*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1454
  • จำนวนผู้ชม : 1691933
  • จำนวนผู้โหวต : 320
  • ส่ง msg :
  • โหวต 320 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 527 , 00:16:06 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนใจแกว่ง

เกาทัณฑ์กำลังหลับสบาย เมื่อได้ยินเสียงกระซิบปลุกที่ข้างหู

“เต้...”

ลืมตาตื่นขึ้น มีสติชัดพอจะรู้ทันทีว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนตนเอง แต่เป็นของเพื่อนสาว และเสียงนั้นก็มิใช่ใครอื่น เรือนแก้วนั่นเอง บัดนี้ดวงหน้าสะอ้านมาลอยอยู่ใกล้เพียงสัมผัสลมหายใจได้

ดึงตัวนั่ง พลิกข้อมือดูเวลา เพิ่งตีห้า หันมองเชิงไทก็เห็นยังนอนกอดหมอนเค้เก้บนโซฟาฝั่งตรงข้าม นึกทบทวนความรู้สึกเมื่อครู่ว่าตนนอนอ้าปากหวอไร้สติอย่างที่เห็นเพื่อนเป็นอยู่อย่างน่าอับอายขายขี้หน้าในตอนนี้หรือเปล่า

“มีอะไรเหรอ?”

ถามเรือนแก้วพลางกวาดสำรวจร่างงาม พบว่าอยู่ในชุดเสื้อยืดกระโปรงยาวเลยเข่าสีชมพูหวาน ดูเป็นเลดี้กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

“ตามแอ้มานี่หน่อยสิ”

หญิงสาวดึงมือเขาอย่างสนิทสนม ทำให้เกาทัณฑ์ต้องเดินตามไปงงๆ และยิ่งประหลาดใจเมื่อทิศทางที่เรือนแก้วพาเดินนั้น คือห้องนอนชั้นในที่เปิดไฟไว้เพียงสลัวของหล่อนเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านล่วงเข้ามา หล่อนผลักประตูเปิดค้างไว้เกือบสุด อีกทั้งเดินนำเขาตัดผ่านห้องทะลุออกระเบียงเล็กอันเป็นจุดหย่อนใจด้านนอก ขณะนั้นทุกหนแห่งยังหม่นมืด กรุงเทพฯยามใกล้รุ่งมีสีกระดำกระด่างไปทั่ว เบื้องใกล้เป็นตึกเตี้ยแบบย่านเมืองใหม่ เบื้องไกลเป็นตึกสูงเกาะกลุ่มอยู่ลิบๆ

ความสดชื่นของอากาศเบื้องสูงทำให้ตาตื่นขึ้นเต็มหน่วย เกาทัณฑ์ปรับสติ รับรู้ว่าเพื่อนสาวอาจมีธุระอยากคุยด้วยเป็นส่วนตัวนั่นเอง เขารอให้หล่อนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

“ขอบใจนะเต้”

เรือนแก้วเอ่ยขณะวางศอกประสานปลายแขนกับราวกั้น เกาทัณฑ์เบิกตาอย่างนึกไม่ออกว่าหล่อนหมายถึงอะไร

“เรื่อง?”

“ที่เธอทำให้ฉันกลับมามีความรู้สึกด้านดีกับ...สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อีก”

เกาทัณฑ์คลายสีหน้าอย่างถึงบางอ้อ

“อ๋อ...”

ขานรับรู้เพียงเท่านั้น มิได้เอ่ยต่อความยาว เนื่องจากเห็นว่าตนพูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวาน

หญิงสาวพักเงียบเป็นครู่ก่อนเอ่ย

“นั่นแหละสิ่งที่อยากบอก เช้านี้แอ้มีความสุขมาก” หล่อนยิ้มจนสุด “รบกวนเธอมากไหมที่ปลุกนี่? จำได้ว่าเคยบอกตื่นตีห้า”

“อือม์ เมื่อคืนนอนผิดเวลานิดหน่อย เลยไม่ตื่นเองอย่างเคย แต่หลับเต็มตาแล้ว”

“ถ้าอยากเข้าห้องน้ำเชิญตามสบายนะ ใช้ผ้าเช็ดตัวแอ้ก็ได้”

“ไม่เป็นไรหรอก อีกเดี๋ยวคงได้เวลากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องอยู่ดี”

“นัดกับเชิงหรือเปล่าว่าจะออกกี่โมง?”

“คิดว่าสักตีห้าครึ่ง รถรายังบาง พอวิ่งสะดวก”

“มีธุระช่วงเช้าหรือเปล่า?”

“ไม่มี”

“แอ้อยากชวนใส่บาตรด้วยกัน ก้นซอยมีอยู่วัดหนึ่ง เราไปทำกันตอนพระจะออกบิณฑบาตช่วงหกโมง เสียเวลาสักห้านาที-สิบนาที คิดว่ารวมเวลาพวกเธอกลับไปเปลี่ยนเสื้อแล้วก็คงทันเข้างานเก้าโมง”

เกาทัณฑ์เห็นแววตั้งใจดีจริงจังของเพื่อนสาวแล้วก็ไม่อยากขัดศรัทธา ตอบเกือบเป็นอัตโนมัติ

“โอเค ถึงสายหน่อยจะเป็นไรไป เราสามคนถึงที่ทำงานเจ็ดโมง-แปดโมงเป็นประจำอยู่แล้ว ต่อให้ไปถึงเอาเกือบเที่ยงสักวันหนึ่ง ก็คงไม่มีใครเหล่หรอก”

เรือนแก้วสยายยิ้มยินดี แล้วเดินกลับไปกลับมาผ่านหลังของเขา เกาทัณฑ์เหลียวมองอยู่ครู่หนึ่งก็หันกลับมาเล็งแลเบื้องบน เพดานโลกกลางใจเมืองประดับกระจุกดาวเพียงหย่อมหยิบมือ ห่างชั้นกับความน่าซาบซึ้งในถิ่นห่างไกลแสงสีลิบลับ

หญิงสาวกลับมาหยุดยืนข้างๆ แล้วโดยที่เกาทัณฑ์ไม่คาดคิด หล่อนกลับหลังหันสปริงตัวขึ้นนั่งบนราวกั้น ทำเอาชายหนุ่มถึงกับผวา ขยับแขนจะคว้า เพราะระดับที่อยู่ด้วยกันนั้นเป็นชั้น 23 ก้มมองลงไปเห็นพื้นไกลลิบ ถ้าหล่อนสปริงตัวเกินแรง หรือคว้าราวยึดพลาด หงายหลังพลัดตกลงไป ก็คงมีสภาพเหมือนกุหลาบถูกขยี้เท่านั้น

แต่เรือนแก้วก็ใช้ข้อเท้าเกี่ยวซี่กรงไว้ ประดิษฐานเด่นแน่วนิ่งบนราวมั่นคงดี ดูไม่น่าเป็นห่วง เกาทัณฑ์จึงได้แต่ส่งสายตาตำหนิว่าเสี่ยงเล่นอะไรเป็นเด็กซนอย่างนี้ กับทั้งเป็นหน้าที่ของเขาจะต้องจับตาระแวดระวังไม่กะพริบนับแต่นั้น จับพลัดจับผลูเสียหลักจะได้ฉวยทัน

เบื้องหลังหล่อนคืออากาศว่างเวิ้งละโล่งลิ่วชวนเสียวสันหลังแทนเป็นอย่างยิ่ง เรือนแก้วเห็นสายตาพะวงของอีกฝ่ายแล้วนึกอยากยั่วให้เป็นกังวลหนักขึ้นอีก จึงเอนหลัง เกร็งหน้าท้องเอี้ยวตัวก้มมองย้อนลงไปตามแนวดิ่ง กางสองแขนกระพือคล้ายจะเลี้ยงตัวไม่อยู่และร้องออกมาดังๆ

“เจ้าข้าเอ๊ย! สูงอะไรอย่างนี้!”

ภาพน่าหวาดเสียวนั้นทำให้คนเห็นถึงกับโหวงหวิวไปจนสุดท้องน้อย เกาทัณฑ์เกรงว่านั่นจะกลายเป็นตลกเลือด ขอเพียงเรือนแก้วหมดแรงทรงกำลังหน้าท้อง หรือเท้าหลุดจากการยึด และเขาคลาดสายตาเพียงกะพริบ มัจจุราชที่กำลังส่งเสียงหวีดแผ่ววังเวงในสายลมก็พร้อมจะกระชากคนอวดดีให้ปลิวร่วงลงสู่แท่นประหารเบื้องล่างโพ้น มอบความเจ็บร้าวตั้งแต่ข้อกระดูกถึงวิญญาณเป็นรางวัลก่อนถึงแดนพญายมทันที

รำคาญที่ต้องฝืนเกร็งขาแข้งไม่เป็นสุข จึงตัดสินใจก้าวประชิด ตั้งหลักอย่างมั่นคง อ้อมปลายแขนช้อนเอวกิ่วออกแรงดึงกลับเข้ามา เรือนแก้วหัวเราะใส สองเท้าหย่อนตุ้บลงพื้นด้วยพลกำลังของเขา

“คึกอะไรขึ้นมานะเช้านี้? ถ้าพลั้งไปไม่คุ้มกันเลย”

ทำเสียงเอ็ดคล้ายพี่ปรามน้อง เรือนแก้วหัวเราะก้องอยู่ในสายลมผ่าน พลางถอยเท้าห่างออกไปแลบลิ้น ยกสองนิ้วฉีกตายียวน เกาทัณฑ์ส่ายหน้าดิก

“เพิ่งรู้นะว่าเป็นโรคชอบทำให้คนอื่นห่วง”

“ใครใช้ให้ห่วงล่ะ ไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย”

ชายหนุ่มเท้าเอว ไม่แน่ใจว่านั่นคือตัวอย่างอาการเรียกร้องความสนใจของอดีตเด็กมีปัญหาหรือเปล่า

“ตอนยังเล็กแอ้คงน่าตีพิลึกนะ”

“ตอนนี้ก็น่า...” จีบปากยิ้มท้า “อยากตีไหมล่ะ?”

เกาทัณฑ์ระบายลมหายใจยาว ก่อนชวน

“เข้าข้างในกันเถอะ”

“ทำไมอ้ะ อุตส่าห์จะชวนออกมาดูวิวสวยๆ กลัวความสูงเหรอ มองนานๆแล้วหวิว ลมจะใส่กระมัง?”

“ฮื่อ ผมมันปอดแหก...เตรียมของใส่บาตรหรือยัง อีกเดี๋ยวจะได้เวลาแล้ว”

“ยังไม่ได้เตรียม”

“งั้นไปเถอะ”

“ไปก็ไป”

หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงเย้า เกาทัณฑ์ยอมรับว่าทีท่าน่าพิสมัยของหล่อนทำให้จิตใจเขาว้าวุ่นไปหมด

เข้าข้างในด้วยกัน เรือนแก้วสาวเท้าเนิบๆไปหมุนปุ่มเพิ่มความสว่างจากเดิมสลัวเป็นกระจ่างจ้า แล้วเปิดตู้เสื้อผ้า รื้ออยู่อึดใจเดียวก็นำผ้าเช็ดตัวพับหนึ่งมาส่งให้

“อาบน้ำสิ เดี๋ยวใส่บาตรจะได้ใจดีๆ”

ก้มมองผืนผ้าตรงหน้า อยากอาบน้ำอยู่เหมือนกัน จึงรับมา น่าแปลกที่หล่อนไม่ยักนึกรังเกียจดังควรจะเป็น อาจเพราะตัดใจบริจาค เสร็จแล้วทิ้งเลยก็ได้

“ขอบใจนะ”

จากนั้นก็แยกย้าย เรือนแก้วเข้าครัวเพื่อเตรียมของใส่บาตร มีกับข้าวสำเร็จรูปอยู่หลายชิ้นที่นำมาปรุงได้ทันที ส่วนข้าวสวยก็ใช้เวลาหุงหน่อยเดียว ทันเวลาถมเถ

เกาทัณฑ์ขัดสีฉวีวรรณอย่างละเอียด รวมทั้งทำกิจธุระหนักเบาในช่วงเช้าครบ ฟันก็บีบยาใส่นิ้วถูเอา และสุดท้ายถือวิสาสะ ในเมื่อเพื่อนสาวอนุญาตแล้วก็ใช้เจลแต่งผม กับนึกครึ้มใส่น้ำหอมผู้หญิงเสียเลย

หากขณะนั้นไตร่ตรองสักนิด เขาจะพบว่าเหตุผลในส่วนลึกที่ผลักดันให้ใช้น้ำหอมขวดนั้นก็เพราะติดใจ อยากใกล้กลิ่นที่ระเหยออกมาจากเนื้อหล่อนนั่นเอง…

จัดเสื้อกางเกงที่ยู่ยี่ให้เรียบร้อยขึ้น มองเงาในกระจก เกิดความรู้สึกสนิทคุ้นถิ่นราวกับเป็นห้องพักของตนเอง นี่ถ้าอยู่ด้วยกันคงแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีทางเดิมๆเลยสักอย่าง

สะดุ้งกับความคิดนั้นและรีบสลัดไล่โดยเร็ว กลับหลังหันเปิดประตูก้าวออกมา ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเชิงไทยืนขวางอยู่

“เอ้อ...เชิง”

เก้อขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อเห็นสายตาเย็นชาและอาการยืนทะมึนของเพื่อน

“อาบน้ำสิ ผ้าเช็ดตัวแขวนบนราวนั่น แอ้ใจดีว่ะเช้านี้”

เขาชี้มือกลับเข้าไปในห้องน้ำ เชิงไทยังยืนนิ่งเป็นครู่ ก่อนทิ้งหางตาให้เพื่อน แล้วเดินสวนเข้าห้องน้ำด้วยกิริยาเป็นปกติ

เกาทัณฑ์ยังยืนค้างที่หน้าห้องน้ำพักใหญ่หลังจากเพื่อนปิดประตูแล้ว ทบทวนวิธีทิ้งหางตาของเชิงไท ก่อนยักไหล่ ก้าวมานั่งหน้าเปียโน ยกฝาครอบขึ้น เล่นมือเดียวเป็นโน้ตเดี่ยวๆกะต๊องกะแต๊ง พยายามให้เป็นเพลงโน้นเพลงนี้อย่างปราศจากจุดหมายแน่ชัด พอจับคลำมั่วไปได้นิดหน่อยตามสัญชาตญาณเพราะเคยหัดเล่นเมโลเดียนเมื่อครั้งยังอยู่ประถม

เล่นได้หน่อยก็เห็นจากหางตาว่าเงาร่างหญิงสาวกรายโฉบมาทางเบื้องหลัง แล้วหย่อนตัวลงนั่งหมิ่นๆที่ขอบฝั่งขวา

“โห…หอมฉุยเชียวนะหนุ่มเจ้าสำอางคนนี้”

หล่อนทักและแวะเวียนจมูกมาใกล้บ่าเขา เกาทัณฑ์ชะงักนิ้วทันใด

“หยุดทำไมล่ะ เล่นไปสิคะ”

ร่างสูงผุดยืนขึ้นเต็มสัดส่วน

“มือเปียโนตัวจริงมาแล้วนี่ มือกำมะลอต้องหลบล่ะ” แล้วเขาก็ขอว่า “แอ้เล่นให้ผมฟังสักเพลงซิ”

หญิงสาวขยับตัวเข้าที่ ชายตาตอบรับอย่างง่ายดาย

“ได้ค่ะท่าน”

เมื่อเขาถอยฉากออกมาก้าวหนึ่ง หล่อนก็ถาม

“ไม่ทราบจะรับฟังเพลงอะไรดีคะเจ้านาย?”

รายชื่อเพลงมากมายผุดรายเรียงอยู่ในหัว แต่แล้วก็บอก

“เพลงที่แอ้กำลังอยากเล่นที่สุด”

รอยยิ้มผุดพรายที่เรียวปากหยักสวยแปลก หล่อนยืดหลังทรงกายตั้งลำคอตรง วางมือเข้าตำแหน่ง พร้อมสภาพกับการปล่อยปลายนิ้วให้โลดเต้นไปบนคีย์เปียโนอันเป็นเวทีแสดงฤทธิ์ของนิ้วทั้งสิบอีกครั้ง

ลำนำเริ่มต้นขึ้นด้วยการแผ่มือซ้ายวางจับเบสซีชาร์ปคู่แปด พร้อมกับที่มือขวากระจายเสียงซีชาร์ปไมเนอร์จังหวะละสามตัวเนิบช้า ซึ่งเล่นเพียงจังหวะเดียวเกาทัณฑ์ก็จำได้ทันทีว่าเป็น Moonlight Sonata มูฟเมนต์ที่หนึ่งของบีโธเฟ่นนั่นเอง

แม้เป็นเพลงเดียวกันกับที่หล่อนเล่นเมื่อคืน ทว่ามูฟเมนต์นี้ก็แตกต่างกับมูฟเมนต์ที่สามจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือเชื่องช้า เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ระบายภาพดวงจันทร์ทอแสงหม่นซึ้ง เยือกเย็นอย่างจะบอกความหงอยเหงา เรียบง่ายอย่างจะซ่อนความคุกรุ่นซับซ้อนไว้ภายใต้ผิวนอก อ้อยอิ่งอย่างจะรอเวลาทะยานขึ้นหารอยแตกเพื่อระบายสิ่งที่ถูกเก็บกักอัดอั้น

เป็นนาทีที่สีหน้าสีตาเรือนแก้วดูเรียบเย็นลงได้จริงๆ ทว่าหล่อนเหมือนเข้าซึ้งถึงก้นบึ้งอารมณ์บีโธเฟ่นเต็มตัวมากไปหน่อย เพราะภายใต้ความเรียบเย็นละไมตาของร่างในชุดหวานนั้น แทรกแฝงไว้ด้วยกระแสความขัดแย้งอันยากจะบรรยาย ภายนอกเหมือนอิ่มสุข แต่ภายในคล้ายปรากฏร่องรอยขมขื่นอยู่จางๆ เมื่อเห็นหล่อนเหลือบต่ำและส่ายหน้าแช่มช้าเพราะถูกไล้อารมณ์ด้วยโน้ตบางกลุ่มแล้ว รู้สึกราวกับเรือนแก้วกำลังส่ายหน้าให้กับชะตากรรมอันน่ารันทดที่ยากจะแก้ไขของใครบางคน

สัมผัสชัดถึงอิทธิพลของดนตรีที่อาจแปรจิตวิญญาณมนุษย์ให้โดดดิ้นเร่าร้อน แล้วกลับดิ่งลงสงบราบคาบ หรือลอยเคว้งกระวนกระวายอยู่ในระหว่างสุดโต่งสองขั้ว ทุกอารมณ์เป็นของจริง มีสีสันในตนเอง รวมแล้วชวนให้ติดหลงมิติอันหลากหลายไม่รู้จบของความเป็นมนุษย์ยิ่งนัก

จับมองร่างหญิงสาว จิตเกิดสภาพรู้ขึ้นมาชั่วขณะ เห็นแง่หนึ่งของความวิจิตรแห่งจิต จิตเป็นผู้ปรุงแต่ง ปัจจัยภายนอกปรุงแต่งจิตให้แปรไปต่างๆ หาที่สุดมิได้

เย็น ร้อน อ่อนไหว หนักแน่น สงบ โลดเร่า เศร้าหมอง โสมนัส...

ล้วนแปรกลับไปกลับมา ไม่อาจทนอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง เหตุเพราะการเกิดขึ้นของสภาวะปรุงแต่ง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความขยับเปลี่ยนไปเป็นอื่น เช่นที่บทเพลงไม่อาจเป็นบทเพลง หากปราศจากการเลื่อนขยับสลับเสียงจากต้นสู่ปลาย

ขณะจิตนั้นเกาทัณฑ์รู้สึกเหมือนเรือนแก้วกำลังแสดงบทเพลงแห่งความน่าสงสาร และนั่นก็ทำให้เขานึกเวทนาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งตนเอง ที่ตกอยู่ภายใต้ความบีบคั้นทางอารมณ์ประการต่างๆ ถูกเสือกไสให้มุ่งสู่ความเกิดตายทั้งปิดหูปิดตา ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเพื่อกลั่นแกล้ง ไม่มีสัญญาว่ารวมดีชั่วผสมกันชั่วชีวิตหนึ่งแล้วจะให้ผลเป็นฉากใหม่ที่ต้องการหรือเปล่า ไม่มีแม้ตัวตนใครสักคนที่ท่องเที่ยวไป มีแต่ดวงจิตถูกลากพาไปสู่อัตภาพต่างๆอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ เพียงเพราะเหตุคือถูกเกาะกุม ชักจูงด้วยอวิชชาเท่านั้น

เพลงดำเนินไปราวหกนาทีก็สิ้นสุดด้วยการวางมือซ้ายขวาลงบนสองกลุ่มโน้ตอย่างแผ่วอ่อนอาลัย เรือนแก้วหยุดนิ่งกับที่ครู่หนึ่ง ก่อนเหลียวซ้าย เงยหน้ายิ้มให้เพื่อนชาย เกาทัณฑ์สบตาคู่นั้น เห็นแววโศกเชื่อมอันเป็นมายาฉาบภายนอก ลึกลงไปคือความระริกไหวซุกซน บอกตนเองว่ายังไม่เคยเห็นใครมีความซับซ้อนทางอารมณ์เท่าผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย

ทั้งที่ภาพปรากฏเบื้องหน้าคือความสวยหวานและรอยยิ้มซื่อ ปราศจากวี่แววความน่าสะพรึงกลัวอันใด เกาทัณฑ์กลับขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงปร่า

“เล่นมูฟเมนต์ที่สองต่อเลยสิ”

ราวกับเช้านี้หล่อนยอมตัวเป็นข้าทาสเขาอย่างไร้เงื่อนไข เรือนแก้วหันกายลงนิ้วเริ่มลีลาจังหวะวอลต์ซของ Moonlight Sonata มูฟเมนต์ที่สองอันเต็มไปด้วยความสดใส ระบายภาพจันทร์อร่ามสีเงินยวง ที่ส่งยิ้มกระจ่างมายังโลก ชวนใจเริงรื่น ลืมโศก ลืมเหนื่อย ลืมความน่าเหน็ดหน่ายบรรดามีทั้งหมด

นักเปียโนสาวยิ้มน้อยๆ เอียงคอโยกตัวนิดหน่อยกับการลงจังหวะหยุดเป็นพัก ดูทีราวกับจะผันกายเต้นรำไปในตัว เกาทัณฑ์ถึงกับอมยิ้ม เพราะบางขณะวิธียักย้ายปลายนิ้วของหล่อนดูคล้ายสนุกหยอกเอินกับคีย์ขาวดำที่มีชีวิต มองรวมทั้งคนทั้งเปียโนเหมือนกำลังเต้นรำกัน ตลกน่าเอ็นดูดี

มูฟเมนต์ที่สองสิ้นสุดลง ชายหนุ่มตบมือให้ และชมว่า

“ถ้าบีโธเฟ่นถูกจำกัดให้มีลูกศิษย์ได้คนเดียว เขาคงไม่ลังเลที่จะเลือกแอ้”

“ว๋าย! ไม่เอาล่ะค่ะ เป็นศิษย์คีตกวีขี้โมโห ขัดใจขึ้นมาเดี๋ยวเจอเครื่องนับจังหวะยัดปาก”

เกาทัณฑ์หัวเราะออกจมูก

“บีโธเฟ่นต้องการเล่าระบายอะไรให้ฟังนี่ดูแอ้เข้าอกเข้าใจตลอดทุกห้องเพลงเลยนะ แนวเพลงของเขาตรงใจมากหรือไง?”

“ไม่ถึงขั้นเข้าใจตลอดหรอก คีตกวีระดับนี้เขาเห็นอะไรบางอย่าง...”

พักหรี่ตานึก

“บางอย่างที่วิลิศมาหราเสียจนเราตามไปร่วมเห็นทั้งหมดไม่ไหว แอ้ทดลองเล่นหลายแบบเพื่อหาวิญญาณของเขาให้เจอ แต่อย่างมากได้แค่เฉียดๆจะสัมผัสเท่านั้น”

“เคยอยากย้อนเวลากลับไปดูบีโธเฟ่นตัวจริงเล่นเพลงที่เขาแต่งบ้างไหม?”

เรือนแก้วพยักหน้า และเสริมว่า

“เสียดายที่เครื่องบันทึกภาพ-เสียงเกิดไม่ทันยุคสมัยของอัจฉริยะพวกนี้ แอ้อยากเห็นเหมือนกันว่าถ้าเขาเล่นเพลงแต่งเอง จะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน นึกท่าเซอร์ๆ โทรมๆ ที่เต็มไปด้วยสารพัดพลังอารมณ์ของบีโธเฟ่นตอนนั่งหมกมุ่นประดิษฐ์เสียงแล้วคงเหมือน...”

เว้นวรรคนึกสรรคำพูดที่เหมาะเจาะ เกาทัณฑ์ต่อให้

“อือม์ คงเหมือนปรากฏการณ์ชวนระทึกที่หายากนะ ความจริงเห็นแอ้เล่นแล้วทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันแหละ”

หญิงสาวย่นคิ้ว เอียงคอยิ้ม

“ขนาดนั้น?”

ประตูห้องน้ำเปิดออก เชิงไทก้าวออกมา พร้อมกับถามเปรย

“ไปกันเลยไหม?”

เรือนแก้วกับเกาทัณฑ์หันมอง เห็นเชิงไทหน้าบึ้งตึงชอบกล

“อือม์” หญิงสาวเป็นผู้เอ่ยตอบ “ข้าวคงสุกได้ที่พอดี”

ตระเตรียมข้าวของเล็กน้อยก็พาสองหนุ่มออกจากห้องราวกับนางพญาเดินนำองครักษ์เสด็จประพาส ให้เชิงไทอุ้มขันเงินใบใหญ่ซึ่งปกติหล่อนมีไว้ใช้เป็นสำรับเมื่อทำอาหารไทยกับเพื่อนบางกลุ่ม ส่วนถุงกับข้าวและโต๊ะพลาสติกพับได้ให้เกาทัณฑ์ช่วยถือ ตัวหล่อนเองสองมือว่างเปล่าสบายเฉิบ

ลงลิฟต์มาขึ้นรถ ตอนเดินผ่านพนักงานประจำอาคารชั้นล่าง เรือนแก้ววางท่าสง่าจนทำให้เห็นแล้วเชื่อเลยว่าหนุ่มที่ตามหลังมาเป็นลูกกระจ๊อก แม้แต่เกาทัณฑ์กับเชิงไทยังรู้สึกอย่างนั้น เชิงไทนึกหมั่นไส้ขึ้นมาก็เอื้อมมือไปเขกศีรษะหล่อนป๊อกหนึ่งเมื่อใกล้ถึงรถและปลอดสายตาคนอื่น

หญิงสาวหยุดกึก หันมามองตาขวาง

“เขกหัวแอ้ทำไมคะเชิง?”

เชิงไททำหน้าตกใจ

“เอ๊ย! เปล๊า ไอ้เต้ต่างหาก”

เรือนแก้วกอดอก

“เป็นลูกผู้ชายหน่อยซีคะ ทำเองแล้วยังมีหน้ามาใส่ร้ายชาวบ้านอีก”

“แน้! เอาล่ะซี รู้ได้ไงว่าใครเขก มีตาหลังเหรอ?”

หญิงสาวส่ายหน้า

“เต้เขาถือทั้งถุง ทั้งโต๊ะ จะมีมะเหงกที่ไหนว่างมาเขก ฮึ?”

เชิงไทนึกขึ้นได้ก็ทำตาโต หัวเราะแหะๆ

“อ้อ ลืม”

“เล่นของสูงแอ้ไม่ชอบนะ บอกไว้ก่อน คราวหลังอย่าทำอีก”

เกาทัณฑ์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วหัวเราะด้วยความอนาถใจ เลยพลอยหางเลข โดนทำตาเขียวไปอีกคน

เหตุการณ์เล็กน้อยนั้นทำให้เข้าใจว่าอารมณ์เด็กของเรือนแก้วใช่จะเกิดเมื่อนึกสนุกกับใครก็ได้ เบื้องหน้าหล่อนฉาบด้วยตัวตนผู้หญิงที่เก่งจริง ไว้ตัวจริง ถ้าใครจะผ่านไปหาตัวตนชนิดอื่น ก็ต้องมีความสำคัญทางใจถึงระดับหนึ่งเสียก่อน

นึกเช่นนั้นก็ภาคภูมิในตนเองขึ้นมา เขาอาจเป็นคนแรกก็ได้ที่เห็นอารมณ์คะนองในวัยเยาว์ที่ฝังแฝงอยู่ในหล่อน แต่พอรู้สึกตัวก็รีบถอนความภาคภูมินั้นทิ้ง เขาไม่มีสิทธิ์...

พอข่มใจหลายครั้งเข้า ความเครียดก็ชักก่อตัวทีละน้อยในส่วนลึก เริ่มคิดสะระตะว่าทางที่ดีควรตัดใจปลีกตัวออกห่างจากเรือนแก้วให้มาก เพราะในที่สุดความไขว้เขวอาจกลายเป็นการหลวมตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง นำไปสู่ความกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจนได้

 

เมื่อรถเข้าใกล้วัด ก็เห็นญาติโยมยืนรอใส่บาตรตรงปากทางเข้าออก 2-3 กลุ่ม เรือนแก้วให้เชิงไทจอดรถบริเวณนั้น แล้วลงมาตั้งโต๊ะรอต่อจากญาติโยมก่อนหน้า

พอวางขันข้าวลงบนโต๊ะที่เกาทัณฑ์กางออกมา เชิงไทก็ถามเรือนแก้ว

“มารอใส่บาตรที่นี่บ่อยไหม?”

“เคยแค่ตามเพื่อนที่คอนโดฯมาทำบุญวันเกิดของเขาครั้งเดียว”

ตอบเช่นนั้นแล้วก็ตั้งใจว่านับแต่นี้จะหาโอกาสทำสม่ำเสมอ

“ทำไมไม่ยืนรอที่หน้าคอนโดฯล่ะ?”

“ทางโคจรของพระไปไม่ถึงหรอก”

“เมื่อไหร่จะออกมากันล่ะนี่ หกโมงแล้ว แต่ละวัดเขาออกบิณฯกันยังไงนะ มีเวลาตายตัวเป็นธรรมเนียมประเพณีหรือเปล่า?”

“สมัยก่อนยึดเอาตามแสงสว่างน่ะ เห็นลายมือเมื่อไหร่ก็ออกได้เมื่อนั้น แต่ที่เห็นเดี๋ยวนี้นัดเป็นเวลาให้ญาติโยมรอกันถูกมากกว่า”

เกาทัณฑ์เงี่ยหูฟังทั้งหมดก็นึกชมว่าเรือนแก้วมีความรู้ทางนี้เหมือนกัน มองหล่อนสำรวมสงบยิ้มอิ่มบุญ แฝงด้วยภูมิรู้พอตัว ท่าทางพึ่งพาได้ ทำให้นึกถึงชื่อจริงของหล่อนขึ้นมา

“สงสัยตอนพ่อแม่แอ้ตั้งชื่อนี่ คงอยากเห็นแอ้เป็นที่พึ่งพา ให้พ่อแม่และคนใกล้ชิดอยู่เย็นเหมือนอาศัยเรือนแก้วเรือนทองนะ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่เรือนแก้วในความหมายที่เป็นเป็นศัพท์เฉพาะก็มี หมายถึงกรอบมีลวดลายล้อมประดับพระปฏิมาหรือรูปวาด เคยได้ยินไหม อย่างซุ้มเรือนแก้วพระพุทธชินราชสวยๆน่ะ”

เกาทัณฑ์เบิกตา

“เหรอ”

เพิ่งรู้ว่ากรอบลวดลายกนกเครือวัลย์อันงามช้อนขึ้นเหมือนความโชติไสวของเปลวเทียน นั้นเรียก ‘เรือนแก้ว’ นี่เอง หญิงสาวเสริมท้ายมาอีกหน่อย

“บางแหล่งก็บอกว่าเรือนแก้วคือที่เดินจงกรมของพระพุทธองค์หลังตรัสรู้ เทวดาเนรมิตขึ้นถวาย”

ขบวนแถวพระสงฆ์เริ่มทยอยออกมา ญาติโยมเคลื่อนไหวเตรียมตัวกัน บ้างก็ถอดรองเท้ารอ บ้างก็ขยับเปิดภาชนะขึ้น

เกาทัณฑ์ชำเลืองมองเพื่อน เห็นทั้งเรือนแก้วและเชิงไทยืนเฉย ไม่ยอมถอดรองเท้า ก็กลัวถอดแล้วตัวเองจะเด๋ออยู่คนเดียว เลยเฉยตาม พลางนึกว่าธรรมเนียมเหล่านี้มีใครเป็นผู้กำหนด และที่ถูกที่ควรนั้นคืออะไร

คิดไปคิดมาก็เห็นว่ากิริยาหรือการแสดงออกอันใดบ่งถึงการให้ความเคารพสงฆ์ได้ ล้วนควรทำ ถ้าใจสามารถสัมผัสรู้สึกเองว่าใช่ ไม่จำเป็นต้องเปิดตำราอ้างอิงเลย

ทว่าอาการเดินท่อมๆของพระวัดนี้ก็ไม่อาจฉุดปีติแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของเขาขึ้นมากพอจะทำตัวแปลกแยกจากเพื่อนฝูง แต่ละรูปหน้าตาเหมือนชาวบ้านธรรมดาๆที่แหกขี้ตาตื่นด้วยความง่วงงุน ปราศจากความสำรวมสมควรแก่สมณสารูป เวลาเปิดบาตรรอข้าวก็จ้องหน้าญาติโยม ยิ่งถ้าสีกาล่ะจ้องเอาๆ

บางรูปเดินอาดๆแบบนักเลง ร่างใหญ่กายบึก ดิบดำล่ำสัน คิ้วขมวดมุ่น มองคล้ายจับกังขโมยจีวรมาสวม ตาขุ่น แก้มฉุชวนให้เดาว่าคงกินอยู่ในวัดด้วยการละเมิดศีลเป็นอาจิณ เกาทัณฑ์มองรวมๆแล้วแทบอยากปลีกตัวไปนั่งรอในรถ เร็วๆนี้เขาเพิ่งทำบุญกับพระวัดทางนฤพานมา พอเจออย่างที่เห็นนี่เลยกำลังใจตก ทำไปก็ไม่รู้สึกเป็นบุญอยู่ดี

วัดส่วนใหญ่บวชกันง่าย เดินชนใครตามฟุตบาทก็จับมาโกนหัวห่มผ้าเหลืองได้หมด คนธรรมดานั้นอยู่ดีๆจะให้เป็นพระเพราะนุ่งห่มผิดแปลกไปหน่อยเดียวได้อย่างไร กลุ่มบุคคลที่เขากำลังมองเห็นล้วนเป็นนายป๊อกนายแป๊กมาก่อน และยังเป็นนายป๊อกนายแป๊กอยู่จนถึงลมหายใจนี้ ให้ท่องศีลห้าคงผิด อย่าว่าแต่หลักธรรมวินัยสงฆ์อันเป็นของสูงเลย

หนังตาขยิบยิก ได้เห็นชัดว่าเจ้าอาวาสมีส่วนสำคัญมาก ทั้งในขั้นตอนการคัดพระบวช การอบรมควบคุมให้มีความประพฤติอยู่ในกรอบพระวินัย หลวงตาแขวนดีองค์เดียว พระลูกวัดโดยรวมก็ดีตามไปด้วย ท่าทางเจ้าอาวาสวัดนี้คงประพฤติอีเหละเขละขละ พระลูกวัดเลยพลอยเขละตาม ไม่น่าทำนุบำรุงเอาเลย ทั้งวัดนั่นแหละ

แต่แล้วก็เกิดสติกลับใจคิดได้ใหม่ เขายังไม่เห็นกับตาว่าพระเหล่านี้ทุศีล อีกทั้งขาดญาณหยั่งรู้อันเที่ยงว่าใครเป็นใคร ปฏิบัติอยู่ในกรอบพระวินัยมากน้อยแค่ไหน ถ้าด่วนพิพากษาให้เป็นอลัชชีหรือสมีเสียแต่แรกเห็นแล้ว ก็คงเหมือนตำรวจเห็นคนเดินโซเซหน่อยรีบกรากเข้าไปรวบตัวขึ้นโรงพัก ปรักปรำทันทีว่าเดินก๋าตาปรืออีหรอบนี้เมายาแน่นอน ไม่ต้องตรวจของ ไม่ต้องดมกลิ่นพิสูจน์ใดๆทั้งสิ้น

ถอนใจยาว เขาไม่ได้มาเพราะเจาะจงเลี้ยงมารในคราบผ้าเหลือง และนี่ก็ไม่ใช่เวลาคิดกำจัดเหลือบริ้นของพระศาสนาด้วย เป็นเวลาใส่บาตรเลี้ยงพระต่างหาก

พระรูปแรกมาถึงตรงหน้า เกาทัณฑ์พยายามก้มมองเฉพาะชายกาสาวพัสตร์ ซึ่งจะเก่าใหม่ก็เป็นธงชัยพระอรหันต์เหมือนกันหมด ตั้งเจตนาว่าจะถวายกับแกงเป็นจังหัน เพื่อรักษากาสาวพัสตร์นี้ไว้ให้เวไนยชนแท้ได้มีโอกาสสวมครอง มีฐานะอันควร มีเวลาปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความเป็นที่สุดคือมรรคผลนิพพาน ในจำนวนกาสาวพัสตร์แสนผืน ขอเพียงตกถึงมือพระอรหันต์ขีณาสพผืนเดียว ก็นับว่าข้าวชาวบ้านทั้งหมดที่ช่วยกันรักษากาสาวพัสตร์ไว้ไม่เสียเปล่าแล้ว

พลิกความคิดแค่นิดเดียว จิตใจก็แช่มชื่นขึ้น เมื่อเรือนแก้วใช้ทัพพีคดข้าวใส่บาตรเสร็จ เขากับเชิงไทก็หย่อนถุงกับข้าวตาม เมื่อใส่เสร็จก็น้อมไหว้ได้ด้วยใจเคารพบูชา และทำเช่นนั้นจนกระทั่งของหมดด้วยใจเบิกบานเป็นกุศลไม่ขาดสาย

ถุงกับข้าวหมดก่อนใส่ได้ครบองค์ แต่ข้าวสวยยังมีเหลือเฟือ จึงเหลือเรือนแก้วทำหน้าที่อยู่ตามลำพัง อีกสองหน่อยืนรอข้างๆ ยิ่งดูยิ่งเหมือนเด็กรับใช้ติดสอยห้อยตามนายแม่มาทำบุญขึ้นทุกที

เมื่อพระหมดขบวน เรือนแก้วก็หันมาบอกเพื่อนทั้งสอง

“รอแป๊บนะ”

ว่าแล้วก็วางขันเงินลงบนโต๊ะ เดินตัวปลิวไปเจรจาซื้ออะไรบางอย่างจากเพิงร้านอาหารฝั่งตรงข้าม หนุ่มๆมองตาม ครู่หนึ่งเห็นหญิงสาวถือถุงใส่ไม้หมูย่างจำนวนมากก็คาดหวังว่าคงซื้อมาเลี้ยงพวกตนเป็นการรองท้องก่อนมื้อเช้า แต่ที่ไหนได้ เดินแฉลบเลยไปหาฝูงหมาวัดซึ่งยืนออรอส่วนบุญต่อจากพระเณรตรงปากทางเข้าออกนั่นเอง

เรือนแก้วรวบชายกระโปรง ค้อมกายลงนั่งยอง ดึงไม้หมูย่างออกจากถุง รูดชิ้นเนื้อออกจากไม้โยนลงพื้นทีละชิ้น เท่านั้นเองฝูงหมาวัดก็พุ่งกรูกันเข้ามาเกือบสิบตัว มองดูเหมือนแร้งลงไม่มีผิด

“เวร...กูนึกว่าจะได้กิน”

เชิงไทบ่นกับเพื่อน พลางหันมองคนขายหมูย่าง

“ฮะๆ อาแป๊ะค้อนปะหลับปะเหลือกเลยว่ะ ซื้อของมาแจกหมาหมดต่อหน้าต่อตา”

เกาทัณฑ์ไม่หันไปสังเกตอาแป๊ะตามเชิงไท สายตายังคงจับเฉพาะร่างที่นั่งค้อม ทยอยปลิดชิ้นเนื้อให้เป็นทานแก่สัตว์ เป็นบุญกิริยาที่ก่อกระแสอ่อนโยนเย็นตายิ่ง หล่อนทำอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำด้วยความรู้สึกเป็นสุข ยังให้คนเห็นพลอยยินดีตามไปด้วยอย่างเต็มตื้น

ผู้หญิงคนนี้ทำบุญเป็น ท่าทางฉลาดในการทำจิตให้อิ่มเอิบทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ เหมาะที่จะเป็นเป้าสายตาชนหมู่ใหญ่ เช่นในบัดนี้เหมือนสายตาทุกคู่ในละแวกใกล้จะจับไปที่หล่อนเป็นจุดเดียว เกาทัณฑ์แน่ใจว่าผู้มองต้องได้ส่วนความชื่นใจอันเป็นบุญติดไปไม่มากก็น้อย

หญิงสาวนั่งกอดเข่าดูหมากินหมูอยู่ตรงนั้นจนหมด หลายตัวชักทำตาปรอยกระดิกหางจะขออีก หล่อนก็ออกท่าออกทางพลิกมือบ๋อแบ๋ ขมุบขมิบปากพูดกับพวกมันสองสามคำ ก่อนลุกขึ้นนำถุงและไม้ไปทิ้งถังขยะข้างทางเข้าวัด แล้วหมุนตัวเดินกลับมาหาเพื่อนที่ยืนเป็นทหารรอเสด็จอยู่

พอเข้ามาใกล้ เห็นเค้าหน้าถนัด ทั้งเกาทัณฑ์และเชิงไทก็แทบตาค้างด้วยความพิศวง หล่อนดูสวยแปลกไป กรอบหน้าสว่างชัด นัยน์ตาทอแสงจัดราวกับเอาดาวรุ่งสักสิบดวงไปขัง รอยยิ้มอวดไรมุกที่เคยโดดเด่นอยู่แล้วพลอยฉายจับตาขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า ล้วนเป็นหลักฐานประจักษ์ว่าใจหล่อน ‘ถึงบุญ’ เพียงใดในช่วงเวลาอันลัดสั้นแค่นี้

เรือนแก้วเข้าถึงทุกสิ่งที่หล่อนตั้งใจทำ ทางโลกเป็นอย่างไร ก็ติดมาทางธรรมเช่นนั้น!

“ไปเถอะ ขอบใจมากที่ยอมเสียเวลากัน”

เสียงหล่อนเปลี่ยนระดับสูงขึ้น เหมือนมีห่อแก้วสักสองชั้นมาหุ้มเพิ่มความแพรวพริ้งให้กับกังวานเสียงจนฟังวิเวกหวานติดหู คล้ายละอองแก้วก่อตัวกลอกกลิ้งสะท้อนสะเทือนอยู่กับโสตชั้นใน เกาทัณฑ์ถึงกับเผลอมองซ้ำว่าผู้หญิงตรงหน้าเป็นใครกันแน่

ธาตุอิตถีมีธรรมชาติล่อตาให้ใหลหลงอยู่แล้ว เมื่อประกอบเข้ากับรัศมีฉายในทางใดทางหนึ่ง ย่อมยิ่งสะดุดหูสะดุดตาขึ้นเป็นเท่าทวีเช่นนี้เอง

หล่อนเดินไปนั่งรอในรถแล้วเพราะเชิงไทไม่ได้ล็อกไว้ สองหนุ่มเก็บข้าวของคนละมือ เพราะเหลือแต่ขันเปล่า ทัพพีอัน และโต๊ะพลาสติกเท่านั้น ออกท่าเหม่อมองตามเรือนแก้วนิดๆ เห็นตรงกันแน่ล่ะว่าเงาแห่งบุญญาธิการระดับที่ไม่ธรรมดาแผ่ผายฉายชัดออกมาจากร่างสะคราญปานใด

ขณะเดินเคียงกัน เชิงไทเอียงหน้ากระซิบกระซาบ

“แฟนกูสวยนิเช้านี้ เพิ่งรู้ว่าใจบุญสุนทานขนาดหนัก”

เกาทัณฑ์ย่นคิ้ว เกือบถามตอกไปว่า ‘ใครแฟนมึงวะ?’ แต่ยั้งไว้ทัน ถ้าหลุดจากปากก็แสดงความพัวพันที่ยังแกะไม่หลุดแจ่มแจ้งไปหน่อย

โรคด่วนสรุปแบบนี้เป็นเรื่องแสนจะธรรมดา พอเชิงไทเห็นเขาพ้นทาง ก็เหมาแล้วว่าเรือนแก้วเป็นของตน ทั้งที่จริงมีเรื่องต้องก่อต้องสานอีกเยอะแยะเพื่อให้ฝ่ายหญิงยอมรับ

ขึ้นรถกันครบทุกคน เชิงไทบิดกุญแจเดินเครื่องแล้วเปรยว่า

“โอกาสหน้าทำด้วยกันอีกนะแอ้ มีความสุขดีจัง”

ความจริงเพิ่งมาเริ่มสุขก็ตอนเห็นเรือนแก้วสวยขึ้นเป็นกองนี่แหละ

“อือ”

หล่อนตอบมาจากเบื้องหลัง แล้วหันพูดกับเกาทัณฑ์

“ตอนนี้เต้คงชำนาญทางนี่ เอาไว้นำไปวัดดีๆสิ”

ทั้งที่เป็นเรื่องชวนกันทำบุญ เป็นกุศลกิจ แต่เกาทัณฑ์ฟังแล้วชักเห็นเค้าเงาน่ากลัดกลุ้มก่อตัวขึ้น ไม่ใช่ข้างนอก แต่เป็นในใจตนเอง อย่างนี้จะมีอะไรเป็นแรงเหวี่ยงให้อยากหนีหาย...?

ถึงกับยกศอกซ้ายเท้าขอบประตู เอามือป้องขมับโดยไม่รู้ตัว หน้าตาวิตกครุ่นคิดเพราะเห็นความวุ่นวายกายใจวางชัดอยู่แค่เอื้อม

 

เมื่อเกาทัณฑ์เดินมาถึงโต๊ะทำงานตอนเก้าโมงครึ่ง เผอิญสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นพอดี

“สวัสดีครับ”

“พี่เต้คะ คุณพิจัยเชิญพบที่ห้องค่ะ”

เสียงจากเลขาฯเจ้านายบอกมาตามสาย

“โอเคจ๋าย”

ยังไม่ทันนั่งก็ต้องจรเสียแล้ว แถมชื่อพิจัยที่กำกับคำสั่งนั้น ก็ทำให้ต้องเร่งเดินเร็วเสียด้วย

ขึ้นลิฟต์มาสองชั้น เลี้ยวซ้ายไปจนสุด มาหยุดเคาะประตูไม้สักหนาหนักก๊อกๆ ก่อนหมุนลูกบิดเปิดเข้าไปสู่ความกว้างเงียบ ดูขรึมขลังของห้องผู้บริหารใหญ่

“ไง วันนี้มาสายเหรอ?”

บุรุษวัยห้าสิบเศษผู้เป็นเจ้าของห้องทักทั้งยังก้มหน้าเขียนเอกสารขยุกขยิก เขาเป็นคนร่างใหญ่ เสียงใหญ่ จะขยับหรือพูดจาดูมีอำนาจไปหมด คำทักนั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้านายให้เลขาฯต่อสายเรียกเขาก่อนหน้าอย่างน้อยครั้งหนึ่งแล้ว

“ครับ เมื่อคืนค้างที่อื่น ตอนเช้าเดินทางกลับห้องช้ากว่าที่คิด คุณพิจัยมีธุระด่วนหรือครับ?”

“อ๋อ เปล่า ไม่ใช่ต้องเร่งทำตอนนี้”

เจ้าของห้องยังคงง่วนเขียนเอกสารไม่วาง เกาทัณฑ์คุ้นกับการเห็นฝ่ายนั้นทำสองอย่างพร้อมกัน ไม่ยอมเสียเวลาไปสักวินาทีโดยเปล่าประโยชน์ เช่นถ้าเห็นว่าคู่สนทนาเป็นเด็ก ก็จะทำสิ่งที่ค้างไปเรื่อย ไม่เงยหน้าขึ้นมองกัน ดังที่กำลังเป็นอยู่

“จำได้ใช่ไหมที่ผมบอกคุณว่าแอ้จะไปคุยกับมิสเตอร์ชุนที่สิงคโปร์ ทางโน้นเขาเพิ่งอีเมลมาถึงว่าอยากให้เอาคนไปบรรยายและตอบคำถามเชิงเทคนิคประกอบโอเวอร์วิวด้วยเลย แบบมีชุดสไลด์น่ะ ท่าทางจะตกลงง่ายกว่าที่คิด ผมให้คนสืบๆดูแล้ว ช่วงนี้ทางโน้นงานล้นมือ ต้องพึ่งเราแน่ คุณช่วยเตรียมวันนี้แล้วเดินทางกับแอ้พรุ่งนี้เลยนะ สโคปงานไปเอาที่แอ้ได้”

พิจัยสั่งเป็นชุดแบบม้วนเดียวจบ กะให้ชายหนุ่มรับทราบแล้วถอยไปได้ทันที แต่เกาทัณฑ์ฟังแล้วถึงกับยืนคอแข็ง ย่นคิ้วทำหน้าลำบากใจ นึกถึงนัดวันเสาร์กับแพตรี นึกถึงการเดินทางใกล้ชิดกับเรือนแก้ว แล้วถามนายใหญ่อย่างผิดกาลเทศะเป็นครั้งแรก

“ทำไมไม่ให้เชิงไทไปล่ะครับ? น่าจะเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว”

พิจัยชะงักมือ เงยหน้าจากเอกสารทันที เหลือบจ้องหนุ่มรุ่นลูกเขม็ง สายตาคู่นั้นทำให้เกาทัณฑ์รู้สึกตัวว่าเพิ่งหลุดคำพูดโง่ๆออกไป ต่อหน้าบุคคลที่ชี้เป็นชี้ตายให้อนาคตเขาได้เสียด้วย

“คุณติดปัญหาอะไรหรือคุณเกาทัณฑ์?”

พิจัยลงปลายเสียงขรึม เพราะรู้กันเป็นทางการว่าวันเสาร์สำหรับบริษัทนี้หยุดก็จริง แต่อาจเผื่อเรียกใช้สอยได้เสมอ ชายหนุ่มฝืนยิ้มไม่สนิทนัก

“เปล่าครับ ผมเพียงแต่เกรงจะล้ำเหลื่อมกับเชิงไท เพราะเห็นเขาคุยๆกับมิสเตอร์ชุนอยู่ อันที่จริงผมอยากไปซื้อของที่โน่นอยู่พอดี”

ชายผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดถอนใจ คลายความเคร่งในสีหน้าลง

“วันเสาร์นี้ผมว่าจะชวนคุณเชิงไทไปกินข้าวเย็นกับดอกเตอร์โตมรน่ะ เขาคุ้นเคยกับรายนั้นอยู่แล้ว คุณไปสิงคโปร์แทนหน่อยแล้วกัน”

“ไม่มีปัญหาครับ”

เกาทัณฑ์รับคำ ฟังเป็นธรรมชาติขึ้นกว่าเดิม

“หวังว่าคงไม่รบกวนเวลาส่วนตัวมากนะ”

พิจัยเหน็บทิ้งท้าย เกาทัณฑ์ตอบนายด้วยกิริยายิ้มแย้ม แต่ถ้าเอากระจกวิเศษส่อง ก็อาจเห็นเปลี่ยนเป็นอาการแยกเขี้ยวยิงฟัน ช่างไม่รู้เลยว่าเขายิ่งอยากปลีกตัวออกห่างเรือนแก้วให้เลิกใจแกว่งอยู่...

 

เมื่อไปสอนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยในคืนนั้น ก่อนหมดเวลาเกาทัณฑ์ต้องแจ้งเลื่อนเวลาสอนในคืนวันศุกร์ไปเป็นช่วงคืนวันจันทร์ นักศึกษาบางคนหันหน้าเข้าหากันและบ่นพึม เพราะชนเวลากับวิชาอื่น

จากนั้นใช้เวลาชั่วโมงครึ่งกว่าจะวิ่งจากในเมืองมาถึงบ้านปู่ชนะ ใกล้ห้าทุ่มแล้ว เขาไม่ได้โทร.บอกแพตรีล่วงหน้าว่าจะมาเยือน ตอนนี้สนิทกันขนาดถือกุญแจสำรองเปิดปิดประตูเข้าออกได้เอง เมื่อจอดรถเสร็จจึงผ่านรั้วมาแหงนหน้าเรียกคนรักที่ใต้หน้าต่างโดยสะดวก

“แพ!”

หญิงสาวกำลังนั่งอ่านนิตยสารรายเดือนอยู่กับโต๊ะทำงาน เมื่อยินเสียงเรียกก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร จึงลุกมายืนชิดหน้าต่างมุ้งลวดเหล็กดัด เลิกม่านก้มลงมาเห็นเกาทัณฑ์ยืนเงยหน้ายิ้ม มือไขว้หลังเป็นเงาตะคุ่มอยู่เบื้องล่าง

“พี่เต้ จะมาทำไมไม่บอกก่อนคะ?”

“มีธุระด่วนจี๋เลย แพเปิดประตูบ้านให้พี่หน่อยสิ”

“ปู่นอนแล้วค่ะ มีเรื่องสำคัญมากหรือ ขึ้นมาเดี๋ยวทำหนวกหู”

“งั้นลงมาหาพี่ข้างล่างก็ได้”

“ดึกแล้วนี่...”

เห็นหล่อนอิดเอื้อนเช่นนั้นก็ขู่ว่า

“ถ้าโอ้เอ้พี่จะคุกเข่าแล้วแหกปากดังๆขอให้แพเปิดประตู ลองรึ?”

แพตรีรีรอเป็นครู่ รู้ว่าเกาทัณฑ์มีความห่ามพอจะกล้าทำเช่นนั้นจริง จึงบอกอย่างตัดรำคาญ

“แค่ห้านาทีนะ”

ผละจากหน้าต่าง อึดใจต่อมาเกาทัณฑ์ก็เห็นประตูเรือนเปิด ปรากฏเงาร่างโปร่งเคลื่อนลงมา ชายหนุ่มรีบสาวเท้าเดินไปรับ

หยุดเผชิญหน้ากันเพียงเอื้อมเมื่อแพตรียืนบนบันไดขั้นแรก เห็นเกือบอยู่ระดับสายตาเดียวกับเขา ชายหนุ่มยิ้มกว้าง สะบัดแขนจากอาการไพล่หลัง เผยช่อดอกไม้ใหญ่ยื่นให้หล่อน แพตรีเหลือบมอง ก่อนจะรับมาถือยิ้มๆ แสงไฟนีออนใต้หลังคาส่องให้เห็นสีแก้มเรื่อขึ้นมาหน่อย

“ขอบคุณค่ะ”

รอดูหล่อนก้มลงชื่นชมดมดอม แต่ก็เห็นแค่มองอย่างเดียวอยู่เป็นนาน เลยชวนว่า

“ไปนั่งในห้องทานข้าวได้ไหม?”

หญิงสาวเดินนำเขาไปง่ายๆ เมื่อเข้ามาในห้องรับประทานอาหารก็เปิดไฟสว่าง วางช่อกุหลาบแดงซึ่งประมาณคร่าวแล้วคงไม่ต่ำกว่า 40 ดอกลงบนโต๊ะ ทุกดอกยังสดฉ่ำราวกับเพิ่งเฉือนจากต้นได้พักใหญ่ แสดงว่าไปรับจากร้านเมื่อช่วงค่ำนี่เอง

ชายหนุ่มย่องกริบมาทางเบื้องหลัง พอเข้าใกล้ก็คล้องวงแขนตระกองกอดไว้เต็มอ้อมอย่างแสนรัก แพตรีชะงักด้วยความตกใจ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทีแรกขืนกาย แต่เมื่อสัมผัสว่าอ้อมแขนและแผ่นอกนั้นมากับความรู้สึกประณีตละเอียดอ่อน ก็ยอมยืนนิ่งให้กอด

ในความสงบเงียบ มีความรักอันงดงามล้นกระจายออกมาจากดวงจิตที่ผูกพันแน่นแฟ้น ต่างฝ่ายต่างซึมซับรับรู้ด้วยความสว่างจากกลางใจ เสมือนทุกสิ่งยุติการเคลื่อนไหวเป็นนิรันดร์ในความลึกซึ้งนั้น

เกาทัณฑ์บอกตนเองว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่เขามีสิทธิ์จะทำ เขากอดธาตุแท้แห่งความดีที่ไม่แปรปรวนกลับไปกลับมา กอดผู้หญิงที่ใจบอกตนเองว่าอยู่คู่กันมาแสนนาน

ล่วงเลยจนได้เวลาหนึ่งที่แพตรีขยับตัวจะแกะแขนออก เกาทัณฑ์ก็โน้มหน้าลงหอมแก้มนวลทีหนึ่งและกระชับปลอกแขนแน่นขึ้นอย่างไม่ยินยอมปล่อยตัว

“กล้าดีขนาดนี้แล้วหรือคะ?”

แพตรีถามด้วยเสียงดังกว่ากระซิบหน่อยเดียว เกาทัณฑ์ถอนมือข้างหนึ่งลากเก้าอี้ใกล้ตัวแล้วหย่อนกายนั่งลง เป็นผลให้ร่างนุ่มในอ้อมกอดลงนั่งบนตักตาม ชายหนุ่มเอียงหน้าแนบแผ่นหลังหล่อน พลางพึมพำตอบ

“ที่ผ่านมาถือว่าขี้ขลาดด้วยซ้ำ สัญญาว่าจะไม่เกินเลยไปกว่านี้ก่อนแต่ง”

ต่างนิ่งกันพักใหญ่ แพตรีเป็นคนเอ่ยถามทำลายความเงียบ

“นี่หรือธุระด่วนจี๋?”

เกาทัณฑ์ระบายลมหายใจยืดยาว

“เจ้านายเพิ่งสั่งให้บินไปสิงคโปร์พรุ่งนี้ กว่าจะกลับคงเช้าวันอาทิตย์”

แพตรีฟังแล้วเฉยไป

“ที่นัดซินแสไว้คงต้องเลื่อนแล้วล่ะ ลุงเอกด้วย”

เขาหมายถึงลุงคามภีร์ ผู้เป็นบิดาตามกฎหมายของหล่อน แพตรีอึ้งอยู่อีกพัก ก่อนแหย่ว่า

“ถ้าแพไม่ให้พี่ไปสิงคโปร์ล่ะ?”

“พี่ก็ไม่ไป พรุ่งนี้จะลาออกจากบริษัท และจะเอากระปุกเสียบปากกาปาหน้าอกคนสั่งเป็นการทิ้งทวนทีหนึ่ง”

“อื้อม์...” ขานรับรู้แล้วก็หัวเราะนุ่ม “ช่างเถอะค่ะ งานสมัยนี้หายาก รักษาไว้เถอะ เขาสั่งให้ไปก็ไปซะ”

เกาทัณฑ์พลิกหน้ากลับมาฝังจมูกผ่านม่านผมลงกลางแผ่นหลังคนรัก สูดกลิ่นหอมรื่นเข้าเต็มอก

“เฮ้อ! นี่ถ้าไม่ขัดใจผู้ใหญ่พี่ก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องหาฤกษ์ยามเล้ย ฤกษ์ซินแสมั่วหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาฤกษ์ของพระพุทธองค์น่ะประเสริฐที่สุด ทำดีเมื่อไหร่เมื่อนั้นคือฤกษ์งาม ความดีเป็นฤกษ์งามในตัวเอง เราเคยร่วมบุญกันมา จะอยู่กินกันก็เพื่อการต่อบุญ หมั้นหรือแต่งนาทีนี้นาทีหน้าก็เป็นฤกษ์ดีทั้งนั้นแหละ”

“รู้ได้ยังไงคะว่าเคยร่วมบุญกันมา?”

“รู้ซี่ ก็ที่เคยยืนใส่บาตรด้วยกัน ไปกราบหลวงพ่อพุธด้วยกัน ไปวัดทางนฤพานด้วยกัน แพลืมแล้วเหรอ?”

“อ้อ...”

แพตรีรับเก้อๆ เพราะฟังทีแรกแปลความหมายไกลเกินไปหน่อย เกาทัณฑ์หัวเราะครึ้ม

“แพช่วยนัดลุงเอกใหม่นะ ขอเป็นช่วงสายวันอาทิตย์ ส่วนซินสงซินแสนี่ช่างเถอะ เรามั่วเองก็ได้ เอาฤกษ์สะดวกแหละดี ตอนเช้าตั้งใจทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา ซื้อจากตลาดแบบที่เขากำลังจะฆ่าจริงๆน่ะ เสร็จแล้วไปบริจาคเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า ทำสังฆทานเลี้ยงพระทั้งวัด ถ้ายังสร้างฤกษ์งามไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป ส่วนเรื่องเวลาสวมแหวนก็บอกเป็นบ่ายสามจุดศูนย์เจ็ดอะไรก็ได้ให้ดูเหมือนมาจากปากซินแสหน่อย เท่านี้ผู้ใหญ่ก็ไม่สงสัยแล้ว”

หญิงสาวยิ้มหน่อยๆกับท่าทีหัวใหม่ของว่าที่คู่หมั้น

“แพเคยศึกษาเรื่องฤกษ์งามยามดีมาบ้าง แล้วก็รู้สึกว่าเพื่อเริ่มต้นบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมาย ถ้าได้เวลาอันเป็นจุดตัด จุดประจวบของมงคลปัจจัย หรือช่วงให้ผลของบุญเก่า ก็จะเกิดอิทธิพลเสริมให้ทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี สมัยก่อนจะออกศึกหรือสมัยนี้จะลงหลักปักเมือง ก็ต้องหาฤกษ์หาชัยกันทั้งนั้น แม้แต่โทเลอมี่ที่บุกเบิกด้านดาราศาสตร์ ก็ทุ่มเทศึกษาหาข้อเท็จจริงเชิงโหราศาสตร์เกี่ยวกับอิทธิพลของดวงดาวที่มีต่อชีวิตบนโลกเหมือนกัน

แต่แพก็เห็นด้วยกับพี่ ที่ว่าซินแสหรือหมอดูมีหลายตำรา หลากทักษะความสามารถ ขนาดระดับทำพิธีสำคัญของชาติยังเคยคำนวณดวงเมืองผิดมาแล้ว ศาสตร์ทำนองนี้ลี้ลับซับซ้อนหาคนรู้จริง แม่นจริงยาก ได้ฤกษ์ยามตามเขาบอกมาแล้วก็แค่สบายใจว่าได้มา ผิดถูกยากจะเอาอะไรวัด

ฤกษ์พระพุทธองค์ที่ว่าเช้า สาย บ่าย เที่ยง ทำดีเมื่อไหร่ก็ได้ฤกษ์งามเมื่อนั้นน่าจะทำให้เราสบายใจกว่ากัน นี่แพก็เห็นด้วย เพราะอิทธิพลของแรงกระทำจากดวงดาว อาจด้อยกว่ากรรมดีร้ายของเราในปัจจุบันได้ อย่างถ้าฆ่าตัวตายด้วยโทสะหรือโมหะครอบงำ ต่อให้เป็นขณะดาวทำมุมดีที่สุด ก็หนีประตูนรกไม่พ้นอยู่วันยังค่ำ

แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ติดใจถามว่าได้ฤกษ์มาจากไหน พี่จะตอบว่ายังไงล่ะคะ จะโกหกหรือ? แพว่าเราน่าจะหาบุคคลอ้างอิงที่น่าศรัทธา ฟังแล้วผู้ใหญ่ไม่ขัด อย่างหลวงตาแขวน ท่านว่าเวลาไหน จะใช้เกณฑ์ยังไง เราก็เอาตามนั้นดีไหม?”

เกาทัณฑ์ยิ้มหน้าใส กระชับกอดแน่นขึ้นนิดหนึ่งด้วยความปลื้ม

“ต่อไปพออยู่ด้วยกัน พี่คงต้องเป็นช้างเท้าหลังแน่ๆเลย”

แพตรีฟังแล้วสะดุด เงียบไปพักก่อนเอ่ย

“อย่าพูดให้เสียกำลังใจสิคะ แพให้เหตุผลดีๆนะ ไม่ใช่ว่าเอาความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าพี่เข้าใจว่าแพเจ้ากี้เจ้าการ จะเอายังไงก็สุดแล้วแต่เถอะ”

ชายหนุ่มเบิกตาโต หัวเราะเสียงดัง

“โอ โอ่ โอ้ โอ๊ โอ๋...นี่แหละน้า เป็นมนุษย์สื่อสารกันด้วยคำพูดอย่างเดียวเข้าใจไขว้เขวกันง่ายๆอย่างนี้เอง พี่เห็นด้วยกับแพทุกอย่างต่างหาก ที่บอกว่าต่อไปอยู่ด้วยกันพี่คงเป็นช้างเท้าหลังนั่นก็ด้วยความชื่นชมจากใจจริงหรอก ไม่ได้ประชดประชันอะไรเลย เหตุผลของแพฟังแล้วเย็น คิดตามแล้วไม่อยากแย้งจริงๆ พี่เสียอีกที่เมื่อกี้พูดดุ่ยๆแบบคนหัวแข็งจะเอาตามใจ แพอย่าเข้าใจพี่ผิดนา”

พูดจบก็หัวเราะอีก แล้วเอียงแก้มซบไหล่หล่อนด้วยความเอ็นดู

“อย่างนั้นก็แล้วไปเถอะ”

แพตรีพึมพำ ฟังปลายเสียงรู้ว่าติดงอนหน่อยๆ

“วันอาทิตย์พอไปหาลุงเอกเสร็จ เรามากราบหลวงตาแขวนกันเลยนะ”

“เพิ่งเสร็จจากงาน ลงจากเครื่องตอนเช้าแล้ววิ่งรอก ไม่กลัวเหนื่อยหรือคะ?”

“แค่นี้จะเหนื่อยขนาดไหนกัน ว่าแต่…เป็นไปได้ไหม ถ้าขอให้แพเดินทางกับพี่ด้วย?”

เขาเต็มไปด้วยความในใจที่พูดลำบาก ภาวนาให้หล่อนตอบตกลง ทั้งรู้ว่าความหวังริบหรี่เท่าแสงหิ่งห้อยกลางทะเลทรายคืนเดือนมืด

“ไม่ล่ะค่ะ เป็นอะไรกันถึงหอบหิ้วตามไปธุระอย่างนี้ แล้วถ้าแพไปใครจะดูแลปู่”

“อือ” เขารับซึมๆอย่างเข้าใจ “ไอ้พวกนั้นมันทำงานกันตลอดเจ็ดวัน ชาวบ้านเขาจะหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็ลากไปเข้าปิ้งด้วย”

“ดีแล้วล่ะค่ะ ห่วงงานเถอะ”

“อาทิตย์หน้านี้พี่มีอะไรให้แพแปลกใจ”

“อะไรคะ?”

“บอกแล้วไงว่าจะให้แปลกใจ เฉลยตอนนี้แล้วจะแปลกใจได้ไง”

“พูดให้อยากรู้แล้วอมพะนำยั่วโมโหนี่นึกว่าดีนักหรือ?”

“อย่างแพโมโหเป็นด้วย?”

“เป็นสิ”

“โมโหแล้วทำไง?”

ขาดคำเกาทัณฑ์ก็ร้องลั่น เมื่อแขนถูกปลายเล็บจิกหยิกเต็มแรง

“อู๊ย!...เดี๋ยวนี้ทำร้ายคนเป็นแล้วเหรอ”

“พี่กลับเถอะค่ะ”

“ไล่อีกละ”

“บอกไว้แต่ต้นไง แค่ห้านาทีพอ นี่ตั้งเท่าไหร่เข้าไปแล้ว มาก็ดึกดื่น จะอยู่ให้ถึงเช้าหรือคะ ปู่ตื่นลงมาเห็นอย่างนี้เดี๋ยวก็ถูกห้ามเข้าบ้านหรอก”

“ก็ได้...ก็ด้าย”

ชายหนุ่มลากเสียงยานคาง ทิ้งท้ายด้วยการรัดร่างนุ่มแน่นเข้า อย่างจะเข้ารู้ให้ถึงก้นบึ้งหัวใจตนเอง ว่ายังรักและปรารถนาในหล่อนเพียงไหน

หักห้ามใจ คลายอ้อมแขนออกด้วยความเสียดาย แพตรีลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องอาหารทันที ไม่อ้อยอิ่งรีรอ บังคับให้เกาทัณฑ์ต้องลุกตาม

ทันกันที่หน้าประตูรั้ว ชายหนุ่มมองรอสบตา เห็นหล่อนก้มมองพื้นท่าเดียวก็เอานิ้วเชยคางขึ้น แพตรียกมือปัดเบาๆ

“พอแล้วค่ะ”

เกาทัณฑ์ยิ้มรับ เท่าที่หล่อนยอมก็อิ่มใจพอจริงๆ เลยอำลาโดยดี

“เช้าวันอาทิตย์พอถึงดอนเมืองพี่จะรีบโทร.หา แล้วมารับทันทีเลย เตรียมตัวไว้นะ”

กล่าวด้วยความเชื่อว่าวางแผนไว้อย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น เสร็จงานวันเสาร์หมายความว่าเช้าวันอาทิตย์กลับไทยได้โดยสวัสดิภาพ

เส้นทางชีวิตคนมักมีความแน่นอนตามตารางเวลา น้อยครั้งจะเกิดเรื่องไม่คาดหมาย จึงทำให้หลงคิด หลงรู้สึกว่าสามารถลิขิตเหตุการณ์ประจำวันของตนได้เสมอไป…
 

นำมาจาก  http://dungtrin.com



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน