*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-22
  • จำนวนเรื่อง : 442
  • จำนวนผู้ชม : 445533
  • จำนวนผู้โหวต : 101
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน
บ้านที่พัทยา

ขอเชิญแวะเที่ยวบ้านกันค่ะ มีผลไม้และดอกไม้ให้ได้ชมกัน

View All
<< กันยายน 2013 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
4 คน
ท่องเที่ยว
2 คน
อาหาร
1 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
0 คน
ทั่วๆไป
0 คน
บ้านและสวน
1 คน
เกร็ดความรู้
0 คน
ช่องทางทำกิน
2 คน
สุขภาพความงาม
2 คน
ต่างประเทศ
1 คน

  โหวต 13 คน
วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน 2556
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 1341 , 14:27:12 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าอีกต่างหาก !! ...
       
       เพราะเหลวไม่เป็นท่าสำหรับปฏิบัติการ “ปาหี่ปฏิรูป” ของรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวสุดที่รักของนักโทษหนีคดีคอร์รัปชั่น ที่ลงทุนควักเงินงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนจำนวนหลายสิบล้านเป็นค่าจ้าง นายโทนี แบลร์อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และบุคคลสำคัญด้านสันติภาพระดับโลกอีกหลายคนให้มาร่วมสร้างภาพปฏิรูปปรองดอง ในงานปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” หรือ Uniting for the future : Learning from each other’s experiences ซึ่งรัฐบาลจัดขึ้นที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา
       
       แต่การณ์กลับไม่เป็นดังใจ เพราะแทนที่นายแบลร์ และบรรดาวิทยากรรับเชิญจะช่วยสร้างภาพเชียร์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าช่างเป็นรัฐบาลที่รักสันติภาพ แสวงหาการปรองดอง และช่วยออกหน้าเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาร่วมปรองดอง แบบว่าใครจะทำผิดกฎหมายขายชาติยังไงก็ให้ลืมๆไปเสีย แล้วหันมาหลับหูหลับตาปาหี่ปฏิรูปเพื่อให้ได้ชื่อว่ารักประชาธิปไตยใฝ่หาการปรองดอง อย่างที่รัฐบาลเพื่อไทยวาดหวังไว้ วิทยากรรับเชิญแต่ละท่านกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยเฉพาะ นายโทนี แบลร์ และ นางพริสซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และที่ปรึกษาอาวุโสของ CHD (Center for Humanitarian Dialoque) ที่ “ตบหน้า” นายกฯยิ่งลักษณ์ซึ่งลงทุนไปยืนอ่านโพยในงานปาฐกถาเสียหน้าชา โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์แบบตรงไปตรงมา ชนิดที่เรียกว่าตีแสกหน้ารัฐบาลทุกดอก
       
       โดยนายโทนี่ แบลร์ ชี้ปัญหาได้ตรงจุดราวกับจับตาพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้มายาวนานว่า ประชาธิไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ไม่ใช่มีเสียงข้างมากในสภาหรือมีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วย การจะแก้ปัญหาได้รัฐบาลต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ กระบวนการยุติธรรมต้องมีอิสระ สามารถทำงานได้โดยไม่ถูกแทรกแซง !!
       
       ทั้งนี้ นายแบลร์ ได้ฝากหลักในการดำเนินการอันจะนำสังคมไทยไปสู่ความปรองดองไว้ 5 ประการด้วยกัน ซึ่งมีใจความสำคัญที่น่าสนใจดังนี้
       
       “....ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องลงคะแนนเสียงเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องว่าคนส่วนใหญ่เข้าไปมีอำนาจ แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าคนส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มน้อยอย่างไร หากคิดว่าประชาธิปไตยคือการชนะทุกอย่าง จะทำให้คนกลุ่มน้อยรู้สึกว่าถูกกีดกันในทุกเรื่อง ผมเห็นว่าประชาธิปไตยคือพหุภาคี ไม่ใช่อำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องการมีพื้นที่แบ่งปันทำงานกันได้ แบ่งปันค่านิยมบางอย่างร่วมกัน ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความคิด”
       
       “ส่วนเรื่องหลักนิติธรรมต้องดำเนินไปไม่เอนเอียง ไม่ว่าจะเป็นตุลาการหรือรัฐบาลต้องตรวจสอบได้ ความยุติธรรมต้องมีความอิสระปราศจากการแทรกแซงและอคติ นี่คือกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง”
       
       “...การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้ารัฐบาลมีประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน โปร่งใสตรวจสอบได้ ทั้งนี้ การปรองดองจะง่ายขึ้น ถ้ารัฐบาลกำลังทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนรู้สึกดีขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ให้ประชาชนรู้สึกว่า กระบวนการสันติภาพนำความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น ประเด็นที่รัฐบาลจะเดินหาประชาชนทำให้เขาเป็นอยู่ดีขึ้น คือประเด็นที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ท้าทายของรัฐบาล”
       
       แต่ละเรื่องแต่ละประเด็นที่นายโทนี่ แบลร์ กล่าวมานั้นล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความคิด มุมมอง และพฤติกรรมของรัฐบาลอันเป็นอุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปและปรองดองทั้งสิ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านรัฐบาลมักอ้างตัวเลข 15 ล้านเสียงจากการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมในการออกนโยบายคอร์รัปชั่นล้างผลาญ สร้างความชอบธรรมในการแก้ผิดให้เป็นถูก สร้างความชอบธรรมในการปิดปากผู้ที่เห็นต่าง และเพื่อใช้เสียงข้างมากลากไปทั้งในและนอกสภา ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลมักใช้มวลชนคนเสื้อแดงซึ่งเป็นฐานเสียงเป็นเครื่องมือในการข่มขู่คุกคามการทำงานของกระบวนการยุติธรรมและองค์อิสระต่างๆ ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในทุกวิถีทาง ฉะนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องความโปร่งใส เพราะเป็นสื่งที่หาไม่ได้ในรัฐบาลชุดนี้
       
       ขณะที่ นางพริสซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หนึ่งในแขกวีไอพีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เชิญมาร่วมในเวทีเดียวกัน ก็ตอกหน้ารัฐบาลเสียย่อยยับชนิดหมอไม่รับเย็บ โดยนางเฮย์เนอร์ พูดชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม” เนื่องจากเห็นว่าเป็นไปเพื่อเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าต้องการจะทำให้เกิดความปรองดองอย่างที่รัฐบาลอ้าง และปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความพยายามอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูของรัฐบาลเพื่อไทยภายใต้ระบอบทักษิณ ซึ่งนางเฮย์เนอร์เห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และการใช้อำนาจข่มขู่เพื่อบังคับให้ปรองดองก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ !!
       
       นางเฮย์เนอร์พูดถึงในประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
       
       “การปรองดองไม่ใช่เรื่องการบังคับขู่เข็ญหรือปกปิด การปรองดองไม่ใช่การเร่งรีบ เราเร่งไม่ได้ เมื่อเริ่มกระบวนการแล้ว จะต้องดูแลและเคารพในเรื่องการสื่อสารและรับฟัง ความเห็นที่แตกต่างทางการเมือง คอป.(คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) เสนอในหลายด้าน เราควรมองว่าข้อเสนอเน้นเรื่องอะไร ก่อนที่จะสรุปจบนี้ ดิฉันขอหันไปในประเด็นที่การนิรโทษกรรม ดิฉันทราบว่าประเด็นนี้อาจมีความผิดพลาดหากตีความแคบมากเกินไป หากใช้แนวทางสากลมากเกินไป อาจนำไปใช้ในบริบทท้องถิ่นไม่ได้ หลักการคือ ต้องมีการเคารพกับผู้ประสบเคราะห์ ไม่ควรมองว่าเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง ควรมีการเสวนา และมองว่ากระบวนการปรองดองควรจะทำอย่างไรต่อไป แม้จะมีการยกโทษให้อาชญากรรมบางอย่าง แต่ไม่ควรลบกระบวนการค้นหาความจริง แม้จะนิรโทษก็ต้องมีกระบวนว่า อดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง ขอเน้นจุดสุดท้าย กรอบทุกอย่างที่พูดในวันนี้ ควรมีหลักการประชาธิปไตยรองรับอยู่ ควรมีพื้นที่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
       
       แต่ถึงขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านยุติธรรมในเวทีระดับโลกที่รัฐบาลเชื้อเชิญมาโดยอ้างว่าเพื่อให้แง่คิดมุมมองในการปฏิรูปการเมืองไทย ได้ออกมาคัดค้าน 'การนิรโทษกรรม' แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ใส่ใจจะฟังเสียงใครที่เห็นต่างทั้งสิ้น อีกทั้งยังคงใช้อำนาจในการเป็นรัฐบาลมากดดันข่มขู่ให้คนที่เห็นต่างหลับหูหลับตาปรองดองกันต่อไป !!
       
       อีกความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจในงานวันนั้น คือความเห็นของ 'นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ' อดีตเลขาธิการอาเซียน ซึ่งมาร่วมในงานปาถกฐาดังกล่าวด้วย ซึ่งนายสุรินทร์ได้ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็น พร้อมตั้งเป็นคำถามองค์ปาฐกบนเวทีว่า
       
       “ ผู้ปาฐกถาทั้ง 3 ท่าน พูดถึงเรื่องให้ทุกคนมีส่วนร่วม แต่สำหรับประเทศไทยของเราไม่ได้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังได้มีการส่งอำนาจผ่านทางสไกป์เกี่ยวกับอนาคตประเทศ มีการแทรกแซงจากภายนอก ซึ่งถือว่าเป็นการกระทบเจตจำนงของเราจนส่งผลกระทบต่อภายในประเทศ โดยการสร้างความปรองดอง จะแก้ปัญหานี้อย่างไร”
       
       ไม่ต้องสาธยายใครๆก็รู้ว่าผู้ที่ 'ส่งอำนาจผ่านทางสไกป์' หาใช่ใคร หากแต่เป็นพี่ชายของนายกฯยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีฐานะเป็นนักโทษหนีคดีคอร์รัปชั่น นาม 'นช.ทักษิณ ชินวัตร' แต่ในทางปฏิบัติกลับมีฐานะเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง เพราะเขามักสไกป์มายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเพื่อสั่งการให้สมาชิกพรรคทำอย่างนั้นอย่างนี้ รวมถึงโฟนลิ้งค์มายังเวทีคนเสื้อแดงเพื่อส่งสารถึงบรรดาสาวกของพรรค และปฏิเสธไม่ได้ว่าการสไกป์ของเขานั้นนำไปสู่ปฏิบัติการการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงและพลพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญการเคลื่อนไหวนั้นมักนำไปสู่ความแตกแยก เกลียดชัง และนำไปสู่ความรุนแรงชนิดเผาบ้านเผาเมือง
       
       แต่ที่น่าแปลกใจคือแทนที่พิธีกรบนเวทีปาฐกถา คือ 'นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์' ผู้อำนวยการสถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะให้ผู้ปาฐกถาทั้ง 3 ท่านได้ตอบคำถามของนายสุรินทร์ พิธีกรกลับรวบรัดปิดรายการ สร้างความงงงันให้ผู้ที่มาร่วมงานในวันนั้นเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแค่ในเวทีปาฐกถายังปิดหูปิดตาไม่รับฟังความเห็นต่าง แล้วจะไปตั้งเวทีเสวนาปฏิรูปปรองดองระดับชาติให้มันเปลืองงบประมาณเปลืองเวลาหาอะไร ?
       
       กระนั้นก็ดีการลงแรงครั้งนี้ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดูจะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าเพราะบรรดาผู้ที่ได้รับเชิญมาปาฐกถาไม่ได้เอออวยช่วยสร้างภาพปาหี่ปฏิรูปปรองดองให้แก่รัฐบาลอย่างที่หวัง อีกทั้งยัง “ฉีกหน้า” รัฐบาลเพื่อไทยภายใต้ระบอบทักษิณและเปลือยตัวตนธาตุแท้ให้คนไทยและชาวโลกได้เห็น และที่แสบสันไปกว่านั้นก็คือแทนที่นายโทนี่ แบลร์ ซึ่งเดินทางมาร่วมแสดงปาถกฐาในฐานะแขกขอบรัฐบาล จะอยู่ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกลางวันกับนายกฯยิ่งลักษณ์ แต่กลับดอดไปกินข้าวเที่ยงกับคู่ปรับทางการเมืองของเพื่อไทย อย่าง 'นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บ้านพักของเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถนนวิทยุ เรียกว่างานนี้ 'แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ' ของนายกฯนกแก้วเลยทีเดียว
       
       แม้จะ 'หน้าแตกแหลกลาญ' ถูกประจานไปทั่วโลก แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังคง 'หน้าด้านหน้าทน' ท่องถาคาปฏิรูปปรองดองกันต่อไป ส่วนจะงัดมุขอะไรออกมาขายอีกก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป จนกว่าพลพรรคเพื่อไทยจะพานายใหญ่กลับบ้านได้สำเร็จ !!
       

 

 

 

 

 

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

7 กันยายน 2556 07:03 น.

 http://www.manager.co.th/AstvWeekend/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112523


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สว.ขี้บ่น วันที่ : 09/09/2013 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chanaphan

ผมว่า...แกคงไม่รู้สึกอะไรมากกว่า...ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน