*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1454
  • จำนวนผู้ชม : 1691295
  • จำนวนผู้โหวต : 320
  • ส่ง msg :
  • โหวต 320 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพุธ ที่ 12 มีนาคม 2551
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 1105 , 14:13:41 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมยิ่งใหญ่งดงาม(ภาพจากหนังสือ “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”)
       เคยลองนึกกันเล่นๆดูไหมว่า ถ้ากรุงเทพฯยุคนี้ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่า “เวนิสตะวันออก”เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคู คลอง และเรือมากมาย ถ้าปราศจากสะพานข้ามแม่น้ำลำคลองต่างๆ จะเกิดอะไรขึ้น คงเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลไม่น้อย แล้วยิ่งเป็นยุคที่ยวดยานพาหนะหนาแน่นแบบนี้ ถ้าไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำ เราคงต้องขนรถ ลงเรือ ขึ้นฝั่ง ลำบากและเสียเวลาไม่น้อยทีเดียว เผลอๆไม่ใครก็ใครล่ะ ที่ต้องพลาดตกน้ำตกท่ากัน
       
       ดังนั้นฉันจึงคิดว่าสะพานทุกแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมโยงความสะดวกสบายด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งมีพระคุณต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯในยุคเร่งรีบทีเดียว คนไทยเราเริ่มคุ้นเคยกับสะพานตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เริ่มมีการสร้างสะพานไม้เพื่อย่นระยะทางและลดระยะเวลาในการสัญจรของผู้คน และการขนส่งสินค้าทางเรือ เพื่อให้มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น

สะพานพระรามเก้าสะพานขึงขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย(ภาพจากหนังสือ “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”)
       จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการนำวิทยาการแบบอย่างที่ดีของชาติตะวันตกมาประยุกต์ให้กลมกลืนกับวิถีดั้งเดิม ในการปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่ เพื่อต้องการให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยมีการขุดคลอง สร้างสะพานและตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ซึ่งสะพานก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวหลายแห่ง ซึ่งก็เป็นสะพานข้ามคลองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
       
       ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวคิดจะเกิดขึ้นครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กระทรวงโยธาธิการเป็นผู้วางแผนและออกแบบสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าพระจันทร์ เมื่อ ปี พ.ศ.2448 แต่ต้องระงับโครงการไป เพราะเป็นงบประมาณที่ใหญ่มากในสมัยนั้น ล่วงถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกจึงถือกำเนิดขึ้น คือ สะพานพระราม 6
       
       นับจากนั้นเป็นต้นมา ในกรุงเทพมหานคร จึงมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่งด้วยกัน ที่นอกจากจะเป็นตัวเชื่อมโยงเส้นทางและผืนดินที่ห่างไกลให้ย่นระยะเข้าหากันแล้ว ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิวัฒนาการความทันสมัยต่างๆของบ้านเราอีกด้วย จากสะพานเหล็กในยุคแรกเปลี่ยนมาเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรงในยุคต่อมา และกลายเป็นสะพานขึงในปัจจุบัน
       
       ดังนั้นฉันจึงขอทำหน้าที่เป็นไกด์อาสาพาทัวร์สะพานสำคัญในกรุงเทพฯ สะพานแห่งแรกที่ฉันอยากจะพาแวะไปทำความรู้จักคือ “สะพานพระราม 6”สะพานโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมทางรถไฟฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำให้ต่อถึงกัน

สะพานพระราม 6 สะพานโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกในประเทศไทย
       สะพานแห่งนี้เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งชื่อสะพานก็เป็นชื่อที่ โปรดเกล้าฯพระราชนามและทรงประกอบพิธีเปิดสะพาน ให้ขบวนรถไฟเดินผ่านข้ามเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2469 อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านอีกด้วย
       
       สะพานแห่งนี้ประกอบด้วยสะพานเหล็ก 5 ช่วง มีความยาว 443.60 เมตร กว้าง10 เมตร บนสะพานด้านหนึ่งเป็นทางรถไฟ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นถนนเพื่อรองรับรถยนต์ พร้อมทางเดินเท้าสองข้ามของสะพาน แต่ในทุกวันนี้สะพานพระราม 6 เปิดเดินเฉพาะรถไฟและปิดการจราจรส่วนที่เป็นถนนรถวิ่งลง เนื่องจากมีสะพานคู่ขนานอย่างสะพานพระราม 7 สร้างขึ้นมาแทนที่
       
       จากสะพานแห่งแรกของไทย ตามมาดูอีกหนึ่งสะพานที่มีความเก่าแก่และโดดเด่นไม่แพ้กัน “สะพานพระพุทธยอดฟ้า”หรือสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ150 ปี ใน พ.ศ.2475 ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อขยายความเจริญจากฝั่งพระนครไปยังฝั่งธนบุรี
       
       เป็นสะพานเหล็กเฉกเช่นเดียวกับสะพานพระราม 6 แต่มีความโดดเด่นที่แตกต่าง คือ ตอนกลางของสะพานสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก นับเป็นสะพานแห่งแรกในประเทศไทยที่มีรูปแบบเช่นนี้ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เปิด-ปิดตอนกลางของสะพานแล้ว เนื่องจากเรือขนส่งไม่ได้มีจำนวนมากและขนาดใหญ่เหมือนแต่ก่อนจึงสามารถลอดผ่านใต้สะพานได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิด-ปิด กลางสะพาน

สะพานพุทธสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
       ทั้งนี้ยังโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์ปฐมบรมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ประดิษฐานไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณของกษัตริย์ผู้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ณ เชิงสะพานฝั่งถนนตรีเพชร และพระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่า “พระพุทธยอดฟ้า”
       
       ฉันว่าคนยุคนั้นคงตื่นเต้นกันไม่น้อยทีเดียว ที่มีสะพานข้ามแม่น้ำใช้กันเพราะยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งคือ “สะพานกรุงธน”หรือสะพานซังฮี้ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณถนนราชวิถี เชื่อมระหว่างเขตดุสิตกับเขตบางพลัด
       
       สะพานกรุงธนประกอบด้วยโครงสะพานเหล็กยาว 6 ช่วง เชิงสะพานทั้งสองฝั่งเป็นคอนกรีต มีทางเท้าทั้งขนาบสองข้าง ช่วงลอดกลางสะพานสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 7.50 เมตร เป็นสะพานที่เปิดไม่ได้ เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมแก่ประชาชนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแบ่งเบาความคับคั่งของสะพานพระพุทธยอดฟ้า
       
       สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียก “สะพานซังฮี้”ฉันพอจะรู้บ้างว่ามันมีที่มาจาก ชื่อของถนนราชวิถีที่เดิมชื่อถนนซังฮี้ ซึ่งชื่อซังฮี้เป็นหนึ่งในชื่อเครื่องกิมตึ้ง ชื่อเครื่องถ้วยชามของประเทศจีน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิยมสั่งถ้วยชามเหล่านี้มาจากประเทศจีนเพื่อใช้และสะสมเป็นของมีค่า

สะพานพระราม 8 ก็มีทิวทัศน์และความงดงามไม่แพ้ใคร
       ว่ากันว่าเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้น ได้พระราชทานนามตำหนัก ถนน สะพาน และคลองต่างๆ ภายในพระราชวังดุสิต เป็นชื่อเครื่องกิมตึ้งของประเทศจีนทั้งสิ้น หนึ่งในนั้น คือ ชื่อถนนด้านหลังพระราชวัง พระราชทานนามว่า ซังฮี้ อันเป็นคำมงคลของจีน มีความหมายว่า "ยินดีอย่างยิ่ง" ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อไปเป็น "ถนนราชวิถี" ขณะทำการสร้างสะพาน ประชาชนทั่วไปยังไม่ทราบชื่อสะพานอย่างเป็นทางการ จึงเรียกชื่อสะพานว่า สะพานซังฮี้ เพราะสะพานนี้เริ่มต้นปลายถนนซังฮี้ทางด้านฝั่งพระนคร และเรียกติดปากมาจนปัจจุบัน
       
       อีกหนึ่งสะพานที่แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของสะพานในไทยได้ดีที่สุด ที่ฉันจะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ “สะพานพระราม 9” เป็นต้นแบบแห่งนวัตกรรมอันทันสมัย โดยเป็นสะพานขึงขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทยและ(เคย)มีช่วงกลางสะพานยาวที่สุดในโลกในปี พ.ศ.2530 คือยาว 450 เมตร
       
       เป็นสะพานขึงชนิดระนาดเดี่ยวแบบสมมาตร โครงสร้างของสะพานพระราม 9 พื้นสะพานเป็นเหล็กมีเคเบิลซึ่งโยงพื้นสะพานเข้ากับเสาสะพานขึง 2 ต้น ซึ่งแต่ละต้นสูง 87 เมตร ฐานรากของสะพานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางพิเศษเฉลิมมหานคร สาย ดาวคะนอง-ท่าเรือ

อีกหนึ่งสุนทรียภาพของสะพานวงแหวนเหนือเจ้าพระยา(ภาพจากหนังสือ “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”)
       ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ที่เชื่อมระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี รวมทั้งบริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯและช่วยให้การคมนาคมขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือคอลงเตยได้รับความสะดวกรวดเร็ว เปิดดำเนินการเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 พร้อมได้รับพระราชทานนามว่า “พระราม9”ใครว่างๆก็ลองแวะไปดูได้
       
       จากสะพานพระราม 9 ฉันขอต่อด้วย “สะพานพระราม 8” ที่สร้างขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อเชื่อมต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีและบรรเทาการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อในโครงการพระราชดำริตามแนวจตุรทิศ
       
       สะพานพระราม 8 เริ่มเปิดให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 เวลา 7:00 น. เป็นสะพานสะพานขึงแบบอสมมาตรติดอันดับ 5 ของโลก โดยได้ติดตั้งสายเคเบิลระนาบคู่ 28 คู่ขึงยึดพื้นช่วงข้ามแม่น้ำ และใช้สายเคเบิลระนาบเดี่ยว 28 เส้น ขึงยึดรั้งกับโครงสร้างยึดเสาสะพานบนฝั่งธนบุรี
       
       สะพานพระราม 8 มีความยาวรวม 475 เมตร โดยมีเสาสะพานหลักเสาเดียวบนฝั่งธนบุรี และมีเสารับน้ำหนัก 1 ต้นบนฝั่งพระนคร ทั้งนี้เพื่อให้ไม่มีปัญหาต่อการสัญจรทางน้ำ รวมทั้งไม่กระทบต่อการจัดตั้งขบวนเรือพระราชพิธี นับเป็นอีกหนึ่งสะพานที่มีรูปแบบโดดเด่นสวยงาม จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปคู่กับสะพานพระราม 8 เป็นจำนวนมาก

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่สะพานพุทธ
       สำหรับสะพานสุดท้ายที่ฉันเลือกหยิบยกมาให้ชมกัน คือ เพชรน้ำเอกอีกเม็ดหนึ่งที่กำลังเจิดจรัส “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม” เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานแห่งนี้เกิดขึ้นจากสายพระเนตรอันยาวไกล และด้วยพระเมตตาต่อปวงประชาราษฎร์ให้คลายทุกข์อันเนื่องจากวิกฤติจราจร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทายแนวพระราชดำริให้แก้ไขปัญหาติดขัดอันเนื่องมาจากรถบรรทุกใหญ่
       
       โดยมีพระราชประสงค์ให้สร้างเป็นถนนวงแหวนอุตสาหกรรม สำหรับรองรับรถบรรทุกที่วิ่งผ่านอยู่ในเส้นทางเส้นทางที่เป็นวงแหวน เชื่อมระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากับบริเวณท่าเรือคลองเตย เพื่อมิให้รถบรรทุกเหล่านี้วิ่งเข้าไปยังตัวเมืองหรือทิศทางอื่นๆทำให้ปัญหาการจราจรบรรเทาลงได้
       
       ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ช่วงแรกของการปิดสะพานเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าเดินชมบนสะพานด้วย จุดเด่นของสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมคือ มีลักษณะเป็นสะพานขึงด้วยสายเคเบิ้ลสองระนาบแบบสมมาตร จำนวน 2 สะพานต่อเนื่องกัน ข้ามเจ้าพระยาด้านทิศเหนือบริเวณถนนพระราม 3 และด้านใต้บริเวณปลายถนนปู่เจ้าสมิงพราย
       
       ตรงบริเวณกึ่งกลางระหว่างสองสะพาน มีทางแยกต่างระดับส่วนกลาง สูงจากพื้นดินประมาณ 45 เมตรเปรียบเสมือนวงแหวนที่เปล่งรัศมีพร่างพรายไปทุกทิศ และรูปแบบเสาสูงของสะพาน จึงออกแบบเป็นเหลี่ยมเพชร รูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด

ทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อมองจากสะพานพระราม8
       โดยส่วนยอดของเสาแสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของยอดเจดีย์หรือยอดชฎาแสดงความพิสุทธิ์สูงค่าเปรียบประดุจพระธำรงเพชรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานด้วยพระเมตตาแด่ทวยราษฎร์ของพระองค์
       
       นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ใต้ทางแยกต่างระดับส่วนกลางในเขตบางกระเจ้า ยังได้พัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะลานสันทนาการและอาคารพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
       
       และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของสะพานเด่นๆในเมืองกรุง ซึ่งสำหรับฉันแล้ว สะพานหลายแห่งๆในกรุงเทพฯไม่เพียงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อม 2 ฝั่งลำน้ำเท่านั้น แต่สะพานยังเป็นดังตัวเชื่อมกาลเวลาให้ผู้คนได้เห็นถึงความเป็นไปในอดีตและปัจจุบัน อีกทั้งสะพานยังเป็นหนึ่งในสิ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์
       
       สะพานจึงเป็นดังสิ่งเชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้คนและจิตวิญญาณ ที่หากใครผ่านมาผ่านไปหากมีเวลาลองแวะดูสะพานเหล่านั้น บางทีอาจจะพบว่าสะพานหลายๆแห่งที่เราใช้ข้ามแม่น้ำอยู่เป็นประจำนั้น หากมองให้ลึกลงไปมันมีสิ่งดีๆที่น่าสนใจแอบแฝงซ่อนอยู่ไม่น้อยเลย
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       
        

โดยหนุ่มลูกทุ่ง   ผู้จัดการออนไลน์



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
หมีปิศาจ วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

ผมเคยนั่งรถไฟผ่านสะพานพระรามหก หลายครั้ง
เพิ่งรู้จริงๆ ครับว่าเป็น สะพานโครงเหล็กแห่งแรกในประเทศไทย
ที่ทำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานอื่นๆ ก็สวยครับ
ในใจผมก็นึกว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้านี่แหละที่เป็นอันแรก

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
manop26 วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/manop26
 

สวัสดีครับ.....ผ่านมาชมทั่ว ๆ ไปแล้ว...ดีเลยทีเดียว เลยเข้ามาทักทาย ว่าง ๆ แวะมาดูเว็บไซค์ผมบ้างน๊ะ....ครับ และขอโหวตให้อีก 1 คะแนน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 15.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

สวยทุกสะพานเลยครับ..
ขอบคุณที่นำมาให้ชมครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

รูปสะพานสวยมากเลยครับ

สะพานผู้มีพระคุณ เข้าใจคิด
เห็นด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน