• pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 356
  • จำนวนผู้ชม : 772948
  • จำนวนผู้โหวต : 253
  • ส่ง msg :
  • โหวต 253 คน
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 1508 , 14:24:47 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วิธีกำหนดลมหายใจตามนัยวิปัสสนา(๒)

ให้มีสติกำหนดรู้สึกอยู่แต่เฉพาะในอาการที่ปรากฏของรูปเย็นและร้อนเท่านั้น เพราะต้องการจะให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน ข้อสำคัญที่สุดอยู่ตรงนั้น นี้เป็นนัยของวิปัสสนา

ในขั้นนี้ต้องใช้ความเพียร กับสติ เป็นกำลัง คือเพียรให้มีสติระลึกอยู่ในอารมณ์นั้น รู้อยู่ในเฉพาะสภาวะที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า การที่ให้เพ่งเอาแต่เฉพาะอารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้น ก็เพราะเหตุว่า จะให้ปัญญาได้ความจริงของสภาวะนั้น เมื่อปัญญาได้ความจริงของสภาวะนั้น ก็จะกำจัดวิปลาสทั้ง ๔ ตามที่กล่าวแล้ว ที่ทำให้เรารู้สึกขึ้นในขณะลมหายใจของเราวิปลาส

คือทำให้เรารู้สึกขึ้นในลมหายใจที่เข้าออกนั้นมีตน หรือมีตนเป็นผู้หายใจ หรือตัวเรา เป็นผู้หายใจมีความรู้สึกอย่างนั้นในลมหายใจ เมื่อมีความรู้สึกในลมหายใจอย่างนี้ ก็เป็นวิปลาสอย่างหนึ่ง เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกว่า ลมนี้ทำความสุขให้กับเราในเวลาที่ลมหายใจกำลังเข้าออกสะดวก ก็มีความรู้สึกว่า เราอยู่สบายได้เพราะลมหายใจก็มีความรู้สึกอย่างนี้ แต่บางที ไม่สังเกตุก็จะไม่รู้สึกได้ หรือมิฉะนั้น ก็มีความรู้สึกว่า ลมหายใจนี้เที่ยง เห็นว่า ลมที่เข้าไปนี้กลับออกมาอีก ลมที่ออกมานั่นแหละกลับเข้าไปใหม่อีก หาได้สูญหายไปใหนไม่ลมเข้าลมออกก็อันเดียวกันนั่นแหละ

ความรู้สึกอย่างนี้ก็เป็นวิปลาสอย่างหนึ่ง ที่อาศัยลมเข้าออกนั้น นิจวิปลาส ที่อาศัยลมเกิดนั้น คือกำหนดอารมณ์เฉพาะปัจจุบัน  เฉพาะสภาวะที่ปรากฏเฉพาะหน้านั้น ถ้าขณะใดที่จิตได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันแล้วขณะนั้น นิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่มีโอกาศที่จะเกิดขึ้นครอบงำจิตได้ เพราะนิวรณ์ทั้ง ๕ จะเกิดขึ้นย่ำยีจิตใจได้ ต้องอาศัยอดีตและอนาคตอารมณ์

เมื่อนิวรณ์ไม่มีโอกาศที่เข้าได้แล้ว หรือไม่มีโอกาศที่จะเกิดมาปิดบังความจริง ในสภาวะที่เรากำหนดอยู่นั้น หรือที่กำลังเพ่งดูอยู่นั้น จิตก็จะเกิดเป็นสมาธิในอารมณ์นั้น คือในอารมณ์ที่เราเพ่ง ที่นี้ปัญญาก็จะเกิดตามขึ้นมา รู้รูปนามตามความเป็นจริงขึ้นในอารมณ์นั้น

อุปมาเหมือนน้ำที่กำลังกระเพื่อมอยู่ นิวรณ์ที่เข้ามาในจิตใจเหมือนน้ำที่กำลังกระเพื่อม เห็นอะไรไม่ถนัด เดี๋ยวจิตแว๊บไปทางโน้น ทางนี้ อารมณ์ที่เราเพ่งอยู่ก็เห็นไม่ถนัด เมื่อน้ำกระเพื่อมอยู่อย่างนั้น เราก้มดูเงาหน้าของเรา ย่อมไม่แลเห็น ที่นี้เมื่อน้ำนิ่งแล้ว ก็พอมองเห็นเงาหน้าของเราได้ถนัด ก็เหมือนกับปัญญา เมื่อสมาธิดีแล้ว ปัญญาก็ย่อมเกิดรู้ภาวะความจริงที่เราบอก หรืออีกอย่างหนึ่งเหมือนน้ำที่มีแหน ถ้าต้องการอยากจะดูว่าในน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ก็ต้องอาศัยสติ กับวิริยะ ซึ่งเป็นองค์สมาธินั้นช่วยกันแหน คือนิวรณ์ออกไปให้ห่าง แล้วจะมองเห็นว่าในน้ำนั้นมีอะไรบ้าง? ปัญญาก็จะเกิดขึ้นมา

เพราะฉะนั้น ปัญญานี้ ก็ไม่ใช่ว่า จะเกิดขึ้นเองได้ตามชอบใจ ปัญญา ต้องอาศัย สมาธิ เกิด สมาธิก็ต้องอาศัย สติ, สติ ก็ต้องอาศัย วิริยะ และวิริยะ ก็ต้องอาศัย ศรัทธา เกิด เพราะฉะนั้น ศรัทธา จึงนับว่า เป็นผู้นำกุศลขั้นต้นให้เกิดขึ้น

ฉะนั้น ก่อนที่เราจะเข้ากรรมฐาน เราก็ต้องได้กำลังศรัทธา เป็นครั้งแรก ขั้นที่สอง เมื่อลงมือปฏิบัติต้องอาศัยความเพียร ก่อน, ขั้นที่สาม ต้องมี สติ ตามระลึกรู้อารมณ์, ขั้นที่สี่ มีสมาธิ ขั้นที่ห้า ปัญญา.


(หนังสือปัญญาสาร มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์)


Permalink : http://www.oknation.net/blog/boy-girl




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น