• pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 356
  • จำนวนผู้ชม : 772948
  • จำนวนผู้โหวต : 253
  • ส่ง msg :
  • โหวต 253 คน
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2552
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 1526 , 11:15:32 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เวทนา

เวทนา มี ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา, ทุกข์เวทนา, อทุกขมสุขเวทนา.

บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่าเวทนาเป็นอัตตาของเรา

ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา

หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย

จะว่าอัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่

เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา

แม้เวทนาทั้ง ๓ คือ สุขเวทนา, ทุกข์เวทนา, อทุกขมสุขเวทนา ก็ดี ล้วนไม่เที่ยง

เพราะเป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลายไปเป็นธรรมดา

ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น

เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง เกลื่อนกล่นไปด้วยสุข และทุกข์

มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็นอัตตาในปัจจุบันเท่านั้น

"อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่าอัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา"

ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆในโลก

และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน

เมื่อไม่สะทกสะท้าน ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน

ทั้งรู้ชัดว่า ชาติ(การเกิด)สิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-ผล), กิจที่ควรทำ(นิพพาน) ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี.

(พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค นิทานสูตรที่ ๒)


Permalink : http://www.oknation.net/blog/boy-girl 




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น