*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1460
  • จำนวนผู้ชม : 1722299
  • จำนวนผู้โหวต : 321
  • ส่ง msg :
  • โหวต 321 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพุธ ที่ 5 กันยายน 2550
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 300 , 17:16:34 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ท่านผู้เป็น อคัณตุกะทั้งหลาย บรรดาที่ประชุมกันอยู่ที่นี้ บัดนี้เป็นโอกาสกำหนดไว้ ที่จะมีการพูดจากัน และก็บังเอิญมาพร้องกันหลายระดับ เป็นชนขั้นทางจิตจิต ทางวิญญาณชนิดที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องด้วยทุกระดับจึงจะได้ ถ้าพูดถึงระดับต่ำ ระดับเด็กเล็ก

หน้าที่ 1 - เรื่องกลางดิน

ท่านผู้เป็น อคัณตุกะทั้งหลาย บรรดาที่ประชุมกันอยู่ที่นี้ บัดนี้เป็นโอกาสกำหนดไว้ ที่จะมีการพูดจากัน และก็บังเอิญมาพร้องกันหลายระดับ เป็นชนขั้นทางจิตจิต ทางวิญญาณชนิดที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องด้วยทุกระดับจึงจะได้ ถ้าพูดถึงระดับต่ำ ระดับเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ก็สนใจฟัง โดยพื้นความหมายที่มันสูงกว่านั้น หรือว่าเป็นการศึกษาเรื่องของ วัยเด็ก รุ่นเด็ก สำหรับเด็ก พร้อมกันไปก็ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรกันได้ จะมีประโยชน์น้อยเกินไปก็ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรกันได้ จะมีประโยชน์น้อยเกินไปก็ได้ ไม่คุ้มค่ามา จึงขอให้ทุกคนเด็กเล็กที่สุด ก็พยายามทำให้ดี ฟังให้ได้ ถ้าสู้ไม่ไหวก็หลับไปเสียเลย จะได้หมดปัญหา

เดี๋ยวนี้เรามานั่งกันกลางดิน
ข้อแรกที่สุดก็จะพูดเรื่องกลางดิน เราเชื่อว่าหลายคนที่ยังไม่รู้ความหมายขอคำว่ากลางดิน และก็มีความรู้สึกนึกคิด

ที่ไม่ชอบนั่งกลางดิน ชอบที่นั่งบนที่จัดตบแต่งไว้ เป็นอย่างที่เคยนั่งกันมาเคยชินจนเป็นนิสัย พอมานั่งกลางดิน ก็ถือว่าเป็นการลดอะไรกันมากทีเดียว ก็หงุดหงิดเสียก่อน และก็ฟังไม่รู้เรื่องนี้แน่นอน จึงอยากจะพูดเรื่องกลางดินนี้หมดปัญหาไปเสียทีก่อน โดยถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้นั่งกลางดิน มาที่สวนโมกมีโอกาสได้นั่งกลางดิน ถ้าไปที่อื่นก็คงจะไม่ได้นั่ง ทั่ว ๆ ไปก็จะไม่ได้นั่งกลางดิน เดี๋ยวนี้เรามีที่นั่งกลางดิน ไว้ให้นั่งด้วยเจตนา ที่มีที่นั่งกลางดินไว้นั่งกลางดิน


รู้ความหมายของการนั่งกลางดินให้ดีและก็มีจิตใจเข้ากันได้กับเรื่องนั่งกลางดิน ก็จะได้รับประโยชน์จากการฟังธรรมะ หรือพระพุทธศาสนา พูดคราวเดียวหมด ก็พูดว่าพระพุทธศาสนานั่งเกิดกลางดิน เกิดจากดิน พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน และพระพุทธเจ้าก็ตรัสรูกลางดินและก็มีโอกาสไปเที่ยวสั่งสอนไปนั่งกลางดิน ที่อยู่อาศัยของท่านก็พื้นดินในที่สุดท่านก็นิพานหรือตายกลางดิน ก็ต้องคำนึงถึงข้อนี้ก่อน ว่าเกิดกลางดิน ตรัสรูกลางดิน สอนกลางดิน อยู่กลางดิน ตายกลาง
เหมือนพระไตรปิฎกที่เป็นคำสอนทั้งหมด

ก็เกิดมาจากดิน เกิดมาจากการนั่งกลางดิน และก็ตรัสรู้และก็ได้เรียนต่อ ๆ กันมา เป็นที่เชื่อได้ว่าการทำสังคยานาหลาย ๆ องค์ก็นั่งกลางดินทั้งนั้น ไปดูที่อินเดียก็ได้ว่าท่านนั่งกลางดินกันทั้งนั้น นี้เป็นเรื่องของกลางดิน


ที่นี้มองอีกแง่หนึ่ง ธรรมะเป็นเรื่องของธรรมชาติเป็นความรู้เรื่องตัวธรรมชาติ เรื่องผลที่เกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ธรรมะคือเรื่องธรรมชาติ ต้องอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงประสูติกลางดิน ไม่อย่างไปนั่งสถานเริงรมสวยงามต่าง ๆ อยากจะอยู่สวรรค์วิมานนั้น ที่มันมีความหมายอย่างสวรรค์วิมาน ถ้าไม่ชอบธรรมชาติไม่ชอบนั่งกลางดิน เพื่อเป็นเกลอกับธรรมชาติ เดี๋ยวนี้มานั่งกลางดินอย่างนี้ ก็ควรจะรู้สึกว่าเป็นเกลอกับธรรมชาติ เมื่ออยู่กับธรรมชาติจิตใจมันเหมาะสมที่จะรู้จักกับธรรมชาติ เป็นพื้นฐานของธรรมะทั้งหลายคือเรื่องธรรมชาติ นี้ควรจะสนใจเรื่องกลางดิน ก็ขอทำเดียวนี้ ก็มานั่งกลางดิน


นี้ก็ขอทำใจให้นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดินสอนกลางดิน อยู่กลางดิน ตายกลางดิน ถ้าทำได้ก็เป็นพุธทานุสติ ซึ่งเป็นธรรมฐานชนิดหนึ่งอย่างยิ่งเลย ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าทุกแง่ทุกมุม เดี๋ยวนี้เมื่อก่อนและนึกถึง พอรู้สึกว่าได้มานั่งกลางดินได้มาอยู่กลางดิน แล้วจิตใจมันรู้สึกอย่างไร เมื่อคุ้งมันอยู่ที่กรุงเทพ แล้วจิตใจมันเป็นอย่างไร และมานั่งกลางดินอย่างนี้แล้วจิตใจมันรู้สึกอย่างไร


เมื่อมานั่งกลางดินอย่างนี้แล้วจิตใจมันเป็นอย่างไร ถ้าสามารถเปรียบเทียบกันได้ นั้นแหละจะเป็นกรรมฐาน คือพุธทานุสติ ว่าพระพุทธเจ้ามีจิตใจเป็นอย่างไร ก็พลอยไปถึงการตรัสรู้ของพระองค์ รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ นั้นก็จะสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ นี้เป็นเรื่องของคนนั่งกลางดินไม่ใช่เป็นเรื่องของคนที่จะหรูหราอยู่สนุกสนาน ตามแบบของคนหนุ่มที่สำเร็จศึกษามาจากมหาวิทยาลัย ไม่ใช่สำเร็จการศึกษามาจากกลางดินเหมือน

อย่าลำเอียงอย่าเข้าข้างตนเอง

พระพุทธเจ้า ถึงอย่างไร ๆ ก็ต้องเปรียบกันแล้ววันนี้ ว่าคนที่ศึกษามาจากกลางดิน กับที่ศึกษามาจากวิทยาลัยมันรู้อะไรต่างกันอย่างไร

อย่าลำเอียงอย่าเข้าข้างตนเอง และก็จะไปเปรียบเทียบกันดู ว่าเรื่องที่เราศึกษาโรงเรียนมหาวิทยาลัย เพื่ออะไรและในที่สุดมันให้ผลอย่างไร ที่นี้จะมาศึกษาเรื่องกลางดิน เรื่องที่เกิดขึ้นกลางดิน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จากธรรมชาติทั้งหลาย เหล่านี้มันต่างกันอย่างไรทำไมจึงไม่คิดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้การนั่งกลางดิน นี้แหละก็ขอให้ทำเป็นใจดีว่า จิตของคนที่นั่งกลางดิน ของคนที่นั่งอยู่บนเย้าบนเรือนที่ประดับประดาตบแต่งอยู่อาคารราคาล้าน ๆ นี้ นั่งอยู่บนนั้นจิตใจเป็นอย่างไร และมานั่งอยู่บนดินอย่างนี้จิตใจมันเป็นอย่างไร ลองเปรียบเทียบกันดู โดยหลักทั่วไปที่มีอยู่ว่า จิตใจจะเย็นกว่า จิตใจไหนจะเป็นอิสระกว่า จิตใจไหนที่จะรู้ธรรมชาติได้จริงกว่าอย่างนี้เป็นต้น

และในที่สุดเราก็จะรู้อะไรที่เรายังขาดอยู่ หรือที่มนุษย์มันยังขาดอยู่ ก็ได้จากการที่ความเลวร้ายในบนโลกนี้มีอยู่เพียงใด ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ก็ยังขาดความรู้อยู่เพียงนั้น การศึกษาทั่วโลกมันไม่ขจัดความเลวร้ายเหล่านั้น ถ้านึกได้อย่างนี้ก็จะวิ่งกันกลางดินและมานั่งกลางดิน มาสนใจเรื่องกลางดิน ของพระพุทธเจ้า เป็นอันว่าเรื่องแรกที่สุดคือเรื่องนั่งกลางดิน ในฐานะที่มีที่นั่งกลางดิน เป็นเครื่องต้อนรับท่านทั้งหลาย ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ไม่มีพรมนั่ง ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่กลางดินให้นั่ง และต้อนรับในทางวัตถุ หรือในทางนี้ต่ำสุดเลย ไม่มีอะไรต่ำกว่านี้ เรามีหลักต่ำ ๆ นั้นแหละเราจะไปสูง ถ้าอยู่สูงก็มีแต่จะตกลงมาต่ำ ถ้ามีอยู่อย่างต่ำนี้ มันก็จะมีการกระทำ หรือความเป็นไปอย่างสูง ๆ ขึ้นไป จนเริ่มตั้งต้นการศึกษาด้วยการนั่งการดิน


เพื่อว่าจะได้รู้จักพื้นฐาน หรือรากฐานต่ำสุดของสิ่งทั้งปวง และจะได้รู้ไปตามลำดับ อย่าหาว่าท้าทาย แต่อยากให้รู้ว่าให้เรียนจบปริญญาเอก ในทั้งโลก แล้วมันก็โง่กันอยู่นั้นแหละ เพราะเราไม่ได้นั่งกลางดิน ขอให้มานั่งกลางดินให้เรียนรู้กฎธรรมชาติ หน้าที่ของกฎธรรมชาติ และก็เห็นด้วยของการตามมา ของท่านทั้งหลายต่อการมาสู้สถานที่นี้ โดยจะเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะรู้สึกว่า ยังขาดความรู้ชนิดกลางดิน จึงต้องมาที่นี้และก็มานั่งกลางดิน เป็นเกลอกับธรรมชาติ เป็นเกลอกับต้นไม้ต้นไร่ เหล่านี้ล้วนแต่สอนทั้งนั้น แต่ว่าคนมันหูหนวก ตาบอดเอง มันไม่ได้ยินว่าธรรมชาติสอนอย่างไร


ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้มันสอน แสดงความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นอนิจ ไปเที่ยวเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงก็ขอให้ดูด้วย ไอ้คนมันก็ตาบอด มันก็ไม่เห็นในความไม่เที่ยง หรืออนิจจังของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันส่งเสียงร้องตะโกนว่าอย่าเที่ยวหลงใหลกันอยู่ นั้นแหละ และมันก็มากไปด้วยความหลงใหล มันจึงหาความสุขไม่ได้ ยิ่งเรียนมันก็ยิ่งไม่รู้เรื่องนี้เพราะว่ามันไม่ได้เรียนเรื่องนี้ การเล่าเรียนในโลกมันได้เรียนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นสิ่ง เรียนแต่จะสร้างนั้นสร้างนี้ จะอยู่กินอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคยไม่ยินอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น


จึงเป็นการสมควรที่ว่า จะต้องเรียนศึกษาเรื่องที่กำลังขาดอยู่ ที่ไม่เคยได้เรียนไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็จะได้เรียน เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องความจริงของธรรมชาติ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แล้วมันแสดงอาการอย่างนั้นให้เห็นอยู่ และมันคล้าย ๆ ว่ามันตะโกนบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นอย่างนั้น แล้วมันแสดงอาการอย่างนั้นให้เห็นอยู่ และมันคล้าย ๆว่ามัน ตะโกนบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นอย่างนั้น แต่เราก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่ได้เข้าใจ มันก็ทำไปในทางที่มันตรงกันข้าม มันกลับตรงกันข้าม


อย่างที่ทำกันอยู่อย่างนี้ ทำอย่างกับว่ามันเป็นอนิจจัง เป็นของเที่ยง ได้อย่างต้องการเป็นสุข ไม่เห็นทุกข์ไดตามอัตราได้เป็นของกูได้อย่างที่กูต้องการ มันคิดนึกกันอยู่อย่างนี้เพราะไม่ได้เรียนความรู้ที่เป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู และได้นำมาสอน เมื่อไม่ได้รู้ตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นอย่างไร



                                                             

*งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติ ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ของงานเขียนนี้ เป็นของผู้เขียน ซึ่งได้ให้เกียรติ วิชาการ.คอม ในการนำเผยแพร่ เรามีความยินดี หากท่านจะนำบทความนี้ เผยแพร่สู่คนวงกว้างขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา และไม่มีผลในเชิงธุรกิจ กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างถึงชื่อผู้เขียน และ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้ง ที่มีการทำซ้ำงานเขียนนี้ ห้ามนำงานเขียนนี้ หรือส่วนหนึ่งส่วนใด ทำการเผยแพร่ต่อ ในสื่อที่ดำเนินการเพื่อธุรกิจทุกรูปแบบ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้เขียน ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยร่วมกันสร้าง สังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งปัญญา


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บุญชัย วันที่ : 05/09/2007 เวลา : 23.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boonchai
 


มีสติครับ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน