• pigkypink
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-03-27
  • จำนวนเรื่อง : 46
  • จำนวนผู้ชม : 37104
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
pigkystory
เรื่องราวของหมูน้อยในโลกกว้าง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pigkystory
วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2563
Posted by pigkypink , ผู้อ่าน : 277 , 14:45:33 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สำนักข่าวบีบีซีไทย เสนอข่าวการสัมภาษณ์ ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม รองคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ในช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยเธอบอกว่า

 

โรงงานทำหน้ากากอนามัยของเครือซีพีเป็นโครงการที่ "ปังที่สุด" ตามทัศนะของเธอและเพื่อน เพราะเกิดขึ้นทันต่อสถานการณ์ ซึ่งในช่วงเดือน มี.ค. ได้เกิดปัญหาหน้ากากหาย หน้ากากไม่พอ โดยที่มาตรการของภาครัฐยังไม่ชัดเจน จนโรงพยาบาลหลายแห่งต้องออกมาขอรับบริจาค ทว่าเครือซีพีเป็นเจ้าแรกที่ประกาศทำเรื่องหน้ากากอย่างจริงจังถึงขั้นตั้งโรงงานผลิตเอง

 

 

 

ความคิดเห็นนี้เกิดขึ้น หลังนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนรายนี้ทดลองทำ "โพลภายใน" ด้วยการโยนคำถามเกี่ยวกับโครงการ CSR ของซีพีเข้าไปในกลุ่มไลน์เพื่อนนักวิชาการ 4 กลุ่ม มีสมาชิกรวมกัน 40 คน อายุตั้งแต่ 35-50 ปี และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งถือเป็นกลุ่ม "ผู้รับสารที่มีคุณภาพ" ปรากฏว่าเกือบทั้งหมดต่างโหวตให้โรงงานหน้ากากอนามัยฟรี แม้ที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างบางส่วนอาจมีความรู้สึกไม่ค่อยดี และเคยตั้งคำถามต่อการผูกขาดทางธุรกิจของเครือซีพี ถึงขั้นบอยคอตไม่ซื้อสินค้าร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น

 

ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่ถูกพูดถึงคือ โครงการส่งอาหารฟรีถึงบ้านให้แก่คนที่ต้องกักตัวเอง 14 วัน ซึ่ง ผศ.ดร.วิไลวรรณ ยอมรับว่าได้เจอเหตุการณ์กับตัวเอง เนื่องจากหลานของเธอเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ เช่นเดียวกับเพื่อนอีกคนที่ย้ายครอบครัวกลับจากอเมริกา

 

"นี่เป็นกลยุทธ์ที่คิดมาอย่างดี และทำแล้วก็วิน-วินทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายผู้รับ อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกดีกับซีพี ไม่อย่างนั้นจะกินอยู่กันอย่างไรตั้ง 14 วัน ส่วนฝ่ายซีพีก็อาจได้ลูกค้าใหม่หลังคนได้ทดลองทานอาหารของซีพี จากที่ก่อนหน้านั้นเขาอาจไม่เคยลองหรือเคยปฏิเสธซีพีมาก่อน" ผศ.ดร.วิไลวรรณกล่าว

 

โพลพบคนไทยนึกถึงซีพีในฐานะ "ผู้ช่วยเหลือ" ยามโควิด

ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง "ความเข้าใจในสถานการณ์โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต การบริโภคสื่อ และการรับรู้ในบทบาทของตราสินค้า (แบรนด์) ต่าง ๆ ในช่วงโควิด-19" พบว่า ซีพีเป็นแบรนด์ที่ประชาชนนึกถึงมากที่สุดในฐานะ "ผู้ช่วยเหลือ" ตามด้วย สิงห์, ทรู, วาโก้, อิชิตัน, อาลีบาบา, เอไอเอ และกรุงไทย

 

ผลสำรวจนี้ดำเนินการโดย มายด์แชร์ ประเทศไทย มีเดียเอเยนซี่ในเครือกรุ๊ปเอ็ม ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากคนไทย 908 คน ผ่านระบบออนไลน์ ในระหว่างวันที่ 29-30 มี.ค. ก่อนเผยแพร่ผลสำรวจครั้งแรกเมื่อ 13 เม.ย. ในรูปแบบอินโฟกราฟิกทางเฟซบุ๊กขององค์กร

 

 

 

ผลสำรวจระบุด้วยว่า คนไทย 55% คิดว่าสิ่งที่ภาคเอกชนสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือในสถานการณ์โควิด-19 คือการบริจาคเงิน รองลงมาคือปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐ 54% และบริจาคสิ่งของ 52% ส่วนที่เหลือเป็นการสนับสนุนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19, ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับโควิด-19, สนับสนุนการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม, อนุญาตให้พนักงานลาป่วยได้ และหยุดเผยแพร่ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเชื้อโควิด-19

 

ผศ.ดร.วิไลวรรณ เห็นว่า การที่ประชาชนนึกถึงซีพีเป็น "ผู้ช่วยเหลือ" แบรนด์แรก สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การตลาดและกลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤตอันแยบยล ซึ่งปลายทางของ CSR คือภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ซึ่งในองค์กรใหญ่ ๆ ก็มีกฎหมายกำหนดอยู่แล้วว่าต้องทำ CSR ในสัดส่วนเท่าไรเพื่อตอบแทนสังคม ดังนั้นที่เครือซีพีได้แน่ ๆ คือได้ทำตามตัวชี้วัด (KPI) และยังได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาจากการสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอีก ซึ่งไม่ต่างอะไรจากมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ ที่บริจาคเงินการกุศลต่าง ๆ ผ่านมูลนิธิของตัวเอง แล้วก็นำไปลดหย่อนภาษี เนื่องจากที่สหรัฐฯ อัตราภาษีสูงมาก การทำแบบนี้ก็วินทั้งบริษัทและสังคม

 

 

 

"ในช่วงวิกฤต CSR ทำงานได้ดี หากใครมีศักยภาพอะไร ใครมีส่วนได้เสียตรงไหน ก็ช่วยไปที่จุดนั้น แล้วช่วยกันต่อจิ๊กซอว์เป็นภาพใหญ่สังคมเพื่อทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลดลง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก แม้เป็น CSR แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมในเชิงบวก มากกว่ามีวาระในเชิงลบ แต่ถามว่าเราต้องรู้เท่าทันไหม ก็ต้องรู้เท่าทัน" รองคณบดีคณะวารสารฯ มธ. กล่าว

 

เธอยังทำนายด้วยว่า อานิสงส์ที่ทำในช่วงวิกฤตไวรัสมรณะ อาจส่งผลให้ขาใหญ่อย่างซีพีได้รับ "แรงเสียดทานน้อยลง" หากมีกระแสด้านลบเกิดขึ้นในอนาคต

 

 ---------------------------------- 

 

ที่มา: BBC Thai




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน