*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1472
  • จำนวนผู้ชม : 1801049
  • จำนวนผู้โหวต : 332
  • ส่ง msg :
  • โหวต 332 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม 2551
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 1925 , 15:24:49 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สีผสมอาหาร..ภัยใกล้ตัว

 

 ในปัจจุบัน จะพบว่าอาหารส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มต่างๆ ที่ขายอยูทั่วไป มักมีสีสันสดใสสวยงามดึงดูดใจชวนรับ ประทาน ทั้งสีแดง สีเขียว สีเหลือง ฯลฯ แต่คุณรู้บ้างหรือไม่ว่ามันแฝงด้วย อันตราย เนื่องจากผู้ผลิตมักใส่สีสังเคราะห์ทางเคมีลงไป โดยคาดหวังว่าอาหาร เครื่องดื่มที่มีอาหารสดใส สวยงาม จะเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ดี โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งจะช่วยให้ขายดี และได้กำไรมากมาย ทำให้ผู้ผลิตมองข้ามพิษภัย ที่อาจจะเกิดขึ้นไป ดังนั้นในการเลือกซื้ออาหาร และเครื่องดื่มจำเป็นต้องคำนึงถึงอันตรายที่อาจเกิดจาสีผสมอาหารให้มากๆ และควรเลือกที่ปลอดภัยให้มากที่สุด เพราะสีผสมอาหารที่สังเคราะห์ทางเคมี จะมีส่วนผสมของโลหะหนัก ทั้งตะกั่ว ปรอท สารหนู โครเมียม และสังกะสี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น

 

ซึ่งอันตรายที่มาจากสีผสมอาหารที่สังเคราะห์ทางเคมีก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิงเวียนศีรษะ เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ถ้าสะสมมากขึ้นอาจมีอาการเป็นอัมพาต ที่แขน ขา หากร่างกายสะสมสารเหล่านี้เข้าไปมากๆ จะส่งผลต่อระบบประสาททั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรังอีกด้วย

อันตรายจากสารพิษ
  
            โลกของเราเต็มไปด้วยสีสันทั้งที่เป็นสีสันจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ สี ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตลอดจนสีที่มนุษย์ปรุงแต่ง หรือสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงการแต่งสีสันให้อาหาร ที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดใสมีชีวิต ชีวา สีผสม อาหารที่ใช้ปรุงแต่งอาหารให้สวยน่ารับประทานสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
           1.       สีอินทรีย์ที่ได้จากการสังเคราะห์ ได้แก่
           สีแดง ปองโซ 4 อาร์และ เออริโธรซิน
           สีเหลือง -  ตาร์ตาซีน, ซันเซ็ต เย็ลโลว์ เอฟ ซี เอฟ
           สีเขียว    -  ฟาสต์ กรีน เอฟ ซี เอฟ
           สีน้ำเงิน  -  อินดิโกคาร์มีน

          2.       สีอนินทรีย์  ได้แก่ ผลถ่านที่ได้จากการเผาพืช เช่น สีดำจากผงถ่านที่ได้จากการเผากาบมะพร้าวใช้ใส่ในขนมเปียกปูนให้มีสีดำ
          3.       สีที่ได้จากธรรมชาติ โดยการสกัดพืช และสัตว์ที่ใช้บริโภคได้โดยไม่เกิดอันตราย เช่น
           สีแดง           -  จากครั่ง กระเจี๊ยบ ถั่วแดง
           สีเหลือง        -  จากขมิ้น ฟักทอง ลูกตาล ดอกคำฝอย
           สีเขียว          -  จากใบเตย
           สีน้ำเงิน หรือม่วง   -  จากดอกอัญชัน

อันตรายจากสีผสมอาหาร

              อันตรายที่เกิดจากการใช้สีผสมอาหารนั้นเกิดมาจากตัวสีเอง เนื่องจากในสีผสมอาหารแต่ละชนิด หรือแต่ละสีนั้นจะมีส่วนผสมของโลหะหนักอยู่ ในปริมาณที่กฎหมายกำหนด เช่น ตะกั่ว สารหนู โครเมียม สังกะสี ซึ่งหากผู้ผลิตอาหารใช้สีผสมอาหารในปริมาณที่กฎหมายกำหนด เช่น ตะกั่ว สารหนู โครเมียม สังกะสี ซึ่งหากผู้ผลิตอาหารใช้สีผสมอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และผู้บริโภครับประทานอาหารที่ผสมสีดังกล่าวเป็นประจำอาจทำให้ร่างกายได้รับปริมาณโลหะหนักเป็นจำนวนมาก และเกิดการสะสมในร่างกาย   พิษภัยจากโลหะหนักที่มีผสมอยู่ในสีผสมอาหารนั้น มีดังนี้ สารหนูเมื่อเข้าไปในร่างกายจะสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ตับและไต การที่มีสารหนูสะสมในร่างกายมากจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โลหิตจาง ส่วนตะกั่ว จะมีพิษต่อระบบประสาททั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้ถึงกับชีวิตใน 1-2 วัน ส่วนอาการพิษเรื้อรังนั้นจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบอาการทางระบบประสาทได้ ฉะนั้นก่อนจะรับประทาน ลูกกวาด ขนมหวาน หรืออาหารจำพวกที่ต้องเติมแต่งสีสันให้สวยงาม ควรต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือก และปริมาณที่บริโภคให้เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

อันตรายจากการใช้สี

สีสังเคราะห์เป็นสารแปลกปลอม เมื่อผสมอาหารและรับประทานเข้าไป ในร่างกาย ก็จะเกิดอันตรายได้ ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ คือ

     1. อันตรายจากสีเอง เพราะสีทุกชนิดถ้าใช้มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อ ผู้บริโภคไม่มากก็น้อย เนื่องจากเป็นสาร
แปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย หากร่างกาย ขับถ่ายออกไม่ทัน ก็จะสะสมอยู่ในร่างการแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่
ร่างกายได้ เช่น สีพวกโรห์ตามีน บี (Rhodamine B) เอารามีน (Auramine) มาลาไคท์ กรีน (Malachite green)
และไวโอเลท บี เอ็น พี (Violet BNP) อาจทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนัง หน้าบวม อาเจียน ท้องเดิน อาการชา เพลีย และ
อ่อนแรงคล้ายเป็นอัมพาต การทำงาน ของระบบทางเดินอาหาร ไต และตับเสีย สีบางอย่างอาจทำให้เกิดมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง และอวัยวะอื่น ๆ

สีตาร์ตราซีน (สีเหลือง) ถ้ารับประทานเกิน 7.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะจับอู่ตามเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ ทำให้การดูดซึมของอาหาร บกพร่องไป สำหรับสี ซันเซ็ต เย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ (สีเหลือง) ถ้ารับประทานเกิน 5.0 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด

     2. อันตรายจากสารอื่น ที่ติดมาเนื่องจากการสังเคราะห์ หรือจากกระบวน การผลิตที่แยกเอาสารเจือปนออกไม่หมดสารดังกล่าว ได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เซ่น โครเมียม แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว สารหนู พลวง และเซเสเนียม เป็นต้น ซึ่งมีอยู่กับ สีย้อมผ้า แพร เสื่อและสีทาบ้าน โลหะหนักเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แม้ได้รับเพียงปริมาณเล็กน้อย อาการอาจเป็นทั้งอย่างฉับพลันและเรื้อรัง ซึ่งพิษ ของโลหะหนักนี้ถ้าเป็นมากอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุ ของมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ อีกด้วย จะเห็นได้ว่าสีผสมอาหารนั้นไม่ให้คุณค่าอะไรแก่ร่างกาย และก็ไม่มีความ จำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้เลย กลับทำให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง การใช้และบริโภคอาหารที่ไม่ได้ผสมสีเท่านั้น


 
 
 
 
 

 โดย :หนูมะลิ

 

 

 

สะพายกระเป๋าใบโต ภัยเงียบของสาวยุคใหม่

 

 

 

 

 
 
            เทรนด์กระเป๋าขนาดโอเวอร์ไซส์ กำลังฮิตฮอตมาแรงทุกรันเวย์ เพราะเหมาะเจาะกับไลฟ์สไตล์ของสาวบ้าหอบฟางยุคใหม่ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่า การสะพายกระเป๋าใบโตจนติดเป็นนิสัย อาจก่อให้เกิดโรคตามมาสารพัด ตั้งแต่อาการปวดต้นคอ  บ่า  ไหล่ ไปจนถึงปวดหลังชนิดเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานวัน อาจยากแก่การเยียวยารักษา
             นอกจากกระเป๋าสะพายใบโตแล้ว กระเป๋าสะพายที่มีสายยาว ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยง มากกว่ากระเป๋าสะพายสายสั้น เพราะบ่าและไหล่ต้องรับน้ำหนักมาก โดย “นพ.พรเทพ ม้ามณี” ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยในหมู่สาวออฟฟิศคือ อาการปวดต้นคอ  บ่า และไหล่ โดยมากจะคิดกันว่า มีสาเหตุมาจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ แต่จริงๆแล้ว อาการเหล่านี้ ยังเกิดจากการสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ บ่าไหล่ ต้องทำงานตลอดเวลา เพื่อให้ศีรษะตรง และหันไปมาตามต้องการ ถ้าเมื่อไหร่ที่กล้ามเนื้อขาดความยืดหยุ่น และไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีก หรือถ้าเราเคลื่อนไหวมากเกินความยืดหยุ่น ก็อาจทำให้รู้สึกเมื่อยล้า และอ่อนเพลียได้
             อย่างไรก็ดี คุณหมอย้ำว่า ภัยร้ายที่แฝงอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่น้ำหนักของกระเป๋าซะมากกว่า ยิ่งถ้าสาวคนไหนมีพฤติกรรมชอบสะพายกระเป๋าหนักๆอย่างต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพ ตั้งแต่อาการกล้ามเนื้ออักเสบ ไปจนถึงอาการปวดไหล่ ปวดหลัง เรื่อยไปจนถึงปวดคอ แม้จะไม่เลวร้ายถึงขั้นทำให้เป็นอัมพาต แต่อาการเหล่านี้ก็รบกวนการทำงานในชีวิตประจำวัน และทำให้เสียบุคลิก
             สำหรับสาว ๆ ที่กำลังประสบปัญหานี้ คุณหมอพรเทพได้แนะนำว่า ต้องเลือกใช้กระเป๋าขนาดไม่ใหญ่เกินไป ควรใส่แต่ของที่จำเป็น โดยน้ำหนักของกระเป๋าไม่ควรเกิน 10% ของน้ำหนักตัว  ถ้าเป็นสาวจำพวกบ้าหอบฟาง และจำเป็นต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่ ควรเลือกใช้สายคล้องที่ใหญ่ นุ่ม และไม่ยาวเกินไป เพื่อช่วยกระจายน้ำหนัก  ควรเปลี่ยนการสะพายกระเป๋าสลับข้างซ้ายและขวา แต่ถ้าไหล่เริ่มล้า ให้เปลี่ยนมาคล้องแขนแทน  ควรสะพายกระเป๋าให้สายคล้องชิดกับคอ มากกว่าจะสะพายห่างออกจากหัวไหล่ และสุดท้ายคือ หมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า และไหล่ เป็น ประจำ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และแข็งแรงของกล้ามเนื้อ.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ประโยชน์ของเปลือกส้มโอ

 

 

 
 

ใครที่ทานส้มโอแล้วทิ้งเปลือก วันนี้มีประโยชน์จากเปลือกส้มโอมาบอก...



เปลือกผลไม้หลายชนิด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น นำไปกลบใต้ต้นไม้กลายเป็นปุ๋ย โดยไม่ต้องเน่าเสียไปเฉย ๆ หรือเปลือกทุเรียนสามารถนำไปตากแห้งเป็นเชื้อเพลิงได้ ส่วนเปลือกส้มโอก็เช่นเดียวกัน



วิธีที่จะนำไปใช้ประโยชน์
  คือ นำมาต้มทิ้งไว้สักพัก จากนั้นก็นำด้านในของเปลือกส้มโอ มาขัดถูกภาชนะพวกอลูมิเนียม ตะหลิว ทัพพี ฯลฯ ก็จะทำให้สิ่งของเหล่านั้น เป็นเงางามเหมือนใหม่อีกครั้ง



ทานส้มโอครั้งหน้า อย่าลืมนำเปลือกส้มโอไปใช้ประโยชนกันดูได้.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับสุขภาพ
 
 
 
 
 

ตลอดทั้งเดือนธันวาคมและมกราคมนี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและวันหยุดยาว หลายคนมีงานพบปะสังสรรค์ และในงานสิ่งที่เราพบเห็นเกือบทุกงานนั่นก็คือจะต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเชื่อว่าจะเพิ่มความสุขมากยิ่งขึ้น

แต่การดื่มมากจนเกินไปก็มีผลเสียโดยเฉพาะอาจเกิดอุบัติเหตุหากเมาแล้วขับ

เสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หรือหากบางคนดื่มฉลองมากเป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ในทางการแพทย์จัดว่าสุราทุกชนิดเป็นยาเสพติด เพราะมีฤทธิ์กดสมองส่วนกลาง ซึ่งก็เหมือนยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท เมื่อกินหรือดื่มเข้าไปมากๆจะทำให้ติด


องค์การอนามัยโลกบอกไว้ชัดเจนว่า สุราเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคได้ถึง 60
ชนิด

เมื่อดื่มเข้าไปจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต และกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ถี่ขึ้น ความดันเลือดเพิ่มขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ
แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลาง ไปกดสมอง ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะที่

สังเกตได้จากเวลาเราหกล้มมีบาดแผลใช้เมทิลแอลกอฮอล์ล้างทำความสะอาดจะรู้สึกแสบมาก

ส่วนแอลกอฮอล์ที่ใช้ดื่ม คือเอทิลแอลกอฮอล์ ก็มีคุณสมบัติเหมือนกันคือระคายเคืองเฉพาะที่ ดังนั้น พอเราดื่มครั้งแรกจะรู้สึกบาดคอ เพราะมันทำให้เกิดการระคายเคืองที่คอ เมื่อดื่มไปนาน ๆ ก็จะผลต่อคอเช่นกัน


 
 
เกิดอาการอักเสบของเยื่อบุชั้นในสุดของผนังหรือกระเพาะอาหาร หรืออาจทะลุลำไส้เล็กได้

นอกจากนั้นสุรายังเป็นอุปสรรคกับการดูดซึมอาหารบางชนิด เช่น วิตามิน B1
กรดโฟลิก ไขมัน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดอะมิโนต่าง ๆ  ทำให้เซลล์ของตับอ่อนระคายเคืองและบวมขึ้น สุราทำให้การไหลของน้ำย่อยไม่สามารถที่จะเข้าไปในลำไส้เล็กได้ทำให้น้ำย่อยย่อยตัวตับอ่อนเอง เกิดเลือดออกอย่างเฉียบพลันและตับอ่อนอักเสบ พบว่า 1  ใน 5
จะเสียชีวิตไปในครั้งแรก

เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับตับอ่อน การสร้างอินซูลินขาดหายไป และทำให้เป็นเบาหวานในที่สุด ทุกครั้งที่ดื่มสุรานั้นเซลล์ของตับจะถูกทำลายเป็นผลให้ตับแข็ง พิษเรื้อรัง แอลกอฮอล์มีพิษโดยตรงต่อสมอง ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ในผู้ติดสุราพบว่ามีการฝ่อลีบของสมอง ความจำเสื่อม เมื่อเป็นมากจะเกิดประสาทหลอน กดศูนย์หายใจและศูนย์ควบคุมการไหลเวียนของโลหิตในสมอง ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้


อย่างไรก็ตาม ยังมีผลวิจัยมากมายที่ออกมาสนับสนุนว่าแอลกอฮอล์มีคุณประโยชน์ต่อหัวใจและระบบหลอดเลือดของทั้งชายและหญิง

การดื่มอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มระดับของโคเลสเตอรอลที่ดีที่เป็นตัวสำคัญช่วยป้องกันภายในหลอดเลือดของเรา แต่ถ้าเราเป็นคนที่เคร่งครัดในการเลือกทานอาหาร ไม่กินของมันเกินไป ไม่กินของทอด พร้อมกับออกกำลังกายอยู่เสมอ การมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดจะช่วยเพิ่มโคเลสเตอรอลตัวดีให้เพิ่มขึ้นถึง 20%
นักวิจัยบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอเหมาะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลตัวดีเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับการวิ่งครึ่งมาราธอน (21กม.)แต่อย่าเลิกวิ่งแล้วหันไปดื่มเพื่อสุขภาพแทน เพราะการวิ่งถึงอย่างไรก็มีประโยชน์มหาศาลมากกว่าการดื่มเหล้า 

 


สำหรับสาวสูงวัยยังมีผลการศึกษาอีกด้วยว่า การดื่มจะทำให้สมองเฉียบแหลมไม่เซื่องซึม แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยดื่ม หลังจากอ่านบทความนี้แล้วอยากหันไปลองดื่มเพื่อสุขภาพบ้าง ขอแนะว่าไม่จำเป็นเลย คุณสามารถมีสุขภาพที่ดีได้ด้วยการกินอาหารที่เน้นผักสด ผลไม้สดมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ และควบคุมน้ำหนัก


 
 
ดื่ม (ไม่มาก) ดีต่อสุขภาพ 

ผลงานวิจัยออกมาพูดถึงด้านดีของการดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น แต่ก็มีกฎเหล็กที่ชัดเจนรับรู้กันทั่วไปว่า ควรดื่มไม่เกินวันละ 2
ดื่ม เราจึงจะได้ประโยชน์จาการดื่มครั้งนั้น ข้อกำหนดไม่ให้เกิน 2  ดื่ม ไม่ได้หมายถึง 2 แก้ว แต่จะมีข้อกำหนดดังนี้ 1 ดื่มเท่ากับไวน์ 150 ซี.ซี. หรือเบียร์ 1 ขวดเล็ก (330 ซี.ซี.)หากเป็นเหล้าก็ต้องไม่เกิน 45 ซี.ซี. และต้องไม่เกิน 1 ดื่ม ในสุภาพสตรี และ 2 ดื่มในสุภาพบุรุษ
 


คนบางคนที่ไม่ควรดื่มอย่างยิ่งได้แก่ คนที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว บางคนการดื่มทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และถ้าดื่มมากมายเกินกว่าเหมาะสม และผู้ที่ไม่ควรดื่มอย่างยิ่งแม้รู้ว่าแอลกอฮอล์จะมีประโยชน์ได้แก่ คนท้องหญิงที่ให้นมลูก คนที่กินยาอยู่ ผู้ที่มีปัญหาด้านตับหรือไต


 
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บุญชัย วันที่ : 31/12/2008 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boonchai
 


สวัสดีปีใหม่ครับ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนหน้าตาดีภาคสอง วันที่ : 29/12/2008 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongrangga
www.nongrangga.com



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
workingwomen วันที่ : 14/12/2008 เวลา : 15.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arada

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีดีที่นำมาฝากกัน

ขอให้ได้รับสิ่งดีดีตอบแทนเช่นกันนะค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน