*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 1486
  • จำนวนผู้ชม : 1899631
  • จำนวนผู้โหวต : 338
  • ส่ง msg :
  • โหวต 338 คน
เที่ยวงานศาลาไทยที่ Bad Homburg 4-5 กรกฏาคม2009

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< มกราคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
46 คน
ท่องเที่ยว
98 คน
อาหาร
63 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
22 คน
ทั่วไป
28 คน

  โหวต 257 คน
วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม 2564
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 531 , 14:35:38 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”

หนังสือประวัติชีวิตครอบครัวมิชชั่นนารีอเมริกัน ตระกูลแมคฟาแลนด์

คุณพระอาจวิทยาคม ยอรจ์ บรัดเลย์ แมคฟาแลน

'กลุ่มอิฐก้อนแรก' ผู้ร่วมก่อตั้งราชแพทย์วิทยาลัย ศิริราช

ฝรั่งมิชชั่นนารีทั้งครอบครัวโอนใจเป็นไทย!

ตั้งโรงเรียนแพทย์ คิดพิมพ์ดีดภาษาไทย!

...

แม้ในสมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีความสะดวกสบายเหมือนทางตะวันตก แต่วิถีชีวิตความเป็นไทยก็มีเสน่ห์ ทำให้คนหลายชาติหลายภาษาเลือกเอาเมืองไทยเป็นเรือนตายแทนถิ่นเกิด หลายคนกลายเป็นต้นสกุลไทยในวันนี้ และได้สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยไว้มาก รายที่จะเล่าในวันนี้ต่างโอนใจเป็นไทยทั้งครอบครัว ตั้งแต่พ่อแม่ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา กับลูกชายหญิงอีก ๔ คนที่เกิดในเมืองไทย ต่างก็สร้างผลงานให้เป็นที่ระลึกไว้จนถึงวันนี้ พร้อมหนังสือชีวประวัติที่ประกาศว่า “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”

ครอบครัวที่ว่านี้ก็คือครอบครัว “แมคฟาร์แลนด์” เริ่มด้วยรุ่นพ่อรุ่นแม่ คือ ศาสนาจารย์ แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์ และ เจนนี แมคฟาแลนด์ ภรรยา ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน ได้เดินทางเข้ามาในปี ๒๔๐๓ สมัยรัชกาลที่ ๔ ในปีต่อมาจึงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งสถานีมิชชันนารีขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๔ คน เกิดในเมืองไทยทั้งหมด ๓ คนแรกเป็นชาย คนที่ ๔ เป็นหญิง เติบโตที่จังหวัดเพชรบุรี จนพูดภาษาไทยเป็นสำเนียงคนเมืองเพชร์

คนสำคัญในพี่น้องทั้ง ๔ คนนี้ก็คือคนที่ ๓ ชื่อ ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาแลนด์ เหตุที่มีชื่อกลางว่าบรัดเลย์นั้น ก็เนื่องจากตอนคลอดมีปัญหาบางอย่างที่บิดามารดาเกรงว่าการแพทย์ที่เพชรบุรียังไม่ปลอดภัยพอ จึงนั่งเรือ ๓ วัน ๒ คืนมากรุงเทพฯให้หมอบรัดเลย์ทำคลอดให้ เลยเอาชื่อหมอบรัดเลย์มาเป็นชื่อด้วยเหมือนผู้ให้กำเนิด

เมื่อยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์อายุได้ ๙ ขวบ ได้ไปอเมริกาพร้อมกับครอบครัวทั้ง ๖ คน แต่กลับมาแค่ ๔ เพราะวิลเลียมและเอ็ดวินพี่ชายอยู่เรียนที่อเมริกา ยอร์ชกลับมาได้เข้าโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดให้ตั้งขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยาน ฝั่งธนบุรี เพื่อเป็นที่เรียนของพระบรมวงศานุวงศ์และบุตรขุนนางข้าราชการ โดยมีศาสนาจารย์แซมมูเอลบิดาของยอร์ชเป็นอาจารย์ใหญ่

เมื่อจบแล้วยังช่วยสอนอยู่ ๒ ปีก่อนจะไปศีกษาต่อที่อเมริกาในปี ๒๔๒๗ ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์แล้ว ได้ไปฝึกการผ่าตัด พร้อมศึกษาวิชาทำฟันได้ปริญญาทันตแพทย์มาอีกปริญญาหนึ่ง เมื่อกลับมาเมืองไทยในปลายปี ๒๔๓๔ ก็ได้รับภาระจากนายแพทย์เฮย์วาร์ด เฮย์ หรือ “หมอเฮย์” แพทย์ประจำราชสำนักซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเรียนการแพทย์ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช เริ่มเปิดสอนในปี ๒๔๓๓ มีชื่อว่า “โรงเรียนแพทยากร” แต่หมอเฮย์เพิ่งมาเมืองไทยได้ ๒ ปี พูดภาษาไทยยังไม่แข็งแรง เลยสอนด้วยความยากลำบาก ทำให้นักเรียนที่สนใจมาเรียนพากันทยอยออกไป เลยมอบภาระนี้ให้หมอยอร์ช หมอหนุ่มวัย ๒๖ รับภาระต่อ

หมอยอร์ชได้แก้ปัญหาโดยเรียบเรียงตำราแพทย์ขึ้น บัญญัติศัพท์ต่างๆเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่าย นอกจากนั้นยังนำอุปกรณ์การสอนสมัยใหม่มาใช้ อย่างเครื่องฉายกระจกสไลด์ ทำให้ได้รับความสนใจและก้าวหน้าขึ้น เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนราชแพทย์วิทยาลัย จนกลายเป็น “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล” ในปัจจุบัน ซึ่ง ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ ยกย่องท่านว่าเป็น “อิฐก้อนแรกของศิริราช”

ท่านผลิตนักศึกษาแพทย์อยู่ถึง ๓๕ ปีจนเกษียณอายุราชการในปี ๒๔๖๙ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์เอก และศักดิ์เป็นพระอาจวิทยาคม

นอกจากนี้ หมอยอร์ชยังได้ชื่อว่าเป็นหมอฟันอเมริกันคนแรกของบางกอกด้วย โดยใช้เวลาช่วงบ่ายเปิดสำนักงานทำฟันขึ้นที่ปากคลองตลาดในปี ๒๔๓๕ ช่วยบรรเทาโรคปวดฟันให้ประชาชนทั่วไป ตลอดจนถึงในพระราชวังได้มาก ทั้งยังสั่งฟันเทียมสีดำตามความนิยมเข้ามาด้วย แต่ก็ต้องเลิกกิจการไปในปี ๒๔๓๙ เพราะต้องพาบิดาไปอเมริกา

เมื่อกลับมาหมอยอร์ชมีภรรยากลับมาด้วย ชื่อ แมรี รูท แต่อยู่ด้วยกัน ๒๒ ปีเธอก็เสียชีวิต หมอยอร์ชแต่งงานใหม่อีกครั้งกับ เบอร์ทา เบล๊านท์ ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ซึ่งหมอยอร์ชมีส่วนช่วยส่งเสริมโรงเรียนนี้มาตั้งแต่ย้ายมาจากวังหลัง นอกจากขายที่ดินให้ในราคาที่ซื้อมาแล้ว ยังบริจาคที่ดินให้อีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้หมอยอร์ชกับภรรยาคนหลัง ยังได้สร้างโรงเรียนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซี่งบันทึกไว้ว่า

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเล็กๆแปลงหนึ่งได้ที่สะพานสว่าง ข้าพเจ้ากับภรรยาได้เป็นผู้สนับสนุนในการเงินให้ตั้งโรงเรียนสตรีที่นั่น แหม่มโคล์เป็นผู้ควบคุม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๒๒ ข้าพเจ้าก็ยกโรงเรียนเป็นกรรมสิทธิ์ให้แก่อเมริกันเพรสไบทีเรียนเพื่อความมั่นคงสืบไปในอนาคต และขอร้องให้เขาใช้ชื่อว่า โรงเรียนเยนเฮส์เมมโมเรียล เพื่อเป็นอนุสรณ์ของมารดาผู้ได้พลีกำลังในชีวิตของท่าน เพื่อการศึกษาของหญิงในจังหวัดเพชรบุรี”

เมื่อสมัยบิดาไปเปิดสถานีมิชชันนารีที่เมืองเพชรบุรี มารดาของท่านได้เปิดโรงเรียนฝึกหัดสตรีขึ้นที่นั่น สอนวิชาการทั่วไปและการเย็บปักถักร้อย โดยนำจักรเย็บผ้ามาใช้เป็นครั้งแรก นั่นก็คือจุดกำเนิดของโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ในปัจจุบัน

มารดาของท่านยังสอนบุตรธิดาทุกคนให้สำนึกว่า สยามคือแผ่นดินแม่ ต้องทดแทนบุญคุณ ลูกทุกคนที่ไปศึกษาที่อเมริกาจึงกลับมารับราชการทุกคน วิลเลี่ยม ลูกชายคนโต เข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ ๗ ปี เป็นผู้เขียนตู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้น ทั้งยังคิดคำที่ใช้ในการทหารในภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยขึ้น เช่น กลับหลังหัน วันทยาวุธ เป็นต้น

เอ็ดวิน ลูกชายคนที่ ๒ เข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ ในตำแหน่งเลขานุการในพระองค์กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดี ในปี ๒๔๓๔ เอ็ดวินได้ขอลาราชการไปอเมริกา และได้เห็นเครื่องพิมพ์เอกสารที่เรียกว่า Typewriter หรือ พิมพ์ดีด เกิดความคิดว่าน่าจะทำแบบเป็นภาษาไทยได้บ้าง จึงติดต่อกับบริษัทสมิธพรีเมียร์ ซึ่งเพิ่งผลิตรุ่นแรกออกมาในปี ๒๔๓๓ หาทางทำเป็นภาษาไทยซึ่งมีอักษรและพยัญชนะมากกว่าภาษาอังกฤษถึง ๒ เท่า แม้ทำแป้นพิมพ์เป็น ๗ แถวๆละ ๑๒ ตัวก็ยังเกินแป้นอีก ๒ ตัว ในที่สุดเอ็ดวินก็ตัดสินใจตัดตัว “ซ” และตัว “ฅ” ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้ จนสำเร็จในปี ๒๔๓๕ นำมาทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยมาก รับสั่งให้ทำมาอีก ๑๗ เครื่องใช้ในราชการ

เมื่อเอ็ดวินถึงแก่กรรม ได้ทำพินัยกรรมมอบกรรมสิทธิ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยให้หมอยอร์ชผู้น้องชาย ซึ่งได้ทำอย่างจริงจังเปิดเป็นห้างขายในชื่อ “ห้างสมิธพรีเมียร์” ในปี ๒๔๔๐ ปรากฏว่าขายได้เป็นพันๆเครื่อง ต่อมาจึงขายลิขสิทธิ์ให้บริษัทเรมิงตัน

ในบั้นปลายชีวิต หมอยอร์ชมีสุขภาพไม่ค่อยสมบูรณ์นัก และล้มป่วยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะถูกกักตัวอยู่ในบ้านหลังจากกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาเพราะมีเชื้อชาติเป็นอเมริกัน อาการไส้เลื่อนของคุณหมอได้กำเริบขึ้น ต้องได้รับการผ่าตัดด่วน แต่กว่าญาติมิตรจะขออนุญาตนำไปถึง ร.พ.จุฬาลงกรณ์ได้ คุณหมอกก็ต้องรอคอยด้วยความเจ็บปวดอยู่ถึง ๑๒ ชั่วโมง

ในที่สุด นายแพทย์ ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ หรือ มหาอำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม ก็จากไปในวัย ๗๕ ปี ตายในสยามบ้านเกิด ที่คุณหมอได้สร้างคุณประโยชน์ให้มาตลอดชีวิต สมดังชื่อหนังสืออัตชีวประวัติที่คุณหมอตั้งชื่อว่า “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”

ที่มา : หนังสือ “ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม”

https://board.postjung.com/1267174

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน