*/
  • philharmonics
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-06-27
  • จำนวนเรื่อง : 253
  • จำนวนผู้ชม : 547364
  • จำนวนผู้โหวต : 140
  • ส่ง msg :
  • โหวต 140 คน
CCP Technology

Certified Comparator Products

View All
<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ชอบหรือไม่ชอบกับเนื้อหาในบล็อกนี้
ชอบมาก
55 คน
ชอบ
8 คน
เฉยๆ
1 คน
ไม่ชอบ
3 คน

  โหวต 67 คน
วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม 2552
Posted by philharmonics , ผู้อ่าน : 911 , 17:14:37 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเรียนวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ โดยยกกรณีศึกษาการที่รัฐดูไบหนึ่งในรัฐของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังดำเนินยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไปในแนวทางเดียวกันกับสิงค์โปร์ เรายกกรณีศึกษาดังกล่าวมาถกกันในชั้นเรียนซึ่งผมพอจะจับใจความการสนทนาผ่านเพื่อนๆในห้องแล้วพอจะได้แนวคิดเพิ่มเติมดังนี้

1.เรามองกันว่าดูไบมีเงินมากมายจากทรัพยากรน้ำมันและก็าซธรรมชาติ แต่ผู้นำของรัฐก็หลักแหลมพอว่าอีกไม่กี่ปีมันก็หมด ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอื่นใดนอกเหนือจากน้ำมัน และจะต้องฝากชีวิตไว้กับรายได้หลักแต่เพียงอย่างเดียวก็คงไม่รอด

2.การดำเนินการโปรโมทรัฐและสร้างความมีชื่อเสียงผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เดอะปาล์ม Birj Al Arab อาคารที่จะเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ช่วยทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนและส่งผลให้ดูไบเป็นที่รู้จักมากกว่าตัวประเทศเสียอีก

3.การใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดรายได้มหาศาลแต่คนคุณภาพส่วนใหญ่คือชาวต่างชาติที่ไปทำงานที่นั่น

4.เงินแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างทันท่วงที ต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาคนในประเทศให้มีขีดความสามารถให้ทัดเทียมสิงคโปร์ เนื่องจากที่นั่นเขาเริ่มเรื่องนี้มาตั้งแต่มีเอกราชแล้ว

5.ประเทศเล็กๆที่ยังต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้จากมาเลเซียกลับเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงว่ามีการยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างดีเยี่ยม

มาเข้าเรื่องกันเสียทีว่าเหตุใดกระทรวงศึกษาธิการจึงควรหันกลับมาทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอนในประเทศขนานใหญ่เสียที

การศึกษาช่วยพัฒนาคน แต่สิ่งพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือความสามารถทางภาษาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิงคโปร์หรือมาเลย์เซียในปัจจุบัน แทบทุกบ้านจะเป็นครอบครัวแบบสองสามภาษา ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่ภาษาราชกาลคือภาษามาเลย์ ในขณะที่ชนเชื้อสายจีน อย่างน้อยต้องพูดภาษาจีนได้

ย้อนกลับมาดูบ้านเรา ไม่ผิดหรอกครับที่เราจะภูมิใจว่าเรามีเอกราช ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษอย่างประเทศที่ว่า แต่เรากลับไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เราภูมิใจหนักหนาจะกลายเป็นอุปสรรค ถ้าหากเราคิดจะเป็นชาตินิยม ก็ต้องเป็นให้ได้อย่างญี่ปุ่นหรือไต้หวัน เกาหลี ต้องสร้างเทคโนโลยีขึ้นใช้เอง จะได้ลดจุดอ่อนที่ว่า

ผมไปพบหนังสือเล่มหนึ่งโดยบังเอิญจากบล็อกของอ.ไชยยศ ว่าด้วยการสร้างเด็กสองภาษาที่เขียนขึ้นจากความเอาใจใส่ในการที่อยากจะเห็นลูกเป็นเด็กสองภาษาให้ได้ คุณพ่อท่านนี้เขียนจากประสบการณ์จริง ไร้กลิ่นวิชาการและผมว่ากระทรวงศึกษาควรเอามาเป็นต้นแบบในการสอนภาษาที่บ้านเรา

หลายท่านที่เป็นผู้ใหญ่ที่บังเอิญอาจผ่านมาอ่านบล็อกผม ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับผมเราก็ไม่ว่ากันเพราะเราถูกหล่อหลอมในรูปแบบที่ต่างกัน

การสอนภาษารูปแบบเดิมๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ว่าจนเห็นชินตาโดยทั่วไปนั่นก็คือ เขียนพอได้ อ่านพอไหว แต่พูดกับฟังไม่กระดิก เวลาเจอฝรั่งที่ เหงือแตกมือไม้สั่น ก็เป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา ยกเว้นพวกที่จบเมืองนอกเมืองนามานะครับ

ทักษะในการฟังและพูด ถ้าพูดถึงหลักสูตรในปัจจุบันที่ใช้กันตามโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยตามทัศนะของผมคือ ไม่ไหวแล้วครับ

เราเรียนเน้นแต่ไวยกรณ์เพื่อไปสอบแข่งขันให้ได้คะแนนสูงๆ แต่ถ้าลองนึกดู ลองส่งคนพวกนี้เข้าประชุมกับฝรั่งสิครับหรือแม้กระทั่งให้ไปอยู่ต่างประเทศ คงมีแต่เยสกับโอเคเท่านั้นที่พอนึกได้ มันแปลว่า มันไม่ได้ตอบโจทย์ที่ว่าเลย

ที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบในทันทีคือ เขาปฏิวัติการสอนแบบเดิมๆ และเป็นการสอนจากประสบการณ์จริงๆของพ่อคนหนึ่งที่หวังดีกับลูก ดังนั้นสิ่งที่ไอน์สไตน์เคยพูดไว้ว่า ฟั่นเฟือนคือการทำสิ่งเดิมซ้ำๆแต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ จึงไม่ผิดกับหลักสูตรภาษาในบ้านเรา ณ ปัจจุบัน

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณพงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ โดยท่านสามารถลองดูตัวอย่างเนื้อหาได้จาก
www.2pasa.com เพื่อลองให้เราดูว่าหนังสือเป็นอย่างไร แถมมีวิดีโอคลิปของน้องเพ่ยเพ่ย นางเอกของคุณพีระพงษ์ซึ่งพูดภาษาอังกฤษชนิด Native English Speaking เลยทีเดียว

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ปกครองเท่านั้นแต่ยังเหมาะกับเราๆท่านๆที่ถูกหลักสูตรเดิมๆครอบงำอยู่ เพียงแต่ท่านอ่านและเปิดใจลองดู ใส่ความพยายามเข้าไปสักนิด ผมเชื่อว่ามันต้องได้ผลเหมือนกับการที่ผมลองด้วยตนเองแล้วว่ามันใช้ได้

คุณว่ากว่า Eric Clapton กว่าจะเก่งกาจเป็นเทพแห่งกีตาร์ เขาเคยเล่นกีตาร์ไม่เป็นมาก่อนหรือไม่

คุณว่าไทเกอร์ วูดส์ เกิดมาพร้อมไดร์เวอร์ อิ๊กไนท์ของไนกี้หรือเปล่าหละ

คุณว่ากว่าสมจิตร จงจอหอ จะได้เหรียญทองโอลิมปิคมา เขานอนกระดิกหัวแม่มือที่บ้านใช่ไหม

ทุกๆตัวอย่างที่กล่าวมาเริ่มต้นที่ศูนย์ทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้ จะช่วยคุณเพิ่มพูนทักษะการพูดและการฟังให้ดีขึ้นแบบที่คุณไม่ทันรู้ตัวเลยทีเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าคุณกล้าพอที่เดินออกนอกเส้นหรือเปล่า ก็เท่านั้นครับ

ปล เอ็นทรี่นี้เป็นการบ้านที่ผมต้องเขียนแนะนำหนังสือเล่มไหนก็ได้เพื่อโน้มน้าวผู้อ่านให้คล้อยตามมิได้มีเจตนาใดๆในอันที่จะก่อให้เกิดความไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรภาษาอังกฤษที่มีอยู่

ผมรู้ว่าถ้าเขียนหัวข้อแบบนี้ Traffic จะดีขึ้นเอง ^_^ ฮิฮิ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Pro.Trainer วันที่ : 15/05/2009 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyospun

เบญจ์เก่งแฮะ convince ได้ตั้งแต่คนแรก (ความเห็นที่ 1 เลย) ดีมากครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
HRD.Everywhere วันที่ : 15/05/2009 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hrdeverywhere
ไม่จำเป็นต้องกด "Like" ถ้า "นิ้วกับใจไม่ตรงกัน"

คุณกำลังทำให้ผมต้องเสียเงินไปซื้อหนังสืออีกแล้ว

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดี ๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
HBP_Extreme วันที่ : 14/05/2009 เวลา : 11.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hbpextreme

ใช่เลยครับ ถ้าทำได้ก็ดีมากๆเลย ในฐานะที่ผมเป็นเด็กธรรมดาคนนึงผมก็รู้สึกยังงั้นเหมือนกัน เวลาเรียนภาษาอังกฤษก็พอเขียนได้ อ่านได้ แต่ก็พูดไม่เก่งเหมือนกัน ไม่รู้ทำไงดี เวลาเจออาจารย์ฝรั่งก็คิดเหมือนกันว่าเราน่าจะหัดพูด แต่ก็นึกไม่ค่อยออกว่าจะพูดอะไร

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Dr.Kaew วันที่ : 14/05/2009 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/learning
ดร.แก้ว

เราต้องเปลี่ยนความคิดจาก "ภาษาอังกฤษ" คือ ภาษาต่างประเทศ ให้เป็น "ภาษาที่ 2"

ภาษาแม่คือ ภาษาไทย ที่ต้องจริงจัง แต่ภาษาที่ 2 ก็ขาดไม่ได้

In these days of globalisation

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลุงวอ วันที่ : 14/05/2009 เวลา : 09.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน