหน้าที่การงาน ก็ดูจริงใจ ปราศจากการเสแสร้งแกล้งหลอก

ว่าไปแล้วสมองหล่อนอยู่ในเกณฑ์ฉลาดปกติ แต่เมื่อรวมกับความสวย ความเชื่อมั่น ไฟทะเยอทะยาน และทักษะทางภาษาชั้นเลิศ เรือนแก้วก็กลายเป็นกลจักรสำคัญชิ้นหนึ่งขององค์กรไปง่ายๆ แม้โดยตำแหน่งจะเป็นผู้ช่วยผู้บริหารที่ก้าวขึ้นมาจากการเป็นเลขาฯ ในทางปฏิบัติก็ ‘ใหญ่’ และเป็นที่เกรงใจของใครต่อใครอยู่มิใช่น้อย

ผู้ใหญ่ชื่นชมกันเป็นแถว แถมรู้ความลับมากมายก่ายกองปานนั้น ขอเพียงหล่อนรักหรือชังพอ ก็อาจมีสิทธิ์ให้คุณให้โทษใครก็ได้

วันก่อนเขาเพิ่งปฏิเสธอย่างงัวเงีย ไม่มีเยื่อใยเท่าที่ควรเมื่อหล่อนโทร.มาชวนเที่ยว วันนี้หล่อนเผอิญมาได้เห็นมูลเหตุของการปฏิเสธนั้น

ต่อไปเขาสมควรจะได้คุณหรือโทษจากหล่อนก็คงพอเดาถูกอยู่

หล่อนไม่ถึงขนาดรักชอบเขาจนเจ็บปวดรวดร้าวราวถูกมีดกรีดกลางใจหรอก เมื่อเห็นเขานั่งกับผู้หญิงอื่นอย่างนี้ ในเมื่อยังมีเชิงไทอีกทั้งคน แถมด้วยหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ข้างนอกข้างในบริษัทอีกบานพะเรอ แต่คงคันๆใจที่เขาถอนตัวกะทันหันในเวลาที่หล่อนทำท่าจะเลือกมาเป็นคู่ควงคนล่าสุด เขารู้ตัวว่ามีภาษีเหนือเชิงไทในช่วงปลาย ตอนเที่ยวด้วยกันหล่อนเลือกนั่งข้างเขา บางทีก็กระแซะนิดๆ และเขาก็เคยถือโอกาสหาเศษกำรี้กำไรไปหลายหน

แพตรีนั่งอยู่ตรงข้ามแค่เอื้อม เลยออกไปหน่อยคือเรือนแก้วนั่งอยู่อีกโต๊ะ เป็นภาพเข้าทางตาพร้อมกันที่ก่อสังหรณ์กวนใจบางชนิดขึ้นในอากาศ...

 

แยกจากหมู่เพื่อนมาได้ค่อยเบาใจลง ในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่างของห้างคลาคล่ำด้วยผู้คนจับจ่ายซื้อของวันอาทิตย์ เกาทัณฑ์ลากรถเข็นมาคันหนึ่ง ใจเปิดโล่งเป็นสุขอย่างประหลาด เพียงด้วยความตั้งใจว่าจะเลือกของไปถวายสังฆทาน ก็แตกต่างจากการเดินจับจ่ายซื้อของปกติเป็นคนละเรื่องแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกสำหรับการเลือกซื้อของถวายสังฆทานของเขา ขณะที่สำหรับแพตรีเป็นกิจวัตรประจำ เกาทัณฑ์จึงให้หล่อนเป็นฝ่ายนำร่อง ขอเป็นเพียงผู้เข็นรถตามไปรับของจากมือหล่อน หรือช่วยหยิบจากชั้นตามแต่แพตรีจะชี้

ชิ้นแรกที่หยิบเป็นแชมพูสูตรเย็น หญิงสาวนำมาใส่กระบะตะแกรงเพียงสี่ชิ้นตามจำนวนถวายซึ่งหล่อนปฏิบัติมาเป็นประจำ สี่ชิ้นหมายถึงให้พระสี่รูป ซึ่งเป็นจำนวนนับครบองค์เรียก ‘สงฆ์’ ได้ แต่เกาทัณฑ์รู้สึกว่านั่นน้อยไป ไม่อิ่มใจ ก็หยิบเพิ่มอีกห้าขวด

“ถวายเก้าองค์เถอะฮะ ตอนท่านช่วยกันสวดให้พรจะได้ดังกระหึ่มเพราะหูดี”

แพตรีอึ้ง มองเขาอย่างชั่งใจก่อนกล่าวว่า

“อย่าว่าขัดศรัทธาเลยนะคะ คือ…ตั้งใจจะช่วยกันออกคนละครึ่ง”

ฟังเท่านั้นเกาทัณฑ์ก็ทราบว่าหล่อนมีติดตัวมาน้อย เกือบบอกไปง่ายๆว่าอย่าห่วงเลยเรื่องเงินเรื่องทอง เขาจะออกให้ทั้งหมด วันนี้ต่อให้ทำร้อยแปดองค์ก็สบายมาก แต่คิดได้ว่านั่นอาจเป็นการทอนกำลังใจในการถวายของหล่อนลง เพราะถูกกดให้คิดเกี่ยวกับฐานะการเงิน จึงว่า

“แพช่วยออกค่าน้ำมันรถได้ไหม ถือว่าเราช่วยคนละครึ่งเสมอกัน ผมออกค่าของถวาย แพออกค่าเดินทาง นะ”

หญิงสาวยิ้มหน่อยๆ แปลว่าหล่อนตกลง เกาทัณฑ์ชวนเลือกของต่อตามจำนวนที่ตั้งใจได้

แต่ละชิ้นที่เลือกหยิบจากชั้นวางล้วนสั่งสมความแช่มชื่นให้พูนทวีขึ้นตามลำดับ ในเมื่อรู้แก่ใจว่าเจตนาจะนำไปถวายสงฆ์โดยปราศจากการเจาะจงเลือกภิกษุองค์ใดองค์หนึ่ง ถวายเพื่ออนุเคราะห์ให้ผู้ประพฤติธรรมอยู่สบายตามอัตภาพ สามารถสืบทอดแนวทางปฏิบัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยชอบ

อีกทั้งทราบว่าของแต่ละชิ้นที่หยิบติดมือขึ้นมาพวกท่านจะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันด้านไหน แจ่มแจ้งว่าของแต่ละชิ้นมีคุณภาพดีเพียงใด บางทีเมื่อแพตรีจะผ่านของบางอย่างที่หล่อนไม่เคยซื้อ อย่างเช่นครีมโกนหนวด เกาทัณฑ์ก็เป็นฝ่ายเลือกยี่ห้อโปรดของตน กอบมาลงวางอย่างหมายรู้ว่ากลิ่น ความนุ่มของโฟม และความสบายสัมผัสของมันเป็นอย่างไร สงฆ์ก็จะรับเช่นนั้นเหมือนกันเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้

นำของใส่รถเข็นได้เพียงห้า-หกชนิดก็เกือบล้นแล้ว เนื่องจากแต่ละอย่างมีจำนวนถึงเก้าชิ้น เฉพาะผงซักฟอกนี่แพตรีจะเลือกขนาดกลาง เกาทัณฑ์ก็ขอเปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่เสียอีก หล่อนเกรงรวมของมากมายที่เขาหยิบๆๆแล้วจะล้นถัง เกาทัณฑ์บอกถ้าล้นก็ซื้อตุ่มใส่ถวายให้เป็นประวัติศาสตร์ไปเลย ทำเอาแพตรีหัวเราะออกมาได้

รับรู้ว่านั่นคือความเป็นเกาทัณฑ์ ต้องดีที่สุด ประณีตที่สุด ใหญ่ที่สุด เพื่องานที่เขาศรัทธา ทุกอย่างต้องสุดตัว ซึ่งก็จะให้ผลอันเป็นกำลังจิตในปัจจุบัน และวิบากในภายภาคหน้าสอดคล้องตามนั้น

หล่อนกำลังอยู่กับเขา ความเป็นเขา เหมือนชีวิตเปลี่ยนไป จากเช้าจนถึงยามนี้รวมลงเป็นวันที่มีความสุขอย่างไม่เคยมาก่อน อากาศรอบกายสบายผิดแปลก รสสุขหวานแหลมเห็นปานนี้เองที่ดึงวิญญาณโบกโบยขึ้นสูงได้ยิ่งกว่าปีกนก และพากายทะยานแล่นไกลได้ยิ่งกว่าแรงพายุกล้า

เกาทัณฑ์เดินผละจากจุดวางผงซักฟอก กำลังจะตรงไปหาน้ำยาล้างจาน ไม่ทันสังเกตว่าแพตรีตามมาด้วยหรือเปล่า กระทั่งชะงักกึกเพราะเสียงเรียกจากเบื้องหลัง

“พี่เต้!”

เย็นวาบในอก เกาทัณฑ์กลับหลังหันมอง แพตรียืนเว้นระยะห่างออกไปหลายก้าว หญิงสาวผมยาว สะสวย อ่อนหวานในชุดกระโปรงขาว โดดเด่นเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนในละแวก ด้วยแก้วเสียงใสที่เปล่งออกมาอย่างมีความหมายนั้น จับใจคนได้ยินยิ่งกว่าดีดแก้วเจียระไนสักร้อยใบพร้อมกัน

“แพเอารถเข็นมาเพิ่มนะคะ พี่เลือกของไปเรื่อยๆก่อน”

บอกเขาทั้งยิ้มกระจ่าง ทั้งโลกเหมือนสว่างให้หล่อนคนเดียว

เกาทัณฑ์พยักหน้า มองร่างระหงหมุนตัวเดินย้อนทางห่างไปด้วยดวงตาที่เหม่อลอยงงงันจากมนต์สะกดอันทรงฤทธิ์ของรูปและเสียงอิสตรี

แค่ถูกเรียกชื่อเป็นครั้งแรกก็แทบลืมหายใจอย่างนี้ ต่อไปถ้าหล่อนบอกว่ารักเขาสักคำ ไม่หมดสติเป็นคนขวัญอ่อนไปเลยหรือ…

นำมาจาก  http://dungtrin.com




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน