*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1472
  • จำนวนผู้ชม : 1803877
  • จำนวนผู้โหวต : 332
  • ส่ง msg :
  • โหวต 332 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2551
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 984 , 02:49:25 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



ก่อนรุ่งสางของวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2551 ฟ้าเบื้องบนที่มักไม่ร้างห่างจากประกายระยิบของแสงดาว กลับแลดูสงัด คล้ายมีใครสักคนคลี่ผืนผ้าสีราตรีห่มคลุมทั่วท้องนภา เพื่อไว้อาลัยแด่เทพเทวาองค์ใดองค์หนึ่ง…กระทั่งราชสำนักแถลงการณ์ ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ พสกนิกรทั่วสยามประเทศจึงประจักษ์ว่าฟ้าเบื้องบนมิเพียงร่วมไว้อาลัย หากทรงรับเทวาผู้เป็นมิ่งขวัญของแผ่นดินเสด็จสู่สรวงสวรรค์ ประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้น แผ่พระมหากรุณาธิคุณอันไพศาล ปกเกล้าคุ้มภัยพสกนิกรของพระองค์...ชั่วกาลนาน



สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ เมืองเอดินบะระ ประเทศอังกฤษ เป็นพระธิดาพระองค์แรกใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
       
       เมื่อแรกประสูติทรงพระนามในสูติบัตรว่า May ตามที่โรงพยาบาลตั้งถวาย ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตั้งพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา



**ความผูกพันครอบครัว “มหิดล” **
       
       ในปี พ.ศ.2467 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จพร้อมกับครอบครัวเล็ก ๆ ไปยังประเทศเยอรมนี เพื่อรักษาพระองค์ และในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2468 พระอนุชาพระองค์แรกได้ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี และได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล”
       
       สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้ตรัสถึงพระอนุชาซึ่งทรงเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวในหนังสือ “เจ้านายเล็ก ๆ –ยุวกษัตริย์” ว่า
       
       “ข้าพเจ้าเองจำเหตุการณ์สำคัญนี้ไม่ได้เลย เพราะอายุเพียง 2 ขวบ 4 เดือน แต่คงยินดีอย่างมากที่ได้น้อง ซึ่งคงไม่เป็นเรื่องธรรมดานัก เพราะในหลายครอบครัวลูกคนโตมักจะอิจฉาน้องที่อ่อนกว่าไม่มากนัก เพราะพ่อแม่มักให้ความสำคัญแก่ลูกคนใหม่ แต่ทูลหม่อมฯแม่และแหนน (นางสาวเนื่อง จินตตุล พระพี่เลี้ยง ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ท้าวอินทรสุริยา”) คงได้อธิบายเรื่องน้องที่จะเกิดไว้อย่างดี ข้าพเจ้าจึงรู้สึกรักและอยากช่วยเลี้ยงน้อง”
       
       ต่อมาในปี พ.ศ.2469 ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จยังสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาต่อจนได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระอนุชาพระองค์ที่สองได้ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานพระนามว่า “ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลฯ เดช”
       
       "...ข้าพเจ้าอยากเห็นน้องใกล้ ๆ และอยากแตะต้อง แต่ที่โรงพยาบาลเขาก็ให้ดูเพียงหลังกระจกที่กั้นห้องเด็กไว้ เมื่อกลับบ้านแล้ว ข้าพเจ้าได้ถามแหนนว่าน้องคนใหม่นี้พูดไทยได้หรือเปล่า ในที่สุด...แม่และน้องก็กลับมาบ้าน คราวนี้ข้าพเจ้าก็สนุกใหญ่ แหนนจะอาบน้ำ แต่งตัว หรือทำอะไรให้น้อง
       
       ทั้งสามพระองค์พี่น้องในราชสกุลมหิดล ต่างสนิทสนมรักใคร่ผูกพันทรงเติบโตขึ้นท่ามกลางความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงอบรมดูแลให้ทุกพระองค์ช่วยเหลือตนเอง มีระเบียบวินัย และเอื้อเฟื้อต่อผู้ด้อยโอกาสกว่า จนเป็นพื้นฐานสำคัญในพระอุปนิสัยของทุกพระองค์
       
       ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472 สมเด็จพระบรมราชชนกประชวรและทรงจากครอบครัวไป
       
       “ทูลหม่อมฯสิ้นพระชมน์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 ข้าพเจ้าจำวันนี้ได้ดี ข้าพเจ้ากำลังเล่นอยู่ที่หน้าตำหนัก โดยเดินอย่างดัง ๆ บนขอบถนน...ก็มีคนมาบอกให้เงียบ ๆ และให้ขึ้นไปหาแม่ที่ห้องแต่งตัวของแม่ แม่นั่งอยู่บนม้ายาวหน้าหน้าต่าง แม่ดึงตัวข้าพเจ้าไปกอด และพูดอะไรที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้ และร้องไห้ ข้าพเจ้าก็ร้องไห้ไปด้วย เพราะความตกใจที่เห็นแม่ร้องไห้มากกว่าคนอื่น”



**“พระพี่นางของ 2 พระมหากษัตริย์” **
       
       ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ ด้วยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์
       
       ด้วยเหตุนี้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา จึงทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ”ในรัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี
       
       และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2487 ท่ามกลางสถานการณ์ที่หนักหน่วงเกินกว่าพระหทัยดวงหนึ่งจะรับไหว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอในพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ทรงเป็นกำลังใจสำคัญเคียงข้างสมเด็จพระบรมราชชนนีและพระอนุชาพระองค์เล็ก ซึ่งต้องรับพระราชภาระแห่งบ้านเมืองในฐานะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
       
       วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในเป็นพระองค์แรกในรัชกาล ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์



**การศึกษา**
       
       สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้นที่อนุบาลปาร์คสกูล( Park School) ระหว่างปี พ.ศ.2469-2471 ในช่วงที่ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการแพทย์ และรักษาพระองค์ที่บอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
       
       ในชั้นเรียนมีการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับพระองค์ท่าน นักเรียนพระองค์น้อยนี้จึงไม่รับสั่งอะไรเลยเป็นเวลานาน ครูผู้สอนมีจดหมายถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2471 ว่า ช่วงแรกทรงไม่เข้าพระทัยในสิ่งที่ครูและนักเรียนในชั้นพูดกัน แต่ทรงเรียนรู้ได้เร็ว และสามารถตรัสคำว่า “Yes” , “No” , “Good morning” และ “Good-bye” ได้ แต่ยังไม่สามารถที่จะรับสั่งเป็นประโยคยาว ๆ ได้ ทรงเล่นอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีหิมะตก ทรงตื่นเต้นและรับสั่งคำว่า “ Snow” ออกมาเป็นคำแรก และตามด้วยอีกหลายประโยคในเวลาต่อมา จนรับสั่งเป็นภาษาอังกฤษได้คล่องที่สุด และไม่ทรงลืมภาษาอังกฤษอีกเลย
       เมื่อคราวตามเสด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีกลับมาประทับในเมืองไทย เมื่อช่วงพ.ศ.2471-2476 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนราชินี ซึ่งเคยรับสั่งเล่าถึงช่วงที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนราชินีว่า เสด็จไปเรียนเพียงครึ่งวัน เพราะสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเห็นว่าเด็กยังต้องนอนพักผ่อน และในตอนบ่ายก็ทรงจัดให้ครูมาสอนภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะไม่ทรงลืม
       
       ในช่วงแรกทรงเรียนตามเพื่อน ๆ ไม่ค่อยทัน แต่เมื่อปรับตัวได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทรงเรียนอยู่จนถึงชั้นประถมปีที่ 3 สอบได้ที่ 2 ได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระเป๋าผ้าน้ำมัน ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงส่งตามไปให้ภายหลัง เมื่อเสด็จประทับอยู่กับสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
       
       หลังจากที่เสด็จจากประเทศไทยกลับมาประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนาทรงศึกษาต่อในระดับเตรียมมัธยมที่โรงเรียนเมียร์มองต์ ( Miremont) ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะทรงสอบเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมสตรีประจำเมืองเลซาน Ecole Superieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ซึ่งเป็นของรัฐบาล เมื่อพ.ศ.2478
       
       ในปีพ.ศ.2485 ทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี มหาวิทยาลัยโลซาน แม้จะถนัดด้านศิลปศาสตร์ แต่ทำคะแนนทางวิทยาศาสตร์ได้ดีกว่า จึงเลือกสาขาวิชาเคมี และได้รับ diplome de chimiste et pedagogiques ไปพร้อมกัน อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยา
       



**ชีวิตสมรส**
       
       สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงสมรสกับพันเอก อร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ มีพระธิดาหนึ่งคนจากการเสกสมรสกับพันเอกอร่าม คือท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม
       
       ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯทรงเสกสมรสอีกครั้งกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธารดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และหม่อมระวี ไกยานนท์)
       
       ในฐานะพระมารดาทรงเลี้ยงดูพระธิดาด้วยพระองค์เองโดยให้ความรักและดูแลเอาพระทัยใส่อย่างใกล้ชิด และเมื่อท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ได้สมรสกับนายสินธู ศรสงครามมีบุตร คือร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม ในฐานะ “สมเด็จยาย” ของพระนัดดา พระองค์ก็ทรงให้ความรักและห่วงใยเสมอมา




**พระปณิธาน**
       
       ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงมีพระกรณียกิจที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อส่วนรวมในหลายแขนง ตั้งแต่เสด็จกลับเมืองไทยในปี พ.ศ.2493 ทรงเริ่มต้นเป็นอาจารย์สอนนิสิตนักศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
       
       ภาพที่ประชาชนไทยต่างคุ้นเคยและอยู่ในความทรงจำมาจนทุกวันนี้ คือเมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนียังทรงเจริญพระชนชีพ ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามท้องถิ่นทุรกันดารอยู่เสมอ พร้อมกับทรงนำแพทย์อาสาไปให้การรักษาผู้เจ็บป่วย โดยมีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตามเสด็จอยู่เคียงข้าง
       
       แม้เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว นอกจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จะทรงสืบพระปณิธานแล้ว ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทรงอุปถัมภ์ บางองค์กรทรงก่อตั้งด้วยพระองค์เอง รวม 63 มูลนิธิ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงราษฎรไทยสืบไปทั้งสิ้น
       
       ...ทั่วหล้าต่างอาดูรร่ำไห้ให้แก่การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยพระองค์ทรงเป็นพระกษัตริยาผู้เป็นมิ่งขวัญและเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกมูลนิธิในพระอุปถัมภ์เปรียบเสมือนสายฝนที่โปรยปรายราดรดยังผืนดินทุรกันดารอันแห้งผาก
       
       แม้พระองค์เสด็จกลับสู่ห้วงสวรรคาลัย หากแต่รอยทางที่พระองค์ทรงแผ้วถางไว้จะยังคงอยู่ นั่นก็คือภารกิจที่แต่ละมูลนิธิต้องสานต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำความเท่าเทียมด้านสาธารณสุขและด้านการอุปโภคบริโภคมอบแก่ประชาชนผู้อาศัยอยู่ตามท้องที่อันยากจะเข้าถึง
       
       สายน้ำแห่งพระมหากรุณาธิคุณ จะยังคงโปรยปราย...แม้วันนี้ พระผู้เป็นต้นธาร พักจากการทรงงานหนักตลอดพระชนมชีพของพระองค์...เพื่อสถิตอยู่ ณ ท้องนภาเบื้องบนอันกว้างไกล
       







สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้าแห่งการสาธารณสุข



ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมของ 84 ปีที่แล้ว ในแว่นแคว้นแดนไพรัชประเทศ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร มีขัตติราชนารีแห่งสยามประเทศองค์หนึ่ง ประสูติขึ้นท่ามกลางความชื่นชมโสมนัสแห่งสมเด็จพระราชบิดา...สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระราชชนนี...สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงพระประยูรญาติแห่งพระบรมวงศ์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ที่ทรงทราบข่าวอันน่ายินดีนี้
       


หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล ทรงเจริญพระชันษาขึ้นท่ามกลางการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยมของสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระราชชนนีในสภาพแวดล้อมที่สงบสบายและเต็มไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่นในประเทศเยอรมันที่สมเด็จพระราชบิดาเสด็จฯ ไปประทับรักษาพระองค์
       
       ต่อมามินานก็ทรงมีพระอนุชาอีกสองพระองค์ ที่ในกาลต่อมา ได้ทรงเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองพระองค์ ดังการณ์ที่ปรากฏเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2477 สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวงวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ทำให้พระองค์เลื่อนพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา...
       
       และแม้ว่าขนบประเพณีแห่งสยามประเทศในขณะนั้น จะแยก "ฝ่ายใน" ขาดออกจากพระราชอำนาจด้านการปกครอง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็มิได้ทรงอยู่เฉย ซ้ำกลับทรงงานหนักอยู่ตลอดเวลา และตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของสมเด็จพระอนุชาธิราชทั้งสองพระองค์ เพื่อยังประโยชน์สุขอันมหาศาลแก่ปวงชนชาวไทย

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอนั้นนับเป็นอเนกอนันต์ เพราะแม้ว่าจะทรงศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี มหาวิทยาลัยโลซาน แต่ด้วยเพราะทรงงานทั้งศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนง ทำให้ทรงพระปรีชาในหลายด้าน ทั้งพระราชกรณียกิจด้านอักษรศาสตร์ ที่ทรงเชี่ยวชาญ ด้านการประพันธ์ที่ทรงมีพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่ามากมาย
       
       และโดยเฉพาะในด้านการสาธารณสุข ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้สมกับสายพระโลหิตทั้งจากฝั่งสมเด็จพระราชบิดาที่ทรงเป็นแพทย์และพระราชชนนีที่ทรงศึกษาและทรงอุทิศพระวรกายด้านการพยาบาลและด้านการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
       




ราชชนนีในกิจการของ พอ.สว. มาตลอด ตั้งแต่ครั้งยังเป็นหน่วยแพทย์ พอ.สว.จนกระทั่งเป็นมูลนิธิ พอ.สว. จะปรากฏเห็นกันโดยทั่วไปว่าทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ทรงนำหน่วยแพทย์ พอ.สว.ไปทำการตรวจรักษาผู้ป่วย ณ หมู่บ้านต่างๆ ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร และในบางรายได้ทรงรับผู้ป่วยไว้ในพระราชานุเคราะห์ส่งต่อไปรักษา ณ โรงพยาบาลในส่วนจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ส่วนมาก จะเห็นว่าเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์ เพราะเป็นถิ่นทุรกันดาร บางแห่งไม่มีทางรถยนต์ มีแต่ทางเท้า แต่ก็มีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ และมาขอรับการตรวจอย่างเนืองแน่น ทำให้สุขภาพอนามัยของประชาชนในถิ่นทุรกันดารดีขึ้นตามลำดับ จำนวนผู้มาเฝ้าฯ กลับเพิ่มทวีขึ้น เพราะพวกเขาเจริญขึ้นทั้งทางสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่มากขึ้น แต่มารับการตรวจรักษาน้อยลง


จวบจนเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ กล่าวได้ว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ พอ.สว. ไม่ใช่เป็นเพียง “พระราชมรดก” แต่ทรงเห็นแก่สุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ ตลอดจนการศึกษาและการพัฒนา “คน” ของประชาชนคนไทย ซึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เขตแดนที่มีความเจริญน้อยกว่าเป็นสำคัญ ด้วยพระเมตตาจะให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิต มีวิญญาณสมกับเป็น “คน” มีคุณภาพชีวิต มีครอบครัว มีสังคมที่มีความสุข เป็นน้ำพระหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง โดยมิได้คิดถึงพระองค์เองเลยสักนิดว่าจะต้องทรงงาน ต้องทรงตรากตรำพระวรกายมากเพียงใด เพียงเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีความสุขสมบูรณ์เท่านั้น


สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ทรงดำรงพระองค์เป็นสมเด็จพระราชธิดาผู้สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชมารดาได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ อย่างวิเศษที่สุดแล้ว โดยส่วนเสี้ยวแห่งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข ได้ถูกบอกเล่าผ่านความทรงจำอันตรึงแน่นในหัวใจของหนึ่งในผู้ที่เคยถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทด้านการแพทย์ “พอ.สว.” แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ถือกำเนิดจากน้ำพระราชหฤทัยอันมหาศาลแห่งสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง ที่ถูกสืบต่ออย่างเข้มแข็งด้วยสองพระหัตถ์แห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ


เมื่อต้นเดือนตุลาคม ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะทรงเสด็จสู่สวรรคาลัยมินาน นายแพทย์ยุทธ โพธารามิก รองเลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว. เคยเล่าถึงพระราชจริยวัตรยามที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์พอ.สว.แห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเอาไว้ว่า พระพี่นางฯ ทรงงานหนักมาก โดยในครั้งที่สุขภาพยังดีอยู่จะเสด็จเยี่ยมประชาชนและแพทย์อาสาในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย อีกทั้งไม่โปรดเสด็จเข้าตัวเมืองและประทับในโรงแรม แต่โปรดจะลงพื้นที่จริงในท้องถิ่นทุรกันดารเสียมากกว่า เวลาพระองค์ท่านรับสั่งทรงมีน้ำเสียงคล้ายสมเด็จย่า ตนฟังเวลาพระองค์ท่านรับสั่งยังเคยคิดเลยว่า เสียง (พระสุรเสียง) เหมือนกับสมเด็จย่าซึ่งทุกๆ ครั้งที่ได้มีโอกาสถวายรายงานและรับพระราชกระแสใส่เกล้าใส่กระหม่อมพระองค์มักจะมีรับสั่งเสมอว่า ขอให้แพทย์อาสาทุกคนยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก



“ท่านเสด็จมา นอกจากเยี่ยมประชาชนแล้ว ท่านยังเป็นกำลังใจให้แพทย์อาสาที่มีอยู่เป็นหมื่นเป็นแสนคนทั่วประเทศ เพราะแพทย์อาสาเป็นคณะแพทย์ที่ทำงานไม่มีเงินเดือน ทุกครั้งที่เสด็จมาจะมีของที่ระลึกส่วนพระองค์ เป็นเหรียญ โล่ หรือตราที่สมเด็จย่าเคยทำเอาไว้เป็นของที่ระลึกให้แก่แพทย์อาสาทุกคนเสมอ”
       
       รองเลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว. ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังว่า แม้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ พอ.สว.จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่การดำเนินงานของ พอ.สว.ก็ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ เนื่องจากได้มีการวางแผนการดำเนินงานล่วงหน้าไว้ถึง 1 ปี มีทีมงานแพทย์อาสาที่มีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แพทย์เฉพาะทาง ทันตสาธารณสุข ในส่วนของงบประมาณก็มีเงินที่รับบริจาคอยู่ถึง 600 กว่าล้านบาท นอกจากนั้นในยังได้รับงบประมาณรายปีจากรัฐบาลอีก 36 ล้านบาทต่อปี




สำหรับความพระทับใจที่มีต่อสมเด็จพระพี่นางเธอฯ นั้น นพ.ยุทธ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจในความตรงต่อเวลาของพระองค์ท่าน อย่างบางครั้งขบวนเสด็จจะไปถึงที่หมายเร็วกว่ากำหนด พระองค์ก็จะรับสั่งให้ชะลอรถ เพราะทรงเกรงว่าหากไปถึงก่อนเวลาเจ้าหน้าซึ่งจัดเตรียมงานและถวายการต้อนรับจะเดือดร้อนวุ่นวาย และขบวนเสด็จของพระองค์ก็เป็นขบวนที่เล็กมาก ไม่มีพิธีรีตอง พระองค์ท่านกลัวประชาชนจะเดือดร้อนเพราะรถติด ทรงเป็นห่วงประชาชนในทุกๆ เรื่อง
       
       แม้ในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์ท่านก็ยังทรงเสด็จไปโดยไม่หวั่นภยันตราย ในปี 2548 พระองค์ท่านได้เสด็จไปเยือน จ.ยะลา และทรงตั้งพระทัยจะเสด็จไปให้กำลังใจเหล่า พอ.สว.ซึ่งออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ ต.ยะรม อ.เบตง แต่เนื่องจากอากาศปิดทำให้ไม่สามารถเสด็จพระราชดำเนินได้ จึงได้ทรงแจ้งให้ทีมแพทย์อาสามาเข้าเฝ้าและร้องเพลงถวายพระองค์ท่านที่เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา แทน
       
       ในส่วนการทำงานของทีมแพทย์ พอ.สว.นั้น สมเด็จพระพี่นางก็จะทรงไต่ถามทุกข์สุขและปัญหาต่างๆโดยตลอด อีกทั้งยังทรงติดตามความคืบหน้าในการทำงานด้วย พระองค์มักตรัสถามว่าตอนนี้บ้านเมืองเจริญขึ้น การคมนาคมก็สะดวกขึ้น ประชาชนในพื้นที่ต่างๆเขายังต้องการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่อยู่ไหม พวกเราก็ทูลว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่ ที่ผ่านมาเวลาพระองค์เสด็จลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมประชาชนก็จะทรงเสด็จมาให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พอ.สว.ด้วยทุกครั้ง ท่านมักทรงอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง
       



เสื้อสีเทา-กระเป๋าสีเขียว
       
       แต่เดิมนั้นหน่วยแพทย์อาสาจะออกปฏิบัติการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และไปเช้าเย็นกลับในวันเดียวกัน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นยานพาหนะหลัก ในแต่ละหน่วยประกอบด้วย แพทย์ 2 คน ทันตแพทย์ 1 คน เภสัชกรหรือพยาบาลที่มีความรู้เรื่องยา 1 คน พยาบาล 3 คน และอาสาสมัครสมทบ 1 คน ทั้งหมดนี้ อาสาทำงานโดยไม่มีรายได้ตอบแทน มีภูมิลำเนาหรือรับราชการอยู่ในจังหวัดนั้นๆ
       
       อาสาสมัคร พอ.สว. ทุกคนจะสวมเสื้อสีเทา กระเป๋าเสื้อสีเขียว มีเครื่องหมายของหน่วยอาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประชาชนจะเรียกขานอาสาสมัครเหล่านี้ว่า หมอกระเป๋าเขียว แม้แต่ผู้ที่มีอุดมการณ์ต่างกันในบางพื้นที่ ยังยกเว้นการทำร้าย "หมอกระเป๋าเขียว"
       
       นายแพทย์คิมหันต์ ยงรัตนกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ และดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการมูลนิธิ พอ.สว. จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจังหวัดแพทย์อาสาลำดับที่ 29 เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยถวายงานรับใช้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในฐานะทีมแพทย์อาสาสมัคร พอ.สว. โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2527 กับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของ พอ.สว. ในพื้นที่ของภาคอีสาน ทั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์, ยโสธร, สุรินทร์ และนครราชสีมา นพ.คิมหันต์เล่าว่า ในอดีตนั้นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงที่การเดินทางคมนาคมมีความยากลำบาก ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เช่นทุกวันนี้ ฉะนั้น ช่วงระยะเวลา 20 ปีก่อน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. จึงนับว่ามีความสำคัญมาก


นพ.คิมหันต์ อธิบายต่อว่าสภาพพื้นที่ในภาคอีสานนั้น ปัญหาทางด้านสุขภาพที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ การออกตรวจรักษาโรคในพื้นที่ของหน่วยแพทย์ พอ.สว. เดือนละ 2 ครั้ง โดยไม่ซ้ำพื้นที่กันในแต่ละปีจึงไม่สามารถติดตามผลการรักษาได้ ในช่วงหลังจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นเดือนละ 2 ครั้ง แต่ออกหน่วยซ้ำพื้นที่เดิม ปีละ 12 จุดตรวจแทน ซึ่งการเสด็จออกพื้นที่แต่ละครั้งของสมเด็จย่า เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะทรงติดตามเสด็จด้วยเสมอแทบทุกครั้ง โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ หนึ่ง ทรงออกเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามจุดตรวจในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล และการออกเยี่ยมสมาชิก พอ.สว. เพื่อพระราชทานของที่ระลึก รวมทั้งโล่แก่สมาชิกที่ออกทำงานในพื้นที่ครบ 30 ครั้งสำหรับแพทย์, 60 ครั้งสำหรับพยาบาล เป็นต้น
       
       เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเข้ามารับช่วงเป็นประธานดำเนินงานมูลนิธิ พอ.สว. ต่อจากสมเด็จพระศรีนครินทราฯ นั้น พระองค์ก็ได้ทรงยึดแนวทางปฏิบัติของพระราชชนนีเป็นแบบอย่าง ทรงออกเยี่ยมเยียนคณะทำงาน พอ.สว. อย่างสม่ำเสมอ ในพื้นที่ที่มีหน่วยงานของพอ.สว.ทั้ง 51 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทรงให้กำลังใจแก่อาสาสมัครสมาชิก ทรงติดตามดูผลการรักษาประชาชน รวมทั้งทรงดูแลผู้ป่วยในพระอุปถัมภ์ ซึ่ง นพ.คิมหันต์อธิบายว่า สมัยก่อนนั้นยังมิได้มีการรักษาพยาบาลฟรีทั้งหมด เช่น ผู้ป่วยที่ถูกส่งไปรักษาตัวต่อในกรุงเทพฯ นั้น นอกจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังมีค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหารอีก ภารกิจของ พอ.สว. คือให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลส่วนที่เกินมานี้ด้วย นอกเหนือจากการรักษาพยาบาลตามปกติ
       
       ทว่า ในช่วงหลังภารกิจของหน่วยแพทย์ พอ.สว. ได้เปลี่ยนจากการรักษาพยาบาลมาเน้นการให้บริการทางด้านทันตกรรมแทน เนื่องจากการคมนาคมที่ทันสมัย กอปรกับบริการด้านสาธารณสุขได้เข้าถึงในเกือบทุกพื้นที่แล้ว หน่วยแพทย์ พอ.สว. จึงต้องปรับบทบาทการทำงานให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป
       
       “เมื่อตอนสมเด็จย่าทรงเสด็จสวรรคต ก็มีแบบสอบถามพวกเรามาว่าอยากให้มูลนิธิ พอ.สว. ดำเนินการต่อไปไหม ซึ่งพวกเราทุกคนก็มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าอยากจะให้มีอยู่ต่อไป เพราะถึงแม้เรื่องสุขภาพโดยรวมจะมีบริการทางการแพทย์เข้าถึงแล้ว ด้วยการคมนาคมที่สะดวกมากขึ้น แต่บางโรคโดยเฉพาะสุขภาพอนามัยทางช่องปากก็ยังเป็นปัญหาอยู่ พวกเราสมาชิก พอ.สว.ก็ตั้งใจจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อสืบสานปณิธานที่พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานไว้ให้ และเพื่อเป็นการรำลึกถึงทั้งสองพระองค์ ”
       
       นพ.คิมหันต์กล่าวว่า แม้ยามที่ทรงพระประชวร สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ยังทรงเป็นห่วงคณะทำงาน พอ.สว. “ขณะที่พระองค์ท่านประชวรท่านก็ยังไม่ทอดทิ้งพวกเรา ทรงให้ผู้แทนพระองค์คือ ม.ล.อัศนี ปราโมช องคมนตรี ลงพื้นที่เยี่ยมอาสาสมัคร พอ.สว. ดังเช่นที่พระองค์เคยเสด็จเยี่ยมเป็นประจำทุกปี”
       
       นพ.คิมหันต์กล่าวต่อว่า ตนเองมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2547 ที่กิ่งอำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ยังทรงแข็งแรง สดชื่น ทรงพูดคุยยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง รวมทั้งรับฟังเพลงที่เหล่าอาสาสมัคร พอ.สว. ร่วมร้องถวาย หลังจากนั้น ยังพระราชทานโอกาสให้สมาชิก พอ.สว. ทุกคนร่วมถ่ายภาพกับพระองค์อีกด้วย
       
       “จริงๆ แล้วถึงไม่มีพระองค์ท่าน พวกเราก็ยังคงทำงานกันอยู่ แต่พระองค์ท่านเป็นผู้รวมพลัง ทำให้เหล่าแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครทุกคนมีกำลังใจร่วมกันทำงานจนสำเร็จลุล่วง พวกเรารู้สึกเสียใจกับการจากไปของสมเด็จพระพี่นางฯ ก็หวังว่าจะมีพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นเสด็จลงมาทรงเป็นประธานดำเนินงานมูลนิธิฯ ต่อไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่อาสาสมัครมูลนิธิ พอ.สว. เช่นที่สมเด็จย่าและสมเด็จพระพี่นางฯ ท่านได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามพระปณิธานสืบมา”
       
       *ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงจาก โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
       


  เรื่อง-ทีมข่าวสังคม
       
       ข้อมูลและภาพจาก : หนังสือ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” หนังสือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา




จากผู้จัดการออนไลน์

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Romeoza วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 10.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/romeoza

ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยเป็นนิรันดร์

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่องขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

ในนาม blogger Romeoza

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Lyrics วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 06.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

นอนมะหลับแวะมาอ่านเรื่องดีๆค่า


...............................................................................
มารยาเด็กนั่งดริ้ง..กับเรื่องจริงที่ผู้ชาย(ไม่ฉลาด)ควรอ่าน..
http://www.oknation.net/blog/lunla/2008/01/06/entry-1

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
pimahn วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 03.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

ขอร่วมลงนามไว้อาลัย และส่งเสด็จ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
สู่สวรรคาลัย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ
ข้าพระพุทธเจ้า
บล็อกเกอร์ pimahn

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน