*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1472
  • จำนวนผู้ชม : 1801052
  • จำนวนผู้โหวต : 332
  • ส่ง msg :
  • โหวต 332 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน 2553
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 2385 , 02:16:42 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองจันทบุรี(พระแสงฝักทองลงยาราชาวดี)
       ในการเสด็จพระราชดำเนิน เสด็จประพาส เสด็จประพาสต้น ออกตรวจตราราชการตามหัวเมืองใหญ่น้อยและเยี่ยมเยียนดูสารทุกข์สุกดิบของราษฎร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 มีบันทึก เรื่องเล่า และเกร็ดเล็กน้อยมากมาย
       
       หลายเรื่องคนทั่วไปรับรู้เป็นอย่างดี แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ อย่างเช่น เรื่องราวของพระแสงราชศัสตรา ในรัชกาลที่ 5 ที่ถือเป็นสิ่งของล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองที่มีความสำคัญยิ่งมาจนถึงปัจจุบันนี้
       
       สำหรับที่มาที่ไปของพระแสงราชศัสตรานั้น “สุรินทร์ ดีมี” วัฒนธรรมจังหวัดตราด หนึ่งในผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ให้ข้อมูลว่า พระแสงราชศัสตรา หมายถึง อาวุธมีคมของพระมหากษัตริย์ที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องฟันแทง หมายรวมถึงอาวุธทุกชนิด แต่ในกรณีนี้จะหมายความเฉพาะพระแสงดาบ
       
       ส่วนในเอกสารเรื่อง“พระแสงราชศัสตราประจำเมือง” ที่เรียบเรียงโดย “สำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์” หนึ่งในหน่วยงานหลักที่ต้องการเผยแพร่ให้สาธารณะชนเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ระบุว่า พระแสงราชศัสตรา มีความสำคัญหลักๆ 2 ประการด้วยกัน

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองตราด(พระแสงด้ามฝักทอง)
       ประการแรก พระแสงราชศัสตราประจำเมืองเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ และเป็นสิ่งสำคัญที่พระราชทานไว้เป็นที่ระลึกถึงพระมหากษัตริย์ หรืออีกนัยหนึ่งนั้น พระแสงราชศัสตราแสดงถึงพระราชอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การที่พระมหากษัตริย์พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำมณฑลและเมือง โดยผ่านสมุหเทศาภิบาลมณฑล หรือผู้ว่าราชการเมือง เปรียบดังได้พระราชทานพระราชอำนาจในการปกครองบริหารราชการบ้านเมืองในส่วนภูมิภาคแก่สมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการเมือง ให้ปฏิบัติราชการต่างพระเนตรพระกรรณเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะตัดสินลงโทษแก่ผู้ใดเด็ดขาด เหมือนดังเช่นพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานแก่แม่ทัพในสมัยก่อนอีกต่อไป
       
       ประการที่สอง พระแสงราชศัสตราเป็นอาวุธสำหรับแทงน้ำในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปีในหัวเมือง ซึ่งเดิมใช้กระบี่หรือดาบซึ่งเป็นเครื่องยศที่พระราชทานให้แก่ผู้ว่าราชการเมืองสำหรับแทงน้ำในพิธี ต่อมาเมื่อเลิกประเพณีพระราชทานเครื่องยศในรัชกาลที่ 4 แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริในการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองสำหรับแทงน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสืบมา
       
       โดยในการเสด็จฯเยือนมณฑลฝ่ายเหนือ ในปี พ.ศ. 2444 รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาสำคัญ คือ การขาดอาวุธสำหรับแทงน้ำในการประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในหัวเมือง จึงมีพระราชดำริให้พระราชทานพระแสงราชศัสตราไว้ประจำเมืองต่างๆ เพื่อใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาขึ้นมา

พระแสงราชศัสตราลักษณะต่างๆ
       ในขณะที่ สุรินทร์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความสำคัญของพระแสงราชศัสตราว่า เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยายศอย่างหนึ่งในชุดเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันแสดงฐานะความสำคัญขอพระมหากษัตริย์ และพระราชอำนาจอันเป็นอาญาสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งอดีตตราบจนปัจจุบัน
       
       นอกจากนี้ พระแสงราชศัสตรายังถือเป็นเครื่องราชูปโภคประเภทเครื่องราชศัสตราวุธ ซึ่งหมายรวมถึงพระแสงทุกองค์ ทั้งกระบี่ หอก ดาบ งาว หลาว แหลนฯ ในบรรดาพระแสงเหล่านี้มีพระแสงดาบสำคัญองค์หนึ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกใช้ประจำพระองค์ และถือเป็นพระแสงพระจำรัชกาลด้วย
       
       พระแสงราชศัสตราที่เป็นพระแสงดาบ มีชื่อเรียกเฉพาะองค์แตกต่างกันออกไปตามที่มาและลักษณะของพระแสง ทั้งนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมในการพระราชทานพระแสงราชศัสตรา โดยมิได้มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานเฉพาะบุคคล หากแต่มีพระราชประสงค์จะพระราชทานพระแสงราชศัสตราไว้ประจำตามหัวเมืองใหญ่น้อย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์และเป็นเครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจในการปกครองแผ่นดิน
       
       ทั้งนี้พระแสงราชศัสตราประจำเมืองแต่ละองค์มีการบ่งบอกถึงลำดับขั้นความสำคัญของเมืองที่ได้รับพระราชทาน คือ เมืองสำคัญที่เป็นสถานที่ตั้งมณฑลเทศาภิบาล พระราชทานพระแสงฝักทองลงยาราชาวดี ส่วนเมืองสามัญทั่วไปพระราชทานพระแสงด้ามฝักทอง

ด้ามพระแสงราชศัสตราประจำเมืองตราด
       โดยในรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองมณฑลและเมืองที่เสด็จฯผ่านรวม 13 องค์ และถ้ารวมในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระแสงราชศัสตราพระราชทานรวม 32 องค์ด้วยกัน ในจำนวนนี้มีการอัญเชิญคืนสำนักพระราชวังในภายหลัง 2 องค์ คือพระแสงราชศัสตราประจำเมืองพิชัย และพระแสงราชศัสตราประจำเมืองสายบุรี ส่วนพระแสงราชศัสตราประจำเมืองชุมพรไม่ปรากฏหลักฐานว่าเก็บรักษาไว้ที่ใด
       
       สำหรับเมืองสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเมืองจันทบุรี(มณฑลจันทบุรีในขณะนั้น)และเมืองตราด ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสฯทั้งสองเมืองอยู่บ่อยครั้ง คือมณฑลจันทบุรี 13 ครั้ง และเมืองตราด 12 ครั้ง ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองตราด(พระแสงด้ามฝักทอง)ไว้ในการเสด็จประพาสครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2450 โดยมีพระบริรักษ์ภูธร(ปิ๋ว บุนนาค) ผู้ว่าราชการเมืองตราดมารับพระราชทาน ณ พลับพลาโรงพิธีเมืองตราด
       
       ส่วนพระแสงราชศัสตราประจำมณฑลจันทบุรี(พระแสงฝักทองลงยาราชาวดี) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่ พระยาวิชยาธิบดี ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ที่มารับพระราชทาน ณ พลับพลาโรงพิธี มณฑลจันทบุรี ในวันที่ 15 พ.ย. 2450 ซึ่งเป็นการเสด็จประพาสเมืองจันทบุรีครั้งสุดท้ายเช่นกัน

ด้ามพระแสงราชศัสตราประจำเมืองจันทบุรี
       สำหรับลักษณะของพระแสงราชศัสตราประจำเมืองทุกองค์ จะเป็นดาบไทย ใบดาบตีจากเหล็กกล้าอย่างดีสีขาวเป็นมัน ฝีมือช่างทองหลวง องคต์พระแสงมีความยาวประมาณ 100-110 เซนติเมตร ด้ามยาวประมาณ 31-35 เซนติเมตร ใบยาวปะมาณ 65-75 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร ฝักดาบตกแต่ง สลักเสลาลงลวดลายอย่างสวยงาม ประณีตวิจิตร อาทิ ลายเครือเถา ลายสัตว์หิมพานต์ เป็นต้น
       
       พระแสงราชศัสตรามีสิ่งรองรับส่วนใหญ่มี 2 ลักษณะคือ บันไดแก้ว ที่มีเสา 2 เสาลดหลั่นกัน และ พานแว่นฟ้า ที่เป็นพานทองพระมหากฐิน หรือพานเงิน พานแก้วเจียระไน
       
       อย่างไรก็ตามในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้จะไม่ทรงมีพระราชนิยมที่จะพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองเพิ่มเติม แต่พระองค์ท่านทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้คงธรรมเนียมโบราณประเพณีเกี่ยวกับการทูลเกล้าถวายพระแสงราชศัสตราไว้
       
       โดยจังหวัดใดที่เคยได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอัญเชิญพระแสงราชศัสตราประจำเมืองเพื่อทูลเกล้าถวายคืนพระองค์จนกระทั่งเมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ จึงพระราชทานคืนโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แทนในการรับพระราชทานคืนตามธรรมเนียมเดิม
       
       สำหรับเรื่องนี้ สุรินทร์ ให้ข้อมูลว่า ธรรมเนียมโบราณราชประเพณีของการทูลเกล้าฯ ถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองแด่พระมหากษัตริย์เมื่อพระองค์เสด็จฯประทับ ณ เมืองนั้นๆถือเป็นแบบอย่างธรรมเนียมโบราณราชประเพณีที่สมควรจะอนุรักษ์สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้วยเป็นเอกลักษณ์อันบ่งบอกวิถีชีวิตของคนไทยทุกหมู่เหล่าที่ล้วนผูกพันและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงดำรงฐานะเป็นองค์พระประมุขของชาติมานับแต่ครั้งอดีตตราบจนปัจจุบัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 พฤศจิกายน 2553 14:31 น.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 อิศรา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ไทยนิกร วันที่ : 03/11/2010 เวลา : 07.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thainikorn

เรื่องนี้มีประโยชน์ต่อผู้สนใจทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างมาก อยากให้นำเผยแพร่อีกครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน