• pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 356
  • จำนวนผู้ชม : 772948
  • จำนวนผู้โหวต : 253
  • ส่ง msg :
  • โหวต 253 คน
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2552
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 1525 , 11:29:16 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อริยวสธรรม ๔ ประการ คือธรรมอันเป็นเครื่องอาศัยของพระอริยเจ้า(๓)

สำหรับปฏิปักขธรรม คือ ธรรมที่ตรงกันข้ามกับพละ ๕ ประการนั้น ได้แก่...

ตัณหา                                เป็นปฏิปักขธรรมแก่ สัทธาพละ

โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)    "------------------" วิริยะพละ

มุฏฐสติ (ความหลงลืมสติ)      "------------------" สติพละ

วิกเขปะ (ความฟุ้งซ่าน)          "------------------" สมาธิพละ

สัมโมหะ (ความมืดมน,งมงาย)    "------------------" ปัญญาพละ

ขณะเมื่อกำลังของพละ อันใดอันหนึ่งอ่อนแอลง การเจริญสมถะภาวนา และวิปัสสนาภาวนาก็ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ จริงอยู่ แม้บุคคลบางคนจะมีกำลังแห่งสัทธาอยู่มากก็ตาม เพียงมีความ"สนฺตุฏฐี" คือความสันโดษเป็นเขตแดนเท่านั้น หาได้พ้นจากตัณหายิ่งกว่านั้นไปไม่

บุคคลบางคนมีกำลังสัทธาและวิริยะมาก แต่พละที่เหลือ คือสติ,สมาธิ,ปัญญา ยังอ่อนแออยู่ ผู้นั้นย่อมสงบระงับจากตัณหา และโกสัชชะลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถเจริญสมถะภาวนา และวิปัสสนาภาวนาได้

บางคนกำลังพละ ๓ ประการ คือสัทธา,วิริยะ และสติ ได้อบรมไว้มาก แต่พละที่เหลือ คือสมาธิพละ และปัญญาพละ ยังมีน้อย ผู้นั้นพออบรมสมถะภาวนาให้เจริญขึ้นได้ แต่ไม่อาจเข้าถึงฌาณสมาบัติได้ และไม่สามารถเจริญวิปัสสนาภาวนาให้เจริญขึ้นได้

บุคคลบางคนมีกำลังพละทั้ง ๔ คือสัทธา,วิริยะ,สติ,สมาธิ แต่ปัญญายังมีกำลังอ่อนอยู่ ผู้นั้นย่อมเจริญสมถกัมมัฏฐานเข้าถึงฌาณสมาบัติได้ แต่เจริญปัญญาให้เข้าถึงวิปัสสนาไม่ได้

บางคนมีปัญญามาก แต่พละอย่างอื่นอ่อนไป ก็ย่อมสามารถเรียนปริยัติธรรม ทั้งบัญญัติและปรมัตถ์ได้ดี แต่ตัณหา,โกสัชชะ,มุฏฐสติ และวิกเขปะเหล่านี้ ยังมีกำลังมาก ก็ไม่อาจเจริญสมถะและวิปัสสนาได้ ดังนี้เป็นต้น

ในพละ ๕ ประการนี้ อาศัยวิริยะ,สติ,ปัญญา ทั้ง ๓ ประการนี้ วิปัสสนาย่อมปรากฏได้ แต่ผู้ใดประสงค์เจริญสมถะ และวิปัสสนาให้ตลอดถึงมรรค ผล นิพพานแล้ว ต้องบริบูรณ์ด้วยพละทั้ง ๕ ประการนี้

เมื่อว่าโดยการประหารกิเลสของพละแล้ว ผู้ใดบริบูรณ์ด้วยสัทธา,วิริยะ และสติ ย่อมประหารปฏิปักขธรรม คือ.....

สัทธา ย่อมประหารปัจจยามิสตัณหา และโลกามิสตัณหา คือ ความยินดีติดใจในปัจจัย ๔ และลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข.

วิริยะ ย่อมประหารโกสัชชะ ความเกียจคร้าน

สติ ย่อมประหารมุฏฐสติ คือความหลงลืม

เมื่อพละทั้ง ๓ ทำการต่อต้านกิเลสดังนี้แล้ว ย่อมอุปการะแก่สมาธิ และปัญญาให้ปรากฏขึ้นตามลำพัง

ฉะนั้น ภาวนาสัทธา, ภาวนาวิริยะ, ภาวนาสติ, ภาวนาสมาธิ, และภาวนาปัญญา พละธรรม ๕ ประการนี้เท่านั้น เป็นเครื่องอุปการะแก่สมถะและวิปัสสนาของพระโยคาวจรบุคคลโดยแท้ เพราะสามารถย่ำยีกิเลสนิวรณ์ให้ทำลายลงได้.


(คู่มือการศึกษา พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๗ รวบรวมโดย อาจารย์(วิปัสสนา)วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี)


Permalink : http://www.oknation.net/blog/boy-girl 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
forgive วันที่ : 11/03/2009 เวลา : 21.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tocare
Forgive others and you will be forgiven.

สาธุสำหรับความรู้เรื่องพละ ๕
สาธุกับทุกปุจฉาและวิสัชนาค่ะ..

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 11/03/2009 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ปัญญิณทรีย์เจตสิก คือธรรมชาติที่รู้เหตุผลในสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ได้แก่ ธรรมชาติที่รู้เหตุผลของกรรม ตลอดจนรู้เรื่องอริยสัจ
โดยนัยเป็นต้นว่า นี้คือทุกข์ ...
หรือที่ชื่อว่า "ปัญญา" เพราะรู้ไตรลักษณ์ มีอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เป็นต้น

ปัญญา ชื่อว่าเป็น"อินทรีย์" เพราะเป็นใหญ่โดยครอบงำอวิชชาเสียได้
และมีหน้าที่เป็นใหญ่ในการรู้ทั่วไปตามความเป็นจริง...
ฉะนั้น "ปัญญา" จึงชื่อว่า "ปัญญิณทรีย์เจตสิก"

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 11/03/2009 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ธรรมทั้งหลายที่เป็นผลของกุศล และอกุศล ชื่อว่า วิบาก
"วิบาก" เป็นชื่อของนามธรรม
วิบากกรรมนี้เป็นชื่อของนามซึ่งถือความเป็นเป็นผลอันสุกแล้ว...
ฉะนั้น จึงหมายเอาเฉพาะ"วิบากจิต" ซึ่งเป็นนามธรรมเท่านั้น

"กิริยาจิต" เป็นจิตของพระอรหันต์
หมายถึงจิตที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่วิบาก

ฉะนั้น วิบาก และกิริยา จึงไม่ใช่ชื่อของสังขาร

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 11/03/2009 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

คุณดอกไม้ฯ

เด็กชาย-เด็กหญิง วิสัชชนา...
ธรรมชาติที่เกิดกับจิต หรือธรรมชาติที่ประกอบกับจิตเป็นนิตย์ ชื่อว่า "เจตสิก" (มี ๕๒ ดวง)
อาการที่เจตสิกประกอบกับจิตนั้น เรียกว่า "เจโยตฺตลกฺขณํ"
คือ การประกอบที่บริบูรณ์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ..
เกิดพร้อมกับจิต
ดับพร้อมกับจิต
มีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิต
อาศัยวัตถุอันเดียวกับจิต
ฉะนั้น เจตสิกจึงประกอบกับจิตทุกดวง

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 11/03/2009 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

ปุจฉา
อวิชชา ความไม่รู้เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอเนณชาภิสังขาร
คือกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา
เหล่านั้นคือ เจตสิก 50 ดวงที่ประกอบใน กุศลจิตบ้าง อกุศลจิตบ้าง และมหัคตกุศลจิตบ้างแค่นี้ใช่หรือไม่
ในวิบากและกิริยาชื่อว่า สังขาร หรือไม่คะ
ข้อนี้ไม่รู้ อยากรู้จริงๆ
รบกวนตอบใน blog ของน้อง
เพราะจะเก็บไว้อ่าน เจ้าค่ะ อิ อิ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 14.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

กราบขอบพระคุณพี่อาจารย์ค่ะ
การสดับพระธรรม
และการเจริญในธรรม
เป็นสุขจริงหนอ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
pierra วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 14.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

วิริยเจตสิก เป็นธรรมชาติที่มีความเพียรต่ออารมณ์
มี ๒ อย่างคือ ปกติวิริยะ และภาวนาวิริยะ
วิริยะที่เข้าถึงความเป็นอินทรีย์(ผู้ปกครอง) ได้แก่ ภาวนาวิริยะ
ภาวนาวิริยะ ที่เป็นความเพียรต่ออารมณ์ในสติปัฏฐานทั้ง ๔
โดยเข้าถึงความเป็นสัมมัปปธาน ๔ ประการแล้วในวิริยินทรีย์
จึงเป็นความเพียรอย่างแรงกล้าที่ยอมแม้สละชีพ คือแม้ให้เหลือแต่หนัง
เหลือแต่เอ็น เหลือแต่กระดูก และแม้เนื้อจะเหือด เลือดจะแห้ง
ตราบใดที่สักกายทิฏฐิยังไม่ถูกทำลาย ก็จะยอมตายดีกว่า ดังนี้เป็นต้น
วิริยะนี้ ย่อมเข้าถึงความเป็นอินทรีย์โดยแน่นอน

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
pierra วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

"ปกติสัทธา" คือสัทธาในการบริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรม
เป็นกุศลสามัญของมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นไปโดยปกติ
แต่ก็ต้องอาศัยสัทธาเป็นผู้ปกครองในการรับอารมณ์นั้น
ถ้าปราศจากสัทธาเป็นผู้ปกครองแล้ว ทานกุศล ศีลกุศลก็ไม่สามารถที่จะเกิดได้
จิตก็จะตกล่วงไปในฝ่ายอกุศลเสียสิ้น
เมื่อเริ่มปลูกสัทธาขึ้นมา ก็เริ่มคิดอ่านว่า จะทำกุศล
และการทำกุศลเบื้องต้นนั้น ก็คือการละเว้นจากบาปธรรมทั้งปวง
คือการตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐
หรือกระทำความดีในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
pierra วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

คุณดอกไม้ฯ

"พละ" คือความไม่หวั่นไหว ย่อมอดทน และทำลายปฏิปักขธรรมให้พินาศลง
เช่นธรรมฝ่ายกุศลก็ทำลายฝ่ายอกุศล
แต่ฝ่ายอกุศล ย่อมไม่ทำลายฝ่ายอกุศล เพียงแต่สนับสนุนฝ่ายอกุศลด้วยกันให้มีกำลังเพิ่มขึ้น

เพราะสัทธาที่ปะปนไปกับตัณหา คือการบำเพ็ญทาน รักษาศีล เป็นต้น
ซึ่งเป็นกุศลสามัญธรรมดา และกุศลชนิดนี้อยู่ภายใต้อำนาจของตัณหา
หมายความว่า ตัณหากับสัทธา ทั้ง ๒ นี้เป็นคู่แข่งกัน
ถ้าตัณหามีกำลังมากกว่า ตัณหาก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปให้กับกิเลส

ฉะนั้น ตัณหาจึงเป็นไปกับสัทธา...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

จริงแท้อย่างนั้น
ศรัทธามีมาก แต่มีความสันโดษเป็นเขตแดนเท่านั้น ยังละตัณหาไม่ได้
เรียนด้วยชีวิตของตนเอง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

1. พละ 5 นี้ใช่กับภาวนากุศล ไม่ใช้กับกุศลประเภทอื่นคือทานหรือศีล ใช่หรือไม่คะ

2. ธรรมที่ตรงข้ามกับพละ 5 นั้น ในทุกข้อก็พอเข้าใจค่ะ
แต่ไม่เข้าใจข้อแรก ตัณหา เป็นโลภะเจตสิกใช่มั้ยคะ สัทธาในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โสภณเจตสิก

แต่บางครั้ง คนเราก็ทำกุศลเพราะความโลภ อาทิ ทำทานเพราะอยากรวย อยากได้บุญมากๆ อยากสำเร็จในสิ่งที่หวัง อยากมีความสุข ซึ่งเป็นตัณหา

ข้อนี้ไม่น่าใช่ศรัทธา น่าจะเป็นโมหะมากกว่า
หรือว่าต้องพิจารณาจิต คนละขณะกัน??

น้องก็เลยสงสัยว่าธรรม 2 อย่างนี้ เป็นปฏิปักษ์กันอย่างไร รบกวนพี่อาจารย์ให้ความกระจ่างด้วยค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
pierra วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 12.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

"วิริยะ" ที่เป็นไปในกิจ ๔ อย่าง กล่าวคือ...

เพียรละอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว
เพียรป้องกันอกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น
เพียรทำกุศลธรรม(สมถะ,วิปัสสนา)ทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น
เพียรทำกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งอยู่ได้และให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป

ท่านเรียกว่า "สัมมัปปธาน ๔" ที่เกี่ยวกับกิจ ๔ อย่าง ตามที่กล่าวนี้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
anew วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 11.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/onew

ููู^^ค่า...

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น