*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1454
  • จำนวนผู้ชม : 1692494
  • จำนวนผู้โหวต : 320
  • ส่ง msg :
  • โหวต 320 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 544 , 23:19:59 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนฝันร้าย

เกาทัณฑ์นำรถมาจอดเทียบประตูรั้วบ้านปู่ชนะประมาณทุ่มครึ่ง สองหนุ่มสาวก้าวลงจากรถ เปิดประตูบ้านและก้าวขึ้นเรือนไปด้วยกัน

ปู่นั่งอ่านหนังสือบนเก้าอี้โยก ท่าทางสบายอารมณ์แบบคนไร้ภาระเป็นกังวลใดๆ นาทีนั้นเกาทัณฑ์เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่าแก่อย่างมีสติ แก่อย่างปล่อยวาง เต็มไปด้วยความสบายใจในบั้นปลาย มีความหมายที่ดีเพียงไร แต่ละคนเจริญวัยและเดินทางสู่ความแก่ชราเหมือนกัน ต่างที่ว่าเมื่อถึงจุดนั้น ได้ข้อสรุป ได้เนื้อหาชีวิตรวมลงเป็นคุณค่าชนิดไหนสำหรับตนเองและผู้อื่น

“สวัสดีครับปู่”

ชายหนุ่มยกมือไหว้ ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเพิ่งล้างหน้าหลังตื่นนอนตอนเช้าได้ครู่เดียว ปู่ชนะพยักหน้าหน่อยๆ สัมผัสได้ว่าอากาศทั่วบริเวณสดฉ่ำขึ้นทันใดเพียงเมื่อหลานชายและหลานสาวปรากฏกาย

แพตรีเข้ามาคุกเข่ากับพื้นข้างเก้าอี้โยก ยกมือเกาะแขนท่าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงฟังออกขัดเขิน

“ตั้งใจกลับมาให้ทันทำข้าวเย็นแต่ไม่ทันเวลาจนได้ ปู่ทานหรือยังคะ?”

“ทานแล้ว ทั้งข้าวทั้งยาที่แพเตรียมไว้นั่นแหละ”

ท่านตอบด้วยความปรานี

“แพล่ะ เจ้าเต้มันปล่อยให้หิวหรือเปล่า?”

“อ้าว!” เกาทัณฑ์ร้องลั่น ปลายเสียงติดหัวเราะแบบแกล้งร้อนตัว “ใครจะยอมให้หิวล่ะครับปู่ แพเขายืนยันจะกลับมาทานที่นี่ ผมคะยั้นคะยอให้หารองท้องก่อนก็ไม่ยอม…เราไปทานกันเถอะแพ นึกแล้ว ปู่ไม่รอเราหรอก”

พอกลับมาอยู่ใกล้ปู่ แพตรีก็ให้ความสำคัญกับเขาน้อยลง หล่อนยังคงมองและพูดโต้ตอบกับท่านเพียงคนเดียว

“จะเอาอะไรอีกไหมคะ?”

ชายชราส่ายหน้า

“อิ่มแล้ว พอแล้ว” ท่านตอบราวกับพระ “ไง พบหลวงพ่อพุธไหม?”

“ค่ะ พบ โชคดีที่ไปถึงตอนท่านกำลังเทศน์ วันนี้คนเยอะหน่อย ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ท่านเลย”

“ก็อย่างนี้แหละ พระแท้อยู่ไกลแค่ไหนก็มีคนไปถึง ความจริงยุคเรานี้โชคดีแล้วนะ ไปหาพระหาเจ้าง่ายๆ มีถนนหนทาง มีรถราแล่นถึง สมัยก่อนจะกราบพระป่า พระปฏิบัตินี่ ต้องย่ำเท้าข้ามเขากัน”

“แพก็อยากไปนมัสการพระที่ท่านธุดงค์อยู่ตามป่าเขา เห็นว่าถ้าตั้งใจไปพบพระอริยสงฆ์นี่ แต่ละก้าวที่ใช้แรงเดินทาง เป็นมหากุศลทั้งนั้น”

“ผมจะเดินเป็นเพื่อนแพเอง”

เกาทัณฑ์เสริมด้วยเสียงสดใส แต่ใจคิดว่าถ้าวันไหนพร้อม และรู้ว่ามีพระดีในป่า เขาจะชวนหล่อนไปกราบจริงๆ ได้ลำบากเพื่อหาความเจริญใส่ตัวร่วมกับหล่อนคงทำให้ผูกพันกันแน่นแฟ้นขึ้นอีก

ปู่ผงกศีรษะแล้วบอกแกมสั่ง

“ไปทานข้าวเย็นเถอะลูก”

หญิงสาวยิ้มรับ

“ค่ะ”

ลงมาข้างล่างกับเขา คิดว่าคงจะดีกว่าหากเกาทัณฑ์ได้ทานตามชอบใจ ไม่ต้องร่วมทานแบบมังสวิรัติกับหล่อนติดกันหลายมื้อ จึงเอ่ย

“ค่ำมืดแล้ว พี่กลับเถอะนะคะ”

เกาทัณฑ์ยิ้มเผล่ เท้าเอว

“กินข้าวด้วยกันก่อนซี พอถึงบ้านก็ไล่เลยนะ”

“กับข้าวคงพอทานแค่คนเดียวน่ะค่ะ อย่าหาว่าไล่เลย”

“ก็ออกไปข้างนอกกับ…กับผมซี”

เกาทัณฑ์ตะกุกตะกักนิดหน่อยกับสรรพนามแทนตน แม้หล่อนยินยอมเรียกพี่เพื่อแสดงการทอดสนิทและนับถือให้อยู่เหนือแล้วก็ตาม แต่เขายังรู้สึกขัดๆชอบกลอยู่

ปกติเขาจะแทนตัวเองว่า ‘พี่’ ได้เต็มปากเต็มคำกับคนอายุน้อยกว่า หรือแม้มากกว่าแต่อยู่ใต้บังคับบัญชา ทว่าสำหรับแพตรี เขายังไม่รู้สึกเหนือหล่อนมากพอจะใช้สรรพนามนั้น อย่างน้อยก็ในเวลานี้

“นะ...”

“เพลียค่ะ ทานข้าวเสร็จอยากอาบน้ำนอนเลย”

เมื่อแพตรีปฏิเสธด้วยท่าทีจริงจัง ชายหนุ่มก็ไม่เซ้าซี้ พยักหน้าตามใจแล้วเดินย้อนขึ้นเรือนไปไหว้ลาปู่

“แพไล่ให้กลับน่ะครับ ชวนออกไปหาทานข้างนอกก็ไม่ยอม”

หวังไว้นิดๆว่าปู่จะช่วยใช้ประกาศิตสั่งอีกสักหน แต่ตรงข้าม

“อือ ดีแล้วนี่ ตอนกลางคืนเป็นเวลาหากินของเสือ สิงห์ กระทิง และแรด ยายแพเหมือนเก้งกวางดีๆนี่เอง”

เกาทัณฑ์ทำหน้าม่อย

“ผมเป็นลูกแกะมาทั้งวันนะปู่ ส่วนแพก็เหมือนนางกระต่ายป่า หลบไวออก”

ปู่ถลึงตา

“นั่นไง! แสดงว่าลองมาแล้วถึงรู้”

หลานชายหัวเราะเอื่อยเฉื่อยและเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ใกล้ปู่ ยิ้มประจบ

“เชื่อเถอะครับ ผมรู้จักรอพิธีการแล้วล่ะ เพิ่งเข้าใจว่าพิธีหมั้นและงานแต่งยกความรู้สึกให้สูงขึ้นกว่าคนในสมัยเอาตะบองตีหัวสาวแล้วลากผมเข้าถ้ำยังไง สัญญาเป็นสัญญาสิฮะ ผมจะเป็นสุภาพบุรุษ...” เขาลงเสียงอย่างตะขิดตะขวงกับคำที่ฟังเกินๆนั้น “...จนกว่าจะถึงเวลา”

“เออ ค่อยคิดอ่านได้น่ารักหน่อย…ว่าแต่ตอนนี้แกกลับเสียทีก็ดีนะ สำลักความสุขมาทั้งวันแล้ว อย่าให้ถึงขั้นกระอักเลย แยกห่างกันเสียมั่งเถอะ”

เกาทัณฑ์ยิ้มเย็น นัยน์ตาของเขาคงเปล่งประกายสุขจัดซ่อนยากหน่อย ปู่ถึงกระทุ้งเอา

“ก็ได้ครับ งั้นลาล่ะ เห็นไหมผมเป็นคนว่าง่ายจะตาย”

ยกมือไหว้ปู่ เดินกลับลงมา เห็นแพตรียืนรออยู่ห่างจากเชิงบันไดระยะหนึ่ง เกาทัณฑ์เดินเข้าไปหาแบบทอดน่อง

“แพยืนอย่างนี้เหมือนนางไม้เลย”

เสียงของเขานุ่ม ยิ้มพรายดูมีเสน่ห์จนทำให้หล่อนรู้สึกอุ่นในอก

“เป็นยังไงคะ?”

“ก็ยืนนิ่งๆ แวดล้อมด้วยหมู่ไม้ที่อยู่ในความดูแล มีความสุขอยู่กับตัวเอง”

“ฟังแล้วท่าทางเหมือนคนสวนมากกว่านางไม้นะคะ”

เกาทัณฑ์หัวเราะเต็มเสียง ก่อนเงียบลงระบายลมหายใจยาวอย่างเป็นสุขเต็มตื้น แหงนหน้ามองฟ้าสูงอันมืดลึกและดารดาษแสงดาว คืนนี้ฟ้าสวยราวกับมีงานรื่นเริงบนสวรรค์ หมู่ดาวระยิบระยับหลอกตาอย่างประหลาด คล้ายอยากสะกดให้หลงนอนมองทั้งคืนไม่รู้เบื่อ เขาพูดเปรยทั้งตาจับอยู่กับเบื้องบน

“ใครคนหนึ่งมองว่าผิวโลกเราเหมือนชายฝั่งของมหาสมุทรจักรวาล ที่คนยุคเราเพิ่งก้าวลุยลงไปจนเปียกแค่ศอก...”

แพตรีตรึกระลึกนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“คาร์ล ซาแกน”

ชายหนุ่มเบิกตาเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง เพียงยินหญิงสาวเอ่ยนามเจ้าของวาทะได้ถูกต้อง ก็ทราบในบัดนั้นว่าเขากับหล่อนอาจเป็นเพื่อนคุยกันได้สารพัดเรื่อง หลากหลายกว่าที่นึกไว้แต่แรก

กอดอก ยกมือข้างหนึ่งใช้นิ้วเกลี่ยคางพลางรำพึง

“ปราชญ์ระดับโลกมักมีมุมมองคล้ายคลึงกันนะ จะมองเข้ามาข้างใน หรือเล็งออกไปข้างนอกโน้นแล้วเห็นแต่สิ่งไม่เป็นที่รู้ น่าค้นหาคำตอบ ไอแซค นิวตัน ก็เคยพูดไว้คล้ายกับซาแกน คือเห็นตัวเองเป็น...”

เขาทอดเสียงช้าลง ทำทีเค้นระลึกแต่นึกไม่ออก จนแพตรีพาซื่อ ช่วยกล่าวแทนเพราะจำได้ดี

“เป็นเด็กชายที่เล่นอยู่บนชายฝั่งทะเล เพลินหากรวดหินเรียบและเปลือกหอยสวยแปลกกว่าธรรมดา ในขณะที่มหาสมุทรแห่งความจริงวางแผ่โดยยังไม่อาจถูกค้นพบอยู่เบื้องหน้า”

เกาทัณฑ์เผยอยิ้มกว้าง รู้จักหล่อนลึกกว่าเดิม แพตรีคงยังมีอีกหลายมิติที่น่าทึ่ง และเข้ากันได้กับเขาให้ค้นหามากมาย

รู้สึกดีใจที่มาพบหล่อน ขอบคุณตัวของตนที่มองไม่เห็นในอดีตไหนก็แล้วแต่ ที่สร้างสมร่วมกันมาจนเข้าถึงได้ง่ายดายอย่างนี้ เขาเผชิญได้ทุกสิ่งและไปได้ทุกแห่งด้วยยิ้มกล้า ขอเพียงมีหล่อนใกล้ จะผิดรูปแผกนามในกาลต่อไปอย่างไรก็ช่าง

หอบลมหนาวผ่านมาระลอกหนึ่ง พัดแรงจนใบไม้ใบหญ้าระเนนลู่กรูเกรียว ราวสรรพสิ่งรอบรายที่เล็กเบาและแบบบางอาจถูกพาไล่เรียงลอยวนขึ้นสู่เบื้องสูง ร่างสองหนุ่มสาวยังนิ่งยืนเคียงกันด้วยไออุ่นชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ไอเย็นชวนสะท้านไหวในแรงลมกลายเป็นเพียงสิ่งกระทบแล้วผ่านเลยไร้อิทธิพลอันใด

หอมกลิ่นสดชื่นของไม้ดอกหลากชนิดที่ขจายปนมากับสายลมเย็นนั้น เกาทัณฑ์สูดหายใจเข้าจนเต็มอก ลดสายตาลงมองแพตรี เห็นกลุ่มผมและปลายกระโปรงหล่อนพลิ้วไสวตามแรงพัด เรือนร่างอรชรสมส่วนชวนแวะเวียนทัศนามิรู้หน่าย ขนาดอยู่ในเงามืดเขายังรู้สึกเลยว่าหล่อนสวย

“แพ...”

หญิงสาวเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรหรือ

“ผมอยากเป็นตัวเองที่เห็นแพได้อย่างนี้ตลอดไป”

แพตรียิ้มเนือย

“คำว่า ‘ตลอดไป’ นี่ฟังดูเก๋ไก๋ดีนะคะ”

เกาทัณฑ์ผินหน้าเหลือบแลไปโดยรอบ ตรงข้ามฝั่งถนนหน้าบ้านเป็นทิวสน ซึ่งเมื่อมองเลยขึ้นไปจะเห็นจุดดาวเหนือยอดไม้ งามซึ้งชวนตะลึงแลเอาการ จึงได้ช่องชวนหล่อน

“มองดาวเหนือยอดไม้สูงนี่สวยดีนะ ยังกับภาพศิลป์บนบัตรอวยพรขึ้นปีใหม่แน่ะ ไอเดียทำต้นสอยดาวหรือต้นกัลปพฤกษ์จับรางวัลคงมาจากการเห็นแสงดาวผ่านช่องไม้อย่างนี้เอง”

แพตรีเหยียดยิ้มหน่อยหนึ่ง ไม่ยอมมองดาวตามวิธีเชิญชวนของเขา เกาทัณฑ์เห็นเช่นนั้นก็หาทางใหม่

“คิดดูแล้ว สิ่งที่เราเห็นหล่นจากฟ้าเป็นประจำคือสายฝน คนถึงมองว่าฟ้าให้แต่ความชุ่มเย็น...”

ชายหนุ่มแต่งน้ำเสียงเหมือนเล่านิทาน

“น้อยคนจะเจอลูกเห็บ เจอเครื่องบินตก เจออุกกาบาตร่วงลงมา พวกกวียุคก่อนวิทยาศาสตร์คงเศร้านะถ้ารู้ว่าดาวจริงๆตกสู่โลกน่ะ ที่นึกว่าอาจเอาสองมือกอบมาโปรยลงประดับกลุ่มผมคนรัก ไหนได้ ต้องร้องจ๊ากวิ่งกระเจิดกระเจิงกันป่าราบ ทั้งตัวเองทั้งคนรักนั่นแหละ”

หญิงสาวหัวเราะนิ่มๆ ก้มหน้าขบริมฝีปากที่ยิ้มค้าง มองพื้นเป็นครู่ ก่อนเอามือไพล่หลัง ตัดสินใจเงยหน้ามองดาวตามเขา เกาทัณฑ์ยิ้มใส ถอนใจโล่งอก

“นึกดูว่าพวกนักโทษที่ติดคุกชายทะเลจะขมขื่นขนาดไหน ตัวติดอยู่ในห้องขังคับแคบ แต่ตากลับส่งไกลได้ถึงสุดฟ้าสุดทะเล กลางวันเห็นน้ำครามกับริ้วคลื่น กลางคืนเห็นแสงดาวกับทางช้างเผือก อิสรภาพแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า แต่มือแกะลูกกรงออกไปหาไม่ได้”

“ทำไมถึงจินตนาการขึ้นมาได้ล่ะคะ เคยฝันว่าถูกจองจำหรือไง?”

“เปล่า อยู่ๆนึกขึ้นมาเองน่ะ”

เอาสองมือล้วงกระเป๋า รำพึงต่อ

“เราไม่มีลูกกรงกั้น ก็เขย่งแตะฟ้าไม่ได้อยู่ดี ถึงขึ้นสูงจนหลุดจากโลกไป ก็จะยิ่งรู้ว่าไม่มีทาง”

“แต่สายตาเราก็มองฟ้าได้รอบ ต่างกับนักโทษที่มองได้มุมเดียวจากหน้าต่างลูกกรง”

“อือม์ ใช่...คุยเรื่องนี้แล้วทำให้อิสรภาพในการเห็นท้องฟ้าดูหอมหวนขึ้นเยอะแฮะ”

แล้วเขาก็หมุนตัวมาเผชิญ ท่าทีนุ่มนวล ยกมือไล้ลูบเรือนผมหล่อนไล่จากศีรษะลงมาถึงไหล่ เพ่งตารอสบด้วยแววทอดอ่อนแนบนิ่ง

“แต่งงานกันนะแพ”

หญิงสาวเหลือบตาสบ วาบว่างในอกไปชั่วขณะ แต่ก็คืนเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“เพิ่งพูดถึงอิสรภาพ แล้ววกมาชวนกันเข้าคุกอย่างนี้หรือคะ?”

“บ้านเป็นได้ทั้งคุกและท้องฟ้า ขึ้นกับว่ามีใครอยู่ด้วยกัน”

แพตรีอดยิ้มไม่ได้ นึกในใจว่าช่างซ่อนเงื่อนด้วยการล่อให้หล่อนถาม แล้วรอขมวดจับใจกันด้วยคำตอบที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างนี้เอง

“หิวข้าวแล้วค่ะ กลับเถอะ แพจะได้ไปกินของแพ”

หล่อนตัดบทดื้อๆ

“พี่บอกทั้งปู่และพ่อแม่ของพี่แล้ว เราหาฤกษ์หมั้นกันนะ”

เกาทัณฑ์ตัดตรงเข้าจุดอย่างเป็นงานเป็นการ

“กำลังหิวๆ คุยเรื่องหมั้นไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ ไว้วันหลังดีกว่า”

แปลกใจตนเองเหมือนกันที่โต้ตอบได้โดยปราศจากอาการเคอะเขิน หันข้างให้อย่างจะออกห่างและชวนยุติการสนทนาเพียงนั้น แต่พอหันหนี มือขวาก็ถูกดึงไปกุมเกือบจะทันที

แพตรีมองมือตนในอุ้งมือเขา ทอดถอนใจ ตวัดหางตาแลแล้วถามเบาๆ

“นิ่มไหมคะ?”

เกาทัณฑ์ยิ้มเย็น ยอมปล่อยโดยดี และกล่าวในที่สุด

“พรุ่งนี้ผมมาหานะ”

“หาใคร?”

ชายหนุ่มหัวเราะแผ่ว แพตรียืนอยู่ตรงหน้าใกล้แค่เอื้อมเดี๋ยวนี้ แต่เขาคิดไกลไปถึงหล่อนที่อยู่กลางบ้านสวยในอนาคตกับลูกสักสองคนแล้ว

“หาแม่ของน้องเอ น้องบี...อือม์ ชื่อโหลไปหน่อย ไว้เห็นหน้าลูกค่อยตั้งชื่อใหม่ดีกว่า”

หากเป็นเวลากลางวัน เกาทัณฑ์จะเห็นคำตอบของเขาทำให้หล่อนหน้าแดงซ่าน แพตรีเดินผละจากไปที่ประตูรั้วทันที ซึ่งเขาก็เดินทอดเท้าตามหลังมาไล่กัน

ประตูเปิดอ้า แพตรียืนเฉยอยู่ตรงนั้น

“ราตรีสวัสดิ์”

เขากล่าวลา

“ค่ะ ราตรีสวัสดิ์”

ช้อนตาสบ เห็นเขามองอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ในเงาสลัวราง นึกครึ้มขึ้นมาก็ยิ้มเก๋และยักคิ้วให้ทีหนึ่ง เกาทัณฑ์ใจเต้น แต่ก็กล้าสืบเท้าเข้าใกล้และก้มลงจุมพิตหน้าผากหล่อนแผ่วเบา สูดกลิ่นหอมจากไรผมตามใจเรียกร้อง

แพตรีปิดตาลง ก่อนจะลืมขึ้นเมื่อเขาถอยห่างออกไป...

 

เสียงจักจั่นที่ดังระงมซอยและสายลมเย็นแทบไม่เป็นที่รับรู้ของมติแม้แต่น้อย เขาซ่อนตัวอยู่หลังเสาไฟจนกระทั่งเรือนรถเปรียวเคลื่อนออกจากแหล่ง และเงาร่างหญิงสาวลับหายจากประตูรั้วไปแล้ว

ร่างชาคล้ายคนเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ นึกว่าภาพที่เห็นคือความฝัน

เพิ่งกลับจากการโดดเดี่ยวตัวเอง เมื่อจะผ่านบ้านปู่ชนะ เห็นรถคันงามจอดเทียบหน้าประตูก็เคว้งงันไปวูบหนึ่ง จำได้ดีว่าเป็นของหลานชายปู่ชนะ เผอิญจังหวะนั้นแพตรีเดินมาเปิดประตูด้วย มติจึงรีบเบี่ยงตัวหาเสาไฟเป็นกำบังในเงามืดทันที ราวกับก่ออาชญากรรมไว้ ต้องหลบซ่อนอย่างคนมีพิรุธ

แสงไฟจากข้างถนนฉายให้เห็นสิ่งต่างๆเพียงมลังเมลือง แต่ภาพที่ชายคนนั้นจูบหน้าผากแพตรีมันชัดเสียยิ่งกว่าชัดต่อสายตาของมติ

เกินจะทำใจเชื่อว่านั่นคือหล่อน คล้ายใครเอาสันค้อนจามแสกหน้าทีเผลอเพื่อให้งงเคว้ง เห็นดินฟ้าหกกลับจากบนเป็นล่าง จากล่างเป็นบน

ทั้งที่ปลงใจจนหลอกตัวเองสนิทว่าคิดกับหล่อนเช่นพี่สาวเหมือนสมัยเด็ก แต่พอเจอภาพบาดตาพิสูจน์ใจ ก็รู้ว่าสภาพคาราคาซังยังคงอยู่ ช่วงเวลาที่พยายามโยนวิมานอากาศทิ้งลงทะเลนั้น นับว่าสูญเปล่าทั้งเพ

เดินกลับบ้านอย่างซึมเซื่อง กลายเป็นคนอ่อนไหวราวกับไม่เคยรู้จักความหนักแน่นแห่งสมาธิ เห็นจากข้างในเลยว่าตนหมองมืดหม่นคล้ำตั้งแต่หน้าลงมาถึงตัว จิตใจตกต่ำ ห่อเหี่ยวราวกับไม่เคยผ่านความสว่างแห่งปัญญามาก่อน

วางข้าวของพะรุงพะรังโครมอย่างไม่อินังขังขอบ นั่งลงกับพื้นห้องนอนด้วยกิริยาคล้ายคนถูกสาปเป็นหินกะทันหัน เจ็บแน่นหน้าอก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไฟริษยากำเริบขึ้นในหัวใจจนแผดเผาราวกับจะเอาให้ตายดับ หายใจผิดจังหวะ สองตาไม่อาจเล็งตรงให้ขนานกัน มองเห็นเพียงแคบใกล้ อึดอัดไปหมด

เม้มปากแน่น เกลียดรูปร่างหน้าตาตัวเองที่ไม่หล่อ เกลียดฐานะของครอบครัวที่ไม่รวย เกลียดชะตากรรมที่ส่งมาให้ใกล้ชิดแพตรี เพิ่งเห็นตนเองชัดเจนในวันนี้ ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เขาเพียงทำหน้าที่เป็นบริวาร ช่วยให้หล่อนไม่เหงาเกินไปนัก ระหว่างรอคอยราชรถมาเกยเมื่อถึงเวลาอันควร

นึกสงสารตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การถูกทอดทิ้งมันเป็นอย่างนี้ เหมือนเป็นคนไร้ค่า โดนกดให้ลีบเล็กลงเท่าเศษผ้าขี้ริ้วที่กองกับพื้น นึกไม่ออกเลยว่าเคยสร้างวีรกรรมน่าภูมิใจไว้เมื่อไหร่ หรือมีข้อดีน่าชื่นอกซุกซ่อนอยู่ตรงไหน

เจ็บยอกตลอดช่องอกรุนแรงและต่อเนื่อง เห็นไปในชั่วขณะนั้นว่าแพตรีทำร้ายเขาอย่างจงใจ ที่แล้วมาล้วนเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ ล่อให้เขาหลง ลวงให้เขารัก เสร็จแล้วก็สลัดเหมือนรองเท้าเก่าสักคู่

ล้มตัวลงนอน อยากหัวเราะ อยากร้องไห้ เขวี้ยงข้าวของให้กระจุยกระจาย กระทำกิริยาบ้าบอหลอกหลอนตนเอง ทำไมต้องปะเหมาะเคราะห์ร้าย ผ่านหน้าบ้านปู่ชนะในนาทีนั้นด้วย ถ้าเพียงเขาเดินตรงเข้าบ้านโดยไม่แวะทานข้าวหน้าปากซอย ก็จะผ่านหน้าบ้านปู่เมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงที่แล้ว และไม่ได้เห็นภาพบาดตาชนิดนั้น

ขนาดอยู่หน้าบ้านยังล่ำลากันหวานชื่น ยอมให้จูบหน้าผากได้ ป่านนี้ลับตาคนจะยอมให้จูบตรงไหนอีก? ยิ่งคิดยิ่งร้าวลึก ราวกับมีเหล็กแหลมควงจี๋อยู่ในอก และชอนไชชำแรกเนื้อตัวไปเรื่อย ผู้ชายหน้าตาท่าทางพรรณนั้น เกิดมาก็เพื่อเป็นเสือผู้หญิง จะมีความจริงใจให้หล่อนได้สักกี่น้ำ

อะไรมันบังตาหล่อนกัน? โธ่เอ๋ย...

บ้า...บ้าแท้ๆ! ยึดติดกับสิ่งที่มองไม่เห็นในหนหลัง ใครๆมันก็เคยเป็นผัวเมียกัน เคยทำบุญร่วมกันมาทั้งนั้นแหละ ควรจะดูต่างหากล่ะว่าปัจจุบันมีใครที่สมตัว คนสมตัวที่โคจรผ่านมาก็ต้องเคยเกื้อกูล เคยร่วมชาติร่วมกุศลเหมือนกัน

อย่างคุณหมอเจนฤทธิ์เจ้าของคลินิคใกล้บ้าน ทั้งเก่ง ทั้งมีเมตตา เป็นที่รักของทุกคน กับทั้งรูปงามในแบบของคนดี คู่ควรกับหล่อนอย่างที่สุด เฝ้าติดตามเป็นแรมปีก็ไร้ผล อย่างมากแพตรีแค่ยอมคุยโทรศัพท์ด้วยสักครึ่งชั่วโมงเป็นการขอบคุณที่อุตส่าห์เสนอตัวมาเยี่ยมตรวจสุขภาพปู่ถึงบ้านอย่างสม่ำเสมอ

เขาเองช่วยเชียร์ให้หล่อนรับนัดเที่ยวเท่าไหร่ก็เหลว กระทั่งนานไปชักเขว หลงหันมามองเข้าข้างตัวเอง ในเมื่อคนดีพร้อมที่สุดแพตรียังเฉย มาให้ความสนิทแต่กับเขาเท่านั้น จะหมายความว่าอย่างไรได้บ้าง?

นอนหงายหน้ามองเพดานในความมืด น้ำหยดหนึ่งหล่นจากหางตาหยาดลงเป็นสาย เขาร้องไห้หรือนี่? บ้าอะไรอย่างนี้! คนที่โกนผมเมื่อไหร่เป็นพระเมื่อนั้นอย่างเขาน่ะหรือร้องไห้เรื่องผู้หญิง?

ทุเรศตัวเอง ทุเรศที่เคยคิดว่าแพตรีสนิทกับเขาได้คนเดียว ทุเรศที่สำคัญว่าความสนิทคือสะพานทอดไปหาสัมพันธภาพอันลึกซึ้งในวันหนึ่ง ถ้าเปิดไฟมองเงาในกระจกตอนนี้ คงเห็นไอ้งั่งผอมแห้งคนหนึ่งผู้ไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา แก้มตอบเหมือนผี แต่สะเออะไปวาดรูปวิวาห์คู่กับนางฟ้า คิดถึงภาพตัวเองในทักซีโด้ดำและแพตรีในชุดวิวาห์ขาวบริสุทธิ์ที่วาดขึ้นแล้ว เพิ่งเห็นซึ้งว่าเปรียบเหมือนอีกาทะลึ่งไปตีคู่กับหงส์ไม่มีผิด

อนาถจริงๆ!

เสียดายเผารูปทิ้งไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นตอนนี้จะเอามาวางทับหน้าตัวเองแล้วค่อยจุดไฟ

เหนื่อยอ่อน สมองทำงานวกวน ปิดตาลงท่ามกลางความอึงอลในหัว อยากให้ร่างที่วางนอนของตนเหี่ยวแห้ง ตายซากไปอย่างเศษขยะที่ยุ่ยสลายหายหนได้เองเมื่อถูกกัดกร่อนจากภายใน

เสียงความคิดดูตึงตังอลเวงขึ้นเมื่อหลงครึ่งหลับครึ่งตื่นด้วยอารมณ์ทรมาน เส้นกระตุกจนเด้งขึ้นทั้งร่าง นี่เขาฝันว่าตัวเองกำลังคิดสับสน หรือคิดสับสนว่าตัวเองกำลังฝันกันแน่? ความคิดคล้ายเป็นสายดำแดงแล่นเวียนซ้ายว่ายขวา บางทีเป็นเสียงตัวเองหลอนหลอกราวกับปีศาจ ต้องพลิกตัวสะบัดหนี บางคราวเป็นเสียงกระซิบของแพตรีเหมือนหล่อนมายืนเรียกอยู่ข้างเตียง หล่อนมาเย้ยเขาหรือ?

ฝันว่าตัวเองนั่งข้างคูน้ำ คิดย้อนทบทวนวันคืนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เดินเคียงหล่อน จะถูกต้อนรับด้วยสายตางุนงงของผู้คนตามรายทาง ที่สงสัยว่าทำไมดอกฟ้ามาเดินคู่กับหมาวัด เคยบอกตนเองว่าไม่อยากแยแสสายตาเหล่านั้น เขาบริสุทธิ์ใจกับแพตรี หล่อนเป็นพี่สาวของเขา ใครคิดอย่างไรก็ช่าง

ความรู้สึกที่แปรรูปเป็นอื่นเริ่มสั่งสมมาจากเมื่อไหร่ก็ยากจะระบุวันเวลา ที่แน่คือเมื่อเกือบสองเดือนก่อนเขาได้รับเชิญไปงานแต่งของรุ่นพี่คนหนึ่งผู้มีบุญคุณ ให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ เกิดความประทับใจภาพยืนคู่กันบนเวทีของคู่บ่าวสาวที่งามราวกิ่งทองใบหยก บันดาลให้อยากวาดรูปขึ้นมาทันใด

ทีแรกก็ว่าจะวาดรูป ‘กิ่งทองใบหยก’ เป็นกำนัลแก่คู่บ่าวสาว แต่ไปๆมาๆนึกอย่างไรไม่ทราบ ตอนลงมือวาดกลับใส่แพตรีลงเป็นเจ้าสาวได้ เป็นการปรุงแต่งจากความทรงจำสดๆ ปราศจากต้นแบบรูปถ่ายหรือตัวจริงแต่ประการใด

งานบางชิ้นทำให้เข้าใจความรู้สึกตัวเองดีขึ้น อย่างเช่นเมื่อวาดหล่อนเป็นเจ้าสาวแล้ว สิ่งที่ตามมาคือลากดินสอวาดรูปตัวเองตามไปเป็นเจ้าบ่าว จะว่าผีผลักก็ไม่เชิง เพราะสติสตังยังครบถ้วน แถมพักคิดทุกระยะเกี่ยวกับการวางตำแหน่ง เนื่องจากไม่มีต้นแบบคร่าวดังที่เคยปฏิบัติ

บรรจงวาดจนเสร็จและรับรู้แต่นั้นว่าส่วนลึกที่มีต่อหล่อนเป็นอย่างไร ตัวตนของหล่อนนำทาง นำความคิด เป็นแรงบันดาลใจให้ รวมทั้งมีอิทธิพลกับงานและวิธีคิดของเขามาตลอด

อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ขึ้นรถประจำทางปรับอากาศด้วยกัน ซึ่งทางเดินบนรถแคบลู่ และมีผู้ร่วมโดยสารค่อนข้างเบียดเสียด เขาจ่ายเงินให้พนักงานเก็บเป็นเหรียญล้วน เผอิญมีเหรียญหนึ่งหลุดรอดจากง่ามนิ้ว กระเด็นลงพื้นห่างออกไปหน่อยหนึ่ง เขาไม่ติดใจและควักเหรียญใหม่จากกระเป๋า กับทั้งไม่ใส่ใจตามเก็บ เพราะเท้าคนกำลังครองพื้นที่ส่วนใหญ่เกือบหมด ขี้เกียจขี่ช้างจับตั๊กแตน

แต่แพตรีพยายามก้มลงเก็บ ยอมเบียดคนค่อนข้างลำบากลำบน ต้องกล่าวขอโทษคนโน้นคนนี้ เขาจำกิริยาสอดส่องค้นหาของแพตรีได้ดี หล่อนหาจนเจอและคืนเขา ออกนึกอายคนที่หล่อนจริงจังกับเงินแค่บาทเดียวขนาดนั้น

เมื่อลงจากรถแล้ว เขาชมหล่อนแบบไม่รู้จะพูดอะไร

‘พี่แพนี่ดีนะ เห็นค่าของเงิน บาทเดียวก็ไม่มองข้าม’

แพตรีตอบเพียงสั้น แต่ยังผลให้เขาสะอึก และเข้าใจคำว่า ‘มุมมอง’ ได้ถึงแก่นนับแต่นั้น

‘เปล่า เงินบาทเดียวไม่เสียดาย แต่รูปแทนในหลวงอยู่บนเหรียญ พี่ไม่อยากให้ใครเหยียบ’

วันนี้หล่อนกำลังจะจากหาย ไม่มีเวลาเหลือมาเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวไปไหนๆอีกแล้ว

จากสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ฝันคิดฝันย้อนวกวนอย่างทุกข์ทรมานเหลือร้าย ค่อยซาสงบลงเป็นหลับจริง และปรากฏฉากบรรยากาศงานเลี้ยง เห็นคนใส่สูท ใส่ชุดราตรีเดินพลุกพล่าน เขาแทรกตัวไประหว่างผู้คนคล้ายหนูสกปรก ใส่สูทกระจอกตัวละสองสามร้อยที่ซื้อจากริมฟุตบาท ใบหน้ามันแผล็บเพราะไม่ได้ล้าง ผมเผ้าแม้หวีเรียบแต่ก็เกรอะกรังเพราะไม่ได้สระ แถมใส่รองเท้าแตะเข้ามาย่ำพื้นพรมหรู ต้องเดินไปก้มไปด้วยความอับอายเมื่อมีสายตาใครผ่านมาเห็นเข้าและส่งแววเหยียดให้

กำลังเดินหาแพตรี รู้ว่าหล่อนยืนอยู่ที่ใดที่หนึ่งในงาน ท่ามกลางผู้คนสลอนหน้าสลอนตา ภาวนาให้พบหล่อนเสียที จะได้รีบหลีกจากงานให้พ้นอายไวๆ

แหวกผ่านผู้คนที่ล้วนแล้วแต่ตัวสูงกว่าเขา ลดเลี้ยว เหลือบซ้ายแลขวา กระทั่งถึงจุดที่เห็นแสงทองกราดฉายไปทั่ว รับรู้ผ่านสัมผัสทางตาว่านั่นเป็นที่ที่แพตรียืนอยู่ จึงรุดตรงไปทันที

หล่อนยืนเด่นอยู่ในชุดเจ้าสาว งามงอนระเหิดระหง สยายยิ้มอวดไรมุกอยู่กลางแสงทองสว่างสวย มีใครต่อใครเยี่ยมหน้าไปทักทายแสดงความยินดีเต็มไปหมด เขาได้แต่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ รีรอให้แขกผู้มีเกียรติในชุดหรูคู่ควรพอสร่างซาลง ท่าทางใครต่อใครใหลหลงหล่อน อยากพูดคุยด้วยนานๆ ทว่าเจ้าสาวก็ให้เวลาแต่ละคนได้เพียงน้อย เนื่องจากยังมีที่คอยลำดับเข้ามาทักทายอีกมาก

กระทั่งเห็นว่าเป็นโอกาส เมื่อแพตรีบังเอิญมองมา ใจชื้นขึ้นเพราะหล่อนเบิกตาส่งประกายดีใจและกวักมือเรียกหยอยๆ มติก้าวเดินเข้าหาอย่างหน้าชื่น หล่อนไม่เคยลืมเขา และไม่รังเกียจที่จะแสดงความสนิทชิดเชื้อกับน้องผู้ต่ำต้อยท่ามกลางแขกเหรื่อไฮโซ

“มาทำอะไรจ๊ะมติ?”

นั่นคือคำทักจากหล่อน ความปรีดาหดหายวูบวับ หล่อนไม่รู้หรือว่าเขามาก็เพื่อร่วมแสดงความยินดีเช่นเดียวกับแขกอื่นในงาน

มติอึกอัก คิดหาถ้อยคำเป็นครู่ ก่อนนึกออกและตอบตะกุกตะกัก

“ผม...ผมอยากมาบอกให้พี่แพรู้ว่าผมเผารูปนั้นทิ้งไปแล้ว ขอโทษนะฮะที่วาดมันขึ้นมา”

กล่าวแล้วก็เงียบงันอยู่กับความสำนึกผิดของตน อยากให้หล่อนหยันเย้ยไยไพสักคำ จะได้หลาบจำขึ้นใจ

ทว่าแพตรียังคงเป็นแพตรี หล่อนคลี่ยิ้มละไม นัยน์ตาสงบนิ่งแฝงแววปรานีดุจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“ช่างเถอะจ้ะ...แต่มติต้องวาดรูปพี่กับเจ้าบ่าวของพี่ให้ด้วยนะ”

มติก้มหน้าสลด ทว่ารับคำขอนั้นโดยดี

“ฮะ แล้วผมจะวาดให้”

“เธอเป็นน้องที่พี่รักมากกว่าใคร”

ว่าแล้วก็ดึงเขาเข้ามาโอบด้วยเรียวแขนขวา ตอนนั้นมติรู้สึกว่าตนเองกลับกลายเป็นเด็กชายตัวเล็กจ้อยที่อยากใกล้ชิดหล่อนเพื่อขอความอุ่นกายสบายใจจากพี่สาวอีกครั้ง

มือใหญ่แข็งๆของใครคนหนึ่งจับหมับที่ต้นแขน บีบเต็มกำและกระชากเขาปลิวหลุดจากอ้อมโอบเจ้าสาว เบิกตามองด้วยความตระหนกก็ทราบว่าบัดนี้เขามาเผชิญกับเจ้าบ่าวผู้วางท่ากร่างคล้ายนักเลงโต ตีหน้ายักษ์ใส่คล้ายจะเข้าฉีกเนื้อเถือหนัง คงเดือดดาลที่เห็นแพตรีทอดแขนโอบเขานั่นเอง

มติตัวสั่น เขายกมือไหว้และเอ่ยเสียงเครือด้วยความกริ่งเกรงภัย

“สวัสดีครับพี่”

“ทะลึ่งมากนะไอ้กร๊วก เสือกเอากลิ่นสาบมาติดเจ้าสาวกู...ออกไป๊!”

เสียงตวาดนั้นดังราวกับฟ้าร้อง และสิ้นคำเจ้าบ่าวก็ผลักมือกระทุ้งอกเขาเต็มแรง ยังผลเหมือนถีบด้วยเท้าช้าง ร่างบอบบางของเขาลอยหวือไปปะทะโต๊ะกลมล้มครืน จานชามหล่นไหลแตกเปรื่องระเนระนาด สาวๆหวีดว้ายกันลั่น เขาล้มลุกคลุกคลาน ขายหน้าและเสียใจจนจุกแน่นไปหมด นั่งพับเพียบแปะกับพื้น สายตาทุกคู่รุมจับจ้องมาด้วยความสมเพช แต่ไม่เวทนา

เหลียวไปทางแพตรี หวังจะเห็นหล่อนลนลานเข้ามาช่วยและอธิบายให้เจ้าบ่าวเข้าใจว่าเขาเป็นคนสนิท ก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่าหล่อนเพียงยืนมองเฉย

ผู้ชนะได้ไปทุกสิ่งเช่นนี้เอง แม้น้ำใจอาทรของคนแสนดีอย่างหล่อนก็ไม่เหลือให้...

ตื่นจากฝันเลื่อนเปื้อน ลืมตาในความมืด ถอนใจกับตัวเอง ความสุข ความหวังทั้งหลายเหือดแห้งไปจากหัวอกเช่นเดียวกับน้ำในหนองที่ถูกเผาด้วยแดดจัดอย่างต่อเนื่อง ตรงกันทั้งยามหลับและตื่น

สิ้นแรง สิ้นพลัง ทอดอาลัยตายอยาก ไม่คิดทำอะไรเลยแม้กระทั่งร้องไห้ ที่สุดของความอกไหม้ไส้ขมคือความร้างแล้งจากทุกอารมณ์ คล้ายร่างกายเป็นเพียงท่อนไม้ตายซากชิ้นหนึ่ง

แต่เพราะได้กำลังฟื้นคืนมาจากการหลับสั้นๆ สติจึงพลอยหวนกลับ ไม่คิดปล่อยให้ตัวเองจมทุกข์เป็นบ้าเป็นหลังเสียก่อน กลิ่นสาบสางและความหมักหมมเหนอะเหนียวตามเนื้อตัวบังคับให้ลุกขึ้นเข้าห้องน้ำเสียบ้าง ซึ่งก็ลุกในลักษณะอีบัดอีโรยคล้ายคนเป็นไข้ใกล้ตายเต็มประดา

ล้างหน้าแปรงฟัน เห็นใบหน้าในกระจกกลมแล้วต้องปรับเชิดขึ้นให้เงาซูบซำเหมาของตนหายไป เอาขนแปรงปัดฟันและนวดเหงือกเสียหน่อยค่อยดีขึ้นนิด พอเรียกความสดชื่นคืนชีวิตชีวาได้บ้าง

นี่เขาเป็นอะไรไป ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้อรรถรู้ธรรมอย่างนี้แล้ว เพียงเพราะถูกกิเลสเผาหัวอกหัวใจหน่อยเดียว ถึงกับยอมปล่อยจิตตกต่ำลงขนาดนี้ได้ จะไม่ให้มีความแตกต่างกับปุถุชนทั่วไปผู้ไม่รู้อรรถรู้ธรรมบ้างเลยหรือ?

