• ลิลิตดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 79724
  • ส่ง msg :
  • โหวต 69 คน
บันทึกจากซานฟราน-เบย์แอเรีย
บันทีกเรื่องราวน่าสนใจในอเมริกา และเรื่องอ่านเล่น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/phenvipa
วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม 2559
Posted by ลิลิตดา , ผู้อ่าน : 1028 , 14:07:43 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

บันทึกย้อนยุค

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในความทรงจำ (2)

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

 

(ภาพจากอดีตของครอบครัวผู้เขียน สมัยอนุสาวรีย์ยังไม่มีรั้วล้อม เดินเล่นได้)

 

คิดคำนึงถึงต้นสนที่เคยเรียงรายตรงลานสินค้าอยู่เพลินๆ เสียงหลานสาวคนช่างพูดทักขึ้นมาว่า

    “คุณยายขา อย่าเพิ่งขึ้นบ้านนะคะ หนูอยากดูเกมที่เขาขายที่ร้านโน้นได้ไหมคะ” 

      มือเล็กๆกระตุกแขนนางให้หยุดเดิน คุณยายอรชะงัก นั่นไงล่ะ เด็กยุคโลกาภิวัฒน์ถ้าไม่ดูโทรทัศน์ก็เล่นเกม สำหรับคุณยายอรแล้วเจ้าเกมพวกนี้น่ะ มันไม่เห็นจะสนุกตรงไหน สู้การละเล่นสมัยเด็กๆไม่ได้ เอ..ที่จริงแล้วน่าจะเป็นโอกาสดีในการที่หลานสาวได้มาค้างที่นี่จะได้ถือโอกาสเล่าเรื่องความเป็นมาของถิ่นแถวนี้ และการละเล่นสมัยเด็กๆที่ลูกๆของคุณยายอรได้เล่นกันสนุกสนานในวัยเด็กว่ามีอะไรบ้าง หลานสาวคนนี้เป็นคนช่างซัก ช่างจดจำและเผื่อว่าสิ่งที่คุณยายเล่าเกิดเป็นเรื่องที่หลานให้ความสนใจก็คงจะเป็นเรื่องดีที่หลานจะได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีต คิดได้ดังนั้นคุณยายอรก็ตอบหลานว่า

    “ไว้วันหลังเถอะนะ วันนี้ขึ้นไปตึกยาย ไปดูของเล่นที่คุณแม่หนูเคยเล่นเมื่อเด็กๆดีกว่า ยายเก็บเอาไว้เยอะเลย ของเล่นพวกนั้นสนุกกว่าเกมที่ขายๆกันอยู่ตรงนี้แยะเลย ...โน่น..ไปทางโน้นดีกว่า ไปซื้อไอศกรีมขึ้นไปกินบนตึก ดีไหมจ้ะ”

    “ได้ค่ะ คุณยาย ซื้อนมด้วยนะคะ ไอศกรีมไว้ให้หนูกิน นมให้คุณยาย คุณยายดื่มนมแยะๆกระดูกคุณยายจะได้แข็งแรงนะคะ” เด็กหญิงลืมเรื่องเกมที่อยากได้ไปแล้ว หันมาสนใจคำว่าไอศกรีมแทน แถมยังจำได้อีกว่าคุณแม่ชอบซื้อนมมาให้คุณยายดื่มเพราะอยากให้คุณยายมีกระดูกแข็งแรง

    ครึ่งชั่วโมงต่อมาคุณยายอรก็พาหลานสาวไปถึงห้องพักที่คุณยายเรียกว่าคอนโดซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นตึกสามชั้นที่สร้างขึ้นในรูปแบบของห้องชุดเมืองนอก คือมีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นและห้องครัว ทั้งหมดหกห้องชุดบนตึกสามชั้นแห่งนี้ เจ้าของทั้งหกห้องชุดนี้เป็นพี่น้องของคุณยายอรทั้งหมด

   คุณพ่อของคุณยายอรเป็นผู้ครอบครองเนื้อที่ สี่สิบตารางวาตรงนี้ คุณพ่อของคุณยายอรได้ยกบ้านบนที่ผืนน้อยนี้ให้กับลูกๆทั้งหก สั่งไว้เด็ดขาดว่าไม่ให้ขายให้คนอื่น เผื่อว่าผู้ที่ออกเรือนไปแล้วเกิดมีปัญหาภายหลังก็จะยังมีที่กลับมาอยู่อาศัยได้ หลังจากคุณพ่อและคุณแม่ของคุณยายสิ้นบุญไปแล้ว ลูกๆทุกคนตัดสินใจรื้อบ้านหลังเก่าออกเพื่อสร้างตึกใหญ่สามชั้นนี้ขึ้น และสร้างเป็นห้องชุดหกห้องดังกล่าว ตึกนี้หันหน้าเข้าสู่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยมีภัตตาคารจีนชื่อดัง พงหลี เป็นตึกที่อยู่ติดกัน

    คุณยายอรออกเรือนไปกับข้าราชการชั้นโทประจำกระทรวงอุตสาหกรรมมีลูกสามคน ลูกสาวคนโตมีครอบครัวและไปตั้งรกรากอยู่สหรัฐอเมริกา ลูกสาวคนรองคือคุณแม่ของเด็กหญิงแจนคนที่คุณยายพามาด้วยวันนี้ คุณพ่อของเด็กหญิงแจนเป็นผู้บริหารธนาคารที่ถูกส่งออกไปประจำอยู่สาขาที่ต่างจังหวัดเกือบสิบปี เพิ่งย้ายกลับมากรุงเทพฯเมื่อไม่กี่เดือนนี้

    ตอนที่สามีคุณยายอรถึงแก่กรรมคุณพ่อของเด็กหญิงแจนขอตัวให้คุณยายอรกับลูกชายคนเล็กไปเฝ้าบ้านเขาที่พระโขนงระหว่างที่ครอบครัวเขาไปอยู่ต่างจังหวัด ดังนั้นห้องชุดของคุณยายจึงปิดไว้เฉยๆโดยไม่ได้กลับมาอยู่อีก นอกจากคุณยายอรจะแวะเวียนมาทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราว พี่ๆน้องๆของคุณยายอรก็เช่นกันไม่มีใครอยู่ประจำที่ห้องชุดที่นี่ต่างก็ออกไปอยู่กับลูกหลานที่นอกเมือง และใช้ที่อนุสาวรีย์เป็นที่มานั่งรอรถมารับเมื่อมีเหตุที่จะเข้ามาในเมืองกัน

   สาเหตุที่ไม่มีใครอยากเข้ามาพักประจำอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะทุกคนยังมีจิตใจยึดติดกับความหลังที่ดีงามของสถานที่ที่เติบโตกันมา พี่ๆน้องๆวัยเกินเจ็ดสิบเหล่านั้นเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเรา “รับสภาพ” สิ่งแวดล้อมใหม่ๆของสี่แยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีกไม่ได้แล้ว เพราะ

 “เห็นแล้ว จิตใจเศร้าหมอง อาดูร” เสียเหลือเกิน

 

   ห้องชุดของคุณยายอรอยู่ชั้นสาม ทำให้เห็นรถไฟฟ้าอ้อมโค้งมาจากด้านสนามเป้าชัดเจน ดังนั้นหลังจากคุณยายอรกับหลานสาวรับประทานอาหารว่างเสร็จ คุณยายอรก็เปิดประตูระเบียงพาหลานออกไปยืนชมทิวทัศน์เบื้องหน้า แม้ว่าแดดจะร้อนจัดแต่เนื่องจากอยู่บนที่สูงจึงยังมีลมอ่อนๆพัดผ่านมาให้คลายร้อนได้บ้าง

    เบื้องหน้าที่แลเห็นได้ชัดเจนก็คือยอดเสาสูงของอนุสาวรีย์ที่แยกเป็นแฉกสูงละลิบ เด็กหญิงแจนอุทานว่า

   “ยอดเสาเทียมฟ้านะคะคุณยาย”

   “แจน..หนูอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของอนุสาวรีย์นี้ไหมจ้ะ”

     คุณยายอรถามด้วยว่าอยากจะลองใจหลาน

     หลานสาวแสดงทีท่าสนใจ

     “อยากรู้ค่ะคุณยาย หนูจะได้ออกไปเล่าหน้าชั้นเรียนเผื่อว่าคุณครูท่านเกิดเรียกให้ไปเล่าเรื่องราวหน้าสนใจ คณยายเล่าซิคะ ว่าทำไมเขาถึงเรียกว่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คำว่าชัยสมรภูมิแปลว่ามีชัยในสนามรบใช่ไหมคะ เรารบชนะใครคะ”

     คำถามที่พรั่งพรูจากหลานสาว ทำให้คุณยายยิ้มออกมาได้ นางนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกที่ตั้งอยู่ตรงระเบียงก่อนที่จะดึงตัวหลานสาวมานั่งบนตัก ปากก็เริ่มพรรณาเป็นความยาว

   “หลานช่างซักสมกับเป็นเด็กเรียนเก่งจริงๆ อนุสาวรีย์ชัยฯสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการรำลึกและเทิดทูนวีระกรรม ทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไป ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ชาวบ้านเราๆเรียกกันว่าสงครามอินโดจีน”

    “เพื่อรำลึกแค่นั้นหรือว่าในห้องใต้เสามีร่างของผู้เสียชีวิตจริงๆคะ”

      “อุ้ย ไม่มีร่างใดหรอกจ้ะ มีแต่แผ่นจารึกชื่อจ้ะ “

      “แล้วใครเป็นคนสร้างละคะ”

   “ตอนนั้นไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าจอมพลปอ จอมพลปอได้ส่งทหารไทยไปช่วยเพื่อนบ้าน เช่นเวียดนาม เขมรและลาวซึ่งเป็นประเทศอนาณิคมของฝรั่งเศส ได้รวมตัวกันรบกับฝรั่งเศส สงครามที่พวกเพื่อนบ้านของเรารบกับฝรั่งเศสครั้งนั้น เรียกกันว่าสงครามอินโดจีน ตอนนั้นยายยังเด็กอยู่เลย”

    “แหม แล้วทำไมคุณยายรู้ละเอียดนักละคะ” หลานสาวติง

     “ก็คุณพ่อของยายเล่าให้ฟังซิจ้ะ คุณพ่อของยายมียศเป็นจ่าสิบเอกอยู่กองทหารเสนารักษ์ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ทหาร รักษาบาดแผลทหารที่บาดเจ็บจากสงครามที่โรงพยาบาลเสนารักษ์ “

      “โรงพยาบาลอะไรนะคะ หนูไม่เคยได้ยินชื่อ”

      “โรงพยาบาลเสนารักษ์ ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าจ้ะ ก่อนหน้าจะเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า เมื่อก่อนเป็นวังพญาไทที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ รัชกาลที่หก..อยู่ฝั่งถนนราชวิถีโน่นจ้ะ”

      คุณยายอรชี้มือไปข้างหน้าและเล่าต่อไปว่า

      “คุณพ่อของยายเล่าว่าเมื่อเสร็จสิ้นสงคราม ฝรั่งเศสถอยออกไปจากอินโดจีนไทยก็ได้ชื่อว่ามีชัยชนะในสงครามนั้นด้วย รัฐบาลจอมพลปอจึงได้ให้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินี้ขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกถึงทหารหาญที่ไปรบในครั้งนั้น และสำหรับทหารที่เสียชีวิตในระหว่างรบก็ได้นำอัฐิของทหารทุกเหล่ามาบรรจุไว้ในห้องโถงใหญ่ ที่หนูเห็นเป็นทรงกลมๆใต้ยอดสูงของอนุสารีย์นั่นแหละ”

       เด็กหญิงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ คุณยายอรเล่าต่อ

      “สมัยก่อนเขาไม่ได้มีรั้วล้อมรอบไว้อย่างนี้หรอกจ้ะ เขาเปิดให้ประชาชนเข้าไปดู ไปทำความเคารพในห้องโถงนั้นได้โดยมีรั้วเหล็กกั้นไว้ให้ชะโงกดูได้  มีชื่อทหารที่เสียชีวิตในสงครามจารึกเอาไว้บนผนังหินอ่อน ยายกับพี่ๆน้องๆวิ่งเข้าไปเล่นที่อนุสารีย์แทบทุกวัน ตรงที่เขาเก็บอัฐิไว้เขาทำเป็นลูกกรงเหล็กกั้นไว้ พวกเด็กๆชอบไปส่งเสียงตะโกนผ่านช่องเหล็กนั้นกันสนุกสนาน เพราะว่าทุกครั้งที่เราตะโกนเสียงเข้าไป เสียงนั้นก็จะสะท้อนกลับมาด้วย”

    หลานสาวซักต่อในทันที

    “แล้วทำไมเขาถึงกั้นรั้วรอบสนามของอนุสาวรีย์ไว้ละคะ หนูอยากเข้าไปวิ่งเล่นบ้างจังเลย”

     “ก็เพราะระยะหลังคนเข้าไปแล้วไปทำสกปรกเลอะเทอะ พวกคนจรเข้าไปยึดเป็นที่หลับนอนบ้าง เอาของไปวางขายบ้าง เพราะตรงนั้นมีสนามหญ้าเขียวชอุ่มปลูกอยู่รอบด้าน ผู้ใหญ่ที่พาเด็กไปวิ่งเล่นก็มักจะเป็นพวกที่มีบ้านอยู่แถวนี้ แถวซอยรางน้ำ แถวสนามเป้า แถววัดมะกอก และพวกเด็กๆก็จะรู้จักกันแทบทั้งนั้น เรียกว่าเป็นแก้งค์เด็กสาวรีย์เชียวนะ พูดไปแล้วอนุสาวรีย์ชัยฯตอนนั้นเป็นเสมือนนอกเมืองด้วยซ้ำ คนไม่ค่อยออกมาอยู่กันมากนัก คนในเมืองจะออกไปสนามบินดอนเมือง ตอนนั้นมีที่เดียวที่จะไปก็คือมาออกผ่านสี่แยกอนุสาวรีย์เพื่อเข้าสู่ถนนพหลโยธิน “

       คุณยายอรชี้มือไปที่จานกลมทรงแป้นที่ตั้งอยู่เหนือขั้นบันไดอนุสาวรีย์

         “หนูเห็นจานกลมๆรอบๆอนุสาวรีย์ไหม นั่นเป็นที่พวกเราเด็กๆสมัยนั้นชอบปีนขึ้นไปเล่นกัน ยายยังมีรูปที่ถ่ายกับพวกญาติๆเลย เดี๋ยวเข้าไปในบ้านยายจะหยิบมาให้หนูดูนะ”

     “ส่วนเรื่องการล้อมรั้วมิให้คนเข้าไปทางการเขาเพิ่งจะมาล้อมเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา เพราะว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น คนย้ายออกมาอยู่แถวนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก อนุสาวรีย์กลายเป็นศูนย์กลางคมนาคม รถเมล์แทบทุกสายจะผ่านที่นี่ รถสายต่างจังหวัดก็มาส่งคนที่สี่แยกนี้ เมื่อผู้คนมาใช้สี่แยกนี้มากขึ้น คนจะข้ามไปขึ้นรถตามทิศต่างๆก็ต้องมาเดินข้ามผ่านไปตรงกลางเหมือนอนุสาวรีย์เป็นเกาะกลาง ไม่มีคนสนใจที่จะรักษาสนามหญ้าเขียวขจีและเมื่อคนจรมามากขึ้น ทางการได้รับการร้องเรียนก็เลยจัดการล้อมรั้วปิดไม่ให้คนข้ามไปใช้เป็นเกาะกลางอีก ซึ่งตรงนี้ยายเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง”

      คุณยายอรทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะออกความเห็นเสริมต่อไปว่า

     “เพราะว่านอกจากอนุสาวรีย์จะเป็นอนุสรณ์สถานให้กับเหล่าทหารหาญของชาติแล้ว ยังมีแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญจากประเทศต่างๆแวะมาเยี่ยมคำนับสถานที่อยู่เสมอๆ วันทหารผ่านศึกในสมัยก่อน พระบรมวงศานุวงศ์ก็ยังเคยเสด็จมาวางพวงหรีดคารวะต่อดวงวิญญาณของทหารเหล่านี้บ่อยครั้ง สมควรแล้วที่จะรักษาไว้ให้สวยงาม แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่ประชาชนรุ่นหลังไม่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับประวัติศาสตร์ส่วนนี้ได้อีกแล้ว”

        ..............................................................................

โปรดอ่านตอนต่อไปเร็วๆนี้

 เพ็ญวิภา (ปิยวิทยาการ) โสภาภัณฑ์

บันทึก

๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

หมายเหตุ

   ก่อนที่จะจากไปวันนี้ ขอตอบเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ได้อ่านตอนที่แล้ว สงสัยถามไถ่มาว่า เรื่องที่เขียนเป็นเรื่องจริงหรือนวนิยาย ขอตอบว่าเนื้อหาเป็นเรื่องจริง ตัวตนของคุณยายกับคุณหลานก็มีจริง ว่ากันตามจริงแล้วก็เป็นเรื่องเล่าของสองยายหลาน ซึ่งผู้เขียนพยายามเขียนในรูปแบบที่อ่านได้ง่ายๆน่ะค่ะ เขียนมาสำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับอดีตของชุมชนอนุสาวรีย์ชัยฯ มิได้เขียนซีเรียสไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างไร ดังนั้น จึงขอเขียนอย่างสบายๆไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆ เพื่อนบางคนก็อยากให้เขียนทียาวๆ บางคนก็ อยากอ่านทีละนิดเพราะไม่มีเวลามานั่งนานๆ ก็เลยขอให้ทั้งผุ้เขียนและผู้อ่าน “สบายๆ ถูกใจก็คบ (อ่าน)กันไปนะคะ พบกันใหม่เร็วๆนี้ะค่ะ

จะพยามอัพเดทบทเขียนทุกอาทิตย์นะคะ





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2016 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]