*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-22
  • จำนวนเรื่อง : 442
  • จำนวนผู้ชม : 443084
  • จำนวนผู้โหวต : 101
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน
บ้านที่พัทยา

ขอเชิญแวะเที่ยวบ้านกันค่ะ มีผลไม้และดอกไม้ให้ได้ชมกัน

View All
<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
4 คน
ท่องเที่ยว
2 คน
อาหาร
1 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
0 คน
ทั่วๆไป
0 คน
บ้านและสวน
1 คน
เกร็ดความรู้
0 คน
ช่องทางทำกิน
2 คน
สุขภาพความงาม
2 คน
ต่างประเทศ
1 คน

  โหวต 13 คน
วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม 2553
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 3427 , 00:17:32 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์15 กรกฎาคม 2553 09:18 น.
       - เปิดบิ๊กนักการเมืองในอดีต-ปัจจุบันทำชาติเสียดินแดน
       - สาวลึกพบผลประโยชน์มหาศาล ล่อใจนักการเมือง-ข้าราชการ-ทหาร ยอมให้เขมรฮุบแผนดินไทย
       - ฟันธงทุกพรรคการเมืองวัวสันหลังหวะ ไม่กล้าเดินหน้าแก้ปัญหา
       - นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศพบช่องทางทวงแผ่นดินคืน

  ประเด็นเรื่องเสียดินแดนให้เขมรยังคุกรุ่น เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องแก้ไขให้ได้ แต่ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปได้เสียที จากการพลิกปูมย้อนหลังพบว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งพรรคการเมืองใหญ่ อย่างประชาธิปัตย์ เครือข่ายของระบอทักษิณ ข้าราชการ ทหาร ล้วนอยู่ในเครือข่ายเชื่อมโยงกันด้วผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือผลประโยชน์ชาติ เหนืออธิปไตยดินแดน แทบทั้งสิ้น จนอาจนำไปสู่การเสียดินแดนที่คนไทยทุกคนล้วนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้ง
       
       1.ชวน หลีกภัย
       หัวขบวน มาตราส่วน 1:200,000

       ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเท็จจริงสำคัญ คือ MOU 2543 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เกิดขึ้นในยุคสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในปี 2543 โดยมีการอนุมัติให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศในครั้งนั้นไปลงนาม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 หรือ 10 ปีที่ผ่านมา
       
       เนื้อหาของเอ็มโอยู ดังกล่าว มีการกล่าวถึงแผนที่ แต่ไม่ได้ระบุถึงแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 เพียงแต่ กำหนดว่า “แผนที่ ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 หรือสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907...” แต่ด้วยเหตุความเข้าใจผิดหรือตีความผิดของข้าราชการกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้น หรือเพราะยอมจำนนด้วยคำพิพากษาของศาลโลก ทำให้เข้าใจว่า แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น และกัมพูชานำมาใช้ เป็นแผนที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนจริงๆ
       
       ยิ่งตอกย้ำความเข้าใจชัดเจนขึ้นไปอีก เมื่อหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง คือ บันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 2 โดย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักการเมืองต่างประเทศ เสนอโดย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอให้อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นผู้ลงนามอนุมัติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ก่อนให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศไปลงนาม MOU 2543 เพียง 2 วัน
       
       ในบันทึกผลการประชุม JBC ครั้งนั้น ระบุ แผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนอย่างชัดเจนในเนื้อหา ข้อ 2.1 หัวข้อ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เรื่อง พื้นฐานทางกฎหมาย เกี่ยวกับ การสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกจะดำเนินการ โดยใช้เอกสารหลักฐานที่ผูกพันไทยและกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือ อนุสัญญา ลงวันที่ 13 กุมภาพันธุ์ ค.ศ. 1904 สนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 กับพิธีสารแนบท้ายและแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มาตราส่วน 1:200,000 ผลของการลงนามมอบหมายให้ตัวแทนรัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศไปเซ็นMOU 2543 และบันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 2 จึงทำให้ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเกี่ยวโยงกับ แผนที่มาตราส่วน1:200000 ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและอินโดจีน อันเป็นพื้นฐานของการใช้แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งที่ในข้อเท็จจริงตั้งแต่ปี 2505 เป็นต้นมาประเทศไทยยังยึดถือสันปันน้ำตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 เป็นแนวเขตแดนตลอดมา
       
       จากคำยืนยันของผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ดร.สมปอง สุจริตกุล ระบุว่า เนื่องจากปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดงรักหรือเขาบรรทัดในเขตแดนไทยซึ่งต่อกับเขตแดนกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ.1905-1907 คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม สยาม-ฝรั่งเศสได้ไปตรวจสอบแล้วเห็นว่า การกำหนดเขตแดนในบริเวณทิวเขาดงรักโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลักตามสนธิสัญญา ค.ศ.1904 นั้นชัดแจ้งอยู่แล้ว ดังนั้น เส้นสันปันน้ำจึงเป็นเส้นกำหนดเขตไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นที่ยอมรับมาโดยตลอดและไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขตั้งแต่ปี ค.ศ.1904 จนถึงปัจจุบันโดยไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้งหรือให้ความเห็นเป็นอย่างอื่น และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้นอกจากได้รับความยินยอมเห็นชอบจากภาคีคู่สัญญา
       อีกทั้งประเทศไทยก็ไม่เคยยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำเพียงฝ่ายเดียว เพราะแผนที่ดังกล่าวไม่ได้ยึดหลักตามภูมิศาสตร์ หรือไม่ยึดหลักสันปันน้ำที่ถูกต้องตามหลักสากล อีกทั้ง ยังส่งผลให้กินพื้นที่วัดเข้ามาในดินแดนไทย ตัวปราสาทพระวิหารและรอบปราสาทพระวิหารกว่า 3,000 ไร่ และยังกินดินแดนเข้ามาอีกหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี ศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราดรวมพื้นที่เกือบ 2 ล้านไร่ นำมาซึ่งการประท้วงของเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และชาวบ้านในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
       
       2.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
       MOU 2543 จุดเริ่มต้นปัญหา

       อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลชวน 2 ที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับ MOU 2543 เพราะเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของประเทศไปลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เมื่อ 10ปีที่ผ่านมา อันเป็นจุดเริ่มต้นของปมปัญหาเรื้อรังเขตแดนไทย-กัมพูชามายาวนาน เนื่องจาก ทำให้มีการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 กันถ้วนหน้า ในการทำบันทึกข้อตกลง MOU 2543 MOU 2544 TOR 2546 และ JC 2551 ตั้งแต่นับตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน ผ่านรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย อาทิ รัฐบาลยุคชวน หลีก ยุคทักษิณ ชินวัตร ยุคสมัคร สุนทรเวช ยุคสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
       
       ทั้งนี้ ท่าทีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ต่อเรื่องนี้ ปรากฏแต่เพียงว่า “เราปฏิเสธประวัติศาสตร์ไม่ได้” กระทั่ง ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไทยคดีศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเครือข่ายภาคประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2543 รวมทั้งให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงความรับผิดชอบด้วยการบอกต่อ ประชาชนว่า ตนมีส่วนทำให้เกิดความผิดพลาดและจะมีผลกระทบรุนแรงต่อประเทศชาติ เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยรับรองหรืออ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เลย อีกทั้งยังเสนอให้รัฐบาล อันมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ สมควรแสดงความเป็นผู้นำยกเลิก MOU 2543อย่างเร่งด่วน
       
       ไม่เพียงกำหนดแผนที่ ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ใน MOU 2543 ยังได้กำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และเครือข่ายภาคประชาชน ว่า ถูกครอบงำหรือยอมจำนนด้วยคำพิพากษาของศาลโลกตั้งแต่ปี 2505 เพราะบรรดาตัวแทนที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาแต่งตั้ง โดยฝ่ายไทยล้วนเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความมั่นคงในอธิปไตยและผลประโยชน์ดินแดนไทย ไม่ว่า ตำแหน่งประธาน JBC เป็นของกระทรวงต่างประเทศ และกรรมการ ได้แก่ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด เจ้ากรมแผนที่ทหาร เจ้ากรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ ผู้แทนมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อธิบดีกรมการปกครองและอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น
       
       3.วศิน ธีรเวชญาณ
       ประธานเจซีบีฝ่ายไทย-ใฝ่เขมร

       บทบาทของประธาน JBC คนนี้ เริ่มเป็นที่จับตาต่อสาธารณชนทันที เมื่อเขาออกมายอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชาเปิดเผยขึ้นมา และปรากฏต่อสื่อหลายต่อหลายครั้งว่า เขามีข้อมูลและทัศนคติเรื่องแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ นำไปสู่การสืบค้นประวัติ พบว่า วศินดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายในปี 2543 โดยเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกระทรวงต่างประเทศตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีและได้รับตำแหน่ง ประธาน JBC ฝ่ายไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึงปัจจุบันก็ยังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลปัจจุบัน
       
       จุดยืนในการยอมรับเรื่องการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ ทำให้มีเสียงสะท้อนจากสื่อสาธารณะและสังคมให้เปลี่ยนตัว หรือเสนอให้ปลดออกจากประธาน JBC ฝ่ายไทย โดยนักวิชาการด้านโบราณคดีที่ศึกษาในบริเวณพื้นที่แถบชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดศรีษะเกษที่เคยไปร่วมให้ข้อมูลกับ วศิน ต่อคณะกรรมาธิการศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ได้ส่งความเห็นมายังภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร ด้วยเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญๆ เช่น เขาทำงานโดยแสดงความเชื่อมั่นว่า ศาลโลกตัดสินไทยแพ้คดี โดยให้ประสาทและแผ่นดินเป็นของเขมร ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลโลกที่ตัดสินให้เสียเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น
       
       นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนผลงานที่นภดล ปัทมะไปทำแถลงการณ์ร่วม ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง โดยให้ความเห็นแย้งกับปปช.และศาลในวันที่ 28 ตุลาคม 2552 และยังถูกตั้งข้อสังเกตในการทำงานว่าไม่ศึกษาปัญหาสำคัญที่เกิดต่อประเทศชาติและไม่รับรู้ว่า ถ้าไทยยอมรับการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว และไทยไม่ยอมรับมาโดยตลอดในการต่อสู้ระหว่างถูกฟ้องต่อศาลโลก ทำให้เกิดความเสียหายมากหรือน้อยเพียงใด อีกทั้งยังมีความเห็นในหลักเจรจาสนับสนุนการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา เรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา
       
       4.ทักษิณ ชินวัตร
       นำทีม ทำไทยเสียพื้นที่

       พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสำคัญที่สุดอีกบุคคลหนึ่งซึ่งมีส่วนทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเสียเขตแดนซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนให้กัมพูชามากที่สุด เพราะในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทักษิณได้วางตัวบุคคลใกล้ชิดและไว้ใจมากที่สุดมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รวมถึงตำแหน่งสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสานต่อภาระกิจที่จะยกพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา ให้กัมพูชาโดยโปร่งใส ไม่มีข้อครหานินทาจากทุกฝ่าย เพื่อแลกกับการเข้าไปทำธุรกิจในเกาะกง
       
       รวมทั้งผลประโยชน์ที่จะได้จากการทำธุรกิจพลังงานในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของโลกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและยังไม่เคยมีการขุดเจาะขึ้นมาใช้เลย ซึ่งทักษิณรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานจะสร้างรายได้อย่างมหาศาลในอนาคต ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจไอทีอีกต่อไปเริ่มจากสมัยรัฐบาล ทักษิณ 1 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ได้มีการลงนามแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเล (โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา) โดยข้อความในแถลงการณ์ร่วมข้อ 13 ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความตั้งใจมั่นที่จะดำเนินการปักปันเขตแดนทางบกระหว่างกันให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
       
       นอกจากนี้ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ได้มีการจัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมทางบกของ JBC หรือTOR2546โดยระบุในข้อ 1.1.3 และข้อ 4 เรื่องขั้นตอนการสำรวจและจัดวางหลักเขตแดนว่า ให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เป็นพื้นที่ของการดำเนินงานในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งเป็นมาตราส่วนของ“แผนที่ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเองเพียงฝ่ายเดียว”
       
       5. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
       แลกพื้นที่ทับซ้อน ทำธุรกิจ

       สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นบุคคลที่ทักษิณวางตัวให้เข้ามาจัดการเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยแลกพื้นที่ทับซ้อนกับการเข้าทำธุรกิจในกัมพูชา โดยสุรเกียรติ์ได้ประชุมกับฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 ณ กรุงพนมเปญ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงในหลักการพื้นฐาน เกี่ยวกับการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชาเห็นชอบที่จะเชื่อมโยง ช่องตาเฒ่า ซึ่งเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามผลักดันให้เปิดเป็นจุดผ่านแดนเพื่อการค้าและการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการก่อสร้าง Casino และ Entertainment Complex รองรับอยู่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร
       
       6. สมชาย วงศ์สวัสดิ์
       นอมินี "ทักษิณ"

       สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และน้องเขย ทักษิณ ชินวัตร โดยรัฐสภาไทยได้มีการประชุมลับ และลงมติเรื่องกรอบการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ให้รับรอง MOU 2543 และ TOR 2546 ซึ่งมีการระบุว่าการเจรจา การสำรวจและปักปันเขตแดนให้เป็นไปตามมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเองเพียงฝ่ายเดียว โดยสมาชิกรัฐสภา(ฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา) ลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียง 406 ต่อ 8 งดออกเสียง 2 คน ไม่เว้นแม้แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านที่ลงมติ เห็นชอบ กับวาระดังกล่าวด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของสมชาย กับกัมพูชา เห็นได้จากการเปิดถนนหมายเลข 48 และสะพาน 4 แห่ง เชื่อม จ.ตราด-เกาะกง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2551 จึงปรากฏร่างของสมชายทั้งที่ไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ
       
       7. นพดล ปัทมะ
       รับไม่ต่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก

       นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความ และโฆษกประจำตัว ทักษิณ ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมและแผนที่แนบท้าย ตามที่ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้เปลี่ยนชื่อแผนที่เป็นแผนผังแทน โดยให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนอยากระบุให้ชัดเจน เมื่อขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกจะไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว
       
       โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 มีการหารือร่วมกันระหว่าง นพดล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สก อัน ในประเด็นที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยนพดล ยืนยันท่าทีของไทยว่าจะให้การสนับสนุนในหลักการการขึ้นทะเบียนดังกล่าว แต่จะต้อง หารือถึงพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหาร
       
       ต่อมา วันที่ 6 มิถุนายน 2551 รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งแผนที่ให้ฝ่ายไทย ตามที่ได้ตกลงเบื้องต้นในเดือนพฤษภาคม 2551 แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดให้สาธารณชนและรัฐสภาได้รับทราบ แต่นำเข้าอนุมัติอย่างมีเงื่อนงำในวัน ที่ 17 มิถุนายน 2551 โดยอ้างเพียงว่าได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติแล้ว
       
       **********
       
       แผนเบื้องลึก ขุมทรัพย์เขาพระวิหาร
       
       เป็นเรื่องที่คารังคาซังมานาน สำหรับปัญหาบริเวณเขาพระวิหาร และการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย 1 ในเรื่อง ซึ่งเป็นที่มาเหตุความขัดแย้งคือ “ผลประโยชน์” เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มนักการเมือง และนักธุรกิจกลุ่มนายทุนได้วางแผนฮุบพื้นที่ขุมทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องจากบริเวณนี้กันอย่างมีขั้นตอน โดยพื้นที่ซึ่งกลุ่มผู้มีประโยน์เหล่านี้ร่วมมือกับเขมรหวังยึดพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ใน 7 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไล่ตั้งแต่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้วจันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นผลจากการใช้แผนที่ตามแบบฝรั่งเศสวัดจากมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ที่รัฐบาลยุคทักษิณฉวยโอกาสต่อยอดตอนที่รัฐบาลชุดชวน หลีกภัย ไปลงนามไว้
       
       ที่สำคัญ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเสียดินแดนเท่านั้น เพราะหากมองในแง่มุมเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงมูลค่าทางการค้าชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าการเกษตรที่มีมูลค่ามากมาย โดยปี 2552 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีถึ 56,578.4 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 53,918.4 นำเข้า 2,660 ล้านบาท และ 5 อันดับแรกที่มีการส่งออกสูงสุดคือ สระแก้ว ตราด จันทบุรี สุรินทร์ และตราด
       
       การค้าตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา ถือว่ามีแนวโน้มที่ดี เพราะมีหลายจุดจะมีแผนการพัฒนา เช่น บริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชาช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีการค้าขายและประชาชนไปมาหาสู่กันจำนวนมาก แต่ยังขาดความสะดวก ศุลกากร, ตรวจคนเข้าเมือง ต่างมีความเห็นตรงกันว่าจะทำให้บริเวณนี้มีความสะดวกมากขึ้น และมีการจัดระเบียบกันใหม่ทั้งหมด
       
       ไม่เพียงการเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ จากกรณีพิพาทครั้งนี้ หมายถึง การยึดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว แนวปราสาท โบราณสถานต่างๆ โดยสร้างแนวการท่องเที่ยวจากเขาพระวิหารเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงไปยังชายแดนหลายจังหวัดดังกล่าว นอกจากนั้นยังกินพื้นที่ป่าสงวนอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อุทยานเกาะกูด จังหวัดตราด ซึ่งมีแหล่งแก๊สธรรมชาติระหว่างไทยกับเขมรอยู่ 2 จุด ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ ที่หมายปองมาครอบครองของนักธุรกิจ-นักการเมือง
       
       ผลประโยชน์มหาศาลที่ได้หากยึดพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ดูจากความสัมพันธ์ระหว่างฮุนเซนกับทักษิณ ซึ่งรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ โดยสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการสำรวจพลังงานทั่ว ซึ่งในทะเลของประเทศไทยมีอยู่ 2 จุด คือจุดที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับเขมรในอ่าวไทย และอีกจุดหนึ่งก็คือ แอ่งปัตตานี
       
       จากผลประโยชน์ทางพลังงานนี่เอง ทำให้ปฎิบัติการยึดพื้นที่ของเขมรเริ่มขึ้นเมื่อฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการเจรจากับฝรั่ง โดยมีทักษิณร่วมมือกับโมฮัมหมัด อัลฟาเยด เจ้าของห้างแฮร์ร็อดส์ ซึ่งทักษิณเคยพาไปดูพื้นที่ในทะเล เพราะโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด อยากจะมาลงทุนที่นั่น
       
       ขณะที่ข้อมูลบางส่วนจากข้อเขียนในนิตยสาร ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ เรื่อง “ 25 กรกฎาคม 53 วันฉลองเส้นเขตแดนกัมพูชากับการสูญเสียดินแดนไทย!!” ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยส่งสัญญาณยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ประการหนึ่ง่ทหาร ข้าราชการ และนักการเมืองบางส่วนก็ได้รับประโยชน์ทำมาหากินกับฝ่ายกัมพูชาทั้งการค้าสินค้าหนีภาษี สินค้าลักขโมย บ่อนการพนัน การรับเหมาก่อสร้างถนน และการขายสิ่งปลูกสร้างให้กับชาวกัมพูชาเป็นอีกประการหนึ่ง
       
       ผลประโยชน์ทางด้านพลังงานแสดงให้เห็นจากปรากฏการณ์ วันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จะมียักษ์ใหญ่เชฟรอนของอเมริกา ทั้งซีนูกของจีน และโทเทลสัญชาติฝรั่งเศส 3 มหาอำนาจทางด้านพลังงาน ซึ่งมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 7 ชาติที่จะเข้าไปเสนอแผนบริหารจัดการกับพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารหากกัมพูชาได้รับอนุมัติเป็นมรดกโลกครั้งนี้ด้วย
       
       เพราะผลประโยชน์ทางพลังงานในอ่าวไทยนั้นยั่วยวนให้มหาอำนาจพร้อมที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในอ่าวไทยมากที่สุด เกมการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบในฐานะเป็นมรดกโลกจึงเกิดขึ้นเป็นฉากแรก
       
       ขณะที่มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก เขาพระวิหารดอทเน็ต ที่กล่าวในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของ ทักษิณ ชินวัตร กับฮุนเซน ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี2551 พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าทักษิณจะลงทุนธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะการเช่าเกาะกง
       
       อย่างไรก็ตาม ข้อมูลซึ่งโยงใยจากความสัมพันธ์ของ ทักษิณ กับบริษัทที่ทำธุรกิจพลังงาน เพิร์ล ออยล์ ที่มีกลุ่มทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ และ แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่(ประเทศไทย)ที่ทักษิณพยายามชักชวนเข้าไปลงทุนในกัมพูชา รวมทั้งนำบริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือPTTEPI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งทักษิณและเครือข่าย มีหุ้นได้ไปร่วมทุนกับบริษัทอื่นที่จดทะเบียนในกัมพูชา ขอรับสัมปทานจากกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ในบล็อก B หรือที่ PTTEPI ตั้งรหัสโครงการว่า โครงการ G9/43 และปรากฏด้วยว่า PTTEPI มีความสัมพันธ์ในการลงทุนกับเพิร์ล ออยล์ ในที่สุด
       
       ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลในเชิงประชาสัมพันธ์ของ Te Duong Tara ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อต้นปี พ.ศ. 2549 และมีข้อมูลประกอบที่น่าสนใจอีกด้วยว่า Te Duong Tara ผู้อำนวยการ องค์กรที่คล้ายปตท. ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตั้งขึ้นมาคนนี้ เป็นคนเชื้อสายเวียดนาม และตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ก็ถูกชาวบ้านและนักลงทุนต่างชาติตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร วิพากษ์วิจารณ์ว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าประเทศชาติ
       
       ***************
       
       'เลิกฝัน' ทวงคืนเขาพระวิหาร
       “ปชป.-พท.” สันหลังหวะ-หวังผลยาก
       
       ฝันที่ยากจะเป็นจริง กรณีทวงคืนเขาพระวิหาร ฝ่ายการเมืองยากจะเดินหน้า เพราะมีชนักติดหลังทั้งคู่ คนปชป. ชี้ ไทยยังมีสิทธิสู้แต่ต้องใช้เวลา ขณะที่ ส.ว. เชื่อ รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์และชี้แจงข้อเท็จจริงทุกปมบนโต๊ะเพื่อกรุยทางแก้ปัญหา-ทำงานประสานภาคสังคม แต่ข้อเท็จจริง ระบุชัด ทั้ง “ปชป.-พท.” สันหลังหวะ หวั่นเกมการเมืองขยายแผล ฝ่ายความมั่นคง ระบุชัด “เขาพระวิหาร” ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง...
       
       เงื่อนปมกรณีการทวงคืนเขาพระวิหารยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด ก็ไม่อาจเดินหน้าในอย่างจริงจังได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลโลกเมื่อ ปี 2505 ที่ให้สิทธิ์เหนือตัวปราสาทพระวิหารแก่ประเทศกัมพูชาไปแล้วได้
       
       ปชป. ไม่คืบ-สันหลังหวะเซ็น “MOU 43”
       
       แต่พรรคประชาธิปัตย์ถูกจับตามองและตั้งข้อครหาในกรณีดังกล่าวมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้ง ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมี ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รมช.การต่างประเทศ ที่ไปลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2543 ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นปมสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกจับตาถึงการเดินหมากที่อาจผิดพลาดนั้น จนทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่อาจทำอะไรให้คืบหน้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติเท่าที่ควร
       
       “เบื้องต้นที่ต้องเร่งดำเนินการคือการยื่นหนังสือคัดค้านการพัฒนาพื้นที่โดยรอบตัวปราสาท โดยทีมของของสุวิทย์ คุณกิตติ และมีการประสานกับคณะทำงานของดร.ไตรรงค์ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งความไม่ชัดเจนในเรื่องของเขตแดนนี้ยังต้องใช้เวลา และกระทรวงต่างประเทศเชื่อว่ากัมพูชาจะยังไม่สามารถทำอะไรหากยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไทย”
       
       ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ พร้อมอธิบายว่า การดำเนินการโดยกระทรวงการต่างประเทศนั้นยังคงยึดหลักเดิม คือ ยังคงสงวนท่าทีในการยินยอมให้มีการพัฒนาพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารโดยพุ่งเป้าไปที่การยื่นหนังสือคัดค้านแผนการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารหรือ พื้นที่กันชน (BUFFER ZONE)ที่ต้องได้รับการเห็นชอบจากไทยในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ระหว่าง 25 ก.ค. - 3 ส.ค.53 นี้ โดยมี สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนรัฐบาลในการยื่นหนังสือคัดค้าน
       
       รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งมี ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแต่ก็ยังไม่ปรากฎผลงานมากนัก รวมถึงการชี้แจงกรณีการลงนามMOU 43 ในครั้งนั้นโดย ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ผ่านเครือข่ายเฟซบุ๊คเท่านั้น ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นงานหนักที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องตอบคำถามสังคมเนื่องจากพรรคมีความเกี่ยวพันกับกรณีดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น
       
       “แม้ว่า MOU 43 จะถูกมองว่าเป็นปัญหาเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าว แต่การจะไปยกเลิกคงทำไม่ได้ เพราะ MOU43 นั้นมีการสำรวจเส้นทางไปทั่วประเทศแล้ว แต่ควรจะแก้ไขเป็นบางจุดที่มีปัญหาแทนเท่านั้น” ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
       
       ขณะที่ มุมมองของ อนุศักดิ์ คงมาลัย ส.ว.สรรหา 1ใน 8 ส.ว.ที่งดลงมติในการลงมติอนุมัติกรอบการเจรจาไทย-กัมพูชาการลง เมื่อวันที่ 28 ต.ค.51 กล่าวว่าโดยข้อเท็จจริงแม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีส่วนเกี่ยวข้องในหลายประการแต่ในฐานะเป็นรัฐบาลก็ควรที่จะหยิบข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ หรือชี้ประเด็นปัญหาทั้งกรณี MOU 43 และแผนแม่บทและข้อกำหนดหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2546 (TOR 46) รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินการเพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร หรือ แนวทางและความเป็นไปได้ในการดำเนินการดังกล่าวฯเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับสังคมและมีความเข้าใจที่ตรงกันต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
       
       “พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องเดินหน้าในเรื่องนี้ในฐานะผู้นำ แม้ว่าในข้อเท็จจริงบางส่วนจะมีความเกี่ยวพันอยู่ก็ควรชี้แจงและให้ข้อมูลและข้อจำกัดทั้งในอดีตและอนาคตเพื่อให้สังคมรับทราบและยอมรับในผลที่อาจจะเกิดขึ้น มิฉะนั้นหากรัฐบาลยังคงนิ่งหรือไม่มีความชัดเจนก็จะถูกถามถึงกรณีการเซ็นข้อตกลงในปี 43 อยู่เสมอ”
       
       อนุศักดิ์ ยังชี้ว่า ผู้นำรัฐบาลควรมีบทบาทนำในการเดินหน้าทวงคืนเขาพระวิหารในฐานะตัวแทนของประเทศ ด้วยการประสานการทำงานกับผู้เชี่ยวชาญ องค์กร หรือภาคประชาสังคมที่ทำงานในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
       
       "ขั้วแม้ว" ผลประโยชน์อื้อซ่า
       
       หากมองไปยังขั้วของพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย ที่อาจจำต้องมีบทบาทในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเช่นกันในอนาคตหากชนะการเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากเช่นกันที่พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาลพ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ได้ลงนามในข้อตกลง TOR 46 ซึ่งถือว่าเป็นตราบาปที่ส.ส.ในขั้วดังกล่าวไม่อาจที่จะเดินหน้าได้เช่นเดียวกัน
       
       “ การมีข้อตกลงหรือผลประโยชน์ที่พัวพันในการใช้ทรัพยากรหรือการพัฒนาพื้นที่ต่างๆในยุครัฐบาลคุณทักษิณนั้นทำให้มีการตั้งข้อสังเกตได้ว่าการมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนของพรรคการเมืองขั้วนี้อยู่และอาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีได้ในอนาคต ”
       
       โดยเฉพาะข้อเท็จจริงในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวพันในหลายกรณีทั้งการออกMOU ในปี 2544 ด้วยข้อตกลงเรื่องพลังงานในอ่าวไทยกับกัมพูชา รวมถึงการปล่อยให้มีการทำผิดข้อตกลงตามข้อตกลงMOU 43 ของฝ่ายกัมพูชารวมถึงการออกTOR 46 และการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาในเวลาต่อมา
       
       ปมปัญหาหลายประการที่ทับซ้อนกันนี้ จึงยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามกับภาคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้หรือหากประเมินอย่างสุดขั้ว กรณีการเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาหรือที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชา ของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ก็อาจจะมีความเกี่ยวพันกับประเด็นทรัพยากรธรรมชาติในน่านน้ำก็เป็นได้
       
       พรรคใหญ่ล้วนมีแผล
       
       ด้วยเหตุนี้ คำถามถึงการดำเนินการอย่างจริงจังที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก เนื่องจากเจ้าภาพหลักในฝ่ายการเมืองล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อนในเรื่องดังกล่าวทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทยก็ตาม ที่ต่างก็หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหามากกว่าที่จะหาทางออกอย่างแท้จริง
       
       “ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนในพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยก็มีแผลในกรณีดังกล่าวเช่นกันการที่จะหยิบยกขึ้นมาก็จะเจอการมุ่งโจมตีทางการเมือง ทางออกที่พอจะมองได้ก็คือรัฐบาลชุดใดก็ตามต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจและหาทางเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวร่วมกันทั้ง 2 ประเทศจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
       
       ความคืบหน้าและความหวังที่ประชาชนจะได้เห็นแนวทางหรือแผนการทวงคืนเขาพระวิหาร กลับมาเป็นของไทยนั้น จึงยังไม่อาจที่จะตั้งความหวังได้เท่าใดนัก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้าที่รับทราบก็คือก็การประวิงเวลาหรือยื้อเวลาในการกระทำของไม่ให้ต้องสูญเสียดินแดนหรือผลประโยชน์ ของชาติในยุคที่ฝ่ายตนเป็นรัฐบาลอยู่เท่านั้น” แหล่งข่าวสายความมั่นคง ระบุ
       
       ***********
       
       ปลดล็อกพิพาทไทย-เขมร
       เสนอวัด 3 มิติคู่แผนที่ไทยโบราณ
       
       เมื่อปมปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารส่อเค้าไม่อาจยุติลงได้ง่ายๆเลย ความพยายามของแต่ละฝ่าย เพื่อคลี่คลายวิกฤตระหว่างประเทศในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแวดวงนักกฏหมายระหว่างประเทศได้เสนอมาตราส่วนวัด แบบผสมผสมทั้งแมทริกซ์ของ “ ฝรั่งเศส อาหรับ และอิตาลี” สำหรับแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา ใช้คู่กับ แผนที่ไทยโบราณที่ไทยทำขึ้นเองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 เพื่อเอาแผ่นดินไทยคืน
       
       แหล่งข่าวจากวงการกฏหมายระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มาตราส่วน 1ต่อ200000ที่ประเทศไทยใช้คำนวนแบ่งเขตพื้นที่ไทยกับกัมพูชา เป็นระบบคำนวนพื้นที่แบบแมทริกซ์ของฝรั่งเศสนั้น ที่มีจุดอ่อนค่อนข้างมาก เพราะมักปัดเศษเป็นศูนย์หมด แต่ในความเป็นจริงของโลกมีลักษณะกลม ทำให้พื้นที่จึงไม่ได้ราบเรียบ แต่มีลักษณะเป็นรูปโค้ง ซึ่งถ้าหากต้องการคำนวนพื้นที่ให้ได้ตามความเป็นจริง จึงไม่ควรใช้อัตราส่วนวัดแบบแมทริกซ์ เพราะทำให้เกิดความผิดพลาดสูงในพื้นที่วัด อันจะทำให้พื้นที่ของไทยหายไปเป็นจำนวนมาก
       
       อีกทั้ง ความละเอียดในการคำนวนสู้กับระบบอื่นๆ ไม่ได้ เห็นได้ชัดจาก แบบอิตาลี หรือ แบบอาราบิก ไม่ได้ ทั้งนี้ มาตราส่วนแบบอิตาลี กำหนดระยะทาง 1 ไมล์ เท่ากับ 1,238 เมตร ส่วนแบบอาราบิก ระยะทาง 1ไมล์ เท่ากับ 1,830เมตร และแบบแมทริกซ์ 1 ไมล์ เท่ากับ 1000 เมตร โดยเฉพาะแบบอาราบิก มีจุดเด่นคือ สามารถคำนวนส่วนโค้ง เว้าของพื้นที่ได้ดี ทั้งนี้ หากมีการนำมาตราส่วนแต่ละแบบมาผสมผสานใช้ร่วมกันก็จะทำให้ได้เขตแดนที่เป็นจริง
       
       “ยิ่งมีระยะห่างมากของมาตราส่วนแต่ละแบบน้อย เมื่อนำไปวัดกับระยะทางจำนวนมากหลายหมื่นกิโลเมตร ความผิดพลาดจะเหลือเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้วิธีผสมผสานจึงทำให้ความถูกต้องและแม่นยำ”
       
       อเมริกา-นาซ่าใช้สูตรผสม
       พื้นที่แม่นยำ-กันข้อขัดแย้ง
       
       ดังนั้น หากต้องการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอย่างถาวร ประเทศไทย โดยรัฐบาลควรนำมาตราส่วนวัดพื้นที่ทั้ง 3 แบบดังกล่าวมาใช้แบบผสมผสานควบคู่ไปแผนที่ไทยโบราณที่ได้มีการจัดทำขึ้นมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ซึ่งฝรั่งเศสได้ให้การยอมรับในสมัยนั้นมาใช้ ก็จะทำให้การแบ่งเขตแดนเป็นไปอย่างไร้ข้อถกเถียง
       
       ดังเช่น คริสโตเฟอร์โคลัมบัส นักสำรวจผู้ค้นพบดินแดนอเมริกาใช้ในการสำรวจเส้นทางเดินเรือของตัวเองจากซีกโลกหนึ่งของคาบสมุทรแอตแลนติกมายังโลกใหม่ ทั้งนี้ หากโคลัมบัสใช้มาตราส่วนแมทริกซ์เพียงแบบเดียว เสบียงอาหาร น้ำที่เตรียมสำหรับเดินทางสำรวจคงไม่เพียงพอ ลูกเรือคงไม่มีชีวิตรอดไปค้นพบทวีปอื่นๆเพราะเกิดความคลาดเคลื่อนในระยะทาง เวลา
       
       รวมไปถึงองค์การนาซ่าก็ยังใช้วิธีคำนวนการแบบผสมผสาน ในการยิงยานอวกาศจากพื้นโลกไปยังดาวอื่นๆอย่างแม่นยำ หรือหากเกิดความผิดพลาดก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
       
       “อเมริกากับแคนาดา เม็กซิโก มีเขตแดนประเทศติดต่อกัน แต่แทบจะไม่เคยเกิดความขัดแย้งหรือถกเถียงกัน เรื่องเขตแดนเลยในประวัติศาสตร์ เหตุเพราะช่วงก่อตั้งชาติอเมริกา Amerigo Vesppuci เป็นนายทหารและช่างเดินสำรวจและใช้การจำลองพื้นที่ลงบนโต๊ะ โดยชื่อของเขาภายหลังถูกนำมาตั้งเป็นชื่อประเทศ America”
       
       ทั้งนี้ ในการเดินสำรวจ พื้นที่สูง เมื่อใช้เครื่องมือกล้องส่องลงมาเจอหุบเหวลึก จะเห็นความมืดของพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่ามีขนาดพื้นที่เท่าไหร่ ก็ต้องใช้องศาของเส้นรุ้ง เส้นแวงมาคำนวนด้วย ดังนั้นวิธีการผสมผสานทั้งอิตาลี อาราบิก และแมทริกซ์ ทำให้อเมริกาคำนวนพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง
       
       แนะข้อต่อสู้เผือกร้อน MOU
       
       กรณีพิพาทไทยกับกัมพูชาที่ถกเถียงกันเรื่อง พื้นที่ดินแดน แหล่งข่าวจากวงการกฏหมายระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เพราะเหตุว่า กัมพูชาต้องการให้ไทยยอมรับระบบแมทริกซ์ ซึ่งมีข้อผิดพลาดสูงไทยยอมรับไม่ได้อีกทั้งในสมัยนั้นฝ่ายบริหารของประเทศ คือ รัฐบาลได้ไปดำเนินการทำ MOU โดยไม่ได้ขออนุญาติรัฐสภา จึงไม่มีผลผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐ
       
       “ฝ่ายบริหารประเทศคนใดไปทำไว้เมื่อไหร่ก็มีผลผูกพันกับคนนั้น เพราะเป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศ ไม่ใช่สนธิสัญญา ดังนั้นจึงมีผลผูกพันและเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารประเทศชุดดำเนินการเท่านั้นไม่ผูกพันรัฐ เมื่อฝ่ายบริหารชุดนั้นหมดวาระไปแล้ว ก็ไม่ควรไปยอมรับแต่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ได้ ในทางตรงกันข้ามหากจะมีผลผูกพันรัฐได้ ต้องดำเนินการครบทั้ง 4 ส่วน ตั้งแต่ ฝ่าย บริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลากร รวมถึงการลงพระปรมาภิไธยจากประมุขของประเทศอีกด้วย ”แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวในตอนท้าย

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อิศรา วันที่ : 20/07/2010 เวลา : 01.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phakri

ปราสาทพระวิหารควรเป็นของใคร?



--------------------------------------------------------------------------------


15 กพ 2553


พ.ต.พันธ์ศักดิ์ ศรีเฟื่องฟุ้ง







ซุ้มมนเทียรแรกสร้าง (ภาพ – หนังสือการเมืองเรื่องเขาพระวิหาร)



เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมบังเอิญเปิด TV ดู พบว่าช่อง 3 หรือ 5 (ไม่แน่ใจ) ได้เชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งซึ่งไว้หนวด มาเป็นวิทยากรในรายการที่วิเคราะห์สถานการณ์การมาเยือนเขาพระวิหาร และบริเวณชายแดนที่ติดกับไทยของนายฮุนเซน นายกเขมร วิทยากรท่านนั้นได้เริ่มเกริ่นนำว่า ”การเยือนเขาพระวิหารนั้นคงไม่มีปัญหา เพราะ ไทยได้ยอมรับว่าเป็นของเขมร แต่การไปเยือนในบริเวณที่อื่น ๆ นั้นอาจเกิดปัญหาได้ เพราะ ทั้งสองฝายต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อน 4.7 ตร.กม.”




ฟังแค่นี้คนทั่วไปก็คงไม่รู้สึกอะไร ไม่มีอะไรแปลกเหมือนน้ำแข็งลอยในแก้วน้ำแต่สำหรับผมกลับเกิดความไม่สบายใจอย่างมาก คิดถึงนายก คิดถึงนายสาทิตและคิดถึงนายกษิต ว่าจะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า เพราะ ผมไม่คิดว่านี่คือก้อนน้ำแข็งลอยในแก้ว แต่เป็นก้อนน้ำแข็งลอยในมหาสมุทรแบบที่เรือไททานิคเจอ ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น?




การที่อาจารย์คนหนึ่งออกมาพูดแบบนั้น แล้วคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยไม่รู้สึกอะไรแสดงว่าคนไทย มองไม่ออกว่าอาจารย์ได้พูดคลาดเคลื่อน ในสิ่งสำคัญที่เกี่ยวกับอธิปไตยของประเทศไทย แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอธิปไตยของประเทศไทย ถ้าคนในชาติเข้าใจคลาดเคลื่อนขาดความรู้ที่ถูกต้อง อีกไม่นานเราก็จะเห็นเจ้ากรมแผนที่ทหาร, อธิบดีกรมสนธิสัญญา, และนักการเมืองไทย ตกลงยอมยกดินแดนที่ควรเป็นของไทยให้เขมรอีกเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ




อะไรบ้างที่คลาดเคลื่อน?


1.การที่พูดว่าไทยได้ยอมรับว่าเป็นของเขมรนั้นคลาดเคลื่อน เพราะ รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ได้ ตกลงยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก แต่ได้ประท้วงและแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา รวมทั้งตั้งข้อสงวนสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพราะฉะนั้นจะถือว่ายอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรไม่ได้




2. การที่พูดว่า “ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อน 4.7 ตร.กม.” จริง ๆ แล้วก็ไม่ถึงกับคลาดเคลื่อนแต่ฟังคล้ายกับว่าทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์เท่ากัน และคนไทยทั่วไปก็เข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ โดยอ้างแผนที่คนละฉบับบ้าง หรือเข้าใจว่าไทยอ้างสนธิสัญญาแต่เขมรอ้างแผนที่ ไม่รู้ว่าใครถูกใครผิดกันแน่ ผมคิดว่าถ้าคนไทยมีความเข้าใจแค่นี้อีกไม่นาน เราคงเจรจาแบ่งดินแดนที่ทับซ้อน 4.7 ตร.กม. นี้ให้เขมรครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นการประนีประนอม




ย้อนกลับไปเรื่องคดีปราสาทพระวิหาร คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าศาลโลกเข้าข้างเขมร เพราะมีฝรั่งเศสหนุนหลัง จึงไม่ได้ตัดสินด้วยความเป็นธรรม บางคนก็ว่าเพราะคนไทยมีไส้ศึกในกระทรวงต่างประเทศ เอาแผนการต่อสู้คดีไปให้ฝ่ายเขมร แต่คนไทยเหล่านี้ไม่สามารถตอบโดยอิงหลัก กม. ว่าศาลโลกตัดสินไม่ยุติธรรมอย่างไร เวลาไปบอกเพื่อนบ้านในอาเซียน หรือบอกฝรั่งเราก็พูดแต่เพียงว่าศาลโลกตัดสินไม่ยุติธรรมปราสาทพระวิหารควรเป็นของไทย แต่ที่ศาลอ้างว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้แสดงการยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำ ในหลายกรณีเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี คนไทยก็จะบอกว่านั่นเป็นเพราะ เจ้าหน้าที่ไม่รู้ แต่คนไทยพูดไปก็ไม่สบายใจ เพราะ นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ไทยไม่รู้เป็นเวลายาวนานมาก แม้กระทั่งเมื่อไทยตั้งกรมแผนที่ทหารทำแผนที่ใช้เองได้ แผนที่ก็ยังเคยแสดงเขตแดนว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร(ดูความเห็นแย้งของผู้พิพากษามอรี่โน่ ควินตานา ย่อหน้าแรก หน้า 71)




เอาเป็นว่าเมื่อไม่ถึง 2 ปีมานี้ ในรัฐบาลนายสมัคร ก็ยังทำร่างคำแถลงการณ์ร่วมกับเขมรสนับสนุนให้เขมรนำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งก็คือยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยเขมรได้แนบแผนที่ไปกับแถลงการณ์ร่วมด้วย แล้วเจ้ากรมแผนที่ทหาร, เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, อธิบดีกรมสนธิสัญญา ก็ยังออก TV ยืนยันว่าไทยไม่เสียดินแดนและไม่เสียหายจากการทำร่างคำแถลงการณ์ร่วม






จริง ๆ แล้วปราสาทพระวิหารควรเป็นของใคร?


เรื่องนี้ต้องเริ่มตั้งแต่สนธิสัญญา คศ. 1904(พศ. 2447) ไทยยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส การกำหนดเขตแดนในข้อ 1. ของสนธิสัญญาเขียนว่า “เขตแดนระหว่างประเทศสยามกับกัมพูชา เริ่มต้นบนฝั่งซ้ายของทะเลสาบจากปากแม่น้ำสะตุง โรลูโอส และไปตามเส้นขนานจากจุดนั้นในทางทิศตะวันออก จนกระทั่งถึงแม่น้ำแปรก กำปงเทียม แล้วเลี้ยวไปทางด้านทิศเหนือไปพบกับเส้นตั้งฉากจากจุดบรรจบนั้น จนกระทั่งถึงทิวเขาดงรัก จากที่นั่นเส้นเขตแดนคือสันปันน้ำ ระหว่างลุ่มน้ำของแม่น้ำเสนและแม่น้ำโขงด้านหนึ่งกับแม่น้ำมูลอีกด้านหนึ่ง และสมทบกับทิวเขาภูผาด่าง โดยถือยอดเขาเป็นเส้นเขตแดนไปทางทิศจะวันออก จนถึงแม่น้ำโขง จากจุดนั้นทวนน้ำขึ้นไปให้ถือแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนของอาณาจักรสยามตามข้อ 1. แห่งสนธิสัญญาฉบับวันที่ 3 ตค. คศ. 1893(พศ. 2436) “




นี่คือถ้อยคำในสนธิสัญญาที่ไทยตกลงยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ให้ฝรั่งเศสในปี คศ 1904 จะเห็นได้ว่าอ่านเข้าใจยากมาก(เหมือนการบอกทางให้เพื่อนทางโทรศัพท์ ถ้าหลายเลี้ยวมาก ๆ ฟังแล้วจะงงทุกที) และเนื่องจากยังไม่มีการทำแผนที่ที่ได้มาตรฐานในบริเวณดังกล่าวมาก่อน คนไทยก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการทำแผนที่ จึงปล่อยให้ฝรั่งเศสทำแผนที่แต่เพียงฝ่ายเดียว 3 ปีต่อมา(คศ. 1907) ทหารฝรั่งเศสก็ทำแผนที่เสร็จ มีชุดละ 11 แผ่น ส่งให้รัฐบาลไทยหลายชุด ไทยก็รับเอาแผนที่นี้และใช้เรื่อยมา โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าทหารฝรั่งเศสเล่นไม่ซื่อ กล่าวคือ แผนที่ของฝรั่งเศสนั้นไม่ได้สอดคล้องกับถ้อยคำในสนธิสัญญาในหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร ทหารฝรั่งเศสเห็นว่าบริเวณนี้สวยดีอยากได้ อยากให้เป็นของฝรั่งเศสก็ขีดเส้นพรมแดนตรงนั้นให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนเขมร ทั้ง ๆ ที่ในสนธิสัญญากล่าวว่าบริเวณนั้นให้ยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลัก และถ้าแผนที่ได้ถูกทำขึ้นอย่างสอดคล้องกับสนธิสัญญา ปราสาทพระวิหารก็ต้องอยู่ในเขตไทย




เป็นอันว่าคนฝรั่งเศสที่ทำแผนที่มีเจตนาฉ้อฉลมาแต่แรก เพราะมีความรู้เรื่องการทำแผนที่เป็นอย่างดี แต่กลับจงใจทำให้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งตกเป็นของเขมร



ในทางหลัก กม. แผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นนี้จึงควรตกเป็นโมฆะ เพราะ ผู้ทำมีเจตนาฉ้อฉล ขีดเส้นพรมแดนโดยไม่มีหลักการอ้างอิงและขัดต่อสนธิสัญญา คศ.1904 ซึ่งเป็นแม่บทและเป็นพื้นฐานที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศสต้องการให้มีการจัดทำแผนที่




การที่เจ้าหน้าที่ไทยจำนวนมากทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย หลงใช้แผนที่โดยไม่คัดค้านก็เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง(ถ้ารู้ใครจะยอมยกบ้านตัวเองให้คนอื่น) อย่างไรก็ดีการไม่คัดค้านและการยอมรับเอามาใช้ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เป็นโมฆะตั้งแต่ต้นกลับมาดีขึ้นได้ เพราะ เป็นการยอมรับในลักษณะสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ไม่เคยมีเจตนายกดินแดนให้ฝรั่งเศสเพิ่มเติมไปจากในสนธิสัญญา




คำพิพากษาศาลโลกนั้นพูดยืดยาวมากในเรื่องพฤติกรรมที่ข้าราชการไทยยอมรับการใช้แผนที่และไม่ได้ปฏิเสธแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น ฉะนั้นรัฐบาลไทยในปี 2553 จึงควรทำความเข้าใจกับคนไทยทั้งประเทศและต่อชาวโลกให้ได้ว่า



1. ไทยยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลก เนื่องจากไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติโดยการถอนกำลังทหารออกจากตัวปราสาท แต่ไทยไม่ยอมรับและไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น ไทยจึงถือว่าปราสาทพระวิหารยังคงเป็นของไทย




แผนที่ทางราชการควรแสดงอาณาเขตของไทยครอบคลุมถึงตัวปราสาทพระวิหาร(แผนที่ต่างจากนี้ให้เผาทิ้งให้หมด) การจะแสดงแนวเขตลวดหนามหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึง




2. ไทยยังคงยืนยันว่าเขตแดนไทยกับเขมรต้องเป็นไปตามสนธิสัญญา คศ.1904 ข้อ 1. และแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นโดยเจตนาฉ้อฉลนั้นเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ไม่อาจรับรองให้ใช้บังคับได้ ไม่ว่าโดยคนไทยคนหนึ่งหรือหลายคน(แต่การยอมรับของคนไทยบางคนย่อมทำให้ข้ออ้างสิทธิของไทยอ่อนลง และคงจะมีผู้พิพากษาบางคนยึดถือเป็นหลัก) เรื่องการเปลี่ยนแปลงเขตแดนหรือยกดินแดนให้ประเทศอื่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก โลกยุคประชาธิปไตยนี้นอกจากต้องทำสนธิสัญญาโดยรัฐบาลแล้วยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาอีกด้วย (ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องอยู่ในพระราชอำนาจเท่านั้น)




ไทยแพ้คดีก็เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น ถ้าเรายอมรับแผนที่นี้ เราก็จะต้องเสียดินแดนอีก(บริเวณ 4.7 ตร.กม. และพื้นที่ในทะเล) เขมร(โดยฮุนเซน) รู้เรื่องนี้ดีจึงพยายามแนบแผนที่ฝรั่งเศสนี้ไว้ท้ายข้อตกลงทุกฉบับ แต่ไทยก็ยังไม่ประสีประสายอมแนบแผนที่ตามคำขอของเขมรทุกครั้ง จึงต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ และไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก




3. รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการ เพื่อสำรวจแนวสันปันน้ำที่แท้จริงให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ชี้แจงและทำแผนผังอย่างง่าย ๆ แต่ถูกต้องแจกจ่ายให้ประชาชนทราบ อย่านึกว่าการหาแนวสันปันน้ำเป็นเรื่องง่าย เพราะ ในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารนั้น ไทยได้อ้างการสำรวจของผู้เชี่ยวชาญชาวดัทช์ ซึ่งทำแผนผังมีเส้นสันปันน้ำและที่ตั้งปราสาทพระวิหารอยู่ในฝั่งไทย แต่เขมรก็อ้างผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันซึ่งทำแผนผังมีเส้นสันปันน้ำอีกเส้นและที่ตั้งปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งเขมร (ดูความเห็นแย้งของผู้พิพากษา เวลลิงตัน คู ข้อ 51)




จึงควรมีการเทน้ำและบันทึกวีดีโอ แสดงทิศทางของการไหลของน้ำประกอบมาตรการทางเทคนิคอย่างอื่น การเผยแพร่วิดีโอแสดงทิศทางการไหลของน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญ และควรมีการเทน้ำลงหลาย ๆ จุด บริเวณไหนน้ำไหลมาทางเรา บริเวณนั้นก็เป็นของเรา บริเวณไหนน้ำไหลไปทางเขมรเราต้องยกให้เขมร




ท่านนายกอภิสิทธิ์ ท่านรัฐมนตรีสาทิต ท่านรัฐมนตรีกษิต ท่านได้ทำในสิ่งควรทำเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติหรือยัง?




ข้อมูลคำพิพากษาศาลโลกและความเห็นแย้ง : www.icj-cij.org



แหล่งที่มา http://www.praviharn.net/index.php?option=com_content&view=article&id=141&Itemid=156

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อิศรา วันที่ : 20/07/2010 เวลา : 00.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phakri

ประวัติการเสียดินแดนของไทย 14 ครั้ง พอหรือยัง?

จะเสียดินแดนเพื่ออะไร [25 มิ.ย. 51 - 18:13]
หมายเหตุประเทศไทย - ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/news.php?section=society03&content=94661

ในบทความ “ไทยอาจเสียดินแดนครั้งที่ 15” เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมจบลงว่า ไทยเสียดินแดนมาแล้ว 14 ครั้ง เสียดินแดนไปแล้ว 782,877 ตร.กม. จากพื้นที่ 1,294,992 ตร.กม. ในอดีต วันนี้ไทยเหลือพื้นที่เพียง 512,115 ตร.กม.

ก็มีผู้สนใจถามไถ่ ไทยเสียดินแดนไป 14 ครั้งอย่างไร ผมก็พยายามค้นจากเว็บเอามาปะติดต่อปะต่อเล่าสู่กันฟังเท่าที่ค้นได้ แต่ไม่สมบูรณ์นัก

ผมจำได้ว่าเคยไปดูที่พิพิธภัณฑ์ในพระบรมมหาราชวัง เห็นแผนที่ประเทศไทยตั้งแต่สมัย พระเจ้าตากสินมหาราช แล้วก็ตื่นตะลึง นึกไม่ถึงว่าราชอาณาจักรไทยสมัยก่อนจะยิ่งใหญ่ แผ่อิทธิผลขึ้นไปถึงประเทศกัมพูชาลาวจนถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน ก่อนที่จะค่อยๆหดลงมาเรื่อยๆ

ไทยเสียดินแดน ครั้งที่ 1 ให้ อังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 1 คือ เกาะหมาก หรือ ปีนัง ของมาเลเซียในปัจจุบัน พื้นที่ 375 ตร.กม. เพราะ พระยาไทรบุรี กบฏและให้อังกฤษเช่าเพื่อขอความคุ้มครอง แล้วอังกฤษก็ยึดเอาไปดื้อๆ

ครั้งที่ 2 เสียเมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรี พื้นที่ 55,000 ตร.กม. ให้ พม่า ในรัชกาลที่ 1 มังสัจจาเจ้าเมืองทวายเป็นไส้สึกให้พม่า เพราะไม่พอใจที่กองทัพไทยเข้ายึดครอง และไทยไม่สามารถตีคืนกลับมาได้

ครั้งที่ 3 เสียเมืองบันทายมาศ หรือ ฮาเตียน ให้ ฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ 3

ครั้งที่ 4 เสียเมืองแสนหวี เมืองพง เชียงตุง พื้นที่ 62,000 ตร.กม. ให้ พม่า สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นดินแดนที่ไทยได้มาในรัชกาลที่ 1 โดยฝีมือพระเจ้ากาวิละ แต่ไทยไม่มีกำลังยึดครอง เพราะตอนนั้นเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียง จันทน์และรัฐกลันตัน ไทรบุรี

ครั้งที่ 5 เสียรัฐเปรัค ให้ อังกฤษ ใน รัชกาลที่ 3 ปัจจุบันเป็นของมาเลเซีย

ครั้งที่ 6 เสียดินแดนสิบสองปันนา ให้ จีน พื้นที่ 90,000 ตร.กม. ใน รัชกาลที่ 4 เพราะเกิดการแย่งชิงอำนาจกันเองในเมืองเชียงรุ้ง รัชกาลที่ 3 ส่งกองทัพเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ไปตีเชียงตุงเพื่อต่อไปเชียงรุ้ง แต่ไม่สำเร็จ รัชกาลที่ 4 ก็ให้ยกกองทัพไปตีเชียงตุงอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ เลยตกเป็นของจีนไป

ครั้งที่ 7 เสียดินแดนเขมรและเกาะ 6 เกาะ ให้ ฝรั่งเศส พื้นที่ 124,000 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะไทยอ่อนแอเอง

ครั้งที่ 8 เสียดินแดนสิบสองจุไท (เมืองไล เมืองเชียงค้อ) ให้ ฝรั่งเศส พื้นที่ 87,000 ตร.กม. ใน รัชกาลที่ 5 พวกฮ่อก่อกบฏไทยส่งกองทัพไปปราบ แต่สองแม่ทัพไม่ถูกกัน ฝรั่งเศสฉวยโอกาสส่งทหารเข้าเมืองไล อ้างไปช่วยไทยปราบฮ่อ เมื่อปราบได้แล้ว ฝรั่งเศสไม่ยอมยกทัพกลับ ในที่สุดไทยต้องยอมให้ฝรั่งเศสรักษาเมืองไลและเชียงค้อ

ครั้งที่ 9 เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน อันอุดมสมบูรณ์ให้ อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 30,000 ตร.กม. ปัจจุบันเป็นของพม่า

ครั้งที่ 10 เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หรือ ลาว ในปัจจุบันให้ ฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 143,000 ตร.กม. ซึ่งเป็นของไทยตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนเรศวร เป็นการเสียดินแดนที่เจ็บปวดที่สุดเพราะถูกฝรั่งเศสยึดจันทบุรีและตราดบีบบังคับ

ครั้งที่ 11 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง ให้ ฝรั่งเศส อีก พื้นที่ 25,500 ตร.กม. ใน รัชกาลที่ 5 เพื่อแลกกับจันทบุรี

ครั้งที่ 12 เสียมณฑลบูรพา ประกอบด้วย พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้ ฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 51,000 ตร.กม. เพื่อแลกกับ ตราด เกาะกง ด่านซ้าย แต่ฝรั่งเศสถอนทหารจากตราดและด่านซ้าย แต่ไม่คืนเกาะกงให้ไทย

ครั้งที่ 13 เสีย รัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปริส ให้ อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 80,000 ตร.กม. เพื่อแลกกับอำนาจศาลไทย ปัจจุบันเป็นของมาเลเซีย

ครั้งที่ 14 เสีย ปราสาทพระวิหาร ให้ เขมร เมื่อ 15 มิถุนายน 2505 ใน รัชกาลที่ 9 พื้นที่ 2 ตร.กม. ตามคำพิพากษาศาลโลก ซึ่งไทยไม่ยอมรับ เพราะมีผู้พิพากษาสองคนมาจากประเทศคอมมิวนิสต์ ทำให้ เชื่อว่าเอนเอียง

ครั้งที่ 15 ไทยอาจเสียพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารให้เขมรอีก เพราะรัฐบาลสมัครเซ็นให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทั้งที่ข้อพิพาทยังไม่จบ.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน