*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1472
  • จำนวนผู้ชม : 1803896
  • จำนวนผู้โหวต : 332
  • ส่ง msg :
  • โหวต 332 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม 2553
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 2933 , 09:20:07 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สะพานมอญ สัญลักษณ์แห่งสังขละที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
       “ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา...”
       
       (เพลง ฝนเดือนหก รุ่งเพชร แหลมสิงห์)
       
       สมัยก่อนพอถึงเดือนหก(เดือนไทย) ฝนเป็นต้องโปรยสายตกพรำๆลงมาให้แผ่นฟ้าชุ่มฉ่ำ แผ่นดินชุ่มน้ำ ชาวไร่ชาวนาได้หน้าชื่นตาบานยิ้มรื่นรับหยดหยาดน้ำฟ้า
       
       แต่พักหลังๆมานี่ภาวะโลกร้อนทำอากาศวิปริตแปรปรวน โดยเฉพาะปีนี้ที่แม้วันเวลาจะเดินทางเข้าสู่เดือนเจ็ด(เดือนไทย)แล้ว แต่ดูเหมือนว่าพระพิรุณยังเฉยเมย ไม่ยอมปล่อยหยาดน้ำฟ้าตามฤดูกาลลงมาสร้างความชุ่มฉ่ำให้ผืนดินแผ่นฟ้าเมืองไทย มีเพียงปล่อยมาบ้างแบบเผาหัวยั่วให้อยากแล้วจากไป จนใครและใครหลายคนค่อนขอดว่า สงสัยพระพิรุณคงดูบอลโลกเพลินจึงลืมทำหน้าที่ของตนเอง
       
       เมื่อฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้หลายจังหวัดประสบกับปัญหาภัยแล้งในต่างกรรมต่างวาระกันตั้งแต่ขั้นเบาะๆไปจนถึงขั้นวิกฤต เกิดเป็นปัญหาเร่งด่วนของชาติที่ดูเหมือนรัฐบาลจะดูดายไม่ใส่ใจให้ความสำคัญเท่าแผนปรองดอง ซึ่งวันนี้พี่มาร์คก็ยังไม่ชัดเจนเลยว่าจะปรองดองกับใคร
       
       อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ ในวิกฤตภัยแล้งน้ำแห้งขอดยังมีโอกาสแฝงอยู่ ดังเช่นที่ เมืองชายแดน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ปีนี้ประสบภาวะแล้งหนักเป็นประวัติการณ์ในรอบ 27 ปี จนน้ำในทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณหรือเขื่อนเขาแหลมแห้งขอด
       
       เมื่อน้ำลดตอย่อมผุด แต่น้ำในทะเลสาบที่นี่พิเศษกว่าที่ไหนๆตรงที่ยามน้ำลดนอกจาก“ตอจะผุด”แล้ว “เมืองยังโผล่”อีกด้วย แถมยังเป็น“เมืองบาดาล”ที่มีดีกรีอันซีนไทยแลนด์พ่วงท้ายเสียด้วย

น้ำแล้งปีนี้ทำเมืองบาดาลหรือวัดเก่าโผล่พ้นน้ำขึ้นมากเป็นพิเศษ
       อันซีน เมืองบาดาล
       
       เมืองบาดาล ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า“สามประสบ” ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำแควน้อย
       
       เมืองบาดาลเดิมเคยเป็นชุมชนชาวมอญ ปัจจุบันเหลือเพียงซากของวัดวังก์วิเวการามเดิมหรือ“วัดเก่า”หรือ“วัดใต้น้ำ” ตกทอดเป็นหนึ่งในตำนานของ“หลวงพ่ออุตตมะ” เกจิชื่อดัง ศูนย์รวมจิตใจแห่งสังขละบุรีไปจนถึงเมืองกาญจน์
       
       ชาวมอญเมืองสังขละเคารพนับถือหลวงพ่ออุตตมะเป็นอย่างยิ่ง พวกเขายกย่องท่านเป็นดัง "เทพเจ้าของชาวมอญ" เพราะท่านได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวมอญไร้สัญชาติในสังขละบุรีตลอดมา
       
       หลังจากหลวงพ่ออุตตมะออกธุดงค์ไปในหลายพื้นที่ ในปี 2496 ท่านได้มาปักหลักสร้างวัดวังก์วิเวการาม(หลังเก่า)และชุมชนชาวมอญขึ้นที่สามประสบ ต่อมาในปี 2527 ทางการได้สร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นกินพื้นที่มาถึงสามประสบทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ปล่อยน้ำของเขื่อนต้องย้ายถิ่นหนี

เรือนแพเบียดกันหนาแน่น เพราะปีนี้น้ำในเขื่อนแห้งขอดจนลำน้ำบีบแคบเข้ามามาก
       หลวงพ่ออุตตมะท่านจึงย้ายไปสร้างวัดวังก์วิเวการาม(ใหม่)บนเนินไกลฝั่งเมืองออกไปอีกนิด เช่นเดียวกับชาวมอญที่เขยิบขึ้นไปสร้างชุมชนแถวนั้น โดยมีลำน้ำซองกาเลียไหลผ่าน แบ่งฝั่งเมืองสังขละ(ฝั่งกระเหรี่ยง)กับฝั่งมอญออกจากกัน ก่อนจะนำไปสู่การสร้างสะพานมอญ(ไม้)สุดคลาสสิกในปีต่อมา(2528)
       
       สำหรับวัดเก่านั้น หลังถูกน้ำท่วมก็ถูกลืมเลือนหายไปกับสายน้ำเป็นเวลานับสิบปี จนกระทั่งปี 2546 วัดเก่าถูกททท.หยิบยกขึ้นเป็นหนึ่งใน“อันซีนไทยแลนด์”พร้อมเรียกอย่างสวยหรูว่า“เมืองบาดาล” ส่งผลให้วัด แห่งนี้โด่งดังขึ้นมาในไม่กี่เพลา
       
       ทุกๆปีในฤดูแล้งราวเดือนมี.ค.-พ.ค. ช่วงน้ำในเขื่อนลดระดับ เราสามารถเห็นตัววัดเก่าที่จมน้ำได้อย่างชัดเจน แต่ในปีนี้ฝนอย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าแล้งหนักเป็นประวัติการณ์ ทำให้วัดเก่าโผล่พ้นน้ำเยอะเป็นพิเศษ จนนักท่องเที่ยวสามารถลงไปเดินชมวัดเก่าได้อย่างใกล้ชิดสบายใจเฉิบ
       
       อย่างไรก็ตามการจะเข้าไปเที่ยวชมวัดเก่า เราต้องนั่งเรือหรือนั่งแพเข้าไปลงที่วัดแล้วเดินเท้าขึ้นไปชมอีกทีหนึ่ง ซึ่งงานนี้“ตะลอนเที่ยว”และคณะลงแพที่เชิงสะพานมอญ แล้วนั่งแพออกไปพร้อมๆกับสามสาว มัคคุเทศก์น้อยชาวมอญในชุดแต่งกายพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์

ซากกองอิฐที่เชื่อว่าเป็นด่านเจดีย์ 3 องค์เดิม
       หลังล่องมาได้ประมาณ 20 นาที ก่อนที่แพจะถึงวัดเก่าที่มองเห็นอยู่ลิบๆ เราได้เจอกับอันซีนสังขละ เป็นซากอิฐเก่าส่วนฐานของเจดีย์มี 3 องค์ ซึ่งน้องๆไกด์บอกว่านี่แหละคือ ด่านเจดีย์ 3 องค์ของดั้งเดิมมีอายุร่วมร้อยปีแล้ว ก่อนที่เจดีย์ทั้งสามจะถูกนำไปสร้างใหม่ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์ ชายแดนไทยพม่าที่อยู่ห่างออกไปราว 30 กม. ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของสังขละบุรี
       
       อย่างไรก็ดีเรื่องด่านเจดีย์ 3 องค์เดิมนี้ยังไม่แน่ชัด เพราะมีบางกระแสเชื่อว่านี่คือเจดีย์สามสบที่คงต้องให้นักประวัติศาสตร์พิสูจน์กันต่อไป ส่วนที่ไม่ต้องพิสูจน์ก็คือวัดเก่าที่พอแพผ่านด่านเจดีย์ 3 องค์เดิมไปได้ไม่นาน วัดแห่งนี้ได้ปรากฏซากโดดเด่นให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งยามน้ำลดมากอย่างนี้ เราๆท่านๆ สามารถลงไปเดินทอดน่องซอกแซกชมวัดเก่าได้อย่างเพลินเพลิน

อันซีนวัดเก่า จะลงไปเดินชมได้ในยามน้ำแล้งเท่านั้น
       สำหรับซากเด่นๆของวัดแห่งนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือ หอระฆัง ที่เหลือเพียงโครงสร้างกับเจดีย์สีขาวเด่นบนยอด ซึ่งเป็นเพียงสิ่งหนึ่งเดียวของวัดที่ไม่ถูกน้ำท่วมในยามน้ำในเต็มเขื่อน หอฉัน ที่เป็นโครงอาคารสี่เหลี่ยมเห็นช่องประตูหน้าต่างชัดเจน ซุ้มประตูทางเข้าโบสถ์ที่ยังคงมีเค้าโครงอยู่ และโบสถ์ของวัดที่ยังมีลวดลายซุ้มประตู หน้าต่างให้เห็น มีร่องลอยของช่องพระประดับผนังด้านในให้เห็น นอกจากนี้ยังมีเศียรพระ มีซากเจดีย์ ซากบันไดนาค ให้เห็นกันที่รอบนอกของตัวโบสถ์
       
       นับเป็นมนต์เสน่ห์แห่งวัดเก่าที่หนึ่งปีจะมีให้ชมสักครั้งยามน้ำแล้ง ซึ่งหลังจากนี้ไปอีกประมาณ 2 เดือน น้ำในเขื่อนท่วมสูง ภาพเหล่านี้ก็จะหายไป กลายเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ของเขื่อนเขาแหลมที่ดูจากเบื้องบนจะไม่รู้เลยว่า ที่ใต้น้ำบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดเก่าและชุมชมชาวมอญมาก่อน

รูปเคารพหลวงพ่ออุตตมะ และปราสาทบรรจุสังขารของท่าน
       ไหว้หลวงพ่ออุตตมะ
       
       อย่างที่ “ตะลอนเที่ยว”กล่าวไว้ในข้างต้นว่า หลังน้ำท่วมปี 2527 หลวงพ่ออุตตมะท่านได้ย้ายวัดขึ้นไปปลูกสร้างบนพื้นที่สูงกว่าเดิม เป็นวัดวังก์วิเวการามในปัจจุบัน ที่แม้วันนี้หลวงพ่ออุตตมะจะมรณภาพไปในปี 2549 แต่ท่านยังเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนอยู่ไม่เสื่อมคลาย
       
       ดังนั้นเมื่อมาสังขละก็ต้องไปที่วัดวังก์วิเวการาม(ใหม่)เพื่อชื่นชมสิ่งน่าสนใจภายในวัดที่ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างสรรค์ของหลวงพ่ออุตตมะยามท่านมีชีวิตอยู่ ควบคู่ไปกับกราบสักการะสังขารของท่าน
       
       งานนี้เราได้ 3 สาวไกด์น้อยนำชมอีกเช่นเคย โดยจุดแรกพวกเธอพาไปชมภาพเก่าๆของหลวงพ่ออุตตมะ ก่อนพาเข้าไปกราบสังขารของท่าน ในวิหารภายในงดงามไปด้วยงานพุทธศิลป์แบบมอญอันปราณีตวิจิตร 3 หลัง มีปราสาทเล็ก 2 หลังซ้ายขวา จากนั้นเป็นหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าองค์จริงและเหมือนจริงมากของหลวงพ่ออุตตมะ นั่งอยู่บนบัลลังก์หน้าปราสาทหลังใหญ่ 9 ยอดที่ใช้เก็บสังขารของท่านที่ไม่น่าเชื่อว่า วันนี้ยังคงอยู่ ไม่เน่าไม่เปื่อย นับเป็นความศักดิ์สิทธิ์หลังมรณะภาพที่ทิ้งไว้ให้บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รำลึกถึงบารมีและคุณความดีของท่าน

หลวงพ่อขาว และรูปเคารพหลวงพ่ออุตมะ ในวิหารหินอ่อน
       เสร็จจากกราบไหว้สังขารหลวงพ่อ ไกด์น้อย 3 สาว พาเราไปไหว้ “หลวงพ่อขาว” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทำจากหินอ่อนในศิลปะมอญผสมพม่าอันอ่อนช้อยงดงาม
       
       ด้านซ้ายมือของหลวงพ่อขาว(ด้านขวามือเมื่อมองเข้าไป) ทางวัดสร้างเป็นรูปเคารพหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่ออุตตะมาในท่านั่งในมือกำลูกประคำเตรียมโยนคล้องคอลูกศิษย์ดูน่าเลื่อมใสไม่น้อย ในขณะที่ทางฝั่งขวามือของหลวงพ่อขาวมีงาช้าง 1 ข้างตั้งแสดงอยู่ ซึ่งทางวัดเขียนบอกว่าเป็น “งาช้างแมมมอธ” เพราะมีขนาดยาวมาก

เจดีย์พุทธคยา จำลองแบบมาจากอินเดีย
       จากนั้นเราเดินทางต่อไปอีกราวหนึ่งกิโลเมตร เพื่อสัมผัสในความงามของ "เจดีย์พุทธคยา" ที่หลวงพ่ออุตตมะจำลองแบบมาจาก เจดีย์พุทธคยาในอินเดีย โดยสร้างขึ้นในปี 2525 ด้วยแรงงานชาวมอญทั้งชายหญิงประมาณ 400 คนที่ช่วยกันเผาอิฐมอญกว่า 260,000 ก้อนเพื่อก่อสร้างขึ้นเป็นองค์เจดีย์
       
       ด้านหน้าเจดีย์มีสิงห์แบบมอญ 2 ตัวยืนเฝ้าบันไดทางขึ้นหลังคาซ้อนชั้น ที่ทอดยาวพาขึ้นสู่ตัวเจดีย์ทรงเหลี่ยมฐานจัตุรัส สีทองเด่นอร่าม มีเจดีย์เล็กทรงกลมแบบมอญสร้างอยู่บนยอดบนสุด ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ซึ่งหลวงพ่ออัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา
       
       ส่วนใครที่ชอบช้อปปิ้งหรืออยากกระจายรายได้ หลังกราบไหว้เจดีย์แล้ว ก่อนอำลาจากวัดวังก์ อย่าเพิ่งไปไหนไกล เพราะใกล้ๆกับเจดีย์เป็นแผงร้านขายของฝากของที่ระลึก ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องไม้ แป้งทานาคา และสินค้าพื้นเมืองอีกหลากหลาย
       
       หนุ่มๆคนไหนที่แม้จะไม่ชอบช้อปปิ้ง แต่ถ้ามีเวลา เราขอแนะนำให้เดินชมตามร้านค้าแถวนี้ เพราะถ้าโชคดี ตาดี ก็จะพบกับแม่ค้าสาวสวยชาวมอญผิวพม่าตาแขกยืนขายของเรียกลูกค้า จนอาจทำให้หนุ่มๆหลายคนใจละลาย ควักเงินช้อปกันเพลินเกินหน้าเกินตาสาวๆ
       
       เรื่องนี้เราเคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้ว

ชาวมอญสังขละยังคงแนบแน่นในพระพุทธศาสนา
       เสน่ห์วิถีมอญ
       
       ไหนๆพูดถึงสาวมอญแล้ว ไหนๆมีไกด์สาวมอญมานำเที่ยวแล้ว งานนี้ยังไงๆต้องเที่ยวชมวิถีมอญทั้งเก่า-ใหม่ในสังขละบุรีกันเสียหน่อย เพราะที่นี่คือหนึ่งในเมืองมอญอันโดดเด่นของเมืองไทย ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกสัมผัสวิถีมอญของคนที่ไปเที่ยวพักค้างเพียงระยะเวลาสั้น 1-2 คืน ก็คือยามเช้าตรู่เริ่มตั้งแต่พระออกบิณฑบาต
       
       ช่วงเช้าๆแบบนี้ ในฝั่ง(ชุมชน)มอญเราจะได้เห็นชาวมอญทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น เด็กๆ ตื่นแต่เช้ามาเตรียมข้าวเจ้าใส่บาตร หลายคนมาในชุดเต็มยศ นั่งๆ ยืนๆ รอคอย พอพระเดินผ่าน จึงรีบลุกตักข้าวของใส่บาตรอย่างสงบ สำรวม

คึกคักยามเช้าในตลาดสดเมืองสังขละ
       เกิดเป็นภาพชวนประทับใจนักท่องเที่ยวมากมาย จนใครและใครหลายคนอดไม่ได้ที่จะขอตักบาตรยามเช้าร่วมกับชาวมอญอย่างอิ่มเอมใจ ทำให้ปัจจุบันเกิดเป็นธุรกิจจัดเตรียมสำรับสำหรับตักบาตรขึ้นมา ซึ่งก็ต้องตามดูกันต่อไปว่า ความอยากตักบาตรของนักท่องเที่ยวกับความอยากขายของตักบาตรของชาวบ้าน จะสามารถรักษาสมดุลไม่เลยเถิดจนหมดเสน่ห์ของการตักบาตรในสังขละบุรีไป
       
       หลังตักบาตร 3 สาวทรีโอไกด์น้อยมารับ “ตะลอนเที่ยว” พาไปเดินตลาด ไปดูบรรยากาศการจับจ่ายซื้อขาย ดูสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง พร้อมพาไปกินขนมแบบมอญ และกินขนมจีนน้ำยาหยวก(กล้วย)เมนูขึ้นชื่อ ก่อนจะพาเดินซอกแซกชมวิถีชาวบ้านที่โน่นที่นี่ ซึ่งเราพบว่า สาววัยรุ่นชาวมอญบางคนนอกจากจะเป็นมอญยุคใหม่แล้ว พวกเธอยังเป็นมอญทรงเกาหลีอีกด้วย

บรรยากาศสะพานมอญยามต้นราตรี
       สะพานไม้สายคลาสสิค
       
       ใครที่มาเที่ยวสังขละแล้วไม่ได้มาถ่ายรูปกับสะพานมอญหรือมาเดินบนสะพานมอญ เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึงสังขละ เพราะสะพานมอญถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นเป็นเอกอุแห่งเมืองชายแดนแห่งนี้
       
       สะพานมอญ สร้างด้วยไม้ทั้งหมดทั้งตัวสะพานและโครงสร้าง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" สร้างในปี 2538 หลังสร้างเขื่อน 1 ปีทอดข้ามลำน้ำซองกาเลีย โดยมีหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มีความยาว 850 เมตร นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในเมืองไทย
       
       สะพานไม้แห่งนี้ แม้สร้างด้วยฝีมือช่างพื้นบ้าน แต่ว่ากลับดูคลาสสิกทรงเสน่ห์ยิ่งนัก อีกทั้งยังเป็นสะพานที่มีชีวิต จากภาพวิถีชาวแพในลำน้ำเบื้องล่าง และภาพวิถีของผู้คนที่เดินข้ามฝั่งไปมา โดยเฉพาะภาพวิถีชาวมอญ ที่ยามเช้าๆจะเห็นสาวๆชาวมอญทาแป้งทานาคาเดินเทินของบนศีรษะข้ามจากฝั่งมอญไปทำงานฝั่งเมืองกันอย่างคึกคัก

วิถีที่ผูกพันกับสายน้ำในทะเลสาบของชาวสังขละ
       นับเป็นหนึ่งในภาพสุดคลาสสิกภาพหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นสะพานมอญสร้างมา 20 กว่าปี ตากแดดตากลมอยู่ทุกวัน ตากฝนอีกนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังมีคนเดินข้ามไปมาอยู่ทุกวัน ทำให้สะพานแห่งนี้ทรุดโทรมจนวันนี้ต้องซ่อมแซม ปรับปรุงสะพานกันใหม่ แต่ยังคงเปิดให้ผู้คนสัญจรข้ามไปมาตามปกติ
       
       และนับจากนี้อีกไม่นานเราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆของสะพานไม้สายคลาสสิกสายนี้ ซึ่งจะว่าไปคงเทียบไม่ได้กลับความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสังขละบุรีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะตั้งแต่เมืองนี้มีชื่อเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยว อะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่างก็เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งเราอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจะส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงจิตใจ ซึ่งหากวันใดที่น้ำใจชาวสังขละเปลี่ยนแปลงไป วันนั้นมนต์เสน่ห์ของสังขละก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

       *****************************************
       
       ผู้สนใจเที่ยวสังขละบุรีและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในกาญจนบุรี สอบถามที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง รวมถึงติดต่อมัคคุเทศก์น้อย(ไกด์น้อย)นำเที่ยวสังขละ สามารถสอบถามได้ที่ ททท. สำนักงานกาญจนบุรี โทร. 0-3451-1200,0-3451-2500

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
cm_coffee วันที่ : 01/07/2010 เวลา : 12.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cm-arabica
"ลุงรภ"

กำลังหาเวลาก่อนน้ำขึ้นไปชมวัดให้ได้
ตั้งใจหลายเที่ยวแล้วยังไม่ได้ไปเลย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
INDYLOVE วันที่ : 01/07/2010 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

ตามมาดูวิถีมอญ-เมืองบาดาล-สะพานมอญ”...“สังขละบุรี” มีดีไม่มีสร่างจริงๆ ค่ะ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
NumberFive วันที่ : 01/07/2010 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NumberFive
คนโคราชกันเอง กันเอง ไม่ต้องเกรงใจกันดอก

...เป็นที่ที่อยากไปมาก ๆ เลยอ่ะ...
...ฝันมานานแล้ว...ตั้งแต่ดูสารคดีชีวิตชาวมอญ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หนึ่งมิตรชิดใกล้ วันที่ : 01/07/2010 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/skylove
นิราศรักหน้าถ้ำ : ร่ายโคลงร่ำเมรัยอาลัยรัก / กลุ่มเขียนข้าว 

เสน่ห์ของน้ำใจ เสน่ห์ของสังขละ
ภาพสวยมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน