*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-22
  • จำนวนเรื่อง : 442
  • จำนวนผู้ชม : 441589
  • จำนวนผู้โหวต : 101
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน
บ้านที่พัทยา

ขอเชิญแวะเที่ยวบ้านกันค่ะ มีผลไม้และดอกไม้ให้ได้ชมกัน

View All
<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


สนใจด้านไหนมากที่สุด
ศิลปะวัฒนธรรม
4 คน
ท่องเที่ยว
2 คน
อาหาร
1 คน
วรรณกรรม/กาพย์กลอน
0 คน
ทั่วๆไป
0 คน
บ้านและสวน
1 คน
เกร็ดความรู้
0 คน
ช่องทางทำกิน
2 คน
สุขภาพความงาม
2 คน
ต่างประเทศ
1 คน

  โหวต 13 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน 2560
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 899 , 09:27:25 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

Hemasuk

http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1246567&page=71
หวังว่าคงจะปรับความเข้าใจใครหลายๆคนกับเรือจากจีนลำนี้ได้ไม่น้อย
บทความเรือดำน้ำจีนของคุณ Pat Hemasuk ชิ้นที่สอง
ข่าวเพิ่งออกมาสดๆเมื่อช่วงเช้าวันนี้ครับ ไทยตกลงซื้อเรือดำน้ำจากจีนจำนวน 3 ลำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พล.ร.อ. ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวว่า หลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดจำนวน 17 คนเพื่อจัดหาเรือดำน้ำ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ข้อสรุปด้วยคะแนนเสียง14 เสียงเลือกซื้อเรือดำน้ำรุ่น หยวนคลาส S 26 Tของประเทศจีน
อย่างที่ผมเคยเขียนไปเมื่อสองเดือนก่อน และครั้งสุดท้ายเมื่อสามวันที่แล้วว่า เรือดำน้ำจีนเสนอราคาให้เราทั้ง ขนาด ราคา คุณภาพ อ็อฟชั่น เหนือกว่ายุโรปและเอเซียที่ร่วมเสนอราคามาทั้ง 5ประเทศ แม้ว่าเรือจีนมันจะไม่เคยพิศูจน์ตัวเองมาเหมือนเรือ U-Boat ของเยอรมันที่เป็นเรือดำน้ำ ดีเซล-ไฟฟ้า ที่ดีที่สุดในโลกที่สามารถจมเรือสัมพันธมิตรได้รวมแล้วหลายแสนตันก็ตาม แต่การที่จีนเสนอเรือขนาดใหญ่กว่าที่เราต้องการไปในราคาเดิม และพ่วงด้วยอะไหล่ 8ปี รวมถึงถ่ายทอดเท็กโนโลยีให้เราแบบไม่ปิดบังเพื่อที่ให้เราซ่อมบำรุงหรือสร้างด้วยตัวเองได้ในอนาคต
และที่สำคัญคือเรือลำนี้มันใหญ่พอที่จะยิงขีปนาวุธได้ด้วยไม่ใช่ยิงได้แต่ตอปิโดเหมือนที่เจ้าอื่นเสนอมา สามารถยัด ASM (anti-ship missiles) เข้าไปได้แบบสบายๆ อาวุธปล่อยรุ่น YJ-8X หรือ C-80X นั้นเอาไว้ยิงเป้าหมายที่เป็นเรือผิวน้ำและเป้าหมายบนพื้นดินได้ในระยะ 120กิโลเมตร ด้วยความเร็วเกือบเท่าเสียง เป็นอาวุธปล่อยในราคาย่อมเยาว์กว่าของอเมริกาหรือนาโต้ ทางจีนเคยพูดว่าแม้จรวดมิซาย YJ-8X หรือ C-80X นั้นตัวเลขตามสเป็กมันจะไม่สวยเท่าจรวดของอเมริกา แต่ถ้าซื้อของอเมริกาเพียงลูกเดียวยิงพลาดก็จบเกมส์ แต่ถ้าเอามาซื้อของจีนได้สิบกว่าลูก ยิงซ้อมมือกันให้ชุ่มฉ่ำใจไปเลย ถ้ากองทัพเรือไทยยิงขีปนาวุธซ้อมบ่อยขนาดนี้มันจะไม่โดนตอนยิงจริงให้มันรู้ไป
เรื่องการเลือกประเทศในการซื้ออาวุธนี้ในอดีตเคยสร้างบทเรียนแก่ไทยมาแล้วที่เยอรมันไม่ส่งเครื่องยนต์ที่จะใส่ในยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ให้กับเราเพราะอ้างว่าไทยไม่เป็นประชาธิปไตยจากการปฎิวัติของทหารครั้งก่อน แล้วถ้าเกิดสงครามกันจริงๆ การซื้อเรือดำน้ำจากประเทศกลุ่มนาโต้มันก็อาจจะสร้างปัญหาเรื่องอาวุธและอะไหล่ในอนาคตให้เราได้ เพราะถ้าจะเทียบกันแล้วระหว่างไทยจะโดนประเทศกลุ่มนาโต้เกลียดขี้หน้าหรือมีสงครามแล้วไม่ขายอาวุธและอะไหล่ให้ไทย กับไทยโดนจีนเกลียดขี้หน้านั้น โอกาสที่จีนจะโกรธไทยขนาดตัดญาติขาดมิตรนั้นเกือบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการเลือกเรือจากจีนครั้งนี้มันมีนัยยะทางการเมืองเข้ามาเป็นตัวตัดสินใจด้วย
จะบอกว่าเรือดำน้ำจีนไม่เคยพิศูจน์ตัวเองก็คงบอกได้ไม่เต็มปากนัก เมื่อปลายปีที่แล้วเรือดำน้ำ ดีเซล-ไฟฟ้า ของจีนก็แอบไปโผล่ลอยลำกลางกองเรือสหรัฐห่างจากเรือบรรทุกเครื่องบิน คิตตี้ ฮอว์ค ในระยะยิงตอปิโดแบบตกใจกันไปทั้งกองเรือออกมาเป็นข่าวใหญ่ของสื่อด้านการทหารไปทั่วโลก มันก็พิศูจน์ตัวเองได้ระดับหนึ่งว่าเรือจีนนั้นเงียบสนิทแบบตรวจจับได้ยาก และเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นไม่ได้ไปเดี่ยวๆ มีทั้งเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำรวมถึงเครื่องบินตรวจการคอยสแกนอยู่ตลอด 24ชั่วโมงก็ยังตรวจจับเรือดำน้ำจีนเครื่องยนต์ ดีเซล-ไฟฟ้า ที่ลุยเดี่ยวเข้าไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ที่เรือดำน้ำจีนลุยเข้าไปทดสอบตัวเอง แต่ยังเข้าไปในน่านน้ำญี่ปุ่นที่มีกองเรือของญี่ปุ่นและสหรัฐคุ้มกันตลอดเวลาแล้วก็หายไปแบบจับไม่ได้อีกหลายครั้ง ปฎิบัติการ จู่โจมและหลบหนีกวนตรีนสหรัฐโดยเรือดำน้ำจีนนั้นมีมาสัก 10ปีแล้วเห็นจะได้ โดยเอาเรือดำน้ำของตัวเองไปซุ่มดูบรรทุกเครื่องบิน คิตตี้ ฮอว์ค ในระยะ 30 กิโลเมตรในปี 93 แล้วลอยลำขึ้นมาให้เครื่องบินตรวจจับได้ และในปี 04 ก็เคยออกไปสำรวจแนวขุดเจาะแกสของญี่ปุ่นที่โอกินาวา จนญี่ปุ่นส่งทั้งเครื่องบินและกองเรือไล่ล่าแต่ก็แห้วรับประทานเพราะเรือดำน้ำจีนโชว์ลีลาหลบหนีกบดานหายไปแล้ว ทางการจีนออกมารับสาระภาพว่าเรื่ออั๊วเอง ขออภัยด้วยที่ดันวิ่งเข้าไปล้ำเขตที่เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค หุหุ….
จะพูดไปแล้ว เรือที่ไทยสั่งซื้อในครั้งนี้มันค่อนข้างจะล้ำสมัยกว่าเพื่อนบ้านอยู่หลายอย่างนอกเหนือจากเป็นเรือที่ใหญ่พอจะติดตั้งระบบอาวุธหลากหลาย สามารถยิงจรวดมิซายด์ได้ และมีพื้นที่พอที่จะใส่เครื่องยนต์สเตอร์ลิง ที่ใช้ระบบ Air-Independent Propulsion system (AIP) ที่ดำน้ำก็ยังเดินเครื่องยนต์ชาร์ตแบตเตอรี่ได้ ไม่เหมือนกับเครื่องดีเซลที่ต้องติดเครื่องยนต์และลอยลำให้เรือลำอื่นหรือเครื่องบินเห็น และเรือหยวนคลาสนั้นพัฒนามาจากต้นแบบเรือชั้น Kilo ของรัสเซีย ไม่ใช่จีนคิดเองทำเองทั้งหมด ดังนั้นอาจจะสามารถพูดได้ว่ามันคือ Kilo ที่พัฒนาไปอีกขั้นโดยจีนคงไม่ผิด
การที่กองทัพเรือเลือกเรือดำน้ำจีน Yuan Class S26T ขนาดระวางขับน้ำ 2600ตัน ที่เป็นรุ่นใหญ่กว่าที่มองเอาไว้แต่แรก จำนวน 3ลำในราคาเท่าเดิม และมีของแถมอีกเพียบนั้น สำหรับผมแล้วถือว่าสอบผ่านไม่ติดใจอะไรทั้งสิ้น เพราะจะเอาเรือเยอรมันตามที่หลายๆคนเชียร์แล้วอกหักนั้น มันเป็นเรือที่ดีที่สุดก็จริงอยู่ แต่มันเหมือนกับพนักงานบริษัทเงินเดือนสองหมื่นกว่าบาทแต่อยากขับเบ็นซ์ เงินจะซื้อเพื่อสนองตัณหาตัวเองก็ไม่พอจ่าย ซื้อมาแล้วก็ไม่มีปัญญาเติมน้ำมันออกไปวิ่งเสียอีก เพราะโสหุ้ยการใช้งานก็สูงกว่า แถมยังเป็น ดีเซล-ไฟฟ้า แทนที่จะเป็น เครื่องยนต์สเตอร์ลิงบวก AIP ราคาอาวุธก็แพงกว่า จะซ้อมยิงทีก็คิดแล้วคิดอีก ยิงเมื่อไรขนหน้าแข้งร่วงเป็นแถบ
ขอขอบคุณที่มาของบทความ FB คุณ Pat Hemasuk
เราถูกฝรั่งเล่นงานโดยไม่จัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนอะไหล่ในขณะที่เรากำลังหน้าสิ่วหน้าขวานหลายครั้งแล้วครับ
สงครามอินโดจีนไทยรบกับฝรั่งเศสสหรัฐอเมริกาไม่ยอมส่งเครื่องบินจำนวน 16 ลำให้ไทย
๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขายเครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 จำนวน ๖ เครื่อง (Sel.No.41-19082 ถึง 41-19087) พร้อมอนุมัติสิทธิบัตรการสร้าง (สิทธิบัตรเลขที่ ๑๓๑๖)  และขายเครื่องบินโจมตีแบบ NA-69 จำนวน ๑๐ เครื่อง( Sel.No.41-18890 ถึง 18899 )พร้อมอนุมัติสิทธิบัตรการสร้าง (สิทธิบัตรเลขที่ ๒๔๓๔) ให้กับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสนอขายให้กองทัพอากาศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน  ๒๔๘๒
เครื่องบิน NA-68 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียวที่พัฒนาโดยบริษัทนอร์ธอเมริกัน ด้วยการปรับปรุงมาจากเครื่องบินขับไล่แบบ NA-50 ที่ขายให้กับกองทัพอากาศ เปรู โดยการปรับโครงสร้างใหม่จนไม่เหมือนเดิม เช่นฝาครอบเครื่องยนต์ที่เพิ่มปืนกลอากาศขนาด ๘ มม. เข้าไปสองกระบอก และปืนใหญ่อากาศที่ใต้ปีกทั้งสองข้างแบบเมดเสนขนาด ๒๐ มม. เปลี่ยนชุดพวงหางไปใช้แบบ เครื่องบิน  ที-๖
กองทัพอากาศไทยสั่งซื้อจากบริษัท นอร์ทอเมริกัน ประเทศสหรัฐฯ พร้อมสิทธิบัตรในการผลิตทั้งเครื่องบินเครื่องยนต์และอาวุธอีกกว่าร้อยเครื่องในประเทศ ภายหลังจากประสบผลสำเร็จในการผลิต ฮอว์ค-๓ และคอร์แซร์แบบละกว่าร้อยเครื่องมาแล้ว
ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลสหรัฐฯได้ยึดเครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 จำนวน ๖ เครื่องขณะมีการลำเลียงลงเรือมายังประเทศไทย และอุปกรณ์ทั้งหมดที่ฮาวาย และยึดเครื่องบินโจมตีแบบ NA-69จำนวน ๑๐ เครื่อง ที่พิลิปปินส์ ขณะเดินทางจากสหรัฐฯ มาแวะพักที่นั่น  เนื่องจากขณะนั้นประเทศไทย กำลังทำสงครามต่อสู่กับฝรั่งเศสในเหตุการณ์กรณีพิพาทอินโดจีน ในขณะที่ยุโรปกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒
สหรัฐฯ ยึดเครื่องบินทั้งหมดเข้ากองบินทหารบก โดย NA-68 กำหนดชื่อเป็น P-64 และ NA-69กำหนดชื่อเป็น A-27  โดยสหรัฐฯ มีข้อมูลว่า ญี่ปุ่นอาจจะยกพลขึ้นบกในภูมิภาคแถบนี้ และอาจจะยึดเครื่องบินซึ่งมีสมรรถนะสูงเหล่านี้ ไปใช้ประโยชน์ ทางทหารของตน
ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๓ รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิบัตรการสร้างเครื่องบินแบบ NA-68 และ NA-69ซึ่งรัฐบาลไทย ได้ทำไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๒ และก่อนนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยึดเครื่องบินทั้งสองแบบที่กองทัพอากาศไทย ซื้อไว้  โดยให้เหตุผลว่า “มีความเป็นไปได้ว่ากองทัพไทย จะใช้เครื่องบินเหล่านี้ในการทำสงครามกับฝรั่งเศสในอินโดจีน” และด้วยเหตุนี้เองที่กองทัพอากาศไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินรบจากแหล่งอื่นแทน
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงินค่าเครื่องบินและลิขสิทธิ์เครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 และเครื่องบินโจมตีแบบ AN-69  ซึ่งได้ยึดและยกเลิกการขาย ดังนี้
เครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 พร้อมอะไหล่และสิทธิ์บัตร จำนวนเงิน ๕๔๔,๗๒๖.๗๗ ดอลลาร์สหรัฐ
เครื่องบินโจมตีแบบ NA-69 พร้อมอะไหล่และสิทธิ์บัตร จำนวนเงิน ๓๗๑,๐๘๘.๑๓ ดอลลาร์สหรัฐ
และอีก ๑๓,๐๐๐ ดอลลาร์ สำหรับค่า ปืนกลอากาศ ๒๔ กระบอก
ขอบคุณที่มาของข้อมูล พ.อ.อ.รัชต์ รัตนวิจารณ์
ปัจจุบันมีหลายประเทศเช่น รัฐบาลเยอรมันยังไม่ขายอาวุธปืนและอะไหล่ให้แก่ไทย แม้แต่ปืนพกเยอรมันไทยยังไม่สามารถสั่งซื้อจากเยอรมันได้โดยตรง ต้องสั่งจากตัวแทนในสหรัฐอเมริกาแทน
เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแบบปืนเล็กกล M-16A1 เป็น TAVOR TAR-21 จากอิสราเอล ก็ด้วยรัฐบาลอเมริกันไม่อนุมัติการขายปืน M-16 รุ่นใหม่กว่าแก่กองทัพบกไทยเช่นกัน
แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์
ศัตรูกล้ามาประจัญ จะอาจสู้ริปูสลาย
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
ขอบคุณที่มาของบทความ เรื่องเล่าจาก ดร.โย สำนักข่าวเจ้าพระยานิวส์
ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
เมื่อ 5-6๐ ปีก่อน
เราเคยเป็นพันธมิตรที่ดีและใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับจีน
วันนี้เราเป็นพันธมิตรที่ดีกับจีน และดูเหมือนจะอยู่ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ
189-1
เรือดำน้ำชุดมัจฉานุเรือดำน้ำชุดแรกของกองทัพเรือไทย
 
เมื่อปี 2556 รัฐบาลปูไม่ซื้อเรือดำน้ำมือสอง 6 ลำจากเยอรมัน 7.7 พันล้าน รัฐบาลลุงตู่จึงต้องซื้อเรือดำน้ำจีนลำละ 1.3 หมื่นล้าน แทน
 
บทความแรกที่ผมเขียนในบล็อกเรื่องเล่าจาก ดร.โย ในเว็บสำนักข่าวเจ้าพระยาคือ “เรือดำน้ำของราชนาวีไทย” goo.gl/L7LYod
 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สุริยะ พรสุริยะ
พล.ร.อ.สุริยะ พรสุริยะ
 
ซึ่งมีบทสัมภาษณ์ พล.ร.ต. สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำในขณะนั้น (และท่านยังเป็นผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำคนแรกของกองทัพเรืออีกด้วย) ขอนำมาเล่าซ้ำถึงความจำเป็นที่กองทัพเรือต้องจัดหาเรือดำน้ำมาใช้ในราชการอีกครั้งหนึ่ง
 
พล.ร.ต. สุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ (กดน.กร.) คนแรกของไทย กล่าวเปิดใจกับทีมข่าว “ไทยรัฐออนไลน์” หลังจากมีข่าวกองทัพเรือเสนอ ครม. ซื้อเรือดำน้ำมือ 2 จากประเทศเยอรมนี รุ่น 206A ถึง 6 ลำ งบประมาณกว่า 7.7 พันล้านบาท ทำไมต้องซื้อเรือดำน้ำถึง 6 ลำ ว่า “กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อาจจะไม่เกี่ยว เพราะเวลาที่มีปัญหาคุยกันไม่รู้เรื่องหรือปะทะกัน เราก็จะส่งกำลังไปแสดงตาม พื้นที่อยู่แล้ว มันก็ทำให้น้ำหนักในการเจรจาต่อรองมันสูง แต่ว่าสาเหตุสำคัญที่เราเดือดเนื้อร้อนใจที่จะต้องมีเรือดำน้ำเพราะว่า ประเทศรอบบ้านมีเรือดำน้ำหมดแล้ว ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเรือดำน้ำมันมีพิษสงร้ายแรงมาก มันมีสมรรถภาพที่น่ากลัวมาก เพราะว่ามันตรวจจับยาก เวลาดำไปแล้วหายากมาก ต้องมีเรือดำน้ำที่ดีถึงจะตรวจจับได้ เรือดำน้ำกับเรือดำน้ำถึงจะสู้กันได้เพราะฉะนั้นมันทำให้ศักยภาพของเราด้อย กว่าและเสียเปรียบเขา
 
189-4
เรือดำน้ำ ตระกูล206A ของกองทัพเรือเยอรมัน
 
ความจำเป็นที่ไทยต้องมีเรือดำน้ำ
พล.ร.ต.สุริยะ กล่าวว่า “สมมติว่าถ้าเรามีปัญหากับประเทศหนึ่งในย่านอาเซียน ซึ่งเกิดเป็นประเทศที่มีเรือดำน้ำทันสมัยมาก แล้วถ้าเกิดเขาประกาศปิดอ่าวไทย และประกาศว่าเขตนี้เป็นเขตที่ไม่รับรองความปลอดภัย เราต้องทุ่มเทกำลังทางเรือแทบจะทั้งหมดเลยไปคุ้มกันเรือเข้า-ออก คุ้มกันดีไม่ดี ก็อาจโดนเรือดำน้ำเขาสอยอีก ถ้าเราจะสู้กับเรือดำน้ำมันต้องใช้ทรัพยากรมาก ต้องใช้เรือฟรีเกต 4-5 ลำ รวมกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำอีก 2 ลำ มันลงทุนนิดเดียวสำหรับพวกที่ใช้เรือดำน้ำ แต่เราต้องทุ่มกำลังไปเยอะ บางทีเขาขู่แล้วดำน้ำหายไป แต่เราเห็น เราก็เดือดเนื้อร้อนใจแล้ว ว่าเขาจะมาจัดการอะไรกับเราหรือเปล่า” “จริงๆแล้วปัจจุบันเหลือแค่ไทย เขมร บรูไน ที่ยังไม่มีเรือดำน้ำ พม่าเนี่ยถึงแม้จะไม่มีตอนนี้ แต่ก็ได้ส่งคนไปฝึกกับอินเดียแล้ว และจะสั่งซื้อจากจีนในไม่ช้า เพราะฉะนั้นถ้าเรามองในแง่ศักดิ์ศรีของประเทศ และในแง่ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในแง่ทางยุธศาสตร์ว่าถ้าเกิดเรามีข้อขัดแย้งกัน คุยกันไม่รู้เรื่อง การที่เรามีกำลังทางเรือ ซึ่งเราเสียเปรียบเขาเนี่ย ทำให้เราสบตาเขาไม่ได้”
 
189-5
เรือดำน้ำ ตระกูล206A ของกองทัพเรือเยอรมัน ขณะฝึกปฏิบัติการสนับสนุนนักทำลายใต้น้ำ
 
มีความเป็นมาในการจัดซื้อเป็นอย่างไร
“อาจจะเป็นโชคหรือโอกาสของกองทัพเรือที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเพราะ เป็นเรือที่ใช้แล้วและราคาถูก เนื่องจากว่าเยอรมนีจะตัดลดงบประมาณทางทหาร ต้องมีโครงการที่ซ้ำซ้อนกัน ปัจจุบันเยอรมนีมีเรือดำน้ำ 2 ชุด คือชุด206Aซึ่งเป็นชุดเก่า กับเรือชุดใหม่คือ212 ถ้าเขาใช้เรือสองชุดก็จะสิ้นเปลืองทั้งคนทั้งเทคโนโลยีเขาเห็นว่าส่วนนี้ถ้า โละเรือชุดเก่าออก 6 ลำ ก็จะช่วยในการปรับลดงบประมาณ ซึ่งตามแผนเดิมจะโละในปี 2015 แต่ทางด้านกระทรวงกลาโหมเยอรมัน เตรียมปลดระวางไวขึ้น เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีผู้บังคับบัญชาหลายท่านที่สนิทสนมกัน เขาจึงติดต่อขายให้เราเป็นประเทศแรก เพราะเขาทราบดีว่าเราสนใจที่จะมีเรือดำน้ำ”
ตอนปี 2552 เคยเสนอโครงการเรือดำน้ำใหม่ แต่วงเงินสูงถึง” สี่หมื่นแปดพันล้าน” แค่ 2 ลำแต่มันใหม่ ในขณะที่ชุดนี้ มี 6 ลำ ซึ่งใช้ในงานจริง 4 ลำ อีก 2 ลำจะใช้ในการฝึกและใช้เป็นอะไหล่ คือที่ใช้จริงๆ 4 ลำ สามารถที่จะมีเรือพร้อมใช้ทางด้านอ่าวไทยและอันดามัน เพราะการที่มีเรือดำน้ำในพื้นที่มันเป็นอะไรที่มีความป้องปรามสูงยามศึก สงคราม ส่วนในยามสงบเราก็สามารถใช้ในการเฝ้าตรวจทางทะเล การทำผิดกฎหมาย การลักลอบต่างๆ ซึ่งทางนาโต้เคยใช้เรือชุดนี้ 6 ลำ ในยุทธการต่อต้านการก่อการร้ายประจำอยู่นอกท่าเรือในนอกอ่าวของทางด้าน ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง เพื่อไปเฝ้าดูการเคลื่อนไหว ซึ่งก็ใช้ได้ผลดี
 
189-7
เรือดำน้ำ ตระกูล206A ของกองทัพเรือเยอรมัน
 
มีข้อท้วงติงอ่าวไทยอยู่ในเขตน้ำตื้น ซื้อมาทำไม?
พล.ร.ต.สุริยะ ยืนยันว่า เรือชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ในเขตน้ำตื้น เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจึงเหมาะสมกับทางด้านอ่าวไทยของเราพอดี แล้วเรือดำน้ำ มันต้องออกปฏิบัติการนอกบ้านเรา จะไม่ได้อยู่ในบ้านเรา ต้องไปเฝ้าตรวจการเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่ล่อแหลม ที่มีการลักลอบทำอะไรสักอย่าง ซึ่งผิดกฎหมาย ในยามสงบเราก็อาจจะใช้ในเรื่องของทางทะเล การลักลอบของผิดกฎหมาย โจรสลัด เราสามารถใช้เรือไปตรวจสอบได้ และถ่ายภาพความเคลื่อนไหว มารายงานที่ฝ่ายความมั่นคง ถ้ายามสงครามเราสามารถไปตรวจความเคลื่อนไหวจากนอกบ้านเรา
 
เราใช้กำลังพล ประจำเรือประมาณ 23 คน แต่ต้องจัดคนลงเรือ และ ในขั้นต้นต้องส่งคนไปฝึกที่ทางกลาโหมเยอรมัน เพราะเขาจะฝึกคนให้เรา 2 ปี และ ฝึกให้เรา 2 ชุด และ ทีมต่อไปเราก็อาจจะต้องมาฝึกเอง ขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไรกับภูมิประเทศของเรา เพราะเรือดีไซน์ไว้ให้ใช้กับทะเลน้ำตื้นใกล้เคียงอ่าวไทย แต่มันต่างที่น้ำทะเลของเขาอุณหภูมิเย็นกว่าน้ำทะเลของเรามาก ตัวเรือเป็นเหล็กป้องกันสนิมที่เกิดจากน้ำเค็ม ยอมรับว่าอาจจะต้องปรับปรุงในเรื่องของการทาสี เคลือบสารที่จะป้องกันเรือ โดยเฉพาะเพรียงทะเล แต่ในส่วนการปรับปรุงนี้อยู่ในแพ็คเกจที่เขาได้ขายให้เราอยู่แล้ว ทางด้าน อาวุธในเรือเป็นตอปิโดขนาดใหญ่ ที่สามารถจมเรือได้ทั้งลำ และ ตอปิโดที่เรือเยอรมันทั้ง 6 ลำนั้นก็เป็นมาตรฐาน นาโต้ ที่มีประสิทธิภาพสูง “อย่าง สิงคโปร์ ซึ่งเขามีเศรษฐกิจดีกว่าเรา แต่เรือดำน้ำสิงคโปร์เนี่ยอายุมากกว่าเราด้วยซ้ำไป ตั้ง 40 กว่าปี (ของไทย 30ปีถ้าตัดสินใจซื้อ) โดยเขาเลือกที่จะฝึกคนจากเรือเก่าก่อน ให้ได้ขีดความสามารถในการใช้เรือดำน้ำก่อน พอเขารู้วิทยาการเรือดำน้ำแล้วก็จะเปลี่ยนเรือให้ใหม่ขึ้นมานิดนึง แต่ไม่ได้ซื้อเรือใหม่ ขั้นที่สอง เพียงแต่ซื้อลำใหม่ขึ้นมาอีกนิด (จาก 40 เป็น 20 ปี) ส่วนของไทยเราที่จะซื้อคือ 30 กว่าปี ทั้ง 6 ลำ แต่มันได้รับการปรับปรุงครึ่งอายุมาแล้ว ถ้าซื้อมา เราต้องติดตั้งระบบปรับอากาศใหม่ เพราะเรือชุดนี้เคยปฏิบัติการในทะเลเหนือ (บอลติก) ซึ่งอากาศหนาว แต่ถ้ามาบ้านเรา มันร้อนต้องติดแอร์ ถ้าเราซื้อ ทางเยอรมนีก็จะต้องถ่ายทอดทั้งวิทยาการ อาวุธ ซีมูเลเตอร์ อะไหล่ อุปกรณ์ทั้งหลาย เพียงแต่ว่าเราต้องฝึกคนเราก่อนเท่านั้น” ผบ.เรือดำน้ำคนแรกของไทยกล่าว
 
ทำไมต้องเป็นเรือดำน้ำใช้เชื้อเพลิงดีเซล จะคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าเป็นแบบใช้พลังงานนิวเคลียร์ล่ะ?
พล.ร.ต.สุริยะ กล่าวอีกว่า “เรือดำน้ำของเราใช้ดีเซลไฟฟ้า ซึ่งประหยัดน้ำมันมาก แค่ใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องยนต์ ที่เหลือก็ใช้แค่แบตเตอรี่ ถ้าเป็นนิวเคลียร์ ต้องเป็นประเทศมหาอำนาจเท่านั้น เพราะมันแพงมาก มีแค่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ จีน ที่ใช้ งบประมาณ 7.7 พันล้าน ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะเราจะมีกองเรือดำน้ำได้ทันที ถ้าเราต่อเรือดำน้ำใหม่ต้องใช้เวลาในการต่อเรือนานเกือบๆ 6 ปี เมื่อต่อเสร็จถึงจะฝึกคนได้เพราะคนต้องไปฝึกกับเรือดำน้ำที่เราจะใช้ แต่ถ้าซื้อกับเยอรมนีเราแค่จัดคนไปแล้วก็ไปฝึกได้เลย ส่วนเทคโนโลยีของเมืองไทย ต่อเรือดำน้ำไม่ได้แน่นอน เพราะต้องมีการซื้อเทคโนโลยี แต่ของเกาหลีที่เขาต่อเรือกันได้เพราะเกาหลีเขามีอุตสาหกรรมต่อเรือที่เจริญ กว่าเรามาก
 
ทำไม พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ผบ.กองทัพเรือ ถึงได้เลือกท่านมาเป็นผบ.กองเรือดำน้ำ
พล.ร.ต.สุริยะ กล่าวอีกว่า “ผมเคยทำงานกับท่านสมัยอยู่กรมยุทธการทหารเรือ ผู้บัญชาการมีนโยบายที่อยากจะให้มีหน่วยงานสักหน่วยงานที่เป็นแหล่งในการ รวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเรือดำน้ำ ท่านจึงมอบหมายให้ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และท่านผู้บัญชาการกองเรือยุทธการก็มอบหมายให้ผม ผมก็ศึกษาข้อมูลเอาไว้ข้างต้นแต่ว่ามันยังไม่มีโครงการอะไรที่เป็นรูปธรรม แต่ผมย้ายมาก็เป็นส่วนหนึ่งในการจัดโครงการขึ้น เพราะเราผ่านงานด้านนี้มานาน เคยไปประชุมเรื่องเรียนดำน้ำกับประเทศแถบแปซิฟิก ประเทศส่วนใหญ่เขามีเรือดำน้ำกันหมด เช่น มาเลย์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มีเรือดำน้ำหมด เราก็ไม่มีเรือดำน้ำแต่ต้องไปประชุมกับเขา ผมจึงทำได้แค่ติดตามข้อมูลติดตามวิทยาการ
 
ท้ายสุดแล้วจะเหลือเรากับเขมร และบรูไน ที่ไม่มีเรือดำน้ำ ซึ่งประเทศเราเมื่อก่อนเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเรือสูงมาก สิงคโปร์ มาเลเซีย เมื่อก่อนต้องมาเรียนกับเรา ต้องมาให้เราช่วยฝึกให้ แต่ตอนนี้กำลังรบจะเป็นมหาอำนาจเหมือนยุโรปแล้วเพราะเขาเน้นยุทธโทปกรณ์ที่ ทันสมัยไม่ได้เน้นกำลังพล เดิมทีเราอยู่ในกลุ่มแนวหน้า ตอนนี้เราอยู่ในกลุ่มพม่า เขมร ไทย แล้วถ้าพม่ามี (ซึ่งขณะนี้เขาเริ่มโครงการแล้ว) เราก็จะอยู่กับเขมร เราจึงต้องมองว่าในอาเซียนเราจะอยู่กับเขมรหรือจะไปอยู่ชั้นแนวหน้า ทำไมเวลาผ่านไปเราจึงถอยลงเรื่อยๆ.. แล้ววันดีคืนดีถ้าเขมรมีเรือดำน้ำขึ้นมา ศักยภาพทางทหารจะเปลี่ยนทันที ถ้าเขามีเรือดำน้ำ เราจะไม่กล้าทำอะไรเลย.. ดูง่ายๆ เมื่อก่อนเขมรเกรงใจเรา มาเลเซียเกรงใจเรา เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ซึ่งเราก็เข้าใจเศรษฐกิจและสภาพบ้านเมืองตอนนี้ แต่ถ้ามีโอกาสเข้ามาก็ควรคว้าไว้”
 
มีข้อครหาค่าคอมมิชชั่น ผลประโยชน์จำนวนมาก
เรื่องคอมมิชชั่นไม่มีแน่นอนเพราะมันเรือเก่าที่ใช้แล้ว ส่วนจะทันไม่ทันก็ต้องลุ้นให้ผ่านก่อนเดือนเมษายน เพราะถ้าพ้นเดือนเมษายนไปทางเยอรมนีจะขายให้ประเทศอื่นที่รอซื้อต่อหากไทย ไม่เอา
 
การจัดหาเรือดำน้ำของกลุ่มประเทศอาเซียน
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่นับพันเกาะ ในทศวรรษที่ 1960 กองทัพมีเรือดำน้ำจากสหภาพโซเวียตหลายประเภททั้งเรือลาดตระเวน เรือพิฆาตรวมทั้งเรือดำน้ำชั้นวิสกี้ ในทศวรรศที่ 1980 กองทัพเรืออินโดนีเซียสั่งต่อเรือดำน้ำชั้น 209 จาก อดีตเยอรมันตะวันตกจำนวน 2 ลำ และประกาศว่าจะซื้อเรือดำน้ำชั้น 209 มือสองจากกองทัพเรือเกาหลีใต้ 4 ลำ แต่เนื่องด้วยมูลค่าอันมหาศาลของโครงการนี้ มีโอกาสน้อยมากที่จะประสพความสำเร็จ
สิงคโปร์แม้จะเป็นประเทศเล็กๆแต่สิงคโปร์ก็ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของโลก คือช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นทางผ่านที่สำคัญของการเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดีย ไปสู่ มหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพเรือสิงคโปร์มีการพัฒนาที่ก้าวหน้า ไกลกว่าชาติอื่นๆในภูมิภาคนี้ กองทัพเรือสิงคโปร์เริ่มโครงการเรือดำน้ำมือสองจากสวีเดน ชั้น ซยอร์แมน จำนวน 4 ลำ เรือทั้ง 4 ลำ เข้ารับการซ่อมใหญ่และปรับปรุงเพื่อให้สามารถปฏิบัติการในเขตร้อนได้ ต่อมากองทัพเรือสิงคโปร์สั่งซื้อเรือดำน้ำ ชั้น Archer ลำที่ ๒ RSS Swordsmanจากสวีเดน
 
มาเลเซียเป็นอีกประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของช่องแคบมะละกาทางชายฝั่งตะวันตก และ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อ้างการมีผลประโยชน์ในหมู่เกาะ สแปรทลีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากรัฐซาบาห์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 300 ไมล์ โดยรวมแล้วเมื่อพิจารณาจากการมีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด นับตั้งแต่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือติดกับจังหวัดสตูลของไทย เรื่อยมาจนถึงสิงคโปร์ แล้ววกกลับขึ้นไปทางเหนือจนถึงชายแดนส่วนที่ติดกับจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งชายฝั่งของรัฐซาราวัค จนถึงหมู่เกาะสแปรทลีย์ สั่งต่อเรือดำน้ำชั้น สคอเปเน่ จำนวน 2 ลำโครงการ ซึ่งลำแรกจะต่อที่อู่ ดีซีเอ็น ในประเทศฝรั่งเศส และลำที่สองจะต่อที่อู่เรือของไอซาร์ในประเทศสเปน
 
กองทัพเรือไทยเคยมีเรือดำน้ำซึ่งเป็นชาติที่ 2 ในเอเชีย แต่เป็นชาติในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการได้แก่ ร.ล.มัจฉาณุ ร.ล.วิรุณ ร.ล.สินสมุทร และร.ล.พลายชุมพล ได้ปฏิบัติการในอ่าวไทยหลายครั้งตั้งแต่สงครามอินโดจีนทั้งการรับและส่งสายลับพลพรรคขบวนการเสรีไทย และการโจมตีเรือของฝ่ายอักษะด้วยตอร์ปิโดซึ่งได้ปลดประจำการแล้วทุกลำในปี พ.ศ. 2494 เนื่องด้วยอายุการใช้งาน ความปลอดภัยและเทคโนโลยีการดำน้ำ ปัจจุบันแม้จะไม่มีอาณาเขตติดต่อกับช่องแคบมะละกา แต่ช่องแคบนี้ก็มีความสำคัญต่อประเทศไทยมากพอๆ กับ 3 ประเทศที่กล่าวถึง อ่าวไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการเดินเรือเข้า-ออก เรือดำน้ำจะสามารถปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ การค้นหาเรือดำน้ำในเขตน้ำตื้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นพอสมควร โดยเฉพาะกับเรือเครื่องยนต์ดีเซล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งชั้นความเค็มและชั้นความร้อนหรืออุณหภูมิที่มีผลต่อการเดินทางของเสียง ราชนาวีไทยเคยมีโครงการที่จะจัดหาเรือดำน้ำโดยได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากหลายๆประเทศทั้งเยอรมัน สวีเดน ฝรั่งเศสและรัสเซีย แต่โครงการนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จ เนื่องจากติดขัดด้วยปัญหาต่างๆทั้งด้านงบประมาณและ ปัญหาทางการเมือง
 
ต่อมาเมือกองทัพเรือสิงคโปร์ได้ทำการฝึกฝนกำลังพลจนเกิดความชำนาญในระดับหนึ่งแล้ว ก็ได้จัดหาเรือดำน้ำรุ่นใหม่เพิ่มเติมครับ ซึ่งประกอบกับ ที่สวีเดน ลดงบประมาณทางการ ทหารลง จึงได้ทำการปลดระวางเรือดำน้ำเก่าชั้น Västergötland class จำนวน 4 ลำที่ต่อปี 1986 ลง และทำการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น Västergötland class จำนวน 2 ลำ โดยทำการเปลี่ยนไส้ในใหม่ทั้งหมด (คล้ายกับกรณีของเยอรมันที่ อับเกรด U 206 ให้กลายเป็น U 206A) จึงเกิดเป็นเรือชั้นใหม่ Södermanland class เข้าประจำการในกองทัพเรือสวีเดน
 
ฉะนั้นแล้วจึงขอพูดถึงเรือดำน้ำชั้น Archer Class ที่ปรับปรุง มาจากเรือ ชั้น Västergötland class ในจำนวนที่เหลืออีกสองลำครับ โดยทางกองทัพเรือสวีเดน ได้ตัดสินใจขายเรือดำน้ำชั้น Västergötland class ที่เหลืออยู่สองลำ ให้กับกองทัพเรือสิงคโปร์ โดยปรับปรุงเปลี่ยนไส้ในให้หมด ให้มีความสามารถให้เหมือนกับ Södermanland class ที่ประจำการอยู่ในกองทัพเรือ สวีเดน
 
สรุปในปัจจุบันกองทัพเรือสิงคโปร์มีเรือดำน้ำ ประจำการทั้งสิ้น 7 ลำคือ Challenger class คือเรือดำน้ำ Sjöormen class มือสองจากสวีเดน จำนวน 5 ลำ และ เรือชั้น Archer Class ที่ประจำการอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยปรับปรุงมาจาก Västergötland class ของสวีเดนครับ และถือว่าเป็นเรือดำน้ำที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว
 
189-11
เรือดำน้ำชั้น Chang Bogo Class ของเกาหลีใต้
 
รำมาตั้งนานยังไม่ถึงเรือดำน้ำที่ กองทัพเรือ ไทยจะจัดหาซักที
 
 
แนวคิดในการจัดหาเรือดำน้ำ กองทัพเรือ ไทยล่าสุดแบ่งเป็น 2 ฝ่าย
1) ซื้อเรือดำน้ำ รุ่น U-206A มือสองจากเยอรมัน 6 ลำ ราคาทั้ง 6 ลำรวมประมาณ 7,500-7,700 ล้านบาท Specification: เรือยาวเกือบ 50 เมตร ระวางขับน้ำ 450 ตัน ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ดีเซล 600 แรงม้า 2 ตัว และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1,100 กิโลวัตต์ ความเร็วบนผิวน้ำ 10 นอต (19 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ใต้น้ำ 17 นอต (31 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ระยะปฏิบัติการบนผิวน้ำไกลสุด 8,300 กิโลเมตร ใต้น้ำไกลสุด 420 กิโลเมตร ดำได้ลึกกว่า 200 เมตร มีช่อง ยิงตอร์ปิโดจำนวน 8 ท่อ ขณะที่ ตัวเรือทำจากโลหะพิเศษมีความคงทนสูง เป็นสนิมยาก และไม่ดึงดูดแม่เหล็ก (เป็นความสามารถพิเศษเพื่อหลบเลี่ยงทุ่นระเบิดใต้น้ำ) พลประจำเรือ 20 นาย
2) ซื้อเรือดำน้ำ รุ่น U-209 มือสอง 2 ลำจากเกาหลีใต้ต่อโดย บริษัท HYUNDAI (Technology เยอรมัน) ในราคาประมาณ 50,000 ล้านบาท
 
พลเรือตรีสุริยะ พรสุริยะ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ (ผบ.กดน.) เล่าว่า U-206A จะปฏิบัติภารกิจของเรือดำน้ำจะเป็นแบบตัวใครตัวมัน แต่ละลำจะมีภารกิจของตัวเอง และไม่ทำงานร่วมกันเหมือนเรือผิวน้ำ ภารกิจของเรือดำน้ำแบบ Type-206A ในกองทัพเรือไทย อาจจะแบ่งได้เป็นในยามสงครามและในยามสงบ ภารกิจในยามสงครามจะประกอบด้วย
(1) การปราบเรือดำน้ำ โดยเราจะใช้เรือของเราในการค้นหาและไล่ล่าเพื่อทำลายเรือดำน้ำฝ่ายตรงข้าม และที่สำคัญเราจะใช้เพื่อคุ้มกันกองเรือผิวน้ำที่มีคุณค่าทางยุทธการสูง (high value asset) เช่น กองเรือบรรทุกเครื่องบิน กองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก ให้รอดพ้นจากการถูกโจมตีโดยเรือดำน้ำฝ่ายตรงข้ามทั้งการโจมตีด้วยตอร์ปิโดหรืออาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีเรือ ยุทธวิธี คือ เราจะส่งเรือดำน้ำของเราล่วงหน้ากองเรือไปก่อน โดยจะเคลื่อนที่ไปซุ่มดักรอยังตำบลที่และทิศทางที่คาดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเข้ามา (threat axis) เพื่อคุ้มครองป้องกันกำลังของเราที่จะต้องเดินทางผ่านเข้าไปยังตำบลที่ตรงนี้เพื่อปฏิบัติการต่างๆ ต่อไป ทั้งนี้เราจะแบ่งพื้นที่ให้เรือดำน้ำเรารับผิดชอบโดยแยกกันอย่างเด็ดขาดจากพื้นที่ปฏิบัติงานของยุทโธปกรณ์ปราบเรือดำน้ำอื่น เช่น เรือผิวน้ำ หรืออากาศยาน เพื่อป้องกันโอกาสที่เกิดการยิงกันเอง (friendly fire) ขึ้นได้
(2) การต่อต้านเรือผิวน้ำ โดยเราจะใช้เรือของเราเพื่อรักษาจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ (choke point) มิให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังเรือผิวน้ำในพื้นที่นี้ได้ รวมทั้งใช้เพื่อการขัดขวางทางทะเล (maritime interdiction) เพื่อจู่โจมทำลายกองเรือผิวน้ำของฝ่ายตรงข้าม
(3) การสงครามทุ่นระเบิด โดยการใช้เรือดำน้ำเข้าไปวางทุ่นระเบิดในพื้นที่สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เช่น ปากทางเข้าออกฐานทัพเรือ เพื่อขัดขวางการปฏิบัติการทางเรือของเขา ซึ่งเรือแบบ Type-206A นี้ สามารถบรรทุกทุ่นระเบิดไปได้มากถึง 40 ลูกด้วยกัน ข้อดีของการใช้เรือดำน้ำในภารกิจนี้ คือ การซ่อนพราง (covert) ทำให้เขาไม่รู้ตัวเลยว่าถูกวางทุ่นระเบิดไปแล้ว และเราสามารถเข้าไปวางลึกถึงพื้นที่เขาได้เลย คือ เป็นการวางแบบเชิงรุก ในขณะที่เรือผิวน้ำหรืออากาศยานจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะเขาจะรู้ตัวก่อนและขัดขวางเราได้ทัน จึงทำได้เพียงวางทุ่นระเบิดในเชิงป้องกันเส้นทางหรือพื้นที่ของเราไม่ให้เขาเข้ามาได้เท่านั้น
(4) การหาข่าวกรอง เฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ซึ่งอันนี้เราสามารถใช้ข้อดีของเรือดำน้ำเรื่องการซ่อนพรางได้อีก ทำให้เราแอบเข้าไปสืบหาข่าวได้ถึงพื้นที่ฝ่ายตรงข้าม โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย เช่น การเฝ้าตรวจจุดยุทธศาสตร์ หรือหาข่าวกรองบริเวณฐานทัพเรือฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น
 
189-14
วิธีการแยกจากเรือดำน้ำของ US Navy SEAL โดยใช้ยาน SDV หรือ Seal/Swimmer Delivery Vehicle ซึ่งติดตั้งไปกับเรือดำน้ำ เมื่ออยู่ใน SDV แล้วจะขับยานนี้ออกจากเรือดำน้ำเข้าหาเป้าหมาย
 
(5) การสนับสนุนการปฏิบัติการสงครามพิเศษ แน่นอนว่าด้วยความสามารถในการซ่อนพรางของเรือดำน้ำอีกเช่นกัน เราสามารถใช้เรือเพื่อนำกำลังหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วย SEAL) แทรกซึมเข้าไปปฏิบัติภารกิจหลังเขตแดนฝ่ายตรงข้าม และรับกลับเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ (infiltration/exfiltration) โดยเรือแบบ Type-206A นี้ มีพื้นที่เพียงพอให้สามารถนำชุดปฏิบัติการพิเศษไปได้กับเรือ 1 ชุดปฏิบัติการ แต่จะไม่มีที่พักให้ เพราะขนาดของตัวเรือที่จำกัด และการเข้าออกจากเรือจะใช้วิธีว่ายน้ำผ่านทางท่อตอร์ปิโด เนื่องจากเรือมีขนาดเล็ก จึงไม่มีพื้นที่พอสำหรับการติดตั้งห้อง air lock สำหรับรับส่งนักดำน้ำ (swimmer/diver delivery) เหมือนกับเรือขนาดใหญ่ จะมีก็แต่ช่องทางเข้าออก/ช่องทางหนีภัยเท่านั้น ซึ่งเปิดได้เฉพาะเมื่อเรืออยู่บนผิวน้ำอย่างเดียว ถ้าเปิดขณะดำ น้ำคงจะเข้าเรือจนเรือจมไปเลยทีเดียว
ขอบคุณไทยรัฐออนไลน์
 
สำหรับผมเรือดำน้ำ U-206A มือสอง 6 ลำ ราคา 7.7 พันล้านเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน หากจะดูสถานการณ์แวดล้อมของประเทศรอบบ้านของเรา ผมเชื่อในเรื่องความเข้มแข็งทางทหารมากกว่าการเจรจา เพราะการที่เรามีปัญหากับประเทศรอบบ้านแต่ไม่รบกันจนเป็นสงครามใหญ่เกิดจาก
1. ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายลงตัว
2. กองทัพไทยเข้มแข็ง ในความเข้มแข็งของกองทัพมีลักษณะในเชิงรับเพียงอย่างเดียวและเป็นการตั้งรับเชิงรับ ซึ่งแนวโน้มของแต่ละประเทศเป็นไปในทางการตั้งรับเชิงรุกมากกว่า กอปรกับผลประโยชน์ทางทะเลมูลค่ามหาศาลทั้งของเราเอง ที่มีร่วมกัน ที่ทับซ้อนและยังมีความขัดแย้งอยู่ อย่าลืมนะครับว่า เขมร ลาว และเวียดนามมีการเกื้อหนุนช่วยเหลือทางทหารระหว่างกัน
 
บทความนี้ผมเขียนไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 ครับ วันนี้อีก 2 เดือนจะถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2556 เกือบ 2 ปีแล้ว ราชนาวีไทยก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการจัดหาเรือดำน้ำให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ได้ล้มเลิกโครงการนี้ไปเรียนร้อยแล้ว
 
วันนี้ (เมษายน 2560) รัฐบาลโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอนุมัติให้กองทัพเรือซื้อเรือดำน้ำ AUN Class S-26Tจากประเทศจีน 1 ลำในราคา 1.35หมื่นล้านบาท ตามที่คณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือลงมติ 14-3 เลือกซื้อเรือดำน้ำ AUN Class S-26Tจากประเทศจีน จำนวน 3 ลำ
 
 
ตามการให้สัมภาษณ์ของ ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น (วันที่ 2 ก.ค. 2558 สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต) พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ว่า กองทัพเรือมีมติเป็นเอกฉันท์ให้จัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน จำนวน 3 ลำ มีอาวุธครบ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการจัดซื้อในครั้งนี้เป็นแบบแพ็คเกจ ทั้งเรื่องของเรือ อาวุธ การฝึกอบรม และการดูแลอะไหล่เรือดำน้ำ เป็นเวลา 8 ปี
 
ในการจัดซื้อเรือดำน้ำของประเทศจีนมีคณะกรรมการของกองทัพเรือร่วมกันพิจารณา 17 คน ซึ่งเป็นคนของกองเรือดำน้ำและกองเรือยุทธการที่จะต้องอยู่ในเรือดำน้ำเป็นผู้ให้คะแนนเองทั้งหมด โดยงบประมาณจะใช้แบบ 7 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะซื้อในลักษณะจีทูจี
 
ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้เดินทางไปดูเรือดำน้ำ 6 ประเทศ เป็นคนรุ่นใหม่ จำนวน 17 คน จากกองเรือดำน้ำกองเรือยุทธการ พร้อมให้คะแนน 14 คน เลือกเรือดำน้ำของจีน ประเทศเยอรมนี 2 คน และประเทศสวีเดน 1 คน ตนยืนยันว่า ไม่มีใครไปชักนำเขาเลือกด้วยตัวเองเพราะ เป็นเรือในอนาคต ทั้งนี้ ทางจีนได้สนับสนุนการฝึกอบรม พร้อมอะไหล่เรือดำน้ำถึง 8 ปี ดังนั้น ถือเป็นความฉลาดและคุ้มค่ามากที่สุด
 
โดยบริษัท China Shipbuilding & Offshore International หรือ CSOC ได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับดำน้ำชั้น S26T Yuan Class พร้อมอาวุธและการฝึกกำลังพลให้กับกองทัพเรือไทย
“การซื้อเรือดำน้ำของประเทศจีน 3 ลำ เป็นเรือใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาต่อเรือ 5-6 ปี และในระหว่างนั้นเราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูในรายละเอียด 2 ปี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ กำลังพลจึงต้องไปศึกษาพอสมควร การจัดเลือกเรือของประเทศจีนเป็นการตอบโจทย์ เพราะสามารถซื้อได้ถึง 3 ลำ แต่ถ้าเป็นของประเทศอื่นจะได้เพียง 2 ลำ ทั้งนี้จะต้องมีการบริหารงบประมาณที่มีจำกัด และที่สำคัญประเทศจีนเป็นเพียงชาติเดียวที่ให้ระบบเอไอพี ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน โดยไม่ต้องโผล่ ขณะที่เรือของประเทศเกาหลีใต้และเยอรมนีไม่มีระบบเอไอพี อยู่ใต้น้ำได้เพียง 5-6 วันก็ต้องโผล่ขึ้นมา ซึ่งเรือดำน้ำต้องเงียบ พรางตัวอย่างเดียว ถ้า 4-5วันแล้วต้องโผล่ขึ้นผิวน้ำ ดาวเทียมสามารถจับได้หมด บางคนบอกว่าซื้อของประเทศจีนแล้วส่ายหัว ความจริงแล้วไม่ใช่ ผมยังไม่อยากอธิบาย เพราะรัฐบาลยังไม่ได้อนุมัติ รอให้อนุมัติก่อนจึงสามารถพูดคุยได้ ใครถามก็ตอบได้ เพราะผมเดินทางไปดูด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้พูดไม่ได้” ผบ.ทร. กล่าว
 
 
พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวต่อว่ายังไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อใด แต่ยืนยันว่ากองทัพเรือจะทำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ทั้งนี้ครม.จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติก็ได้ เพราะเราไม่มีอะไรซุกอยู่ใต้พรม ทุกอย่างเปิดเผย ยืนยันว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำของประเทศจีนไม่มีการล็อบบี้จากฝ่ายการเมือง และจ่ายเงินโดยภาครัฐ กองทัพเรือไม่เกี่ยว เพราะกองทัพเรือพิจารณาตาม ครม.สั่งการ ส่วนความจำเป็นในการซื้อเรือดำน้ำยามที่ไม่มีสงครามนั้นเรื่องนี้ตอบยาก เพราะเวลาจะใช้ มันไม่มีให้ใช้ แต่เมื่อซื้อมาก็เหมือนคนเริ่มขับรถใหม่ แต่การขับเรือกับรถต่างกัน เพราะเรือดำน้ำต้องใช้คน 50 คน ทำงานต้องเป็นทีมและเทคโนโลยีเมื่อเราซื้อมาแล้ว ก็สามารถเดินเรือได้ แต่ด้านเทคนิคการใช้อาวุธต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างน้อย 3 ปี
 
ขอบคุณที่มาของบทความ www.thannews.th.com
 
หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปก็มีการวิจารณ์การตัดสินใจของกองทัพเรือทั้งทางบวกและทางลบอย่างหนักหน่วง
 
ขอนำเสนอบางความคิดเห็นที่ผมเห็นว่ามีเหตุและมีผลที่น่าสนใจประกอบการศึกษานะครับ
 
บทความบทความเรือดำน้ำจีนของคุณ Pat Hemasuk ชิ้นแรก
ผมอยากเขียนเรื่องข่าวที่ออกมากระหึ่มในวงการผู้สนใจเรื่องการทหารและอาวุธในประเทศไทย เกี่ยวกับข่าวที่ลือกันว่าไทยกำลังจะจบเรื่องซื้อเรือดำน้ำจำนวนสามลำโดยตัวที่เลือกคือเรือดำน้ำจีน Yuan Class S26T ขนาดระวางขับน้ำ 2600ตัน ที่เป็นรุ่นใหญ่กว่าที่มองเอาไว้แต่แรกที่เป็น เพียง S20 เนื่องจากตามสเป็กเดิมที่ไทยเรามองเอาไว้ว่าระวางขับน้ำควรจะอยู่ที่ 1600-200ตันเท่านั้น ซึ่งคู่แข่งจากชาติต่างๆก็ส่งเสนอแต่เรือขนาดเดียวกันเสียเกือบทั้งหมดในงบประมาณไล่ๆกัน
ที่ได้เราได้เรื่อดำน้ำใหญ่ขึ้นในงบเดิมนั้น ผมคิดว่าเรามีสองปัจจัยที่ทำให้เรือชุดแรกของเราใหญ่ขึ้นระดับเป็นหน้าเป็นตาของกองทัพเรือได้นั้นเนื่องจากจีนต้องการเอาใจเราเป็นพิเศษนั้นเรื่องหนึ่ง และในความต้องการของเรานั้นอยากได้ระบบ AIP หรือ Air-Independent Propulsion system หรือเครื่องยนต์ที่ไม่ต้องพึ่งอากาศจากผิวน้ำเพื่อยืดเวลาการอยู่ใต้น้ำและเป็นอิสระต่อการเข้าฝั่งมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยเขียนไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อนว่าระบบนี้นี่แหละทีเด็ดมาก จะเป็นรองก็แต่เรือดำน้ำนิวเคลียร์เท่านั้นที่ยืดระยะเวลาเข้าฝั่งหรือปรากฎตัวสู้ผิวน้ำเพื่อรับเสบียงอาหารจากเรือสนับสนุน ซึ่ง S20 มันใหญ่พอที่จะยัดเอาระบบตัวนี้ใส่เข้าไปไม่ได้
 
HDS-500RTN
 
ผมได้เขียนไว้ครั้งนั้นว่าผมไม่เห็นด้วยเลยที่กองทัพเรือจะซือเรือดำน้ำจากเกาหลีรุ่น HDS-500RTN ซึ่งขนาดเล็กกว่าห้าเท่าที่ใช้แต่แบ็ตเตอรี่โดยไม่มีเครื่องยนต์เอาไว้ชาร์ตแบตเตอรี่ ทำให้เรือต้องเข้าฝั่งทุกครึ่งเดือนถึงสามสัปดาห์เพื่อเติมพลังงาน และเรือมันเล็กเสียจนเพิ่มเติมอะไรในอนาคตลำบากมาก และถ้าขยายขนาดเป็น DW1400T เหมือนที่อินโดนีเซียซื้อไปใช้ที่ใหญ่กว่าสามเท่า ที่มีเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อยืดเวลาการเข้าฝั่งให้ยาวขึ้น ราคาก็แพงจนเกินงบประมาณแต่ก็ยังถือว่าเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็กอยู่นั่นเอง จะบอกว่างานนี้กระทรวงกลาโหมอยากให็ซื้อของเกาหลีแต่กองทัพเรือไม่อยากได้ก็คงพูดได้ เพราะข่าวที่ออกตามสื่อมันชวนให้คนอ่านคิดออกมาแบบนั้น
 
Yuan Class S20
 
ในตอนแรกนั้นไทยเรามีความต้องการเพียง จีน Yuan Class S20 เท่านั้น ที่ขนาดเล็กกว่าตามที่ผมเคยบอกเอาไว้เพียง 1600-200ตัน แต่พอกองทัพเรือบอกว่าอยากได้แบบที่มีเครื่องยนต์เอาไว้ชาร์ตแบตเตอรี่น่าจะดีกว่าเรื่อเด็กเล่นลำจิ๋ววิ่งด้วยแบตเตอรี่อย่างเดียวแบบเรือเกาหลี ทางจีนก็จัดเต็มให้ทันทีเป็น S26 แทนที่จะเป็นลำเล็กรุ่น S20 ที่เป็นดีเซล โดยให้เป็นเครื่องยนต์สเตอร์ลิง Air-Independent Propulsion system (AIP) ที่จีนซื้อต้นแบบมาจากสวีเด็นแล้วพัฒนาจนมันให้ประสิทธิภาพเกิน 100% จากเดิมที่ซื้อมา ซึ่งมันเงียบว่าเครื่องยนต์ดีเซลและไม่มีไอเสียจากการเผาไหม้ที่ต้องขึ้นมาผิวน้ำเพื่อเดินเครื่องแบบดีเซล จะบอกว่าจีนให้มากกว่าที่ของก็ว่าได้ และสิ่งที่มาพร้อมกันกับเรือคือการถ่ายทอดเท็กโนโลยีในการสร้างให้แบบไม่มีปิดบังเพื่อให้ไทยสามารถซ่อมเองและสร้างเองในอนาคตได้ถ้าไทยเราต้องการ
 
ระบบ AIP บนของสวีเดน ล่างของรัสเซีย
 
ระบบ AIP ของจีน
 
ซึ่งข้อเสนอที่ไม่อาจจะปฎิเสธได้ของเรือดำน้ำจีนที่ให้มาทั้งเรื่องของขนาดเรือ ระบบ AIP ที่ไม่ต้องขึ้นมาผิวน้ำเพื่อชาร์ตไฟฟ้าและเครื่องยนต์สเตอร์ลิงเงียบสนิทจนตรวจจับได้ยาก และการถ่ายทอดเท็กโนโลยี่ให้หมดนั้นยังไม่ใช่เพียงเท่านั้น เพราะว่าเรือใหญ่ขนาดนี้มันยัดเอา มี ASM (anti-ship missiles)g เข้าไปได้แบบสบายๆยังเหลือที่ในเรือเอาไว้เตะตระกร้ออีกสองวงก็ยังได้ อาวุธปล่อยรุ่น YJ-8X หรือ C-80X นั้นเอาไว้ยิงเป้าหมายที่เป็นเรือผิวน้ำและเป้าหมายบนพื้นผิวได้ในระยะ 120กิโลเมตร ด้วยความเร็วเกือบเท่าเสียง
 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ YJ-8X
จรวดต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ YJ-8X
 
แต่จะพูดก็พูดเถอะนะว่าเรื่องนี้กองทัพเรือของเราน่าจะแฮ็บปีเอ็นดิ้งกับเรือดำน้ำ S26T รุ่นนี้ แต่ยังมีคนบอกว่าเรือจีนมันจะสร้างปัญหาเหมือน เรือชุด ร.ล.เจ้าพระยา ชุด ร.ล.กระบุรี ชุด ร.ล.นเรศวร จนถึงชุด ร.ล.ปัตตานี ก็ต่อที่จีนแล้วมีปัญหาตอนที่ซ่อมครึ่งอายุเรือหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่จบสวยเท่าไรนักหรอก และเรืองจีนเคยมีปัญหาเรื่องไอเสียรั่วจนทหารเรือตายยกลำมาแล้วเสียด้วยเรื่องนี้ยังหลอนอยู่ไม่น้อย แต่คนที่เห็นด้วยก็บอกว่าเรือ S26T ใช้ AIP ที่เป็นเครื่องยนต์สเตอรลิงมันไม่มีไอเสีย ดำน้ำอยู่ก็เดินเครื่องได้ไม่มีปัญหาเหมือดีเซลที่ตายยกลำเหมือนครั้งนั้นหรอก ไม่น่ากลัวเลยในเรื่องนี้ และอีกอย่างคือเท็กโนโลยีของจีนในเวลานี้นั้นมันคนละยุคกับสมัยที่ไทยเราจ้างต่อเรื่อรุ่นก่อนนอีกมากมาย อยากได้สเป็กขนาดไหน ทร.ก็ไปควบคุมการต่อเรือได้ด้วยตัวเองเพราะเขาก็เปิดโอกาสให้มาแล้ว
 
ร.ล.เจ้าพระยา
 
จะบอกว่าข่าวลือนี้เป็นเรื่องที่ลือโดยคนเดิมสำนักข่าวเดิมก็ว่าได้ แต่เรื่องนี้มีคนเชื่อว่าข่าวลือคือเรื่องจริงอยู่ไม่น้อย เพราะว่าหลายๆเว็บด้านอาวุธในต่างประเทศออกข่าวมาแล้วว่าจีนเอาไปกินแน่นอน และ วิกิพีเดียก็อัพข้อมูลแล้วด้วย คงต้องรอดูกองทัพเรือครับว่าจะออกข่าวว่าอย่างไร ตอนนี้ ทร.ยังเงียบสนิทปิดปากเงียบอยู่
หลายๆคนที่เชียร์เรือตามมาตราฐานของนาโต้พูดค่อนขอดว่ากำขี้ดีกว่ากำตด แต่พอผมดูอ็อฟชั่นที่ให้ในราคาเดียวกันแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เราได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดและสเป็กดีที่สุดเท่าที่เราเคยได้จากเรือจากแหล่งอื่น เพียงแต่ว่าจีนมีจุดอ่อนเรื่องคุณภาพของสินค้าให้ติได้เท่านั้น แต่ถ้า ทร.สามารถส่งคนไปตรวจสอบทุกขั้นตอนได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหานี้ และอีกอย่างคือถ้าอยู่ในสภาวะสงครามแล้วเราเลือกอยู่อีกฝั่ง เรือดำน้ำของเราก็ไม่ต้องกลายเป็นเศษเหล็กหรือขาดอาวุธมาเติมใส่เรือเหมือนที่เคยเป็นมาแล้ว
Pat Hemasuk
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1246567&page=71
 
หวังว่าคงจะปรับความเข้าใจใครหลายๆคนกับเรือจากจีนลำนี้ได้ไม่น้อย
บทความเรือดำน้ำจีนของคุณ Pat Hemasuk ชิ้นที่สอง
 
ข่าวเพิ่งออกมาสดๆเมื่อช่วงเช้าวันนี้ครับ ไทยตกลงซื้อเรือดำน้ำจากจีนจำนวน 3 ลำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พล.ร.อ. ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวว่า หลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดจำนวน 17 คนเพื่อจัดหาเรือดำน้ำ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ข้อสรุปด้วยคะแนนเสียง14 เสียงเลือกซื้อเรือดำน้ำรุ่น หยวนคลาส S 26 Tของประเทศจีน
อย่างที่ผมเคยเขียนไปเมื่อสองเดือนก่อน และครั้งสุดท้ายเมื่อสามวันที่แล้วว่า เรือดำน้ำจีนเสนอราคาให้เราทั้ง ขนาด ราคา คุณภาพ อ็อฟชั่น เหนือกว่ายุโรปและเอเซียที่ร่วมเสนอราคามาทั้ง 5ประเทศ แม้ว่าเรือจีนมันจะไม่เคยพิศูจน์ตัวเองมาเหมือนเรือ U-Boat ของเยอรมันที่เป็นเรือดำน้ำ ดีเซล-ไฟฟ้า ที่ดีที่สุดในโลกที่สามารถจมเรือสัมพันธมิตรได้รวมแล้วหลายแสนตันก็ตาม แต่การที่จีนเสนอเรือขนาดใหญ่กว่าที่เราต้องการไปในราคาเดิม และพ่วงด้วยอะไหล่ 8ปี รวมถึงถ่ายทอดเท็กโนโลยีให้เราแบบไม่ปิดบังเพื่อที่ให้เราซ่อมบำรุงหรือสร้างด้วยตัวเองได้ในอนาคต
และที่สำคัญคือเรือลำนี้มันใหญ่พอที่จะยิงขีปนาวุธได้ด้วยไม่ใช่ยิงได้แต่ตอปิโดเหมือนที่เจ้าอื่นเสนอมา สามารถยัด ASM (anti-ship missiles) เข้าไปได้แบบสบายๆ อาวุธปล่อยรุ่น YJ-8X หรือ C-80X นั้นเอาไว้ยิงเป้าหมายที่เป็นเรือผิวน้ำและเป้าหมายบนพื้นดินได้ในระยะ 120กิโลเมตร ด้วยความเร็วเกือบเท่าเสียง เป็นอาวุธปล่อยในราคาย่อมเยาว์กว่าของอเมริกาหรือนาโต้ ทางจีนเคยพูดว่าแม้จรวดมิซาย YJ-8X หรือ C-80X นั้นตัวเลขตามสเป็กมันจะไม่สวยเท่าจรวดของอเมริกา แต่ถ้าซื้อของอเมริกาเพียงลูกเดียวยิงพลาดก็จบเกมส์ แต่ถ้าเอามาซื้อของจีนได้สิบกว่าลูก ยิงซ้อมมือกันให้ชุ่มฉ่ำใจไปเลย ถ้ากองทัพเรือไทยยิงขีปนาวุธซ้อมบ่อยขนาดนี้มันจะไม่โดนตอนยิงจริงให้มันรู้ไป
เรื่องการเลือกประเทศในการซื้ออาวุธนี้ในอดีตเคยสร้างบทเรียนแก่ไทยมาแล้วที่เยอรมันไม่ส่งเครื่องยนต์ที่จะใส่ในยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 ให้กับเราเพราะอ้างว่าไทยไม่เป็นประชาธิปไตยจากการปฎิวัติของทหารครั้งก่อน แล้วถ้าเกิดสงครามกันจริงๆ การซื้อเรือดำน้ำจากประเทศกลุ่มนาโต้มันก็อาจจะสร้างปัญหาเรื่องอาวุธและอะไหล่ในอนาคตให้เราได้ เพราะถ้าจะเทียบกันแล้วระหว่างไทยจะโดนประเทศกลุ่มนาโต้เกลียดขี้หน้าหรือมีสงครามแล้วไม่ขายอาวุธและอะไหล่ให้ไทย กับไทยโดนจีนเกลียดขี้หน้านั้น โอกาสที่จีนจะโกรธไทยขนาดตัดญาติขาดมิตรนั้นเกือบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการเลือกเรือจากจีนครั้งนี้มันมีนัยยะทางการเมืองเข้ามาเป็นตัวตัดสินใจด้วย
จะบอกว่าเรือดำน้ำจีนไม่เคยพิศูจน์ตัวเองก็คงบอกได้ไม่เต็มปากนัก เมื่อปลายปีที่แล้วเรือดำน้ำ ดีเซล-ไฟฟ้า ของจีนก็แอบไปโผล่ลอยลำกลางกองเรือสหรัฐห่างจากเรือบรรทุกเครื่องบิน คิตตี้ ฮอว์ค ในระยะยิงตอปิโดแบบตกใจกันไปทั้งกองเรือออกมาเป็นข่าวใหญ่ของสื่อด้านการทหารไปทั่วโลก มันก็พิศูจน์ตัวเองได้ระดับหนึ่งว่าเรือจีนนั้นเงียบสนิทแบบตรวจจับได้ยาก และเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นไม่ได้ไปเดี่ยวๆ มีทั้งเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำรวมถึงเครื่องบินตรวจการคอยสแกนอยู่ตลอด 24ชั่วโมงก็ยังตรวจจับเรือดำน้ำจีนเครื่องยนต์ ดีเซล-ไฟฟ้า ที่ลุยเดี่ยวเข้าไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ที่เรือดำน้ำจีนลุยเข้าไปทดสอบตัวเอง แต่ยังเข้าไปในน่านน้ำญี่ปุ่นที่มีกองเรือของญี่ปุ่นและสหรัฐคุ้มกันตลอดเวลาแล้วก็หายไปแบบจับไม่ได้อีกหลายครั้ง ปฎิบัติการ จู่โจมและหลบหนีกวนตรีนสหรัฐโดยเรือดำน้ำจีนนั้นมีมาสัก 10ปีแล้วเห็นจะได้ โดยเอาเรือดำน้ำของตัวเองไปซุ่มดูบรรทุกเครื่องบิน คิตตี้ ฮอว์ค ในระยะ 30 กิโลเมตรในปี 93 แล้วลอยลำขึ้นมาให้เครื่องบินตรวจจับได้ และในปี 04 ก็เคยออกไปสำรวจแนวขุดเจาะแกสของญี่ปุ่นที่โอกินาวา จนญี่ปุ่นส่งทั้งเครื่องบินและกองเรือไล่ล่าแต่ก็แห้วรับประทานเพราะเรือดำน้ำจีนโชว์ลีลาหลบหนีกบดานหายไปแล้ว ทางการจีนออกมารับสาระภาพว่าเรื่ออั๊วเอง ขออภัยด้วยที่ดันวิ่งเข้าไปล้ำเขตที่เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค หุหุ….
จะพูดไปแล้ว เรือที่ไทยสั่งซื้อในครั้งนี้มันค่อนข้างจะล้ำสมัยกว่าเพื่อนบ้านอยู่หลายอย่างนอกเหนือจากเป็นเรือที่ใหญ่พอจะติดตั้งระบบอาวุธหลากหลาย สามารถยิงจรวดมิซายด์ได้ และมีพื้นที่พอที่จะใส่เครื่องยนต์สเตอร์ลิง ที่ใช้ระบบ Air-Independent Propulsion system (AIP) ที่ดำน้ำก็ยังเดินเครื่องยนต์ชาร์ตแบตเตอรี่ได้ ไม่เหมือนกับเครื่องดีเซลที่ต้องติดเครื่องยนต์และลอยลำให้เรือลำอื่นหรือเครื่องบินเห็น และเรือหยวนคลาสนั้นพัฒนามาจากต้นแบบเรือชั้น Kilo ของรัสเซีย ไม่ใช่จีนคิดเองทำเองทั้งหมด ดังนั้นอาจจะสามารถพูดได้ว่ามันคือ Kilo ที่พัฒนาไปอีกขั้นโดยจีนคงไม่ผิด
การที่กองทัพเรือเลือกเรือดำน้ำจีน Yuan Class S26T ขนาดระวางขับน้ำ 2600ตัน ที่เป็นรุ่นใหญ่กว่าที่มองเอาไว้แต่แรก จำนวน 3ลำในราคาเท่าเดิม และมีของแถมอีกเพียบนั้น สำหรับผมแล้วถือว่าสอบผ่านไม่ติดใจอะไรทั้งสิ้น เพราะจะเอาเรือเยอรมันตามที่หลายๆคนเชียร์แล้วอกหักนั้น มันเป็นเรือที่ดีที่สุดก็จริงอยู่ แต่มันเหมือนกับพนักงานบริษัทเงินเดือนสองหมื่นกว่าบาทแต่อยากขับเบ็นซ์ เงินจะซื้อเพื่อสนองตัณหาตัวเองก็ไม่พอจ่าย ซื้อมาแล้วก็ไม่มีปัญญาเติมน้ำมันออกไปวิ่งเสียอีก เพราะโสหุ้ยการใช้งานก็สูงกว่า แถมยังเป็น ดีเซล-ไฟฟ้า แทนที่จะเป็น เครื่องยนต์สเตอร์ลิงบวก AIP ราคาอาวุธก็แพงกว่า จะซ้อมยิงทีก็คิดแล้วคิดอีก ยิงเมื่อไรขนหน้าแข้งร่วงเป็นแถบ
 
ขอขอบคุณที่มาของบทความ FB คุณ Pat Hemasuk
 
 
เราถูกฝรั่งเล่นงานโดยไม่จัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนอะไหล่ในขณะที่เรากำลังหน้าสิ่วหน้าขวานหลายครั้งแล้วครับ
สงครามอินโดจีนไทยรบกับฝรั่งเศสสหรัฐอเมริกาไม่ยอมส่งเครื่องบินจำนวน 16 ลำให้ไทย
 
๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขายเครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 จำนวน ๖ เครื่อง (Sel.No.41-19082 ถึง 41-19087) พร้อมอนุมัติสิทธิบัตรการสร้าง (สิทธิบัตรเลขที่ ๑๓๑๖) และขายเครื่องบินโจมตีแบบ NA-69 จำนวน ๑๐ เครื่อง ( Sel.No.41-18890 ถึง 18899 ) พร้อมอนุมัติสิทธิบัตรการสร้าง (สิทธิบัตรเลขที่ ๒๔๓๔) ให้กับประเทศไทย
 
ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสนอขายให้กองทัพอากาศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน  ๒๔๘๒
เครื่องบิน NA-68 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียวที่พัฒนาโดยบริษัทนอร์ธอเมริกัน ด้วยการปรับปรุงมาจากเครื่องบินขับไล่แบบ NA-50 ที่ขายให้กับกองทัพอากาศ เปรู โดยการปรับโครงสร้างใหม่จนไม่เหมือนเดิม เช่นฝาครอบเครื่องยนต์ที่เพิ่มปืนกลอากาศขนาด ๘ มม. เข้าไปสองกระบอก และปืนใหญ่อากาศที่ใต้ปีกทั้งสองข้างแบบเมดเสนขนาด ๒๐ มม. เปลี่ยนชุดพวงหางไปใช้แบบ เครื่องบิน  ที-๖
กองทัพอากาศไทยสั่งซื้อจากบริษัท นอร์ทอเมริกัน ประเทศสหรัฐฯ พร้อมสิทธิบัตรในการผลิตทั้งเครื่องบินเครื่องยนต์และอาวุธอีกกว่าร้อยเครื่องในประเทศ ภายหลังจากประสบผลสำเร็จในการผลิต ฮอว์ค-๓ และคอร์แซร์แบบละกว่าร้อยเครื่องมาแล้ว
ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลสหรัฐฯได้ยึดเครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 จำนวน ๖ เครื่องขณะมีการลำเลียงลงเรือมายังประเทศไทย และอุปกรณ์ทั้งหมดที่ฮาวาย และยึดเครื่องบินโจมตีแบบ NA-69จำนวน ๑๐ เครื่อง ที่พิลิปปินส์ ขณะเดินทางจากสหรัฐฯ มาแวะพักที่นั่น
เนื่องจากขณะนั้นประเทศไทย กำลังทำสงครามต่อสู่กับฝรั่งเศสในเหตุการณ์กรณีพิพาทอินโดจีน ในขณะที่ยุโรปกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒
 
สหรัฐฯ ยึดเครื่องบินทั้งหมดเข้ากองบินทหารบก โดย NA-68 กำหนดชื่อเป็น P-64 และ NA-69กำหนดชื่อเป็น A-27  โดยสหรัฐฯ มีข้อมูลว่า ญี่ปุ่นอาจจะยกพลขึ้นบกในภูมิภาคแถบนี้ และอาจจะยึดเครื่องบินซึ่งมีสมรรถนะสูงเหล่านี้ ไปใช้ประโยชน์ ทางทหารของตน
 
ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๓ รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิบัตรการสร้างเครื่องบินแบบ NA-68 และ NA-69ซึ่งรัฐบาลไทย ได้ทำไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๒ และก่อนนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยึดเครื่องบินทั้งสองแบบที่กองทัพอากาศไทย ซื้อไว้  โดยให้เหตุผลว่า “มีความเป็นไปได้ว่ากองทัพไทย จะใช้เครื่องบินเหล่านี้ในการทำสงครามกับฝรั่งเศสในอินโดจีน” และด้วยเหตุนี้เองที่กองทัพอากาศไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินรบจากแหล่งอื่นแทน
 
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงินค่าเครื่องบินและลิขสิทธิ์เครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 และเครื่องบินโจมตีแบบ AN-69  ซึ่งได้ยึดและยกเลิกการขาย ดังนี้
เครื่องบินขับไล่แบบ NA-68 พร้อมอะไหล่และสิทธิ์บัตร จำนวนเงิน ๕๔๔,๗๒๖.๗๗ ดอลลาร์สหรัฐ เครื่องบินโจมตีแบบ NA-69 พร้อมอะไหล่และสิทธิ์บัตร จำนวนเงิน ๓๗๑,๐๘๘.๑๓ ดอลลาร์สหรัฐ และอีก ๑๓,๐๐๐ ดอลลาร์ สำหรับค่า ปืนกลอากาศ ๒๔ กระบอก
 
 
ขอบคุณที่มาของข้อมูล พ.อ.อ.รัชต์ รัตนวิจารณ์
 
 
 
ปัจจุบันมีหลายประเทศเช่น รัฐบาลเยอรมันยังไม่ขายอาวุธปืนและอะไหล่ให้แก่ไทย แม้แต่ปืนพกเยอรมันไทยยังไม่สามารถสั่งซื้อจากเยอรมันได้โดยตรง ต้องสั่งจากตัวแทนในสหรัฐอเมริกาแทน
 
H&K 33 กองทัพบกซื้อสิทธิบัตรมาผลิต แต่กลายเป็นการประกอบแทนเพราะต้องซื้อชิ้นส่วนทุกชิ้นจากเยอรมัน
 
เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแบบปืนเล็กกล M-16A1 เป็น TAVOR TAR-21 จากอิสราเอล ก็ด้วยรัฐบาลอเมริกันไม่อนุมัติการขายปืน M-16 รุ่นใหม่กว่าแก่กองทัพบกไทยเช่นกัน
 
แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์
ศัตรูกล้ามาประจัญ จะอาจสู้ริปูสลาย
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
 
คนไทยต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เมื่อ 5-6๐ ปีก่อน
เราเคยเป็นพันธมิตรที่ดีและใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับจีน
วันนี้เราเป็นพันธมิตรที่ดีกับจีน และดูเหมือนจะอยู่ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ
 
เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่อนุมัติให้กองทัพเรือซื้อเรือดำน้ำ U-206A ของเยอรมัน 6 ลำ รัฐบาลเยอรมันจึงขายเรือดำน้ำชุดดังกล่าวให้กองทัพเรือโคลัมเบียแล้ว
 
และมีอีกเรื่องที่คนไทยไม่รู้คือ แม้อุปกรณ์ปราบเรือดำน้ำจะดีขนาดไหน
แต่การตรวจจับเรือดำน้ำก็ยังทำได้ยาก
นายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุแล้วท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
เคยซ้อมปราบเรือดำน้ำ โดยที่เรือดำน้ำลอยลำให้เห็นและดำลงน้ำต่อหน้าต่อตา   เพียงไม่กี่อึดใจ อุปกรณ์ตรวจจับเรือดำน้ำของเรือผิวน้ำที่ร่วมซ้อมปราบเรือดำน้ำจำนวนหกลำ ไม่สามารถตรวจจับเรือดำน้ำที่พึ่งดำลงไปได้เลย
 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ shonan corvette s korea
เรือโชนัน เรือคอร์เวตปราบเรือดำน้ำของเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่า ถูกยิงจมโดยเรือดำน้ำเกาหลีเหนือ
 
ข้อติงให้ผู้ที่รับผิดชอบและมีส่วนเกี่ยวข้องคือ การทำสัญญาซื้อขายเรือดำน้ำชุดนี้ ต้องพ่วงด้วย OFF SET POLICIES (นโยบายตอบแทนผู้ซื้อของผู้ขาย) เพื่อให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการสร้างและซ่อมบำรุงจากจีน อย่าให้มีปัญหาชนิดที่ว่า น๊อตตัวเดียวยังต้องสั่งซื้อ อุปกรณ์อะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ต้องสามารถผลิตใช้ได้เองโดยกองทัพเรือและภาคเอกชนไทยซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสามารถของประเทศในการต่อเรือดำน้ำใช้เองและจำหน่ายได้ต่อไปในอนาคต
 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ malay mig 29
เช่น มาเลเซียซื้อเครื่องบินขับไล่ MIG-29 จากรัสเซีย OFF SET POLICIES ทำให้มาเลเซียรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจนกลายเป็นเป็นผู้ผลิตชุดล้อของเครื่องบินขับไล่ MIG-29 ให้รัสเซีย
 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รถถัง ปะการัง
และไม่ให้สังคมไทยได้นำมาเป็นข้อครหาเช่น กรณีรถถัง TYPE 69 ของกองทัพบกซึ่งถูกนำไปทิ้งทะเลเป็นปะการังเทียม

 

บริบทของผลประโยชน์ทางทะเล
ของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
 
๓-๔๐ ปี ก่อน เรือประมงไทยจับปลารุกล้ำน่านเวียดนาม
 
 
วันนี้เรือประมงเวียดนามจับปลารุกล้ำน่านไทย
 
 
เวียดนามวันนี้มีเรือดำน้ำประจำการแล้วหกลำ
 
 
ไทยต้องรออีกอย่างน้อยหกปีจึงจะมีเรือดำน้ำลำแรก
 
ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนที่ยังเจรจาไม่ลงตัว
 
 
ผลประโยชน์ทางทะเลของไทยมูลค่ามหาศาล
นับหลายล้านล้านบาท
 
 
แสนยานุภาพที่เข้มแข็งและทันสมัยของกองทัพเรือ
 
 
จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน