• pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 356
  • จำนวนผู้ชม : 772948
  • จำนวนผู้โหวต : 253
  • ส่ง msg :
  • โหวต 253 คน
<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2552
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 6376 , 11:24:28 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วิปลาสธรรม

(ธรรมที่ผิดไปจากความเป็นจริง)

วิปลาสธรรม เป็นธรรมที่ผิดไปจากความเป็นจริง

องค์ธรรมของวิปลาสธรรม มี ๓ อย่าง คือ...

๑. ทิฏฐิ...ได้แก่  ความเห็นผิด

๒. จิต...ได้แก่  รู้ผิด

๓. สัญญา...ได้แก่  จำผิด

อารมณ์ของวิปลาสธรรม มี ๔.....

๑. อัตตวิปลาส  สำคัญว่า  นามรูปนี้ เป็น ตัวตน

๒. สุขวิปลาส  สำคัญว่า  นามรูปนี้ เป็น สุข

๓. สุภวิปลาส  สำคัญว่า  นามรูปนี้  สวยงาม

๔. นิจจวิปลาส  สำคัญว่า  นามรูปนี้  เที่ยง

อารมณ์ทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นอารมณ์ที่ถูกตัณหา และทิฏฐิยึดถือไว้ จึงทำให้วิปริตผิดจากความเป็นจริง อารมณ์ของวิปลาส ๔ อย่างนี้ เมื่อคูณด้วยองค์ธรรมของวิปลาส ๓ ได ๑๒ คงได้วิปลาสทั้งสิ้น ๑๒ ประการ

วิปลาสทั้ง ๑๒ ประการนี้ เกิดขึ้นเพราะไม้ได้กำหนดรู้ความจริงของนามรูปนั่นเอง และวิปลาสธรรมเหล่านี้ เกิดจากอำนาจของกิเลสอย่างละเอียด ทั้งศีล และสมาธิ  ก็ไม่สามารถจะละได้ ต้องอาศัยวิปัสสนาภาวนาอย่างเดียวเท่านั้นที่จะละได้

เพราะเหตุว่า วิปัสสนานั้น เป็นปัญญาที่เข้าไปกำหนดรู้ความจริงของนามรูป

ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจในนามรูป เพื่อจะได้กำหนดรู้ความจริงของนามรูป แต่วิธีการที่จะกำหนดนามรูปนั้น ต้องกำหนดตามนัยของสติปัฏฐาน ๔ เพราะสามารถละวิปลาสธรรมได้ดังนี้ คือ....

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ละ  สุภวิปลาส

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ละ  สุขวิปลาส

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ละ  นิจจวิปลาส

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ละ  อัตตวิปลาส

 โดยเหตุนี้ การเจริญวิปัสสนากับการเจริญสติปัฏฐาน จึงเป็นอย่างเดียวกัน และการเจริญสติปัฏฐานก็เป็นการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา.

เมื่อการเจริญสติปัฏฐาน เป็นการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ชื่อว่า เป็นการเจริญมรรค  ๘ หรือ มัชฌิมาปฏิปทา นั่นเอง เพราะองค์ธรรมของสติปัฏฐาน ประกอบด้วย วิริยะ ปัญญา สติ  ดังในสติปัฏฐานพระบาลี แสดงว่า

"อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ"

ซึ่งแปลความว่า...

"มีความเพียรยังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดเสียซึ่งความยินดียินร้ายในโลกให้พินาศลง"

การเจริญสติปัฏฐาน เป็นการสำรวมอินทรีย์ ที่เรียกว่า อินทรีย์สังวร ในพระบาลีมหาวรรค สังยุตตนิกาย แสดงว่า "จตฺตโร สติปฏฺฐาน ภาวิตา พหุลี กตา อิทฺริยสํวรสีลํ ปริปุเรนฺติ ฯ"

ซึ่งแปลความว่า "สติปัฏฐาน ๔ นี้ เมื่อได้เจริญให้มากเต็มที่แล้ว ย่อมยังอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์ด้วย"

เมื่อการเจริญสติปัฏฐาน เป็นการเจริญอินทรีย์สังวรแล้ว และอินทรีย์สังวรนี้ เป็นอธิศีล และอธิศีลนี้ก็คือ ศีลวิสุทธิ ส่วนวิริยะ และสติ จัดเป็นองค์ของ สมาธิ ซึ่งสมาธินี้ ได้แก่ จิตตวิสุทธิ.

สำหรับสัมปชัญญะนั้น เป็นองค์ของปัญญา  และปัญญานี้ ก็คือ ปัญญาวิสุทธิ นับแต่ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นต้นไป

โดยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ จึงว่า การเจริญสติปัฏฐาน ก็คือการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเจริญมรรค ๘ คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือวิสุทธิ ๗ ทั้งหมดนี้ก็เป็นอันเดียวกัน หรือจะกล่าวให้สั้นที่สุด ก็ได้แก่ สมถะ และ วิปัสสนา ๒ อย่างเท่านั้น.


(คู่มือการศึกษา พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๙ รวบรวมโดย อาจารย์(วิปัสสนา)วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี)


Permalink : http://www.oknation.net/blog/boy-girl




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น