• phirakan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Phirakan@bunga.pn.psu.ac.th
  • วันที่สร้าง : 2007-03-08
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 76542
  • ส่ง msg :
  • โหวต 51 คน
เรือกอและ ปลาตีน และรูสมิแล
สารพัดเรื่องที่อยากจะพูดจะคุย ทั้งสาระและบันเทิง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/phirakan
วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2551
Posted by phirakan , ผู้อ่าน : 2491 , 10:03:51 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศกำลังรับนักศึกษาใหม่เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี รุ่นพี่จำนวนมากก็กำลังยุ่งๆ อยู่กับการรับน้องใหม่ ส่วนคณะต่างๆ ก็กำลังจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อให้เพียงพอกับการบริการทางวิชาการแก่นักศึกษาเก่าและใหม่

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่ปี กำลังเริ่มทำงานวิจัยเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ตนเองสนใจ ได้เฝ้าสังเกตนักศึกษาเพียงไม่กี่รุ่น ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัย จากอดีตจนปัจจุบัน คือ จำนวนนักกิจกรรมยังคงเป็นชนกลุ่มน้อยเท่าหยิบมือเดียวเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปกลับยิ่งน่าเป็นห่วงมากกว่า

นักศึกษารุ่นใหม่หัวใจติด E

วิชาพื้นฐาน หรือวิชาศึกษาทั่วไปที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนในชั้นปีที่ 1-2 คำว่า   ”ต้องเรียน” หมายความว่า หากไม่ผ่านวิชาดังกล่าวจะไม่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งวิชาหลักๆ ที่นักศึกษาต้องเรียน คือ วิชาหมวดคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  ภาษาไทย สังคมศาสตร์ และหมวดวิทยาศาสตร์  อันเป็นวิชาที่เปรียบเสมือนเครื่องทดสอบทักษะการคิด การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

แต่วิชาเหล่านี้กลับเปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่นักศึกษาจำนวนมากพากันหนีสุดชีวิต ไม่เรียนได้ยิ่งดี วิชาที่ติด E มากที่สุด คือ วิชาพื้นฐานเหล่านี้ ที่กลายเป็นวิชาโคตรหินของนักศึกษาพันธุ์ใหม่ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการรีไทร์ (Retired) ในที่สุด ว่ากันว่าถึงขนาดจัดประชุมเรื่องนักศึกษาติด E กันเป็นการเฉพาะทั้งในระดับคณะ และมหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว ซึ่งหลายแนวทางก็ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา (หรือเปล่า) เช่น การลดระดับความยากของรายวิชา ปรับวิธีการเรียนการสอน ปรับเกณฑ์การประเมิน ยกเลิกบางวิชาสำหรับบางคณะ ส่วนจะทำให้นักศึกษาคิดเป็นแก้ปัญหาได้หรือไม่ เป็นโจทย์ใหญ่ที่คนในวงการศึกษาต้องร่วมหาทางออก

รีไทร์รึ! เรื่องซิลซิล

จากประสบการณ์ของผมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ได้สวมชุดนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เคยได้ยินข่าวเพื่อนร่วมรุ่นถูกรีไทร์ (การพ้นสภาพนักศึกษา เพราะมีเกรดเฉลี่ย หรือ GPA ต่ำกว่าเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด) ราวสัก 10 กว่าคน จากจำนวนนักศึกษาพันกว่าคนในรุ่นเดียวกัน และการถูกรีไทร์ของนักศึกษาบางคนนั้นต้องปกปิดคนอื่น เพราะอายเพื่อน และถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับชีวิตนักศึกษา

หากจะพิจารณาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เป็นที่ปรึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในจำนวน 60 คน มีนักศึกษาถูกรีไทร์ไป 8 คน คิดเป็นร้อยละ 13.3 นี่ยังไม่นับรวมจำนวนที่ลาออกก่อนที่ผลการเรียนจะปรากฎ (เพราะรู้ตัวว่าจะถูกรีไทร์ก็ชิงลาออกก่อน) อีก 4-5 คน ซึ่งแต่ละคณะ แต่ละวิชาเอกก็มีจำนวนนักศึกษาถูกรีไทร์มากน้อยแตกต่างกันออกไป หากเปรียบเทียบกับสมัยที่ผมศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันนี้ ผมมีเพื่อนร่วมรุ่นที่ถูกรีไทร์เพียงคนเดียวจากจำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 4

แม้ปรากฏการณ์ทั้ง 2 อย่างจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ในเชิงสถิติ แต่ก็พอมีนัยยะที่แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางประการในหมู่นักศึกษาและการศึกษาไทยในปัจจุบัน

 A-Net คะแนนนี้ Re-use ได้

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์นักเรียนที่สมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ โดยใช้ผลคะแนนสอบ O-Net (Ordinary National Educational Testing) ในช่วงต้นปีนี้ และล่าสุดคือ การสอบสัมภาษณ์นักเรียนที่สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยใช้ผลคะแนนสอบ A-Net (Advanced National Educational Testing) เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สำหรับกรณีการสอบ A-Net นั้น หมายถึง การทดสอบความรู้ขั้นสูงของวิชาต่างๆ 11 วิชา เฉพาะนักเรียน ม.6 ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในระบบ Admission (การนำผลการสอบไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยระดับสูง-ต่ำของคะแนนจะเป็นสิ่งเปรียบเทียบเพื่อแข่งขันกันทั้งประเทศ) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2549-2552 จัดสอบเดือนมีนาคมของทุกปี และนักเรียนสามารถเก็บผลคะแนนไว้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้ 2 ปี โดยไม่ต้องสอบใหม่ (ข้อมูลจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ-สทศ.)

ข้อสังเกตของการรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ที่ใช้ผลคะแนน A-Net เป็นตัวคัดเลือกนั้น ตั้งแต่มีการสอบเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา พบว่า มีการใช้ผลคะแนน A-Net มาสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยซ้ำแล้วซ้ำอีกมากขึ้น จนหมดอายุคะแนน A-Net ที่กำหนดไว้ 2 ปี ทำให้มีจำนวนนักศึกษาที่เรียนซ้ำปี 1 เพิ่มมากขึ้น โดยไม่สนใจว่าเวลาที่เสียไป 1 ปีนั้น ต้องสูญเสียเงินในกระเป๋าของพ่อแม่ไปเท่าไหร่ ทรัพยากรของชาติสูญเปล่ามากเพียงใด

แม้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เริ่มต้นใหม่ หากพบว่าตนเองไม่ชอบสาขา หรือ มหาวิทยาลัยที่ตัวเองสมัครเข้าศึกษา แต่การเก็บผล A-Net ไว้ได้ 2 ปีก็เป็นตัวเร่งให้นักศึกษาตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะออกไปสมัครและเรียนปี 1 ใหม่ (หากบังเอิญว่าผลคะแนนพอใช้แข่งขันกับเพื่อนได้) โดยไม่ได้พยายามอย่างถึงที่สุด สรุปอย่างหยาบๆ คือ มันทำให้นักเรียนที่สมัครเข้าเรียนได้ขี้เกียจมากขึ้น ขาดความตั้งใจ เพราะคิดว่าหากผิดพลาดอะไรตนเองยังมีโอกาสอีก 1 ปี ทั้งที่เป็นการกันที่นั่ง และทำให้ผู้อื่นเสียโอกาส

 “เกรดปี 1 ไม่ดี มีโอกาสรีไทร์ จึงชิงลาออกก่อน ปีที่ผ่านมาป่วย ไม่สามารถเรียนได้เหมือนคนอื่น (แต่ตอนนี้หายดีแล้ว) ไม่ชอบสาขาที่เรียน (ทั้งที่ปี 1 ยังไม่ได้เรียนสาขานั้นด้วยซ้ำไป) ผู้ปกครองอยากให้เรียนอีกสาขาหนึ่ง เป็นต้น” นี่คือสิ่งที่นักศึกษาให้เหตุผลถึงการนำคะแนน A-Net มาสมัครเรียนปี 1 ใหม่ (เฉพาะคณะที่ผู้เขียนสังกัด) ซึ่งหลายคนกำลังจะขึ้นปี 3 อยู่แล้วก็ยัง ขอสมัครเรียนปี 1 ใหม่

 ชีวิตนี้มีแต่ Google, Copy & Paste

 ปรากฎการณ์อีกอย่างหนึ่งที่กำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหลาย คือ หากมอบหมายให้ไปศึกษาด้วยตนเอง ทั้งรายบุคคล หรือรายกลุ่ม โดยให้จัดทำเป็นรายงานมาส่งอาจารย์ นักศึกษาก็มักจะใช้วิธีตัดแปะข้อมูลจากเว็ปไซต์มาทำเป็นรายงาน เรียกว่า ผิดตรงจุดเดียวกันกับที่ปรากฎในเวปไซต์ โดยไม่ได้มีการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าตั้งหน้าตั้งตาคัดลอก (Copy) และวางๆๆๆ (Paste) เรียงกันให้ได้ส่งอย่างเดียว โดยแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรทั้งสิ้น ถามถึงข้อมูลในรายงานก็อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบคำถามอาจารย์ไม่ถูก ซึ่งแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็มาจากอาจารย์กู (Google) นั่นเอง

 ความล้มเหลวของฉันคือความผิดของผู้อื่น

 นักศึกษาที่มีปัญหาผลการเรียน ทั้งถูกรีไทร์ หรืออยู่ในสถานภาพรอพินิจ (Probation) มักเข้ามากดดันอาจารย์ให้เพิ่มคะแนน เพิ่มเกรดให้ เพื่อให้พ้นการถูกรีไทร์ หรือพ้นสถานภาพรอพินิจ เพื่อนๆ อาจารย์ด้วยกันเองก็มักนำผลคะแนน ทั้งคะแนนสอบย่อยในห้องเรียน สอบกลางภาค สอบปลายภาค หรือแม้กระทั่งใบลงเวลาเรียนมาให้เจ้าตัวดูว่า ตลอดเทอมที่ผ่านมาตนเองปฎิบัติตัวอย่างไรบ้าง

เมื่อไม่มีคำใดโต้แย้งก็มักจะอ้างเหตุผลอ้างๆ คูๆ ว่า ทำไมอาจารย์ไม่บอกตั้งแต่ต้น ผม/หนูจะขึ้นปี 4 แล้ว ผม/หนูไม่รู้ว่าอาจารย์จะให้ติด E ไม่รู้ว่าผลจะออกมาแบบนี้ ทำไมอาจารย์ไม่สงสารลูกศิษย์ ทำไมอาจารย์ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ทำไมอาจารย์ตรงมากเกินไป เพิ่มให้นิดหน่อยก็ไม่ได้ หนักหน่อยก็พาเพื่อนหัวหมอ มาคุกคาม และกดดันอาจารย์ก็เคยปรากฏมาแล้ว หลายคนก็ไม่ยอมรับสภาพว่าตลอดภาคการศึกษาที่ผ่านมานั้น ตนเองปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็แล้วแต่ขอโทษคนอื่นดีกว่า เพราะจะได้สบายใจ บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกตนเองได้ว่า “ไม่ใช่ความผิดกูนะที่กูล้มเหลว” โดยหารู้ไม่ว่า การจะตัดเกรดสักวิชานั้นมันแสนยาก นอกจากจะตัดเกรดตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความขยัน ความเอาใจใส่ การพัฒนาตนเองตั้งแต่ต้นเทอมถึงปลายเทอม ความสม่ำเสมอของการเข้าเรียน การจะให้เกรด E ใครนั้น แท้จริงแล้วไม่อยากให้เกรดนี้กับใครเลย ยกเว้นมันสาหัสจนเกินเยียวยาจริงๆ

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏในหมู่นักศึกษายุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นปลายสุดของยอดโดมทางการศึกษาในระบบ โดยแต่ละสถาบันก็มีสภาพปัญหาที่หนักเบาต่างกันไป แต่คิดว่ามันคงมีอาการที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ผู้เขียนเองก็คงไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวนักเรียนนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว แต่อยากจะตั้งคำถามถึงสถาบันต่างๆ ในสังคมว่า ตอนนี้เราละเลยเรื่องการศึกษาของเยาวชนในชาติมากขนาดนี้เลยหรืออย่างไร การจัดการศึกษาที่เป็นอยู่เหมาะสมแล้วหรือยัง มีรูปแบบที่ดีกว่านี้อีกหรือเปล่า แล้วถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป อะไรจะเกิดกับบ้านเมืองของเรา มันสมองของชาติจะเป็นอย่างไร มีแต่พวกหนักไม่เอาเบาไม่สู้เต็มบ้านเต็มเมืองหรือไม่ สังคมจะล่มสลายหรือเปล่า

และสุดท้ายบ้านนี้ แผ่นดินนี้จะเป็นของลูกหลานเราอีกหรือไม่ เป็นคำถามตัวโตๆ ที่ต้องตอบและหาทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด!!!




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สมดุล วันที่ : 13/09/2009 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

การเป็นผู้นำเยาวชนรุ่นจิ๋ว ตอนเรียนหนังสือก็ทำได้ โดยต่อ
ยอด จากอีเมล ที่มีอยู่ ที่ http://www.ainews1.com ไม่ใช่เพราะลูกศิษย์ไปเป็นผู้นำหมดหรอกนะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

อืมม์
เขียนได้ดี ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
joeyman วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 10.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind


อ่านไม่ค่อยเห็นครับ...

ผมเรียนว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรผิดในเรื่องนี้ มีเรื่องเดียวครับ คือ ทำให้สองท่านนี้เกิดทางการเมือง (สมัคร สุนทรเวช , นภดล ปัทมะ) และบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแผ่นดิน ท่านจะเนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่จริงที่ท่านจะเนรคุณ พันตำรวจโท ทักษิณ ซะครึ่งนึง ที่เนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ผมว่าบ้านเมืองจะไปได้ดีกว่านี้

*****************************
เชิญฟังเสียงประชาชน..พูดถึงเขาพระวิหาร...
http://www.oknation.net/blog/inmind
*****************************

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Devil_Cat วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DevilCat

ผู้ใหญ่บ้านเมืองเรา ทำให้เด็กยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ

มอมเมากันด้วยวัตถุนิยม คงทำให้ง่ายต่อการชักจูงไปทางไหนก็ได้ตามใจ พวกนักการเมือง

หยุดทำร้ายเยาวชน เถอะค่ะ ชาติจะได้เจริญซะที

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
komyos วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 10.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

มีลูกสาวอยู่ในวัยนี้พอดีเลยค่ะ..

ขอบคุณมากๆ ได้รู้อะไรเยอะเลย

**ขอโทษนะคะ..ตัวหนังสืออ่านยากจังค่ะ**

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
spyone วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก

อ้อ..ลืมบอกว่าอ่านยากมาก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
spyone วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก

เราละเลยมานานเกินเยียวยา..นานเกินไปจริง ๆ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]