ตาสว่างขึ้น จริงอยู่ เขากลับเศร้า เกิดความรันทดระทมทุกข์ด้วยแรงกระทบแบบโลกๆได้เท่าคนอื่น แต่เมื่อเศร้าแล้ว ควรใช้อรรถธรรมข้อใดที่มีติดตัวมาทำความแตกต่างให้เกิดขึ้น?

เมื่อคนในโลกผิดหวังในรัก เห็นภาพบาดตาสะเทือนใจ พวกนั้นทำอะไรกัน? โมโหหน้ามืดเข่นฆ่าคนรัก หรือปล่อยให้น้ำตาไหลท่วมบ้าน จนกว่าต่อมน้ำตาจะหมดสมรรถภาพ ตีอกชกหัวทำร้ายตัวเองให้เจ็บกายสมดุลกับเจ็บใจ และถ้าความเจ็บยังมีแรงเฉื่อย เคว้งคว้างและอาศัยแรงตนเองทรงกายหยัดขึ้นสู้ชะตาต่อไม่ไหว ก็คงต้องพึ่งเหล้ายา หรือกระทั่งคิดสั้นพึ่งมีด พึ่งดาดฟ้าตึกกันเป็นลำดับต่อไป

เขาล่ะ? สมาธิก็ทำเป็น แสงปัญญาก็มีออกสว่างไสว แล้วจะดูดายวายว่างเป็นไอ้บื้อให้ราคะ โทสะ โมหะมันล้างผลาญกุศลจิตจนกว่าจะแดดิ้นหรืออย่างไร?

เกิดความตั้งใจในทันทีว่าหลังสะสางชำระกายเสร็จ จะเข้าที่ทำสมาธิ เจริญปัญญาให้คมกล้า กรีดตัดโมหะออกจากจิต และล้างใจให้สะอาดตามกายนี้

พอกำหนดเช่นนั้นได้ใจค่อยสบายขึ้นมาก เปิดฝักบัว หลับตาปล่อยให้สายน้ำปะทะหน้า เอื้อมหยิบขวดแชมพูมาเทลงมือ ยกขึ้นลูบศีรษะ แล้วใช้สองมือยีผมจนเกิดฟอง

ปลายเล็บทั้งสิบลากไปมาบนหนังหัวแกรกกราก ปลายเล็บสัมผัสความแข้นแข็ง ทำให้รู้ที่ตั้งของกะโหลกส่วนกระหม่อมอย่างแจ่มชัด และเพราะกำลังปิดตา สัณฐานของกะโหลกจึงปรากฏกับใจง่ายดายแบบไม่ต้องอาศัยสมาธินำ

ขยายเขตรู้ไปทั่วทั้งร่องรูหูตาในโพรงกะโหลก เห็นครอบทั้งแผ่นกระดูกส่วนหน้าผากและโหนกแก้ม และฟันเป็นซี่ๆในช่องปากที่ขบกันอยู่

เมื่อเพ่งถี่ถ้วนด้วยการเพิ่มแรงหนุนของกระแสรู้มากขึ้น ก็เห็นคล้ายเขากำลังลูบคลำหัวกะโหลกที่ถูกตัดออกมาวาง มีเส้นผมขอดติดอยู่กับส่วนกระหม่อมเหมือนสาหร่ายทะเลรกเรื้อติดหินเรียบฉะนั้น

นั่นคือ ‘หน้าตา’ ของตนที่เห็นออกมาจากภายใน

เมื่อเกิดนิมิตชัด เห็นตัวเองเป็นเพียงกะโหลกที่มีกลุ่มผมเปียกติดหนังศีรษะ ใจก็ปล่อยวางอัตตาลง และเริ่มหันเหจากความเศร้าหมองเมื่อครู่มาจับพิจารณาธรรมเต็มที่ ส่วนหัวตั้งนิ่ง ตาปิดสนิทแนบ สัมผัสระหว่างสองมือกับหนังหัวก่อให้เกิดดุลแก่ตัวรู้ภายในอย่างดี สองรูหูปรากฏเหมือนอุโมงค์ในถ้ำใต้น้ำ รับเสียงแจ้กจั้กที่ตกจากฝักบัวกระทบร่างและเลยลงพื้นถนัด

จิตจับต้นเสียงที่โดยมากดังมาจากพื้น จับแก้วหูซึ่งเป็นส่วนประสาทปลายทางของช่องหู และดูความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในหัว ซึ่งจิตตีความเป็น ‘เสียงน้ำกระทบพื้น’

จิตจับดูความหมายรู้ว่าเกิดเสียงน้ำกระทบพื้น ตามดูต่อเนื่องและพิจารณาว่าการได้ยิน หรือกระแส ‘โสตวิญญาณ’ กับความหมายรู้ หรือ ‘สัญญา’ นั้น เกิดจากปัจจัยภายนอกภายในประกอบกัน ได้แก่

เสียงจากต้นแหล่ง เป็นความสั่นสะเทือน เป็นอนัตตา

แก้วหูอันเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในกายมนุษย์ เป็นโสตประสาท ไม่มีใครออกแบบ ไม่มีใครสร้าง เป็นอนัตตา

เจตนาเงี่ยหูฟัง เป็นความปรุงแต่ง เมื่อปรุงโดยปราศจากหน้าตาใครมารองรับ ก็เห็นได้ว่าเป็นกิริยาของจิต ปรากฏแล้วสลายตัว ไม่ผูกอยู่กับชื่อเสียงเรียงนามใด เป็นอนัตตาเหมือนกัน

ด้วยปัจจัยคือเสียง แก้วหู และเจตนานั้น จึงเกิดความหมายรู้ขึ้นที่จิต เป็น ‘เสียงน้ำกระทบพื้น’ หากตัดปัจจัยตัวใดตัวหนึ่งออก เช่นปิดน้ำลง หรือง่ายกว่านั้นคือเลิกเงี่ยหูตั้งใจฟัง ความหมายรู้ ‘เสียงน้ำกระทบพื้น’ ก็จะขาดสายหายหนไปด้วย

ผุดความคิดคำนึงถึงแพตรี จิตถูกกระทบด้วยมโนภาพหล่อน เช่นเดียวกับที่พื้นถูกกระทบด้วยน้ำฝักบัว เกิดความหมายรู้ขึ้นได้ว่าหล่อนคือใคร เกี่ยวข้องอย่างไรกับเขา

สิ่งกระทบใจผุดขึ้นโดยเขาไม่ได้กำหนดให้เกิดขึ้น ตัวของแพตรีคงเดินเหินหรือนั่งนอนอยู่ในห้องห่างออกไป เป็นคนละอันกับที่ผุดเกิดกระทบใจเขาตรงนี้ เดี๋ยวนี้

เมื่อรู้แจ้งดังนั้นก็เห็นเป็นเพียงนิมิตอันว่างเปล่า เป็นความปรุงแต่งอันเกิดจากความทรงจำของเขาเอง ปราศจากความรู้สึกรู้สาอันใด แต่ด้วยปรุงแต่งชนิดเดียวกันนี้ เมื่อครู่พาเขาไปเป็นผู้ทุกข์ ผู้มีความระส่ำระสาย ผู้สงสารตัวเอง ผู้ร้องไห้ให้ตัวเอง

ตัวผู้รัก ผู้ถูกรัก ผู้สมหวัง ผู้ผิดหวัง ปรากฏมีสาระอยู่แต่ในจิตอันปรุงแต่ง เสกปั้นสรรค์ไป จูงให้เขาหลงไป เพ้อไป ปราศจากแก่นสาร

อยู่ในภาวะตามดูการปรุงแต่ง ตัวตนอะไรๆทั้งหมดก็ดับลง เหลือเพียงความรู้พร้อมเท่าทัน เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงธรรมขึ้นมา

สงัดเงียบอย่างเอกอุ เห็นกายสักแต่เป็นรูปกิริยาขยับเคลื่อนไหว จิตสว่างนวลในภายใน ดุจเนื้อกายโปร่งใสขึ้น แลทะลุเข้าไปเห็นกระดูกขาว ไล่ตั้งแต่กะโหลกศีรษะที่ตั้งอยู่ระหว่างสองบ่า ต่อจากบ่าเป็นหัวไหล่ สองแขนแยกงอเพื่อรวมมือสระผม

เหลือเพียงความเคลื่อนไหว เพียงปรากฏการณ์ เพียงรูปมนุษย์ สัญลักษณ์ธรรมชาติแห่งทุกข์ ที่รวมอารมณ์ดีร้าย แหล่งกำเนิดกุศลและอกุศลกรรม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับลง ว่างเปล่าจากสาระแก่นสาร

ธรรมเกิดอยู่ทุกที่ จิตเห็นธรรมได้ทุกเวลา เพียงเมื่อมีการพิจารณาเท่านั้น จะเป็นที่ร่มหรือกลางแจ้ง นั่งสมาธิหรืออาบน้ำก็ตาม

ปีติในธรรมเย็นซ่านจากความถึงซึ้งในนิมิตแห่งอนัตตา เพลินยีสระหัวอยู่นานกว่าปกติเป็นสิบนาที ล้างกายจนเสร็จสะอาด กับทั้งชะล้างความขุ่นมัวออกจากใจจนโปร่งโล่ง กลายเป็นความยินดีและร่าเริงในความปล่อยวางยิ่ง

ว่างยิ่งเพราะไม่หลงเหลือผู้หญิงให้หวัง ไม่ติดพะวงโลกธรรมใดอื่น

ผู้หมดหวังในทางโลก สุดท้ายอาจกลายเป็นผู้สมหวังในทางธรรม ครองแก้วอันวิเศษสูงส่งเหนือนางแก้วนางสวรรค์ใดๆ

ตัวสติจับกาย เห็นกายเป็นอนัตตายังคงดำรงนิ่งสว่างไสวอยู่ภายใน และล็อกติดอยู่กับฐานอารมณ์ด้วยตัวเอง แม้ลืมตาและเคลื่อนไหวปกติแล้วก็ตาม นี่ย่อมเกิดขึ้นจากการสั่งสมพลังสมาธิมาดี ประกอบพร้อมกับที่ใจหมดความข้องแวะทั้งปวง เต็มใจเพ่งอยู่แต่ความว่างในกายลูกเดียว

เปิดประตูห้องน้ำ เห็นพ่อเพิ่งเข้าบ้าน ยิ้มร่ากระหืดกระหอบมาทักเขาด้วยเสียงดังกว่าปกติ

“เฮ้ยมัด! พ่อถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง!!”

ความลิงโลดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ กระจายตัวอยู่ในอากาศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นแทรกเต็มในทุกอณู

จิตเหมือนแยกเป็นสองภาค ภาคหนึ่งปักหลักนิ่งรู้กาย อีกภาครับทราบสิ่งกระทบที่เข้ามาทางตาและหู มติยังเห็นตนเองเป็นกระดูกฉาบเนื้อที่ตั้งยืนขึ้นด้วยระยางขาทั้งสอง มีผ้าเช็ดตัวผืนเดียวปิดกายอันน่าสังเวช เบื้องหน้าคือร่างชะลูดของบิดา ผู้หน้าแดงก่ำอยู่กับลาภก้อนใหญ่อันลอยมายากเย็นระดับหนึ่งในล้าน

เมื่อจิตผู้รู้นิ่งมั่นเห็นผัสสะเป็นอนัตตา ร่างของพ่อเขาจึงปรากฏคล้ายนิมิตอันว่างเปล่า ไหลมาจากอดีตใกล้คือตรวจผลสลากกินแบ่งแล้วเข้าเป้าเผง และกำลังจะกลายเป็นอนาคตคือความร่ำรวยมั่งมี ได้ใช้เงินตามใจนึก

แต่ความลิงโลดสุดชีวิตยามนี้ก็จะจางไปในอนาคตเช่นกัน

ความเป็นปัจจุบันคือชั่วขณะที่เสวยทุกข์สุขได้ ชั่วขณะที่ตั้งเจตนากระทำการดีร้ายได้ และไม่มีวันอยู่ยงคงตัว ทุกอย่างไหลเลื่อนไปตลอดเวลา

แปลกอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกประหลาดอย่างยิ่งกับประสบการณ์เมื่อมีสติคมกล้าอย่างนั้น ในสัณฐานกะโหลกของตนปรากฏกลุ่มความคิดลอยวนให้ตนได้ยินเพียงคนเดียว ถูกแปรรูปถ่ายทอดออกเป็นเสียงให้คนอื่นรับฟังตามได้เมื่อกระดูกขากรรไกรขยับขึ้นลง

“ดีสิฮะพ่อ”

เป็นวาระแรกที่เห็นต้นทางของคำพูด สิ่งนั้นเรียกวจีเจตนา ผุดขึ้นก่อนในหัว อาจถูกยับยั้งไว้ให้ได้ยินเองคนเดียว หรือปลดปล่อยออกมาให้คนอื่นได้ยินตามก็ได้ผ่านอวัยวะชิ้นหนึ่งในกายคือปากซึ่งอยู่ด้านล่าง ใกล้กันมากกับสมองอันเป็นต้นกำเนิดวจีเจตนา

พูดจบแล้วจิตก็จับอวัยวะอีกส่วนหนึ่งคือริมฝีปาก ต้นกำเนิดสัญลักษณ์หนึ่งของความยินดี เครื่องถ่ายทอดลักษณะจิตที่กำลังอยู่ในภาวะเริงร่า คือฉีกริมฝีปากแยกออกจนสุด

จิตไม่ได้ว่างแบบคนไร้สำนึกหรือป่วยไข้ แต่ว่างเพราะเกิดตัวรู้แจ้งในอนัตตภาพ จึงยังคิดอ่านโต้ตอบ มีความหมายรู้แบบคนในโลกอยู่ครบถ้วน ขาดก็แต่ประกายที่นัยน์ตาทั้งสอง เขาส่งประกายจัดจ้าออกไปไม่ได้ เพราะจิตเห็นธรรมขั้นต้นไม่อยู่ในภาวะที่อาจก่อมายา

“ฮ่ะๆ ความจริงพ่อลืมไปด้วยซ้ำว่าเลขออกตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ไปเล่นหมากรุกที่บ้านไอ้ช่วยตั้งแต่บ่าย ตกค่ำถึงเพิ่งเปิดหนังสือพิมพ์ ฮ่ะๆ มัด เรารวยกันแล้ว พ่อพลิกดูเห็นหน้าสองตรวจผลก็ควักจากกระเป๋าขึ้นมาเทียบเลขท้ายข้างล่างก่อน พอเห็นว่าผิดก็นึกว่าชวดแล้ว แต่พอเทียบข้างบนเห็นสองตัวท้ายตรงนะ ทีแรกก็เย็นวาบไปทั้งตัว พอค่อยๆเหลือบไปเทียบทีละหลัก จะช็อกให้ได้ นึกว่าตาฝาด แต่เพ่งยังไงก็ใช่ ฮ่าๆ ตรงหมดทุกหลักจริงๆ!”

เสียงพ่อสั่นรัวเพราะลิ้นพันอย่างระงับปีติสุดขีดไม่อยู่ ความจริงพ่อไม่ใช่คนติดหวยหรือสลากกินแบ่ง เขาสังเกตแต่เด็ก พ่อซื้อเป็นบางครั้งเพราะคนตาบอดหรือเด็กท่าทางน่าสงสารเดินมาขาย เขาสัมผัสได้ถึงเจตนาช่วยเหลือ แบ่งเงินให้เป็นทาน เพราะเมื่อพ่อเดินผ่านแผงทั่วไปก็ไม่เคยแวะซื้อเลยสักครั้ง

“พ่อต้องแกล้งทำเฉยจนแทบอกแตกตายแน่ะว่ะ กลัวพรรคพวกบนโต๊ะหมากรุกมันรู้แล้วจะรุมตีกบาลพ่อหมอบอยู่ตรงนั้น...”

เขาต้องมานั่งรับฟังพ่อสาธยายที่โต๊ะรับแขกทั้งอยู่ในผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืน พ่อเสียดายที่ซื้อเลขนั้นแค่คู่เดียว เรียกว่าทั้งดีใจทั้งเสียดาย ส่งแรงดึงทึ้งกันไปมาจนหัวใจแทบวาย อีกคู่หนึ่งวางอยู่ติดกันแท้ๆ โง่บัดซบที่ไม่ดึงมาด้วย จากที่ควรได้ 12 ล้านเลยเหลือแค่ 6 ล้านอย่างนี้

มติเกรงว่าหัวใจพ่อจะทำงานหนักเกินไปจนถึงขั้นน่าเป็นห่วง จึงรักษาดุลของจิตตนให้เห็นทุกสิ่งว่างไว้อย่างนั้น เมื่อจะกล่าวแต่ละคำต้องคุมสติแน่น ส่งออกไปด้วยจิตเห็นกายเป็นอนัตตา เห็นกระดูกขากรรไกรขยับขึ้นลง หวังใช้ความสะเทือนของแก้วเสียงตนถ่ายทอดความสงบว่างในกระแสจิตผ่านไปเข้าหูพ่อ ทำความตื่นเต้นใกล้จะเกินขีดของท่านให้เบาลงบ้าง

“ได้อย่างนี้ก็ดีเลยฮะพ่อ ถ้าฝากประจำเต็มๆ พ่อก็จะได้ปีหนึ่งหลายแสน เป็นหลักประกันตลอดไปเหมือนบำเหน็จบำนาญ”

มติขายภาพช่วยค่าใช้จ่ายพ่อมาหลายปี ประกอบกับที่พ่อรักและวางใจ พูดคุยปรึกษาเรื่องเงินๆทองๆอยู่เสมอ เขาจึงมีโอกาสพูดค่อนข้างเต็มที่

“ความจริงลำพังรายได้ของพ่อก็พอมีพอใช้สบายอยู่แล้ว ผมเองหาเลี้ยงตัวเองรอดไปเดือนๆ เราใช้จ่ายกันด้วยรายได้เดิมไม่เดือดร้อน เงินนี่ถือเป็นของเสริม ถ้าเก็บฝากประจำ ได้ดอกแล้วค่อยใช้ปีต่อปี ท่าทางจะดีกว่ารีบใช้เลย สมัยนี้เงินล้านร่อยหรอเร็วจะตายถ้าซื้อของแบบคนรวย”

“อ๊ะ! ไม่ได้ซี ต้องใช้มั่งล่ะ ฮ่าๆ”

พ่ออยากซื้อรถใหม่มานาน ทนขับคันเดิมร่วมสิบปีจนค่าซ่อมบำรุงเริ่มแพงหูฉี่ เพราะอะไหล่หายากขึ้นเรื่อยๆ แถมจะเดินทางไกลต้องตรวจกันละเอียด กลัวจอดกลางทางก่อนถึงที่หมาย

“พ่อจะทำบุญส่วนหนึ่งด้วย แกว่าสักเท่าไหร่ดี ทำกับหลวงตานี่แหละ”

คลื่นบุญที่ลอยมาจากปากพ่อเคล้าเข้าเป็นอันเดียวกันได้กับสภาพจิตของมติยามนั้น เด็กหนุ่มจึงยิ้มออกมาด้วยใจชื่นบานอันเป็นของจริง

“สุดแต่พ่อสิฮะ ผมช่วยเป็นธุระให้เต็มกำลังเลย”

พ่อหัวเราะฮ่าๆๆอยู่ตลอดเวลา วาดให้เขาฟังเป็นฉากว่าอยากทำอะไรบ้าง ทั้งต่อเติมซ่อมแซมบ้าน ทั้งจะชวนเขากับน้องไปเที่ยวต่างประเทศ

ประทับกลับเข้าบ้านหลังเที่ยงคืน ประจวบกับที่มติกับพ่อคุยกันจนได้ข้อสรุปเป็นมั่นเหมาะกับการใช้เงินรางวัลอย่างเหมาะสม จึงแยกย้ายเข้าห้องนอนของแต่ละคน มตินัดแนะกับพ่อไว้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่ควรให้ประทับซึ่งยังเป็นเด็กมือเติบเกินวัยได้มีส่วนรับรู้ เพราะอาจเกิดความวุ่นวายจากการขอส่วนแบ่งแบบเด็กๆ จะนำทุกข์มาให้มากกว่าเข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นประสาสมาชิกในครอบครัว

เมื่อคุยกับพ่อนานๆเรื่องเงินก้อนโต ก็เริ่มเห็นความอยากนั่นอยากนี่ผุดขึ้นเป็นระลอก แนะให้พ่อเก็บ แต่เขาชักอยากดึงมาใช้บ้าง

ถ้าได้รถสักคันก็ดี...

ทุกวันนี้ขึ้นรถประจำทาง ปรับอากาศบ้าง ไม่ปรับอากาศบ้าง เห็นเป็นเครื่องทัณฑกรรมมากกว่าพาหนะที่ช่วยพาไปถึงที่หมาย เขากับชาวกรุงคงไปทำผิดคิดร้ายที่ไหนไว้ จึงต้องมีเวลาเช้าเย็นรับกรรมทุลักทุเล แออัดยัดเยียด เบียดเสียดเหม็นเหงื่อไคลคนทำงานด้วยกันอย่างนี้

วาดภาพขายอย่างเดียวนั้นฝากความหวังยาก หากขอทุนพ่อเปิดกิจการเล็กๆที่เป็นไปได้ และอยู่ในวิสัยความรู้ความสามารถของเขา ก็คงค่อยๆเก็บหอมรอมริบจนลืมตาอ้าปากไหว เช่นร้านถ่ายรูป ซึ่งอาจมีกิจกรรมจิปาถะ รับจ้างวาดภาพเหมือนไปด้วยในตัว การมีที่ทาง มีแหล่งร้านไว้ประดับผลงานที่ผ่านมา จะทำให้ดูน่าเชื่อถือ คิดอัตราว่าจ้างได้ง่ายขึ้น

หวนกลับไปนึกถึงแพตรี ถ้าหากหล่อนเห็นเขามีกิจการของตัวเอง ทุ่มเทตัวเป็นเกลียว ดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีหลักมีฐานขึ้นกว่าเดิม เขาจะยังพอมีสิทธิ์บ้างหรือเปล่า?

สะดุดกึกและตาโตกับตัวเองเมื่อฝันลอยลมมาถึงตรงนั้น

นี่เขาเสียสภาพตัวรู้ธรรมไปตั้งแต่เมื่อไหร่?

ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ มันตกร่องหล่นคูเมื่อตอนไหน ก็ทีแรกคุยกับพ่อด้วยสติเห็นธรรม แต่ทำไปทำมาโดนอะไรกระแทกเบียดตกทางได้?

ถึงแม้ใจจะเห็นเป็นเงิน เป็นลาภของพ่อคนเดียว แต่เงินก้อนใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มขนาดเจ็ดหลักก็คือแรงสะเทือนได้เท่าแผ่นดินไหวอยู่วันยังค่ำ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีส่วนเอี่ยว มีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะลูกอย่างเขา

เมื่อคลุกเคล้าอยู่กับโลกธรรม ความหวังอาจหดหายแล้วตั้งขึ้นใหม่ในรูปแบบอื่นได้ตลอดเวลา เป็นข้าศึกกับดุลของจิตรู้ธรรม ดึงให้แกว่งไกวไขว้เขวได้สารพัดแบบ

เมื่อเป็นคนในโลก ก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับคนอื่น ต่างฝ่ายต่างเป็นผลกระทบให้แก่กันและกัน ตามธรรมดาแห่งวิถีปฏิสัมพันธ์ และเมื่อวางอยู่บนพื้นของกิเลส ตัณหา อุปาทาน ลักษณะของผลกระทบย่อมเข้าข่ายให้เกิดราคะ โทสะ โมหะในทางใดทางหนึ่งเสมอ อย่าพึงหวังว่าจะกำหนดจิตตั้งมั่น ดูอารมณ์ผ่านเข้าออกโดยปราศจากการเข้าคลุกเคล้าพัวพัน ปราศจากการคาดหวัง ปราศจากการร่วมทุกข์ร่วมสุข

อยากบวช...

ข่าวการได้ลาภก้อนใหญ่ของพ่อควรถือเป็นความเบาใจ พ่อมีหลักประกันให้ตัวเอง มีน้องไว้คอยดูแล ก็น่าจะมีเขาเป็นความชื่นใจอย่างถาวรบ้าง

ใจจริงทั้งส่วนตื้นและส่วนลึกของเขาไม่อยากได้ ไม่อยากเอาอะไรอีกแล้ว จิตอยากผละ อยากวาง ต้องการเพียงปัจจัยอันเป็นสัปปายะต่อการดำรงตามดูผัสสะทั้งมวล เห็นทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อดิ่งสู่มรรควิถี จุดชนวนผลญาณทั้งสี่อย่างแน่วแน่

กลืนตัวเป็นหนึ่งเดียวกับอิสรภาพสถาวร

เหตุผลของการ ‘อยากบวช’ ที่ตรงทางเป็นอย่างนี้



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน