*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1472
  • จำนวนผู้ชม : 1803893
  • จำนวนผู้โหวต : 332
  • ส่ง msg :
  • โหวต 332 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม 2551
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 1565 , 22:39:13 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และอดีตประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) คนแรก คือผู้มีวาทกรรมแหลมคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เนื่องเพราะความเป็นคนสุขุมลุ่มลึกและเป็นอดีตนักการทูตที่เติบใหญ่ถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะเผชิญมรสุมการเมืองยุค "รัฐบาลหอย" (ปี 2520) จนต้องพ้นจากเก้าอี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาได้ให้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนต่างประเทศเกี่ยวพระบารมีและพระราชจริยวัตรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีสาระถ้อยความลึกซึ้งและน่าประทับใจอย่างยิ่ง


สารบัญ

 พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่

        คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ



 มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส

        ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548 พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้ แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้ ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่ และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

        นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2 วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์

        อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้ เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน “คำวิพากษ์วิจารณ์” พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย

        ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้ คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา (เสียงหัวเราะ) ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก (เสียงหัวเราะ)

        ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น รับบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน

 โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี

        ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว

        นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม (เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า “แทรกแซง” เลย สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน “แทรกแซง” ผมขอแยกออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า “นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ”

        ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ “ปรึกษานายกรัฐมนตรี” แต่ “ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษา” ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น พระองค์จะไม่พระราชทานคำปรึกษาใดๆ เลย หากจะทรงมีความเห็นก็จะให้เฉพาะเรื่องที่ทูลถามเท่านั้น มีบางคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีกษัตริย์ หรือมาจากประเทศที่กษัตริย์ลดบทบาทลงตามกระแสความคิดของส่วนนั้นๆ ของโลก แต่สำหรับประเทศไทย สถาบันกษัตริย์เป็นแบบกลางๆ ยังคงรักษาพระราชพิธีและพระราชประเพณี ยังคงมีพิธีกรรมและพิธีการ แต่กระนั้น กษัตริย์และพระราชวงศ์จะใกล้ชิดประชาชนกว่ากษัตริย์ในประเทศอื่นๆ แม้ว่าในบางประเทศกษัตริย์และราชวงศ์จะปฏิบัติองค์ดั่งสามัญชน เช่นขี่จักรยาน หรือไปซื้อของตามห้างร้านเหมือนคนทั่วไปก็ตาม ในหลวงของเรารู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์เป็นอย่างดี ทรงเข้าใจความคิดจิตใจของคนธรรมดาสามัญ จนมีคำติติงว่าทรงให้เวลากับชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจน มากกว่าให้เวลากับชาวเมือง ในหลวงทรงเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงผู้คนในกรุงเทพฯ ประเทศไทยคือดินแดนในชนบท

        ถ้าคุณได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งเป้าไปที่ชนบทและชาวบ้าน ผู้ยากไร้ขัดสน พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่อาจจรรโลงเกียรติแห่งสถาบันนี้ไว้ได้ แต่ก็ยังแนบสนิทกับราษฎรยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก

 จอห์น ฮาร์เกอร์ – สมาชิก FCCT มาหลายทศวรรษ (นักข่าวอิสระ)

        ผมอยากถามความเห็นของคุณในการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

        นายอานันท์ : ความจริงผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกเริ่มจะคิดเรื่องประชาธิปไตยทำนองเดียวกับคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมเป็นนักศึกษาในประเทศอังกฤษ 7 ปี อยู่ในประเทศอเมริกา 12 ปี และเดินทางไปทั่วโลกในระยะเวลา 50 ปี ผมมักถูกกล่าวว่าเป็นคนไทยนิสัยฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยคิดว่าคนตะวันตกจะคิดแบบง่ายๆ ขนาดที่คิดว่าสามารถจะยัดเยียดประชาธิปไตยให้กับอิรักได้ ต้องการเปลี่ยนทั้งโลกให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการปลูกฝังกระบวนการ ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนตะวันตกบางคนจะถือเอาว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

        ในที่นี้บางคนอาจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมที่ลงพิมพ์ในบางกอกโพสต์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราสนใจเพียงรูปแบบ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เท่านั้นหรือ เราไม่รู้ หรือลืมไปแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องของสังคมเปิด เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องความโปร่งใส เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องภาระความรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ผมรู้สึกงงงวยอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี่ เราพากันหลงทางจนขนาดไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นใคร และเรากำลังจะไปไหนแล้วหรือ เราลืมค่านิยมต่างๆ ของเราแล้วหรืออย่างไร เราเบาปัญญาขนาดนั้นเทียวหรือ ผมไม่กังวลหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือ โลกของเราจะเป็นอย่างไร นี่เป็นคำถามที่สาหัสสากรรจ์ที่คุณต้องถามตัวเอง เรากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด เราลืมหลักการพื้นฐานไปเสียแล้วหรือ เราลืมหลักศีลธรรมไปเสียแล้วหรือ

 ดอมินิก โฟลเดอร์ แห่งเอเชีย อิงก์

        ในคำนำของเดนิส (เกรย์) ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์มากมายชนิดที่หลายต่อหลายคนได้แต่ฝัน และหากคุณพิจาณาจากช่วงเวลา 60 ปีมานี่ คุณลงความเห็นได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย ในกาลข้างหน้าจะอยู่ในสภาพมั่นคงดีต่อไปเช่นที่พระองค์ท่านได้ดำเนินการไว้

        นายอานันท์ : ผมพูดอยู่เสมอว่าสถานภาพของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่สูงขึ้นถึงระดับนี้หลังจากครองราชย์มา 60 ปี เป็นผลมาจากบารมีที่พระองค์ทรงสร้างมา มิได้เป็นเรื่องการสืบทอด เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 17-18 พระชันษา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพระองค์จะเป็นประมุขของชาติแบบใด แต่ผมคิดว่าด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และมุ่งมั่น พระองค์ทรงได้จำเริญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดี เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีด้วย ผมขอชี้ว่ามีความแตกต่าง เพราะผู้ใดผู้หนึ่งอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่มีข้อบกพร่องและข้อเสียหลายประการ แต่ถ้าหากเราพูดว่าผู้นั้นเป็นคนดีสำหรับผมมีความหมายมากกว่า ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่กล่าวว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ การจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นเรื่องที่จะต้องได้มาด้วยอุตสาหะของตนเอง ไม่ใช่สืบทอดมาแต่อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นซึมลึกอยู่ในประเทศไทยและความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าสถาบันนี้จะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และดำเนินต่อไป

        มาถึงประเด็นที่ว่าผู้ใดจะเข้ามาแทนที่ และผู้นั้นจะพยายามทำได้ดีเท่าองค์ปัจจุบันไหม ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมนักที่จะคาดหวังว่าผู้สืบทอดตำแหน่งนี้ จะสามารถเดินตามรอยเท้าของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าหากคุณดูผู้นำระดับโลกที่มีบุตรชายและหญิงเดินตามรอยเท้าพ่อ อย่างเช่น เชิตชิลล์ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะคาดหวังว่าบุตรธิดาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จอย่างพ่อ กระนั้นก็ตาม ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์คงจะพยายามจนสุดความสามารถที่จะทำให้ได้เทียมเท่าในหลวงพระองค์นี้ จะสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำถามคือว่าผู้นั้นจะพยายามทำหรือไม่ และจะสำเร็จแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ และถึงแม้ว่าผู้นั้นจะพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ เขาผู้นั้นก็ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ เป็นประมุขของสถาบันซึ่งจะคงอยู่ถาวรในประเทศไทย ประชาชนจะยังคงรับได้ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสง่าราศี แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เราก็ยังคงเคารพนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเรา

        นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นการขัดแย้งในตัวเองของผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ ทางหนึ่งพวกคุณตำหนิพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ว่า “แทรกแซง” อีกทางหนึ่งคุณก็คล้อยตามคนไทย และอาจจะไม่รู้ตัวว่ายังต้องการพึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อยู่ พวกคุณไม่อาจจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ “แทรกแซง” การที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปไม่ทรง “แทรกแซง” จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำชี้แจงของผมชัดเจนหรือไม่ ที่ผมจะอธิบายก็คือ พระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่สร้างสมมาด้วยพระองค์เอง เป็นสิ่งที่สืบทอดกันไม่ได้ ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์อาจจะพยายามสร้าง แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากไม่สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พอใจ ผู้นั้นยังคงอยู่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน

        แต่พวกคุณไม่อาจจะกล่าวว่าเราคนไทยหวังพึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้อย่างมาก จนจะเกิดสุญญากาศหากขาดพระองค์ท่านไป คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าต้องการพระเจ้าอยู่หัวที่มีบทบาทหรือนิ่งเฉย คุณเองก็ตกอยู่ในกับดักเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย คุณเองก็เริ่มที่จะจู้จี้ช่างเลือก ผมเคารพในสถาบันกษัตริย์ แต่ความเคารพหลักของผมคืออะไร ความเคารพหลักของผมคือสถาบัน และถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมีเช่นนี้ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษ

 เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี

        คุณคงทราบว่าคนไทยเกือบทุกคนและฝรั่งที่อยู่ในประเทศนี้ มักแสดงความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีในหลวงก็จะมีแต่ความวุ่นวาย มีปัญหา บางคนก็ว่าอาจถึงขั้นจลาจล

        นายอานันท์ : ก็เป็นฝรั่งพวกเดียวกันนี่แหละที่พร่ำบ่นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรง “แทรกแซง” ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วก็จะพร่ำหา เลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับตัวผมนั้นบอกได้เลยว่า อะไรก็ตามที่พวกคุณกล่าวหา ล้วนไม่เป็นความจริง พระองค์ท่านไม่เคยแทรกแซงในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์ท่านไม่มีวาระซ่อนเร้น

 เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี

        ไม่เว้นแต่ละวันที่ผมและเพื่อนๆ นักข่าว บางทีคุณ หรือคนไทยบางคนจะพูดกันว่า แย่มากเลยนะถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง เพราะประเทศจะวุ่นวายโกลาหล จริงไหมครับ

        นายอานันท์ : คุณต้องเข้าใจนะ ผมก็เป็นคนส่วนน้อย ผมเบื่อพวกนักข่าวต่างประเทศเสียจริงๆ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ) แต่ผมก็เบื่อพวกคนไทยมากกว่า ผมพูดที่โต๊ะอาหารว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า จะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ประโยชน์” ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุ และ “ความสุข” ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพอใจหรือไม่

        ถ้าคุณวัดจีดีพีของประเทศ ผลที่ได้จะไม่สะท้อนพัฒนาการของประชาชนอย่างแท้จริงเลย คุณต้องดูดัชนีวัดความสุขของประชาชน แบบที่ทำกันที่ภูฏาน ผมเคยเชื่อเสมอมาจนกระทั่ง 2-3 ปีที่แล้ว ถ้าคุณวัดประเทศไทยตามดัชนีวัดความสุขมวลชนของประเทศ คุณก็จะพบว่าแทนที่จะอยู่ในลำดับที่ 65 ตามจีดีพี เราก็จะขึ้นไปอยู่ประมาณลำดับที่ 25 หรืออาจจะถึง 20 ก็ได้

        แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเลิกความคิดนี้แล้ว เพราะผมไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ (เสียงหัวเราะ) จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนไทยไม่เพียงแต่จะมองสิ่งต่างๆ ไปในแง่ร้ายเท่านั้น แต่ยังชอบลงแส้ทรมานตนอีกด้วย เรามีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ผลออกมา คนพวกนี้ก็เป็นกังวลว่าผลออกมาไม่ดี เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบนั้นมีเพียง 57% เสียงที่ไม่เห็นชอบประมาณ 41% คะแนนเสียงต่างกัน 15% และถ้าดูจำนวนเสียงทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นความแตกต่างระหว่างเกือบ 15 ล้านเสียง กับ 11 ล้านเสียง ซึ่งก็คือส่วนต่าง 15% ของผู้ที่ออกไปลงเสียง 4 ล้านเสียง ถ้าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านบทความ ฟังรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ล้วนแสดงความคิดเห็นว่าเสียงต่างกันน้อยมาก ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ อีกประการหนึ่งทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีการพูดถึงรัฐประหารครั้งต่อไป (เสียงหัวเราะ) ผมถามว่าพลาดตรงไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ เป็นเรื่องไร้ตรรกะและเหตุผลโดยสิ้นเชิง ผมให้คำตอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมโทษคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)

 จอห์น แอลลัน เรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

        คุณอานันท์ได้ชี้แจงและพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์ ผมสังเกตว่าตลอดเวลาคุณอานันท์ใช้สรรพนามเพศชายในภาษาอังกฤษ เป็นไปได้ไหมในอนาคตที่ยาวนานจะมีการใช้สรรพนามเพศหญิง

        นายอานันท์ : ผมไม่เห็นมีอุปสรรคใดๆ ในอนาคต ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่าอย่างไร ผมชื่อว่าเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ผมไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นเป็นเรื่องขบคิดกันมาก ไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น ซึ่งในเรื่องนี้ถึงกับมีสงครามกลางเมือง ดูกรณีที่เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งโทษนิสัยโปรดปรานการดื่มน้ำเมาของพระองค์ว่าเกิดจากประเด็นที่ว่าสตรีอาจจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ เราไม่เคร่งครัดถึงปานนั้น ประการหนึ่งคนไทยไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนั้น ใครที่มาเมืองไทยและเอาจริงเอาจังกับคนไทยแล้วค่อนข้างจะอันตรายกับตนเองสักหน่อยนะ (เสียงหัวเราะและปรบมือ) บทส่งท้าย

        เรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจนักคือ มีการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่เคยเห็นแย้มพระสรวล ผมคิดว่าเป็นข้อจำกัดอันเนื่องมาจากธรรมเนียมประเพณีและความเคารพในพระองค์ท่าน มีบุคคลไม่กี่คน บทความหรือบทสัมภาษณ์ไม่กี่ชิ้นที่สามารถถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เห็นด้านที่ผ่อนคลายของพระองค์ ผมจะเล่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง ปกติแล้วผมจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าสมควรในกรณีนี้เพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์ท่านดีขึ้นในฐานะมนุษย์ธรรมดา

        เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อผมทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระทัย เมื่อฉบับร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมได้ขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน และยก 3-4 ประเด็นที่คิดว่าจะสนพระทัย แต่พระองค์ท่านไม่ได้สนพระทัยนัก แน่นอนพระองค์สนพระทัยประเด็นที่ว่าจะตราพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ค่อยสนพระทัยเรื่องที่ผมรายงานสักเท่าใด ตอนสุดท้ายพระองค์รับสั่งว่า “คุณอานันท์ มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมภก ต้องเป็นนั่น ต้องเป็นนี่ แต่ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย” (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมขอท้าพวกคุณว่าในบรรดาคนไทย 62 ล้านคน มีใครไหมที่ปราดเปรื่องคิดถึงรายละเอียดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้

        อีกเรื่องหนึ่งเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่ 2 โดยอุบัติเหตุอีกนั่นแหละ (เสียงหัวเราะ) ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรก ผมถวายคำนับแล้วลงกราบพระบาท พอผมยืนขึ้น ทรงรับสั่งว่า Shane, come back (เสียงหัวเราะ) พวกคุณที่อายุไม่มากนักอาจจะไม่รู้เรื่องเชนว่าเป็นมาอย่างไร เชนเป็นภาพยนตร์ที่พวกเราได้ชมกันเมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อน เชนเป็นคนเที่ยงธรรม เป็นนายอำเภอของเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาหนักมาก เขาทำให้เมืองสงบเรียบร้อย กวาดล้างมือปืนวายร้าย แล้วก็วางอาวุธปลดเกษียณตัวเองไปอยู่ในชนบท แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในเมืองนั้นอีก เราเลยพูดกันติดปากว่า Shane, come back (เสียงหัวเราะและปรบมือ)


        บทสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่ จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2550



"Shane! Come back!"


          Elder statesman Anand Panyarachun was twice appointed prime minister at a time of national crisis, first after the coup of February 1991 and again in the aftermath of the bloodshed of May 1992. Over the years, Anand has made numerous visits to the Foreign Correspondents’ Club of Thailand (FCCT), including four keynote addresses. The most recent was in late August when he spoke at the launch of The King of Thailand in World Focus, an FCCT compilation of articles from the foreign media on the life of HM King Bhumibol Adulyadej, Rama IX. After his speech, Anand took questions from the audience, and fully lived up to his reputation for insightfulness, candour, humour – and readiness to roast the occasional foreign journalist.

         Marwaan Macan-Marker, InterPress Service (IPS) Asia-Pacific: Khun Anand, one of the restraints that foreign correspondents have covering the institution is the law of lèse majesté. You mentioned that the king in his birthday speech in 2005 said he was [not] infallible. However, the Thai media did not pick up on that. They still practise journalism in the [same] way [as] before 2005. Do you think there will come a time when the Thai political elite will lead the way and say we will respect the monarch, in the way you have quite articulately explained, but there is no need for a law which restrains us from reporting about the institution as it exists and … about what happens in the future.

         Anand Panyarachun: Well, this is a very difficult question. It is very like: you cannot have the cake and eat it too. On the one hand, you have to go by the will of the people. What I was trying to say is that I do not know how this law originated, but in my two times as prime minister, when I had frequent audiences with the king, he never once mentioned about the criticism – many unfair things -- targeted at him. He never bothered about these small things. He never thought that it was an important matter that he should discuss with his prime minister. On the other hand, you have to understand that in a certain context, particularly a Western context -- where the monarchies have begun to lose what we might call their mystique, and where they are all rushing into the mainstream of thinking they need to be ordinary citizens. Well, that’s fine. We in Thailand have no objection to that sort of stampede. But I think you have to respect the thinking and customs of the people in this country. My view – the king never said that to me – my own personal view is that I do not like the law. I happen to have been educated abroad – I was living abroad. And yet you have to understand that the king is held in a certain position which is inviolable by the will of his people. I am sure the king does not mind whether the law exists or not, but the Thai people would never, never tolerate it. You may have to wait for twenty more years, fifty more years. I do not know, but the Thai people rightly or wrongly, will not tolerate any “criticism” against our king. That’s their feeling. If you take a referendum tomorrow, you will find that [it] will get more votes than the last referendum. [Laughter] I think you have to understand the feeling of the Thai people. It has been imbued in them for the past 800 years, and it is not something you can abolish or abandon overnight. … I always wonder about the Thai people. They are “more Catholic than the pope.” I always believe that the Thais are more royalist than the king. [Applause] Incidentally, it is not only the Thai people, but even the Thai government. Every time there is a book published which was critical of the king, the people who are very nervous about this thing would be the government. They would ban the book, they would ban the film, they would ban this, they would ban that; they would block this, they would block that. Do you know why? There is a reason for that. They were fearful that if they did not do anything, they would be castigated by the people. So, in fact, you can not blame the government. They merely responded to the perceived feelings of the people.


Anand Panyarachun


         Jonathan Head, BBC: Khun Anand, I noticed when you were talking about the king’s achievements, one of them was that his intervention had been vital to maintain social harmony and tranquillity. In an aside, you mentioned that you weren’t so sure about social harmony any more. Now I know a lot of people tend to blame a certain gentleman who is now enjoying owning a club at the top of the British premier league for a lot of the social disharmony, but I wonder whether Thai society has now changed so much that it is now beyond the powers of royal intervention to maintain social harmony – that society has moved on so much and issues have become so complex that it is now perhaps beyond the monarchy’s intervention to maintain social harmony.

         Anand Panyarachun: Jonathan, in spite of the fact that we went to the same school in England, I beg to differ. [Laughter] I never used the term royal intervention. To me, he adheres strictly to the letter and spirit of the constitution. What was regarded by foreigners as intervention, I classify into two categories. One is an intervention initiated by a person, but in the case of our king it was an intervention requested by the people. So there is a little nuance there, first thing. Secondly, in all the audiences I had with the king in my first premiership and second premiership, he never once interfered with the politics of the country. Never in [all] our conversations when I had an audience. If he did occasionally feel that he might have ventured beyond the boundaries, he himself had such self discipline the he would say to me that this was something “you had asked my opinion about.” When I wrote my speech, I made it quite clear that it is not to consult with the prime minister, but to be consulted. Unless the issues are raised by the prime minister, the king would never venture to advise you. If he were to advise you, he would always keep strictly to the issues that you had raised with him. For those who did not come from a country where they have a king – and nowadays monarchies, of course, are diluting themselves because of the current thinking of the people in that part of the world – but in this country I think the Thai model of kingship is the middle ground. They [the Thais] still retain pomp and circumstance, they still retain rituals and rites, they still retain traditions and so forth, but they retain mystique too. And yet, they are closer to their people than monarchs in any other country. You will never see a monarch like this in any other country – even though they may bicycle in the streets, they may go to the supermarket and shop there [for] groceries or whatever. Our king knows the pulse of the people. He knows the thinking of the ordinary people to such an extent that he has even been criticized by [some] Thai people for spending so much time in the provinces talking to people, to farmers, to the poor, to hill tribes, and spending so little talking to people in Bangkok. That was a criticism at the time, but so what? He happens to believe that Thailand is not Bangkok people. Thailand is a rural area. If you look at his life story, if you look at his activities -- the way he did things in the past sixty years -- his focus is on rural areas. His focus is on rural people, on the poor, on the needy, on the impoverished, on the disadvantaged. He is one king who may retain the trappings of his office and yet he is closer to his people than any other monarch in the world. Not closest in a physical sense, but closest in his thinking and his focus. [Applause]

         John Harger: I have been an FCCT member for decades. Khun Anand has spoken very well of correspondents here, of the FCCT and so on. I wonder if you have an opinion of the coverage of the coup last September by foreign correspondents here.

         Anand Panyarachun: Well, I never thought I would live to see the day when Western observers began to think of democracy the same way Thaksin did. [Laughter and applause] I was a student in England for seven years. I lived in North America for twelve years. I travelled all over the world for four or five years. I was occasionally accused of being a Western-orientated Thai. I never thought Westerners could be that simplistic -- that they could impose democracy on Iraq, that they want to change the world into democratic states by [an] implanting process. [Applause] I never thought that some Westerners would equate elections to democracy. Some of you may have read an interview I gave a few days ago which was published in the Bangkok Post last Saturday [18 August]. Are we only interested in form about constitutions, about elections, about the executive, the legislature, and the judiciary? Don’t we know, or have we forgotten, that democracy is all about an open society? It is about the rule of law, it is about transparency, it is about freedom of the media, it is about accountability, it is about participation, it is about an independent judiciary, it is about civil society’s participation, it is about checks and balances, etcetera, etcetera. To me, I am really flabbergasted by what has been happening in our world in the past few years. Could we have gone astray to such an extent that we even did not know where we came from and who we are and where we are going? Have we forgotten the values system? Have we forgotten so many things that we were brought up to believe and cherish? Are we that simplistic? Are we such morons? I am not concerned about what is going to happen to Thailand in the future. I am more concerned with what is happening to the world. It is a serious question that you have to ask yourselves: where are we moving to? Have we forgotten the basic principles? Have we forgotten the basics. I don’t know whether I answered your question. [Laughter and applause] My emotion went astray.

         Dominic Faulder, Editor, KOTIWF: In Denis’s introduction to the book, there is a comment that the king has had publicity that many people would only ever dream of, and if you look at the sixty years there is much that is extremely creditable by any standards. Khun Anand, would you say the institution of the monarchy in Thailand is in such good shape as the king himself, who will leave it one day?

         Anand Panyarachun: I have often said that the status our king has risen to after a sixty-year reign is something that he has earned. It is not a hereditary thing. When he was made a king at the young age of 17 or 18, or whatever, nobody knew what kind of a king he was going to make. But I think that by his diligence, and by his determination and dedication, he has developed into a very good king. When you talk about our king, he is not only a great king but he is a good king, and I make a distinction. You can be a great man with so many shortcomings and so many faults. But when you say he is a good man, to me it means more. The fact that he is a good king personally means much more than he is a great king. To be a good king, to be a good man, it is something you have to earn – you do not inherit it. So if you try to separate the person from the institution, yes there is a big gap. Be that as it may, the institution of monarchy is very much ingrained into Thailand and the Thai character. I have no doubt that the institution will remain intact and go on. As to who is going to fill in the role after that – whether he is going to be able to emulate our present king, I think it would be unfair to expect a successor to follow in the footsteps of a great man. You look at world leaders. Whose sons, whose daughters can follow in the footsteps of people like Winston Churchill or whoever? I think it would be unfair to expect the offspring to succeed to that title. And yet whoever succeeds [to the throne] will hopefully try to the best of his ability to emulate our present king. Whether he succeeds or not, that is another thing. The question is, does he try? And if he tries, can he be successful? That’s another matter. It is something that you cannot speculate [about]. Secondly, even if he tried and did not succeed, he would remain a king, he would remain the head of an institution which is permanent in Thailand, and the reaction of the people would be: “Well, here we have a king with certain limitations. We respect him as our king. There is no problem.” This is what I find paradoxical about the Western reporters and the Western commentators. On the one hand, they may be critical of the king for his “interventions,” but on the other hand they, like the Thais, go along and, perhaps unconsciously, want to rely on our present king’s reserve powers. You can not have the cake and eat it. If do not want the king to – which I disagree -- “intervene” what is wrong with his successor for not “intervening.” I am not sure whether I expressed myself well. What I am trying to say is that the indirect reserve powers of a king are earned by that particular person. They can not be inherited. Somebody who succeeds [to the throne], he can earn it. He can succeed or not succeed. If he does not succeed, there is no reason for complaint. He will remain a king, a symbolic king. But you can not say that we have been relying on this king for so much, my god we are going to have a vacuum when he goes away. You make up your mind. Do you want an activist king or do you want a passive king? You also fall into this trap, like many Thai people, that you start to pick and choose. I respect the present king. I respect the institution of the monarchy. But what is my basic respect? My basic respect is for the institution. If we have such a wonderful king, that is a bonus. [Applause]

         Denis Gray, Editor-in-Chief, KOTIWF: If you don’t mind, I’ll ask a little follow-up question to that. Almost every Thai, and many farangs who live here, express this almost fear that after this current monarch passes away there could be potential or actual chaos in this country. Some express it differently …

         Anand Panyarachun: But it is the very same farangs who have been complaining all along that our king intervenes, that our king did this, our king did that …

         Denis Gray: Okay, forget the farangs …

         Anand Panyarachun: My god …

         Denis Gray: Forget the farangs, let’s just focus on the Thais …

         Anand Panyarachun: … and then you begin to miss him. Come on, make up your mind. What do you want? My theory is that what you have been saying about our king is not true. He has not been intervening. He does not have a hidden agenda.

         Denis Gray: Not a day goes by when I or my colleagues, or perhaps you, hear some Thai – forget farangs – say, “Oh it will be terrible in Thailand when his majesty passes away because there will be serious trouble in Thailand.” Not a day goes by. Is that true and do you think that is a legitimate fear?

         Anand Panyarachun: Well, I don’t know. I know that but you have to understand me. I am in a minority. I am fed up with foreign correspondents [Laughter and applause]. But I am fed up more with the Thai people [Laughter]. I was saying at the table, there was a time when the king said, “I will reign [over] the country with righteousness for the benefit and happiness of the Siamese people.” All along for the past fifteen years, I have been trying to point out the difference between benefit, which is material benefit, and happiness which is whether you have enough. If you measure the GDP, that will not be a correct reflection of the development of the people. You have to resort to what we call the gross national happiness index, like they do in Bhutan. I believe all along up until the last few years that if you measure Thailand in accordance with the gross national happiness index – whatever its abbreviation is – instead of being [at] number 65 under GDP, we might come up to about number 25 or even 20. But I must admit that I have given up that idea because I can not understand the Thai people. Not only are they pessimistic, but I think they love this self-flagellation exercise. [Laughter] They have this referendum on the constitution and immediately after the results came out they were concerned that it was not a good result because the majority vote was only about 57 per cent and the no vote was about 41 per cent. That is a margin of 15 per cent. If you look at the total vote, it is a difference between nearly 15 million votes and 11 million votes. That is a margin of 15 per cent of the people who went out to vote – four million votes. If you read Thai newspapers, they say that is a very thin majority. You look at the results of any election in any country, if a major party gets 57 per cent and a minority party gets 41 per cent, that is a landslide. [Laughter] But if you read the Thai newspapers, Thai columnists, Thai talk shows, they says this is [like] a razor – what do you call a very small spread? I cannot understand it. Secondly, as soon as the vote came in, and there was a majority vote for accepting the constitution, they begin to talk about the next coup d’etat and then a new constitution. [Laughter] Where have we gone wrong? [Laughter] It is something to me which is inexplicable, something that defies logic, defies reasoning, defies … [Pauses] My only answer is I blame it on Thaksin. [Laughter]

         John Allan-Rae, Khon Kaen University: Khun Anand, you have explained and talked about the institution of the monarchy and kingship, and I noticed that you continue to use the masculine pronoun of the English language: “he.” Do you foresee, or is it possible in the far foreseeable future, that we could refer to that person as “she.” [Laughter followed by long pause]

         Anand Panyarachun: You prefer a she or a he? [Laughter and applause]

         John Allan-Rae: Would you like an honest answer?[Laughter]

         Anand Panyarachun: The law is still here, you know. [Laughter] No, I don’t see any impediment in having a she in the future. I don’t know what the present constitution is. I was alleged to have been the drafter of the former constitution, but I don’t think it is something the Thais would spend too much time pondering about, unlike the Japanese. It could be a civil war in Japan. Look at that Japanese prince who blamed his alcoholic habits [on] this issue -- that there could be a succession to the throne by a female princess. We are not that serious. Thank god for that. One thing about Thailand, don’t take them seriously. [Laughter] Anybody who comes to Thailand and takes the Thais seriously, well that would be at his – or her – own peril. [Applause]

         You did not ask me, but now I have the floor and I don’t have to pay for it. [Laughter] One thing that I would not say surprised, but I think bothered, me a bit is that somehow our king is perceived to be a man who does not smile. I think, as I said before, that there are limitations arising out of traditions of respect and what not. There have been no articles or interviews which could show the lighter side of our king. I would like to relate to you some anecdotes I have about the king. Normally, I do not reveal whatever transpired in conversation between my sovereign and myself as prime minister, but I think it is important that we get to know him better as a human being. The first anecdote I would like to tell was when I was chairman of the drafting committee of the 1997 constitution. There were a few issues that I thought he might be interested in. After the completion of the draft, and after it was adopted, I had an audience with the king and I raised three or four issues that I thought the king might be interested in, but he sort of brushed them aside. Of course, he was interested in the issue of whether Buddhism was to be declared a state religion, but otherwise he did not pay much attention to what I was reporting to him. And then, at the end of the conversation on that issue, he said to me: “Khun Anand, it is a little odd that in all of this constitution they lay down that the king has to be a Buddhist, he has to be a protector of religions, he has to be that, he has to be this; but nowhere in the constitution does it say that he has to be a Thai.” [Laughter and applause] Now, I challenge you, with 62 million Thai people, who would have had the brilliance to think of that minute technical detail?

         And then when I became prime minister the second time, also by accident [Laughter], at the very first audience I had with the prime minister, I went into the hall and bowed to him and proceeded to krab prabaht [prostrate], or whatever you say in English – I forget. And then I stood up, and he said to me: “Shane! Come back!” [Laughter] I see there are quite a few young people here. They may not know what Shane was all about, but Shane was a movie that we all saw forty, fifty years ago. Shane was a man, a very righteous person, who was sheriff of a certain town which had some very, very serious problems, and he sort of pacified the town. He got rid of all the gangsters and whatever, and then he hung up his pistols and retired into the country. And then the violence erupted again in that particular town and he was called back to come and pacify the city. And so, he said: “Shane! Come back!” [Applause]

         Editor’s note: The 1953 classic Hollywood western Shane set in Wyoming starred Alan Ladd as Shane with Jack Palance as the sadistic gunslinger Jack Wilson. In the famous closing scene, a wounded but resolute Shane rides off into the darkness with young Joey Starrett, played by Brandon DeWilde, calling after his hero: “Shane! … Shane! Come back!” Film critic Elizabeth Abele writes: “His longing cry for Shane at the movie's conclusion becomes the audience’s longing for a pure man, a once-and-future hero who may reappear when we need him most. “

         The scene can be viewed on YouTube at: htttp://www.youtube.com/watch?v=zvVbXkgVUVw          The King of Thailand in World Focus (260 pp, hardback, 1,450 baht) is available to the general public from the FCCT’s office (www.fccthai.com) or from any branch of Asiabooks, Bookazine, B2S, Kinokuniya or Chulalongkorn Book Center.



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

แหล่งอ้างอิง จากคลังปัญญาไทย


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปัณณ์ วันที่ : 05/12/2008 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/punn

ขอคุณพระปกป้อง........พระภูบาล
ทรงพระเจริญยิ่งนาน.....เทิดไท้
ผองธุลีมิแผ้วพาน.........ฝ่าพระบาท
พระดั่งร่มโพธิ์ให้..........พสกล้วนร่มเย็นฯ



ขอจงทรงพระเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
boran-new วันที่ : 04/12/2008 เวลา : 23.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tain


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแห่งความสุขของปวงชนชาวไทย
อีกทั้งเป็นมิ่งขวัญของคนไทยทุกหมู่เหล่า ตราบนานเท่านาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า
คนสยาม M BLog
http://www.oknation.net/blog/tain
ขอให้ทุกท่านมีความสุขทุกวันที่ 5 ธันวามหาราช
วันนี้ขอแสดงความคิดเห็นด้วยการถวายพระพรสักวันนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
www.pierra-vejjabul.com วันที่ : 04/12/2008 เวลา : 23.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vejjabul


ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ... มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน

.

ทรงพระเจริญ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kruhnoi วันที่ : 04/12/2008 เวลา : 22.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kruhnoi
You're my destiny !!!.        (kruhnoi ครูหน่อย)...


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

มีพระพลานามัยแข็งแรง..

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน