*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1472
  • จำนวนผู้ชม : 1801049
  • จำนวนผู้โหวต : 332
  • ส่ง msg :
  • โหวต 332 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม 2553
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 2159 , 19:57:34 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สุวิริโย โหวตเรื่องนี้

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่

ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ 



ประวัติความเป็นมา 


วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน

เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา




ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย 

ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
 


การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ 
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก 
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย 

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่ 
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร 
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ 

วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่ 
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย
 

 


เพลงวันปีใหม่
 (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง) 

ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ


สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ 



เกี่ยวกับ เพลงพรปีใหม่ 

            เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร และประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่ แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง "พรปีใหม่" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495 

 


 โดย :จิ้มจุ่ม

นับถอยหลัง เคานต์ดาวน์ธรรม "สวดมนต์ข้ามปี" เทรนด์รักดีของคนรุ่นใหม่



เมื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีผู้คนจะแห่ไป "เคานต์ดาวน์" กันตามย่านใจกลางเมือง ผับดัง ๆ หรือบินไกลไปนับถอยหลังถึงต่างประเทศ เพื่อให้ชีวิตได้ก้าวข้ามปีด้วยความสนุกสนานครื้นเครงเคล้าด้วยแอลกอฮอล์

แต่ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ข้ามถึง 1 มกราคม 2554 ของปีนี้ดูจะพิเศษกว่าปีก่อน ๆ

พิเศษตรงที่เป็นปีแห่งการเกิด "เคานต์ดาวน์ธรรม" อย่างแพร่หลายที่สุดทั้งในรูปแบบของการเข้าร่วมกิจกรรมในวัด ไปจนถึงการสวดมนต์ข้ามปีแบบออนไลน์ !

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มูลนิธิศึกษาธิการ มูลนิธิวัดปัญญา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่เริ่มจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี 2551 จนมีจำนวนวัดเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี กระทั่งปีนี้ได้มีความร่วมมือจากหลาย หน่วยงาน การเคานต์ดาวน์ธรรมจึงส่งพลังแห่งกุศลแรง !

นายประญัติ เกรัมย์ ผู้ประสานงานโครงการสวดมนต์ข้ามปี เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ"
ว่า ในปีนี้ถือได้ว่าเราจัดงานยิ่งใหญ่ขึ้น เพราะมีการประสานงานกันหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่ายวัด 45 วัดใน 20 จังหวัดที่มีกิจกรรมนี้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจะมีการขยายผลเพิ่มเติมไปยังวัดใกล้เคียงเพื่อทำกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และยังมีการประสานงานผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและภาคีเครือข่าย มูลนิธิวัดปัญญา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนเครือข่ายวัดที่มีเว็บไซต์ 46 วัด

ทั่วประเทศ ตลอดจนได้กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย แห่งดีซี คอนซัลแทนส์

เคานต์ดาวน์ธรรมสวดมนต์ข้ามปี 2553 รับปี 2554 จึงได้รับการสนับสนุนจากวัดทั่วประเทศ ซึ่งมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติสนับสนุนให้วัด 3 หมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศ สถานที่ปฏิบัติธรรม 1,000 กว่าแห่ง และวัดไทยในต่างประเทศอีก 79 วัด จัดสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเป็นสิริมงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

น่าสนใจคือ ในปีนี้มีการสวดมนต์ข้ามปีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ http//t.stopdrink.com เป็นครั้งแรก !

"ปีนี้นอกจากเราจะมีการถ่ายทอดสดการสวดมนต์ข้ามปีผ่านทางช่อง 9 และช่อง 11 จากวัดราชนัดดาฯ และวัดสระเกศฯแล้ว เรายังมีการสวดมนต์ข้ามปีผ่านโลกออนไลน์ให้กับผู้ที่ไม่สะดวกจะ

เดินทางไปวัดด้วย โดยจะออนไลน์จากวัดคลองตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กิจกรรมนี้น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้คนหันมาเคานต์ดาวน์ธรรมกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่น่าจะให้ความสนใจกันมาก เพราะเรามีเครือข่ายมหาวิทยาลัยรับน้องปลอดเหล้าอยู่แล้ว ขณะนี้แอลกอฮอล์แทรกซึมอยู่ในสื่อออนไลน์ เราจึงอยากดึงเยาวชนเข้ามาสนใจเรื่องธรรมะแทน"

...เราตั้งใจจัดกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนค่านิยมจากเดิม ที่บ้านเราเคานต์ดาวน์มาบูมเมื่อปี 2000 จนถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว 10 ปี ทุกครั้งที่จัดเคานต์ดาวน์เรามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมาย เวลามีเคานต์ดาวน์เราหนีไม่พ้นเรื่องของแอลกอฮอล์ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามีเคานต์ดาวน์ธรรมน่าจะทำให้เกิดความสงบสุขเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ท.พ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เชื่อว่าการสวดมนต์คือความเป็นมงคลหนึ่งในชีวิต หากในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ชาวไทยได้มาร่วมกัน "สวดมนต์ข้ามปี" จะเป็นการเริ่มต้นสิ่งดี ๆ ให้ชีวิต และแรงแห่งความตั้งใจดีจะเป็นพลังส่งให้ความดีงามเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

และในปี 2554 นี้ค่านิยมในการเคานต์ดาวน์ธรรม ดูท่าจะได้รับความสนใจจากผู้คนไม่น้อย เนื่องจากผลวิจัยที่ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เผยสำรวจอันเกี่ยวเนื่องกับการสวดมนต์ข้ามปี ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 53.9 สนใจจะเข้าร่วมโครงการสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี ในปีใหม่ ขณะที่ร้อยละ 46.1 ไม่สนใจ

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนที่สนใจส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.8 ยังไม่ทราบสถานที่ที่จะไปร่วมสวดมนต์ข้ามปี และร้อยละ 87.0 ไม่ทราบข้อมูลจากวัดใกล้บ้านว่าจะมีการสวดมนต์ข้ามปี

สำหรับวัดที่ได้รับความสนใจไปเคานต์ดาวน์ธรรม อาทิ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดราชนัดดาวรวิหาร, วัดเทวราช กุญชร, วัดยานนาวา, วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร, วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และวัดอื่น ๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

เช่นเดียวกับงาน "ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ 2554" ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมา เป็นปีที่ 5 และได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลามกว่าหมื่นคนทุกปี โดยปีนี้จัดงานตั้งแต่ 16.00 น.ของวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และ 00.19 น.ของวันที่ 1 มกราคม 2554

พระธรรมสิทธินายก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศกล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดเป็นปีที่ 5 แล้ว ซึ่งทุกปีได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากมีผู้มาเข้าร่วมเกือบหมื่นคน และคาดหวังให้มีผู้เข้าร่วมเป็นหลักล้านในอนาคต

ด้าน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนากล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้คือ ต้องการให้ประชาชนมีความพร้อมในการระลึกสติในตนเอง ตั้งใจทำในสิ่งที่ดี ซึ่งการฟังธรรมนั้นจะเป็นการสร้างบุญกุศลให้กับตนเอง ไม่หลงใหลในอบายมุข และคาดหวังให้ครอบครัวและประชาชนรับสิ่งดี ๆ แก่ตนเอง ให้ฟังธรรมเพื่อเป็นการพิสูจน์และนำไปปฏิบัติเพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น

เคานต์ดาวน์ทางโลกแล้ว หันมาเคานต์ดาวน์ทางธรรมบ้างก็น่าจะดี ยิ่งหากมีการผลักดันให้การสวดมนต์ข้ามปีเป็นวาระแห่งชาติดังที่เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ ได้ร่วมกันผลักดันไปยังรัฐบาล ก็น่าจะทำให้แผ่นดินไทยกลายเป็นแผ่นดินทองแผ่นดินธรรมอันแท้จริง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ประจิ้มประเจ๋อ วันที่ : 01/01/2011 เวลา : 01.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuiboc
สะเปะสะเปือยเรื่อยเปื่อยอยู่เรื่อยไป & รัก"ทองกบ"ที่โลกในสุดเลย! โอ้เย่เย๊เย่  ฮ่าๆๆและ+อีก28.75ฮ่า...จิ้มมียิ้มสุข...ยิ้มสุขส่งให้ด้วยใจเปี่ยมสุข สวัสดีครับผม



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กนิษฐ์ วันที่ : 31/12/2010 เวลา : 20.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanis
แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า  แต่จิตวิญญาณยังแข็งแกร่ง


ส่งสุขปีใหม่ ๒๕๕๔

จากใจนิสจ้า..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน