• pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 356
  • จำนวนผู้ชม : 772948
  • จำนวนผู้โหวต : 253
  • ส่ง msg :
  • โหวต 253 คน
<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2552
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 23383 , 12:58:27 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระนาคเสน

พระนาคเสนเกิดที่ชังคลคาม (หมู่บ้านกชังคละ) ใกล้ภูเขาหิมาลัย บิดามารดาเป็นพราหมณ์ชื่อโสณุตตระพรามหณ์ และโสณุตตระพราหมณี เหตุที่ชื่อนาคเสนเพราะ เมื่อตอนเกิดใหม่ ๆ มีความงามบริสุทธิ์โสภา เมื่ออายุได้ 7 ขวบ บิดามารดาจึงให้เรียน ไตรเพท อันเป็นวิชาของพราหมณ์ และศิลปศาสตร์คือวิชาอื่นที่อาจารย์สอนนอกเหนือจากคัมภีร์ไตรเพท นาคเสนกุมารสามารถเรียนและจบได้ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเรียนจบแล้วได้ถามบิดาว่า ศิลปวิทยาสำหรับคนในสกุลพราหมณ์มีให้เรียนเท่านี้หรือ เมื่อบิดาตอบว่า มีเพียงเท่านี้ก็รู้สึกว่ามันน้อยนิดเหลือเกิน จึงไปนั่งนึกถึงสิ่งที่เป็นสาระของคัมภีร์และ ศิลปวิทยาที่เรียนมา ก็นึกเห็นว่าศิลปศาสตร์และไตรเพทที่เรียนมานั้นเหมือนลอมฟาง ว่างเปล่า ไม่มีแก่นสาร

สมัยนั้น มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า โรหณะ ผู้มาบิณฑบาตที่บ้านโสณุตตระพราหมณ์เป็นประจำ รู้ว่านาคเสนกุมาร คิดอยากเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นแก่นสาร จึงเข้าไปหานาคเสนกุมาร ผู้กำลังนั่งรำพึงถึงศิลปวิทยาที่เรียนมา เมื่อนาคเสนกุมารเห็นเข้าก็มีใจยินดีเกิดปีติโสมนัสจึงไต่ถามพระโรหณะต่าง ๆ เช่น ทำไมท่านจึงนุ่งห่มเช่นนี้ ทำไมท่านจึงปลงผมและโกนหนวดออก เมื่อนาคเสนกุมารได้ฟังพระโรหณะตอบแล้วได้เกิดความเลื่อมใส และขออนุญาตบิดามารดาบรรพชา 

นาคเสนกุมารบวชเป็นสามเณรที่ถ้ำคูหารักขิตะเลณะ ท่ามกลางพระอรหันต์จำนวนมาก พระโรหณะผู้เป็นอุปัชฌาย์เห็นปัญญาอันเฉียบแหลมของสามเณรคิดว่าถ้าให้เรียนพระสูตรกับพระวินัยคงไม่ลึกซึ้งเหมือนปรมัตถธรรม ดังนั้นพระโรหณะจึงให้สามเณรเรียนพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ เมื่อสามเณรได้ฟังพระโรหณะสาธยายอภิธรรมให้ฟังเพียง ครั้งเดียวก็สามารถจดจำพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์ได้หมด นาคเสนสามเณรจึงไปสาธยายให้พระอรหันต์ทั้งหลายฟัง เมื่อสามเณรสาธยายจบ พระอรหันต์ทั้งหลายจึงได้สรรเสริญว่าสามเณรอายุเพียง 7 ขวบ ก็สามารถจดจำพระอภิธรรมได้หมดพระพุทธศาสนาของ พระศาสดาคงเจริญรุ่งเรืองต่อไปอีกแน่ 

ต่อมาเมื่อนาคเสนสามเณรมีอายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระโรหณะเป็นพระอุปัชฌาย์เช่นเดิม วันรุ่งขึ้นได้ออกบิณฑบาตกับพระอุปัชฌาย์ ขณะเดินตามหลังได้คิดในใจว่า อุปัชฌาย์ของเราโง่เขลาจริง รู้แต่พระอภิธรรมอย่างเดียว ไม่รู้ พระพุทธวจนะอื่นเลย พระโรหณะรู้ความคิดของพระนาคเสน จึงบอกว่าความคิด เช่นนั้นไม่สมควรทั้งแก่ตัวเราและตัวท่าน พระนาคเสนรู้ว่าพระอุปัชฌาย์รู้ความคิดจึงคิดว่าอุปัชฌาย์นี้มีปัญญา ควรจะให้งดโทษแก่เรา จึงกล่าวขอขมาโทษกับพระอุปัชฌาย์ 

พระโรหณะกล่าวว่า เรางดโทษแก่ท่านไม่ได้ มีแต่ท่านทำให้พระยามิลินท์กษัตริย์แห่งเมืองสาคละนครเลื่อมใสได้เมื่อใด เราจะงดโทษให้เมื่อนั้น พระนาคเสนกล่าวตอบว่าอย่าว่าแต่พระยามิลินท์พระองค์เดียวเลย แม้พระยาทั้งชมพูทวีปเรียงตัวกันเข้ามาถามปัญหา ก็สามารถทำให้เลื่อมใสได้ พระโรหณะกล่าวว่าท่านอย่าพูดอย่างนั้น ไว้พูดกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทำให้พระยามิลินท์เลื่อมใสแล้วในพรรษานั้น พระโรหณะได้ส่งพระนาคเสนไปจำพรรษากับพระอัสสคุตเถระ ณ วัตถิยะเสนาสน์ พระอัสสคุตเถระ ไต่ถามถึงเหตุที่มาของพระนาคเสนจึงทราบว่าเป็นผู้มีปัญญาปรารถนาที่จะเรียนพระไตรปิฎก แต่เนื่องจากท่านไม่ชำนาญพระไตรปิฎก จึงแกล้งทำเป็นลงพรหมทัณฑ์ด้วยการไม่พูดด้วยแล้วก็นิ่งเฉย พระนาคเสนได้บำรุงพระเถระด้วยอุปัชฌายวัตร เช่น กวาดบริเวณ จัดน้ำล้างหน้า น้ำบ้วนปาก และไม้สีฟันมาตั้งไว้ พระอัสสคุตเถระไม่ยอมรับการบำรุงนั้น ท่านกวาดบริเวณเสียใหม่ เทน้ำทิ้งเปลี่ยนไม้สีฟันใหม่ ทรงทำเช่นนี้ตลอด 3 เดือน โดยมิได้พูดจากับพระนาคเสนเลย 

เมื่อออกพรรษาแล้ว มีอุบาสิกาผู้ปรนนิบัติพระเถระมาตลอด 30 ปีคนหนึ่งประสงค์จะถวายภัตตาหาร จึงถามพระเถระว่ามีภิกษุจำพรรษากับท่านบ้างไหม พระเถระตอบว่ามีอยู่รูปหนึ่ง อุบาสิกาจึงนิมนต์พระเถระกับพระนาคเสนไปฉันภัตตาหารที่บ้านในวันรุ่งขึ้น รุ่งขึ้นเช้าพระอัสสคตุเถระผู้ไม่ได้พูดกับพระนาคเสนาตลอดพรรษาจำต้องพูดในวันนั้นว่าอุบาสิกานิมนต์ให้ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน พูดเท่านี้แล้วก็นุ่งสบงครองจีวรอุ้มบาตรไปบ้านอุบาสิกา เมื่อฉันเสร็จแล้ว พระอัสสคุตเถระจึงให้พระนาคเสนกล่าวอนุโมทนา ส่วนท่านกลับไปก่อน อุบาสิกาจึงกล่าวกับพระนาคเสนว่า "โยมนี้แก่เฒ่าแล้วใคร่จะฟังธรรมะอันลึกซึ้งเพื่อจะได้เจริญสติปัญญา พระนาคเสนจึงกล่าวอนุโมทนาด้วยธรรมที่สมควรกับสติปัญญาของอุบาสิกา อุบาสิกาพิจารณาตามธรรมที่พระนาคเสนแสดงเมื่อจบแล้วก็ได้บรรลุโสดาบัน 

หลังจากนั้นพระอัสสคุตเถระได้ส่งพระนาคเสนไปอยู่กับพระธรรมรักขิตที่อโศการาม เมืองปาตลีบุตร เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก ในระหว่างเดินทางพระนาคเสนได้อาศัยเกวียนของพ่อค้าคนหนึ่ง และแสดงธรรมจนพ่อค้าบรรลุโสดาบัน เมื่อไปถึงเมืองปาตลีบุตรพระนาคเสนได้ศึกษาพระไตรปิฎกด้วยภาษามคธกับพระธรรมรักขิตเถระ ร่วมกับพระสงฆ์จากลังกา  พระนาคเสนใช้เวลาเรียนพุทธพจน์ที่เป็นเนื้อความล้วน 3 เดือน ที่เป็นอรรถกถา 3 เดือนรวม 6 เดือน พระธรรมรักขิตเถระเห็นพระนาคเสนมีสติปัญญาดีมีความเชี่ยวชาญพุทธพจน์เป็นอย่างยิ่ง แต่ยังเป็นปุถุชนอยู่แม้จะเชี่ยวชาญพระไตรปิฎกจึงกล่าวเปรียบอุปมาให้พระนาคเสนฟังว่า"ธรรมดาคนเลี้ยงโค รีดนมโคขาย แต่ไม่รู้รสนมโคฉันใด บุคคลผู้เป็นปุถุชนแม้จะเชี่ยวชาญพระไตรปิฎก แต่ไม่รู้รสแห่งมรรคผลอันสมควรแก่สมณะก็เช่นนั้น" พระนาคเสนได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะค่อยๆ พิจารณาให้รู้รสนั้น แล้วกลับมาที่พัก พิจารณาด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐานจนสำเร็จพระอรหันต์ ฝ่ายพระอรหันต์ ที่อยู่ที่ถ้ำคูหารักขิตะเลณะทราบว่าพระนาคเสนบรรลุพระอรหันต์ จึงส่งทูตมานิมนต์ให้ไปยังสาคละนครเพื่อแสดงธรรมต่อพระยามิลินท์ 

พระยามิลินท์นั้นตั้งปัญหาถามพระเถระรูปต่าง ๆ จนคร้านจะตอบเป็นจำนวนมาก เมื่อพระองค์ได้สดับ กิตติศัพท์ของพระนาคเสน จึงสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์พระนาคเสน แต่พระนาคเสนกลับให้ทูลเชิญพระราชามาหา พระยามิลินท์จึงเสด็จมาหาพระนาคเสนที่อสงไขยบริเวณแล้วตรัสถามปัญหากับพระนาคเสนดังปรากฎในหนังสือมิลินทปัญหาจนพระยามิลินท์เลื่อมใส เช่น พระยามิลินท์ถามว่า พระพุทธเจ้ามีองค์จริง หรือไม่พระนาคเสนตอบว่ามี เมื่อถูกซักว่า ท่านเกิดไม่ทัน ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธเข้ามีจริง พระนาคเสนใช้ปฏิภานโต้กลับว่า มหาบพิตร ท่านคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่ากษัตริย์ต้นวงศ์ของพระองค์มีจริง พระยามิลินท์ตอบว่า ไม่ปฏิเสธ เพราะกษัตริย์ ต้นวงศ์ของโยมมีจริง ๆ พระนาคเสนซักว่า มหาบพิตรเกิดไม่ทัน ไม่เคยเห็น มหาบพิตรรู้ได้อย่างไรว่ากษัตริย์ต้นวงศ์ของ พระองค์มีจริงพระนาคเสนได้ช่วยเหลือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระยะกาลต่อมาจนนิพพาน

คุณสมบัติที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง 

1.เป็นผู้ใฝ่รู้อย่างยิ่ง เรียกคุณธรรมนี้ว่า ธัมมกามตา คือฉันทะใคร่รู้ใคร่ศึกษา เริ่มตั้งแต่เรียนจบคัมภีร์ไตรเพทของศาสนาพราหมณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วพิจารณาเห็นว่า เป็นเหมือนลอมฟางว่างเปล่าไม่มีแก่นสาร เมื่อบวชในพุทธศาสนาแล้วได้ศึกษาพระอภิธรรมจากพระโรหณะ จนเชี่ยวชาญในพระอภิธรรม ทั้งยังศึกษาพระพุทธวจนะ (พระไตรปิฎก) ในสำนักของพระธรรมรักขิต โดยใช้เวลาไม่นานก็เรียนจบพระไตรปิฎก ซึ่งความสำเร็จ ทั้งหมดนี้เป็นผลเนื่องมาจากความเป็นผู้ใฝ่รู้นั่นเอง. 

2.ยอมรับผิดและแก้ไขตนเอง เป็นธรรมดาของผู้ที่มีความรู้มากหรือเป็นพหูสูตร มักจะมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง จนบางครั้งเลยขอบเขตจนกลายเป็นทิฏฐิมานะ ดูหมิ่น ดูแคลนผู้อื่น ซึ่งพระนาคเสนก็เป็นเช่นนั้นในบางครั้ง แต่เมื่อรู้สึกตัวว่าผิด ก็พร้อมที่จะ รับผิดและพยายามแก้ไข 

3.ฉลาดในการอธิบายธรรม พระนาคเสนถึงแม้จะเป็นพระปุถุชน ยังมิได้บรรลุพระอรหันต์ แต่ก็สามารถอธิบายธรรมให้ผู้อื่นรับรู้จนได้เป็นอริยบุคคลหลายคน นับว่า พระนาคเสนมีความฉลาดในการอธิบายธรรมให้ถูกกับบุคคลได้ดี 

4.มีความอดทนเป็นเยี่ยม แม้พระอัสสคุตเถระจะไม่ยอมรับและไม่พูดจาด้วยตลอด 3 เดือน แต่พระนาคเสนก็มีความอดทนเพื่อจะได้ศึกษาวิชาความรู้ ไม่แสดงอาการเกียจคร้าน หมั่นปรนนิบัติอาจารย์จนถึงที่สุด และได้รับการยอมรับให้ศึกษาเล่าเรียนได้ นับว่าพระนาคเสนมีความอดทนเป็นอย่างยิ่ง


Permalink : http://www.oknation.net/blog/boy-girl 


 


เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น