• ลิลิตดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 79720
  • ส่ง msg :
  • โหวต 69 คน
บันทึกจากซานฟราน-เบย์แอเรีย
บันทีกเรื่องราวน่าสนใจในอเมริกา และเรื่องอ่านเล่น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/phenvipa
วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม 2559
Posted by ลิลิตดา , ผู้อ่าน : 431 , 01:54:12 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

ต่อจากเอ็นทรี่ที่แล้ว 

     เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นไปมองปูนที่ก่อสูงยาวบนฐานที่มองเห็นเด่นชัด พลางถามต่อไปเรื่อยๆว่า

     “เหนือเสาสูงนั้นหนูเห็นมีเหล็กก้านยาวๆอยู่บนนั้นด้วย อะไรหรือคะคุณยาย”

 “ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าการที่บ้านเราอยู่ใกล้อนุสาวรีย์ชัยฯนี้ดีตรงที่จะไม่มีวันที่ฟ้าจะผ่าลงมาโดนบ้านผู้คนที่อยู่แถวรอบๆนี้ได้ เหล็กก้านยาวเป็นแฉกนั่นแหละเขาเรียกสายล่อฟ้า”

   เด็กหญิงแจนแหงนมองตามคำคุณยายด้วยความสนใจ และเมื่อละสายตาลงมาถึงรูปปั้นที่เป็นทหารก็ซักไซร้ต่อ

     “มีรูปปั้นทหารรอบอนุสาวรีย์เลยนะคะ มีทหารอะไรบ้างคะ มีทหารเรือไหม หนูชอบ คุณพ่อบอกว่าคุณปู่ของหนูเป็นทหารเรือ”

   คุณยายอร

    “มีทุกเหล่ารวมทั้งพลเรือนด้วย วันหลังยายจะพาหนูไปยืนดูทุกมุม แต่ละมุมจะมีรูปปั้นทหารต่างเหล่าทัพกัน ดูนั่น หนูเห็นรูปปั้นที่ทหารถือลูกระเบิดไหม เขาหันหน้าไปทางไปดินแดง ยายมีเพื่อนคนหนึ่งบ้านเขาอยู่ดินแดง เขาสอนลูกเขาว่าหากหาทางกลับบ้านไม่ถูกให้ดูรูปปั้นทหารที่อุ้มลูกระเบิดในมือ จะเป็นทางไปดินแดง ถ้าเห็นรูปปั้นทหารบกมือซ้ายถือสมุดละก็ ทางนั้นไปปทุมวันและสยามแสควร์ ส่วนรูปปั้นทหารที่จับลูกระเบิดวางชี้ลงบนพื้น นั่นไปทางถนนราชวิถีนำไปสวนดุสิต ส่วนรูปปั้นทหารถือปืนยาวชี้ขึ้นฟ้า จะเป็นทางไปดอนเมือง...จำได้ง่ายดี”

    “ค่ะ คุณยาย รูปปั้นทหารบกถือสมุดไปสยามสแควร์”

    “ดีจ้ะ โตขึ้นหนูจะจำทางรอบสี่แยกอนุสาวรีย์ได้เก่งกว่าใครๆ อีกหน่อยหนูขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาจากโรงเรียนเอง หนูจะต้องมารอรถคุณแม่ที่ด้านนี้นะจ้ะ บ้านเราอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลราชวิถี หรือสมัยก่อนคือโรงพยาบาลหญิงจ้ะ”

     “เมื่อก่อนคุณยายขึ้นรถไฟฟ้าไปโรงเรียนหรือเปล่าคะ”

    “เมื่อก่อนไม่มีรถไฟฟ้าหรอกจ้ะ สมัยยายไปโรงเรียน ยายต้องข้ามถนนไปขึ้นรถประจำทางหน้าโรงพยาบาลหญิง รถเมล์สมัยนั้นเราเรียกชื่อรถเมล์ตามสีของรถ ยายไปเรียนที่โรงเรียนสตรีมัธยมสาธิตสวนสุนันทา ยายขึ้นรถเมล์แดงไปลงที่ถนนอู่ทองใน แล้วเดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงโรงเรียน ตอนนั้นรถเมล์ที่วิ่งมาอนุสาวรีย์มีทั้ง รถเมล์แดง เขียว เหลือง ส่วนรถเมล์ขาวที่ขึ้นชื่อนั้นไม่ผ่านตรงนี้ต้องไปรถเมล์เขียวให้ถึงประตูน้ำแล้วต่อรถเมล์ขาวที่นั่น”

     คุณยายอรชี้มือไปทางลงบันไดเลื่อนจะที่นำไปถึงรถไฟฟ้า และเป็นป้ายรถเมล์ก่อนที่จะเล่าต่อว่า

    “หน้าบ้านของเรา ตรงที่เป็นลานขายสินค้าตอนนี้ แต่ก่อนเป็นที่นายท่าของรถเมล์มาตั้งโต๊ะเพื่อปล่อยรถ  อนุสาวรีย์เป็นต้นทางของรถเมล์หลายๆสาย นายท่าของรถเมล์ทุกคนใจดี และรู้จักเด็กๆที่วิ่งเล่นแถวนี้แทบทุกคน พวกผู้ใหญ่ก็เลยไม่เคยต้องห่วงลูกหลานเพราะว่านายท่าเหล่านี้จะช่วยกันดูแลเด็กให้ แลกกับบ้านเราเป็นที่พวกเขาขอมาใช้ห้องน้ำบ้าง

    “ตอนเด็กๆ พวกคุณยายชอบเล่นอะไรกันหรือคะ”

   คุณยายอรยิ้มด้วยความดีใจเพราะว่าจุดประสงค์จะแนะนำให้หลานได้รู้จักการละเล่นสมัยก่อนมาถึงแล้วไม่ต้องหว่านล้อมมาก หลานสาวเป็นผู้จุดประกายเอง  นางขยับตัว ยกหลานออกจากตัก และพาหลานกลับเข้ามาในตัวเรือน

    “ยายมีของเล่นและการละเล่นหลายอย่างเลยจ้ะ เรามีเพื่อนกลุ่มใหญ่เล่นซุกซนสนุกสนาน ไม่ได้นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เล่นเกมเหมือนพวกหนูนิยมกันหรอกจ้ะ มา..เข้ามาในบ้าน..ยายมีรูปให้ดูด้วยนะ รูปที่เราเล่นกันรอบๆสนามหญ้าหน้าบ้านก็มี รอบอนุสารีย์ก็มี รูปที่เราเล่นซ่อนหากันบนจานใหญ่เหนือบันไดขึ้นอนุสาวรีย์ก็มี”

     จากนั้นหลานสาวก็ได้รับฟังถึงการละเล่นของเด็กๆในอดีตสมัยคุณยายยังวัยรุ่น ภาพประกอบการเล่าหลายๆภาพที่แม้จะดูสีจืดจาง แผ่นกระดาษกรอบ ดูเก่า..ทว่า คุณยายก็บรรจงหยิบภาพแต่ละภาพขึ้นมาด้วยความทนุถนอม บางภาพคุณยายก็บรรยายไปพร้อมกับน้ำตาที่รื้นออกมาเต็มดวงตาสีน้ำตาลดวงนั้น.....

(ภาพคุณยายอร และพี่น้อง สมัยถนนรอบอนุสวรีย์ยังเดินกันได้โดยปลอดภัย มีรถเมล์ขาวให้เห็นในแบ็กกราวด์ด้วย - ภาพสงวนลิขสิทธิ)

 เด็กๆกับเรื่องเล่นสนุกๆหน้าลานอนุสาวรีย์ชัย ฯ

    คุณยายเล่าถึงการละเล่นสมัยจอมพลสฤษ คุณยายมักจะเอ่ยชื่อสมัยโดยใช้ชื่อนายกรัฐมนตรีในเหตุการณ์นั้นๆนำหน้า คุณยายบอกว่าทำให้คุณยายวาดภาพได้ชัดเจนกว่าจำเป็นปี พ.ศ.2500 

     ลานหญ้าหน้าบ้านด้านภัตตาคารพงหลีเป็นที่เล่นนานาชนิดของเด็กๆ คุณยายอรจำได้ว่าเมื่อตอนนั้นขนาดเธออายุย่างเข้าสิบสามก็ยังชอบวิ่งเล่นไล่จับ เล่นวิ่งเปี้ยว เล่นโยนห่วงยาง และบ้างก็เล่นแบ๊ตมินตัน

    ถ้าเป็นเดือนเมษายนเด็กผู้ชายก็จะขนว่าวมาแข่งขันกันเป็นที่สนุกสนานและเอาจริง บางทีก็ชกต่อยกันล้มลุกคลุกคลาน นายท่าเจ้าเก่าที่นั่งประจำหน้าป้ายรถเมล์จะเป็นผู้มาไกล่เกลี่ยและไปเรียกผู้ใหญ่มาจัดการ คนที่เด็กๆกลัวก็คือคุณพ่อของคุณยายอรนั่นแหละ ก็ท่านเป็นทหารเสนารักษ์เก่า จะไม่ให้ท่านเป็นที่เกรงขามของเด็กๆได้อย่างไรเล่า...

    การแข่งขันกีฬาว่าวนี้ควรจะเป็นกีฬาที่เล่นสบายๆท่ามกลางลมเอื่อยๆตอนเย็น สมัยนั้นยังมีต้นสนเรียงรายที่ทำให้อากาศแถวสี่แยกมิได้ร้อนจัดดังปัจจุบัน พวกผู้ชายจะคิดค้นวิธีทำให้เชือกที่เป็นสายว่าวคมกริบจนสามารถตัดสายคู่แข่งให้ขาดลอยได้ โดยวิธีการเาสะหาขวดแก้วมาตำจนแก้วละเอียด จากนั้นก็นำกาวมาคลุกและนำไปทาสายเชือกของว่าว เป็นที่น่าปลาดใจยิ่งที่ไม่เห็นมีใครโดนแก้วบาดมือกันสักคน

     นอกจากจะต้องมีสายว่าวที่คมกริบแล้วก็ยังต้องมีตัวว่าวที่เท่ห์พอจะมาแข่งขันกันได้ ที่เด่นๆก็ต้องเป็นว่าวจุฬา ว่าวรูปตัวปักเป้า มีหางสวยงามลอยเคว้งคว้างกลางนภาจึงจะสมศักดิ์ศรีของนักก่ฬา

    พวกเด็กผู้หญิงจะได้รับหน้าที่ส่งเสียงเชียร์ กองเชียร์ร้องเพลงกันสนุกไม่แพ้เชียร์ลีดเดอร์สมัยนี้ เด็กอายุสิบสามสิบสี่ก็จะได้รับเกียรติให้เป็น “ตัวส่งว่าว” ใครได้รับเกียรตินี้จะหน้าบานไปทั้งวัน ประหนึ่งคนเขี่ยบอลในมหาลัยทีเดียวจ้ะ

     คุณยายอรได้รับเกียรตินี้บ่อยๆ เพราะว่าพี่ชายลูกของป้าเขาชอบเล่นพวก และไม่มีใครกล้าเถียงเขาเพราะเขาเป็นผู้นำกลุ่ม

     เมื่อคุณยายอรได้ยินคำสั่งว่า “ลากว่าว” คุณยายก็จะนำตัวว่าวลากไปจนสุดสายที่พี่สั่ง และทันทีได้ยินคำว่า “ส่งโว้ย” คุณยายก็จะโยนว่าวขึ้นสู่อากาศให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการส่งว่าวนี้เป็นเสตปแรกว่าว่าวจะขึ้นดีหรือไม่ จึงถือเป็นตำแหน่งสำคัญไม่น้อย และต้องทำทีมเวิร์กให้ดี มิฉะนั้นผู้ชักสายว่าวจะนำว่าวขึ้นไม่สวย บางทีก็ตกลงดินเป็นที่โมโหของพวกผู้ชาย ทั้งๆที่คุณยายก็มองเห็นว่าไอ้คนชักน่ะมันทำไม่ดี แต่พวกผู้ชายเขาไม่ยอมรับหรอกว่าเขาทำไม่ดี

   คุณยายอรชอบตำแหน่ง “ส่งตัวว่าว” นี้มาก ถึงกับลงทุนอ้อนวอนลูกผู้พี่ บางครั้งก็ต้องแอบเอาลูกอมหรือชอกโกแล็ตไปเป็นของกำนัลเพื่อได้รับเลือก คุณยายเล่าว่า การที่เราสามารถส่งว่าวขึ้นอากาศได้อย่างงดงาม เป็นความรู้สึกภูมิใจสุดบรรยาย

     คู่ต่อสู้บางครั้งก็จะมาจากต่างถิ่น คือจากสนามเป้าบ้าง จากอาคารสงเคราะห์ซึ่งปัจจุบันเป็นสวนสันติภาพ บ้าง เป็นความสนุกสนานที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย (นอกจากจะมีรายการชกต่อยกันประปรายแบบไม่จริงจัง) ค่าใช้จ่ายก็ไม่มีมากผู้ปกครองสนับสนุน บางบ้านถึงกับสนับสนุนทีมเก่งๆยกไปแข่งขันทีมนอกถิ่นที่ท้องสนามหลวงก็มี

     นั่นเป็นการละเล่นของเด็กที่อายุเกินสิบขวบ ส่วนเด็กเล็กลงมาก็จะเล่นไล่จับเกมแม่งู ซึ่งเด็กที่เล่นก็จะเป็นเด็กผู้หญิงแทบทั้งนั้นจะมีการเลือกผู้เป็นแม่งู พ่องู และน้องตัวเล็กสุด คุณยายอรเล่าไปพร้อมร้องเป็นเพลงให้หลานฟังด้วย

     ผู้รับเลือกเป็นแม่งูก็จะเอามือเท้าสะเอว และมีเด็กเล็กๆมาเกาสะเอวเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ

     พ่องูก็จะเริ่มร้องเพลงถามก่อนว่า แม่เอย แม่งู เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา..

     แม่งูร้องตอบว่า ฉันไปกินน้ำมา กลับมาเมื่อตะกี้

    พ่องู ไปกินน้ำบ่อไหน จงตอบฉันมาให้ถ้วนถี่

   แม่งู  ไปกินน้ำเอยกินน้ำบ่อหิน

     บินไปเอย บินมา  แม่งูนำขบวนทำท่าบินไปบินมา

    พ่องู แม่เอยแม่งู ไปกินน้ำบ่อไหนมา

     แม่งู ไปกินน้ำเอยกินน้ำบ่อโศกโยกไปโยกมา

     แล้วแม่งูก็จะนำขบวนเด็กๆโยกตัว

     พ่องู  แม่เอยแม่งู ไปกินน้ำบ่อไหนมาอีก จงบอกฉันมาให้ถ้วนถี่

     แม่งู  ไปกินน้ำเอยกินน้ำบ่อทราย  ย้ายไปย้ายมา

     แม่งูนำขบวนย้ายตัวไปมา จากนั้นก็จะถามพ่องูว่า

      พ่องูเอ๋ย จะกินหัวหรือกินหาง

        พ่องูทำเสียงเข้มว่า กินกลางตลอดตัว

      จากนั้นก็จะวิ่งไล่จับลูกงู แม่งูก็จะทำท่ากางกั้นลูกๆ แปลกที่ว่าแม้จะดูเป็นเกมที่ไม่น่ากลัวแต่เด็กเล็กๆก็จะกลัวกันจริงๆ โดยเฉพาะใครที่อยู่รั้งท้ายจะร้องกรีดวิ่งหนี และตัวเล็กสุดก็จะโดนพ่องูจับจริงๆ ขบวนแถววิ่งหนีกันแตกขบวน และผู้ที่เล่นเป็นแม่งูก็ไม่สามารถปกป้องลูกๆได้ไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุ่มไหนเล่นก็ตาม ไม่ทราบว่าเป็นจุดแสดงหรือเปล่าว่าวัฒนธรรมไทยสมัยก่อนจะต้องให้เด็กผู้ชายเป็นใหญ่

    เล่ามาถึงการที่ให้ผู้ชายเป็นฝ่ายชนะคุณยายอรจำได้ว่ามุมอนุสาวรีย์ด้านที่อยู่หน้าบ้านเรามีเหตุการณ์ให้พวกเราต้องวิ่งหนีกันจริงๆ วิ่งแบบไม่คิดชีวิตกันเลย บ่อยๆ นั่นก็คือเหตุการณ์วิ่งหนีการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของนักเรียนมัธยมชายจากสองโรงเรียนบนถนนศรีอยุธยา

    คราใดที่มีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลระหว่างสองโรงเรียน จะต้องมีรายการตามราวีกันแทบทุกครั้ง และก็มักจะมาตีกันตรงป้ายรถเมล์หน้าบ้าน คุณยายอรเคยวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนหลายครั้ง

   ที่สำคัญคือพี่ชายลูกคุณป้าที่เป็นหัวโจกกีฬาว่าวของพวกเรา เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนมัธยมดังกล่าว เขาต้องพกมีดพร้าเพื่อป้องกันตัว และเขาจะป้ายปูน(ที่มีไว้กินกับหมาก) ไว้เป็นทางยาวที่คอ ถามว่าทำไมต้องป้าย เขาตอบว่าเท่และน่าเกรงขามดี ถ้าเป็นสมัยนี้คงใช้คำพูดเก๋ๆได้ว่าเพ้นท์คอทันสมัยไปอีกแบบ

    เมื่อเป็นผู้ใหญ่กันจนมีลูกเต้าแล้ว คุณยายอรเคยถามเขาว่าคิดอย่างไรถึงต้องตีรันฟันแทงกันขนาดนั้น เขาตอบว่าเมื่อตอนหนุ่มๆเขาเป็นคนเลือดร้อน รักสถาบัน ใครมาหยามแล้วแค้นมาก เขาบอกไม่มีใครเข้าใจพวกเขาหรอก แต่หากลูกชายเขาจะคิดเช่นนั้นบ้าง เขาก็จะห้ามสุดฤทธิ์

    บังเอิญโชคดีที่ลูกชายเขาไม่ได้สนใจเรื่องบู๊ๆแบบพ่อแม้แต่น้อย

    และก็เป็นการดีที่ปัจจุบันนี้โรงเรียนทั้งสองแห่งนี้ไม่ได้เป็นอริร้ายแรงกันเหมือนสมัยก่อน

 

(คุณยายอร กับคุณตา และลูกๆ ภาพสงวนลิขสิทธิ)

 

(ภาพห้องชุดสีน้ำเงิน ปัจจุบันที่เป็นของคุณยายอรและพี่น้อง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลราชวิถี)

 

หมายเหตุ

รื่องเล่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในความทรงจำ ผ่านการเล่าจากคุณยายให้หลานฟัง เป็นเรื่องที่มีประวัติจริงแต่ปรุงแต่งการเขียนให้ออกมาในแนวอ่านเล่น คุณยายและคุณหลานมีในชีวิตจริง ตัวละครที่เป็นพี่น้องของคุณยายก็มีจริงค่ะ ภาพที่นำมาลงก็เป็นภาพคุณยายและพี่น้อง สมัยที่ถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังเดินข้ามได้อย่างปลอดภัย และดูสงบงดงาม ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านค่ะ 

 

 

เพ็ญวิภา (ปิยวิทยาการ) โสภาภัณฑ์

บันทึก

๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

 

  

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2016 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]