• PinkBull
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vileheroine@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 20910
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
pinkbull กระทิงสาวสีชมพู
สวัสดีค่ะ กระทิงสาวสีชมพูรายงานตัว โอเค๊ เน๊ฉั่น ฉันจะเขียนบล็อกแล้ว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkbull
วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550
Posted by PinkBull , ผู้อ่าน : 1772 , 21:51:20 น.  
หมวด :

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นิยายคลาสสิค อยากแบ่งกันอ่านดู ได้มาจากวรรณกรรมดอทคอม

เอิร์ล เดอร์ บิกเกอร์ส  
"คอลัมน์สัมพันธ์รัก"               
บทที่ 1
ฤดูร้อนปีประวัติศาสตร์นั้น ลอนดอนอากาศร้อนแทบทนไม่ได้ เมื่อนึกย้อนไปก็อดคิดไม่ได้ว่า มหานครที่ร้อนระอุ เป็นดั่งห้องคอยแขกแบบทรมาน เพื่อเตรียมพร้อมสู่ขุมนรกอเวจีที่จะปะทุเป็นมหาสงครามในเร็ววันนี้ แถวๆ บาร์ขายโซดาในร้านขายยาใกล้โรงแรมเซชิล นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันหลายคนหาสิ่งปลอบประโลมจากน้ำหวานครีมที่ทำให้คิดถึงบ้าน ถ้ามองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ของร้านน้ำชาย่านพิกคาดิลลี ท่านจะเห็นคนอังกฤษซดน้ำชาร้อนๆ ดับร้อนกันเป็นว่าเล่น ซึ่งเป็นการกระทำแบบตรงกันข้ามที่คนเหล่านี้เขายึดถือปฏิบัติกัน
     ประมาณเก้าโมงเช้าวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ของปี 1914 ที่ต้องจดจำ แจฟฟรีย์ เวสต์ออกจากอพาร์ตเมนต์ในอเดลฟีเทอเรซไปกินอาหารเช้าที่โรงแรมแคนตัน เขาค้นพบว่าห้องอาหารเช้าในโรงแรมอันทรงเกียรตินี้เป็นสถานที่เย็นที่สุดในลอนดอน และอัศจรรย์แท้ที่แม้ฤดูกาลผ่านไปแล้ว ที่นั่นยังคงมีสตรอว์เบอร์รีให้กินอยู่ ขณะเดินไปตามถนนสแตรนด์ที่ฝูงชนคลาคล่ำ แวดล้อมด้วยใบหน้าชาวอังกฤษผู้สัตย์ซื่อ ใบหน้าอาบเหงื่อซึ่งซื่อสัตย์อย่างอังกฤษ เวสต์รู้สึกโหยหาห้องชุดของตัวเองที่จตุรัสวอชิงตันในนิวยอร์กขึ้นมาทีเดียว ถึงแม้ชื่อแจฟฟรีย์ของเขาจะฟังดูเป็นอังกฤษ ทว่าเวสต์เป็นอเมริกันชนขนานแท้ พอๆ กับที่แคนซัสบ้านเกิดของเขาเป็นอเมริกัน แต่เพราะกิจธุระสำคัญทีเดียวที่รั้งตัวเขาไว้ในอังกฤษ จนต้องห่างเหินจากประเทศซึ่งดูคล้ายงดงามอร่ามตากว่าเคยอันเนื่องมาจากอยู่ไกลกัน
     ที่แผงขายหนังสือพิมพ์แถวคาร์ลตัน เวสต์แวะซื้อหนังสือพิมพ์กรอบเช้าสองฉบับ ไทม์สเพื่อเอาสาระ และเดลีเมล์สำหรับความบันเทิง จากนั้นจึงเดินเข้าภัตตาคาร บริกรของเขาเป็นชาวปรัสเซีย ร่างสูงอย่างทหาร ผมเป็นสีทองยิ่งกว่าผมของเวสต์ เมื่อเห็นเวสต์เดินเข้ามาก็ผงกศีรษะและส่งยิ้มอัตโนมัติแบบเยอรมันให้ทันที แล้วรีบไปจัดหาสตรอว์เบอร์รี ด้วยรู้ดีว่าเป็นสิ่งแรกที่แขกชาวอเมริกันคนนี้จะเรียกหา เวสต์นั่งลงที่โต๊ะประจำ กางหนังสือพิมพ์เดลีเมล์ กวาดตาหาคอลัมน์โปรด เพียงข้อความแรกก็ทำให้เขาได้ยิ้มอย่างครึ้มใจ
     “หนุ่มคนที่เรียกฉันว่าสุดที่รักคงไม่จริงใจนัก ไม่อย่างนั้นก็คงจะเขียนหาฉันแล้ว”
     ใครที่คุ้นเคยกับหนังสือพิมพ์อังกฤษ จะรู้ดีว่ามีอยู่คอลัมน์หนึ่งที่เวสต์โปรดปราน ตลอดสามสัปดาห์ในลอนดอน เขาเพลิดเพลินกับการอ่านประกาศข้อความในเดลีเมล์ ข้อความส่วนตัวเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ คอลัมน์สื่อสัมพันธ์ ซึ่งตั้งมั่นอยู่คู่กับหนังสือพิมพ์อังกฤษมาช้านาน ในยุคสมัยของเชอร์ล็อก โฮล์มส์นั้น คอลัมน์นี้เฟื่องฟูในหนังสือพิมพ์ไทมส์ อาชญากรหลายคนถูกจับได้หลังจากเชอร์ล็อก โฮล์มส์ลงประกาศข้อความหลอกล่อเป็นปริศนา ต่อมาหนังสือพิมพ์เทเลกราฟก็เจียดที่ให้คอลัมน์นี้บ้าง แต่เมื่อหนังสือพิมพ์ราคาครึ่งเพนนีก่อกำเนิดขึ้น ความบันเทิงของปวงชนก็ย้ายมาที่หนังสือพิมพ์เดลีเมล์
     ทั้งเรื่องเศร้าและชวนหัวผสมปนกันอยู่ในคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ คนทำผิดถูกร้องขอให้กลับมารับคำให้อภัย ชายหนุ่มที่ไม่พึงประสงค์ได้รับคำเตือนว่า “คุณพ่อเตรียมหมายจับไว้แล้ว หนีไป สุดที่รัก” ความรักที่อาจทำให้ตำนานรักของอาเบลาร์ดและเอโลอิสชิดซ้าย ลงตีพิมพ์ด้วยสนนราคาคำละสิบเซนต์ และทำให้คนทั้งเมืองได้ยิ้มหัว สุภาพบุรุษผู้สวมหมวกสักหลาดสีน้ำตาลประกาศอย่างประทับใจว่า พี่เลี้ยงสาวผมทองซึ่งลงรถรางที่สถานีเชฟเพิร์ดบุชทำให้เขาติดใจเสียแล้ว เธอจะยอมพูดคุยกับเขาได้ไหม ตอบได้ที่คอลัมน์นี้ ตลอดสามสัปดาห์ทีเดียวที่เวสต์ติดอกติดใจอ่านข้อความเหล่านี้ ข้อสำคัญคือเขาไม่พบสิ่งใดที่ไม่เปิดเผยหรือไม่บริสุทธิ์ใจ แต่หากมองในแง่ร้าย ประกาศเหล่านี้เป็นหนทางเลี่ยงธรรมเนียมโบร่ำโบราณ การต่อต้านชนิดนี้หาได้ยากในสังคมอังกฤษ เขาจึงรู้สึกว่าควรสนับสนุน นอกจากนี้ เขายังลุ่มหลงในเรื่องราวลึกลับและความรักอย่างมาก และเจ้าพี่น้องสองสิ่งนี้มักวนเวียนแถวๆ คอลัมน์นี้อยู่เสมอ
     ดังนั้น ขณะรอสตรอว์เบอร์รี ชายหนุ่มยิ้มให้ถ้อยคำไม่ถูกหลักไวยากรณ์ของสาวน้อยผู้ประกาศว่า สงสัยความจริงใจของคนที่เรียกเธอว่าสุดที่รัก เขาเลื่อนไปอ่านข้อความที่สอง ใจความประกาศบอกให้รู้ว่าเจ้าของได้ถูกพิชิตใจไปแล้ว
     สุภาพสตรีผู้นอนหลับ ผมสยายดำขลับดั่งขนกาน้ำ ที่นั่งหัวมุมจากสถานีวิกตอเรีย คืนวันพุธ ถือใบรายการแสดง สุภาพบุรุษที่ตอบช่วยคำถามของเธอใคร่จะรู้จัก ตอบได้ที่นี่ - เลอ รัว
     เวสต์จำไว้ในใจว่าจะรอดูคำตอบจากเธอผู้มีผมดั่งขนกาน้ำ ข้อความถัดไปเป็นบทรำพันของไอย์ ตอนนี้เกือบเป็นเจ้าประจำของคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ไปแล้ว
     สุดที่รัก ส่งความรักและฝันอันละมุนมาให้ อยากอยู่กับเธอตอนนี้และตลอดไป ไม่มีใครงามกว่าเธอในสายตา ชื่อเธอนั้นเปรียบดังบทเพลง ฉันรักเธอยิ่งกว่าชีวา เธอผู้งดงามหนักหนา หวานใจที่ฉันภาคภูมิ ผู้เป็นความสุข และทุกสิ่ง ทำให้ทุกคนริษยา ฝากจูบมือเธอที่ฉันรักนักหนา รักเธอเท่านั้น และจะเป็นของเธอตลอดไป จาก ไอย์
     สิ่งที่เวสต์ประทับใจคือความใจถึงของไอย์ เมื่อคำนึงถึงค่าลงประกาศคำละสิบเซนต์ ช่างตรงกันข้ามกับคู่รักจอมตระหนี่ ซึ่งลงประกาศถัดลงไปอีกว่า
     รัก ธ. ที่สุด อยาก จ. ธ. คิด ถ.
     แต่ข้อความส่วนตัวสุดขีดเหล่านี้ ใช่มีเพียงเรื่องรักเท่านั้น บางครั้งยังมีเรื่องปริศนา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสัตว์น้ำ
     นางเงือกดื้อ : ไม่ใช่ของฉัน ไอ้เข้ไล่งับคุณแล้ว ดีจริง ปลื้มใจ จาก ปลาตัวแรก
     บางครั้งก็ชักชวนอย่างกระหายเลือด
     เดอ บ็อกซ์ : ยกแรกฟันหลุด ยกสุดท้าย นายจะไม่มีวันลืมฉัน
     ถึงตอนนี้สตรอว์เบอร์รีของเวสต์มาแล้ว และแม้แต่คอลัมน์สื่อสัมพันธ์ก็ไม่อาจรั้งเขาไว้ เวสต์กินสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดจนคำสุดท้ายแล้วจึงอ่านต่อ
     วอเตอร์ลู : วันพุธ รถไฟเที่ยว 11.53 น. สุภาพสตรีผู้รีบร้อนขึ้นรถรับจ้างและโบกมือ อยากรู้จักสุภาพบุรุษผู้สวมเสื้อโค้ตสีเทาหรือไม่ ด้วยความจริงใจ
     แม้แต่คำขออย่างไว้เกียรติก็ยังมีลงประกาศด้วย
     เกรทเซ็นทรัล : สุภาพบุรุษที่ได้พบสุภาพสตรีผู้สวมหมวกบอนเน็ตตอนเก้าโมงเช้าวันจันทร์ ในลิฟต์โรงแรมเกรทเซ็นทรัล จะซาบซึ้งอย่างยิ่งหากได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน
     เรื่องนี้เองที่ทำลายความสนุกจากการอ่านคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ในวันนี้ เวสต์พลเมืองผู้จริงจังคนหนึ่ง จึงหันมาอ่านไทม์ส ดูว่ามีข่าวคราวใดบ้างในเช้านี้ ปรากฏว่าเนื้อที่ส่วนใหญ่ในหนังสือพิมพ์อุทิศให้ข่าวการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัยดัลวิช ข่าวความรักซึ่งเกี่ยวพันกับกาเบรียล เรย์ ผู้เนื้อหอมก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ในมุมที่ไร้ความสำคัญ มีข่าวที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญใดๆ รายงานว่าออสเตรียส่งกำลังทหารเข้าไปในเซอร์เบีย เวสต์กำลังอ่านข่าวเล็กๆ นี้ เมื่อจู่ๆ เรือรบสายฟ้าและผลงานทั้งหมดของมันกลายเป็นสิ่งรางเลือนไม่น่าสนใจ
     สาวน้อยคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูภัตตาคารคาร์ลตัน
     จริงอยู่ เขาควรครุ่นคิดถึงการส่งกำลังพลจากเวียนนา แต่เธองามอะไรอย่างนี้ แค่การพรรณนาว่าเรือนผมของเธอเป็นสีทอง ดวงตาเป็นสีม่วงนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย หญิงสาวมากมายได้รับพรอันประเสริฐเช่นนี้ แต่เป็นเพราะกิริยาของเธอ ความน่ารักเมื่อดวงตาสีม่วงแลเลยเหล่าหัวหน้าบริกรและผู้จัดการไป ท่าทางสบายๆ ราวอยู่บ้านขณะอยู่ในภัตตาคารคาร์ลตัน หรือในที่อื่นใดที่โชคชะตาพัดพาไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอมาจากแดนไกล มาจากอเมริกา
     เธอเดินนำเข้ามาในห้องอาหาร เผยให้เห็นคนที่เดินตามมาข้างหลัง ซึ่งเป็นชายวัยกลางคน สวมสูทสีดำดูเป็นทางการอย่างรัฐบุรุษ เขาเองก็แบกยี่ห้อว่าเป็นอเมริกันชนมิผิดเพี้ยน เธอเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาทุกที เวสต์เห็นเธอถือหนังสือพิมพ์เดลีเมล์มาด้วยฉบับหนึ่ง
     บริกรของเวสต์นั้นเป็นเจ้าแห่งศิลปะ ในการแนะนำว่า ไม่มีโต๊ะตัวใดในห้องนี้ที่ควรค่าแก่การนั่ง นอกจากโต๊ะที่เขาดึงเก้าอี้ออกมารอท่า สุดท้ายเขาก็นำเด็กสาวและชายคนที่มาด้วยมานั่งห่างจากเวสต์ไม่เกินห้าฟุต เมื่อทำสำเร็จ เขาก็ดึงสมุดจดรายการอาหารออกมาพร้อมกวัดแกว่งดินสอชี้ชวน ราวนักข่าวในละครอเมริกัน
     “สตรอว์เบอร์รีอร่อยมากขอรับ” เขาพูดเสียงหวานปานน้ำผึ้ง
     ชายสูงวัยมองเด็กสาวเป็นเชิงถาม
     “ไม่ล่ะค่ะคุณพ่อ” เธอพูด “หนูเกลียดสตรอว์เบอร์รี ขอเกรปฟรุตแล้วกันนะคะ”
     เมื่อบริกรเดินผ่านมา เวสต์เรียกเขาไว้ และพูดด้วยเสียงดังอย่างท้าทาย
     “ขอสตรอว์เบอร์รีอีกที่นะครับ” เขาสั่ง “วันนี้อร่อยกว่าทุกวัน”
     ชั่วแวบหนึ่งดวงตาสีม่วงคู่นั้นมองเมินมาราวกับตัวเขากลืนอยู่ในฉากหลัง แล้วเธอก็ค่อยๆ กางเดลีเมล์ออกอ่าน
     “มีข่าวอะไรบ้างลูก” รัฐบุรุษถาม แล้วดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่
      “อย่าถามหนูเลยค่ะ” เด็กสาวตอบโดยไม่เงยหน้า “หนูเจอบางอย่างน่าสนใจกว่าข่าว พ่อรู้ไหมคะว่าหนังสือพิมพ์อังกฤษมีคอลัมน์เบาสมองด้วย แต่เขาไม่เรียกแบบนั้น แต่เรียกว่าประกาศส่วนบุคคล ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” เธอเอนตัวข้ามโต๊ะมา “ฟังนี่สิคะ สุดที่รัก ส่งความรักและฝันอันละมุนมาให้ อยากอยู่กับเธอตอนนี้และตลอดไป ไม่มีใครงามกว่าเธอในสายตา”
     บิดาเธอเหลียวมองรอบตัวท่าทางอึดอัด “ชู่ว์ พ่อว่ามันฟังดูไม่ดีเท่าไหร่”
     “ดีค่ะ” เด็กสาวร้อง “โอ แต่นี่สิ ดีจริงๆ ช่างเปิดเผยตรงไปตรงมา น่าเพลิดเพลิน ชื่อเธอนั้นเปรียบดังบทเพลง ฉันรักเธอยิ่งกว่า...”
     “วันนี้เราจะไปดูอะไรกัน” บิดาเธอรีบพูดสอดขึ้นมาก่อน
     “เราจะเข้าไปในเมืองค่ะ และไปดูเดอะเทมเพิล มันเป็นหอพักนักศึกษาที่ครั้งหนึ่งแท็คเคอเรย์เคยอยู่นะคะ และก็มีโอลิเวอร์ โกลด์สมิท...”
     “ก็ดี เดอะเทมเพิลก็ได้ “
     “แล้วเราก็ไปหอคอยลอนดอน มีเรื่องแสนโรแมนติกเกี่ยวกับที่นั่นเยอะแยะ โดยเฉพาะหอคอยเลือดที่พวกเจ้าชายน้อยๆ ถูกปลงพระชนม์ คุณพ่อตื่นเต้นไหมคะ”
     “คงจะอย่างนั้นล่ะลูก”
     “หนูรักคุณพ่อจริงเทียว สัญญาค่ะว่ากลับไปเท็กซัสแล้วหนูจะไม่บอกใครว่าคุณพ่อสนใจกษัตริย์ด้วย คุณพ่อต้องสนใจสักนิดนะคะ แต่ถ้าคุณพ่อทำตัวไม่น่ารัก หนูจะปล่อยข่าวเสียหายว่าคุณพ่อถอดหมวกออกตอนกษัตริย์จอร์จทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่าน”
      รัฐบุรุษยิ้ม เวสต์รู้สึกว่าตัวเองยิ้มไปด้วยทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย
     บริกรกลับมาแล้ว นำเกรปฟรุตมาพร้อมกับสตรอว์เบอร์รีที่เวสต์สั่ง เด็กสาววางหนังสือพิมพ์แล้วลงมือกินอาหารเช้าโดยไม่แลมาทางเวสต์เลย อย่างไรก็ตาม เวสต์มองเธอ บ่อยครั้งเท่าที่จะกล้า เขาคิดอย่างปลื้มอกปลื้มใจในแผ่นดินเกิด ‘อยู่ยุโรปมาตั้งหกเดือน ที่ไหนได้ ของสวยงามที่สุดที่เคยเห็นกลับมาจากบ้านเรานี่เอง’
     ยี่สิบนาทีต่อมาเมื่อเขาจำใจลุกขึ้น เพื่อนร่วมชาติทั้งสองยังคงนั่งถกกันเรื่องแผนการสำหรับวันนี้ ที่จริงแล้ว เด็กสาวเป็นฝ่ายเจ้ากี้เจ้าการ ส่วนบิดานั้นแค่คอยเออออ
     วสต์เหลือบมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย แล้วบ่ายหน้าออกสู่ถนนอันแผดร้อนของเฮย์มาร์เก็ต
     เขาค่อยๆ เดินกลับไปที่ห้องชุด มีงานรอท่าอยู่ แต่แทนที่จะนั่งลงทำงาน เขากลับออกไปนั่งที่ระเบียง เหม่อมองลงไปยังสวนหลังบ้าน สวนเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เขาเลือกอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ สภาพชนบทถูกยกมาวาง ณ ใจกลางมหานคร พุ่มพฤกษ์เขียวชอุ่มที่ตัดแต่งอย่างประณีตนี้คือสิ่งน่าพึงใจที่สุดในอังกฤษ ทั้งกำแพงคลุมด้วยเถาไอวี่ ทางเดินแคบๆ ระหว่างแปลงไม้ดอกบานสะพรั่ง และตรงข้ามกับหน้าต่างห้องเขานั้นคือประตูใหญ่ที่ไม่ค่อยใช้งานนักแต่ดูสวยโรแมนติกที่สุด ขณะที่นั่งมองลงไปเช่นนี้ เขานึกเห็นภาพสาวน้อยที่คาร์ลตัน ประเดี๋ยวเธอก็นั่งอยู่บนม้านั่งแบบชนบท ประเดี๋ยวเธอก็ก้มลงชมมวลดอกไม้ที่น่าอิจฉา แล้วก็ยืนอยู่ตรงประตูที่กั้นตัวเมืองที่ร้อนระอุเอาไว้
     ขณะที่เขามองเห็นเธอในสวนซึ่งเธอไม่มีวันมาเยือน ขณะที่เขาคิดอย่างเป็นทุกข์ว่าจะไม่ได้พบเธออีกแล้ว เขาก็เกิดความคิดขึ้นมา
     ตอนแรกเขาปัดทิ้งว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะเรียกกันด้วยคำพูดซึ่งคนใช้กันผิดๆ เธอเป็นสุภาพสตรี และเขาเล่าก็นับเป็นสุภาพบุรุษ คนระดับพวกเขาจะไม่ทำอะไรอย่างนี้ ถ้าเขายอมแพ้แก่แรงปรารถนา เธอคงตกใจมากและโกรธเกรี้ยว แล้วเขาก็จะเสียโอกาสที่มีอยู่แค่หนึ่งในพันไป โอกาสที่จะได้พบเธอที่ไหนสักแห่ง ในวันใดวันหนึ่ง
     แต่กระนั้น...กระนั้นเธอเองก็คิดว่าคอลัมน์สื่อสัมพันธ์นั้นบันเทิงนัก และดีมากด้วยซ้ำไป ประกายในดวงตาของเธอบอกถึงความชื่นชอบเรื่องโรแมนติก เธอเป็นมนุษย์ปุถุชน รักความสนุกสนาน และที่สำคัญมีความหรรษาของวัยเยาว์ในหัวใจ
     เหลวไหล เวสต์เดินกลับเข้าห้องและเดินไปมา ความคิดนี้น่าขัน แต่...เขายังยิ้มกริ่ม เพราะมันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่น่าสนุก น่าเสียดายที่เขาต้องปัดทิ้งไปตลอดกาลและเริ่มทำงานห่วยๆ นี่เสียที
     ตลอดกาลรึ หรือบางที...
     เช้าวันต่อมาซึ่งเป็นวันเสาร์ เวสต์ไม่ไปกินอาหารเช้าที่คาร์ลตัน แต่เด็กสาวคนนั้นไป เมื่อเธอและบิดานั่งลง ชายสูงวัยทักว่า “ลูกซื้อเดลีเมล์อีกแล้ว”
     “แน่นอนค่ะ” เธอตอบ “หนูขาดมันไม่ได้ ใช่ค่ะ ขอเกรปฟรุต”
     เธอเริ่มอ่าน จู่ๆ เธอก็หน้าแดงและวางหนังสือพิมพ์ลง
     “มีอะไรหรือ” รัฐบุรุษเท็กซัสถาม
     “วันนี้” หล่อนตอบอย่างบูดบึ้ง “เราต้องไปพิพิธภัณฑ์อังกฤษกันค่ะ พ่อผัดผ่อนมานานแล้ว”
     ชายสูงวัยถอนใจ โชคดีที่เขาไม่ขอดูหนังสือพิมพ์ เพราะถ้าเขาขอ ข้อความที่อยู่ถัดลงในประมาณหนึ่งสวนสี่ของคอลัมน์ประกาศส่วนบุคคลอาจทำให้เขาโกรธ หรืออาจเพียงแค่งงงัน เมื่อเจอข้อความว่า
     ห้องอาหารคาร์ลตัน : เก้าโมงเช้าวันศุกร์ หญิงสาวผู้ชอบเกรปฟรุตมากกว่าสตรอว์เบอร์รี โปรดอนุญาตให้ชายหนุ่มผู้กินสตรอว์เบอร์รีไปสองจานได้บอกว่า เขาจะไม่ยอมอยู่เฉยจนกว่าจะพบเพื่อนผู้ชอบสิ่งเดียวกัน ได้มาเจอกัน และหัวเราะไปกับคอลัมน์นี้ด้วยกัน
     โชคดีของชายหนุ่มผู้ชื่นชอบสตรอว์เบอร์รี ที่เขาไม่กล้าพอจะมาปรากฏกายที่คาร์ลตันในเช้าวันนั้น ถ้าเขามา คงจะทุกข์ใจเมื่อเห็นความขุ่นขึ้งบนใบหน้างดงามของสาวที่ก้มมองจานเกรปฟรุต ที่จริงเขาอาจผลุนผลันออกจากห้องไป จนพลาดรอยยิ้มซุกซนบนใบหน้าหญิงสาว ไม่ได้เห็นว่าต่อมาเธอก็หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง และยิ้มอยู่อย่างนั้นจนอ่านจบคอลัมน์


บทที่ 2

วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ เนื่องจากวันนี้ไม่มีเดลีเมล์ วันทั้งวันจึงผ่านไปอย่างเชื่องช้า เช้าตรู่วันจันทร์ แจฟฟรีย์ เวสต์รีบตื่นแต่ไก่โห่เพื่อลงมาหาหนังสือพิมพ์เล่มโปรด เขาเจอมัน เจอคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ แต่ไม่มีอะไรอื่น ในเช้าวันอังคารเขาตื่นแต่เช้าอีก เพราะยังมีหวังอยู่ แต่แล้วความหวังก็สลาย สุภาพสตรีที่คาร์ลตันไม่ยอมตอบกลับมา
     เอาล่ะ เขาแพ้แล้ว เขาได้วางเดิมพันทั้งหมดลงในการเสี่ยงดวงนี้ แต่ก็เปล่าประโยชน์ หากถ้าเธอจะคิดถึงเขาบ้าง ก็คงตราหน้าว่าเขาเป็นพวกตลกชั้นต่ำ พวกโฆษณาชวนเชื่อด้วยหนังสือพิมพ์ราคาครึ่งเพนนี เอาเถอะ เขาสมควรถูกเธอเหยียดหยามแล้ว
     ในวันพุธเขานอนตื่นสาย ไม่รู้สึกกระตือรือร้นอยากอ่านเดลีเมล์ ความผิดหวังจากวันก่อนยังเสียดแทงใจไม่หาย แต่ในที่สุด ขณะที่โกนหนวดอยู่นั้น เขาก็เรียกวอลเทอร์สคนดูแลตึกมา และวานให้ออกไปหาซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า
     วอลเทอร์สกลับมาพร้อมสมบัติล้ำค่า ซึ่งอยู่ในคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ของวันนั้น เวสต์อ่านทั้งที่ฟองสบู่ยังเกาะเต็มหน้าด้วยความสุข
     หนุ่มสตรอว์เบอร์รี เพียงเพราะหัวใจกรุณาของสาวเกรปฟรุต และความชื่นชอบในเรื่องลึกลับโรแมนติกหรอกนะเธอถึงได้ตอบกลับมา หนุ่มผู้คลั่งไคล้สตรอว์เบอร์รีอาจเขียนจดหมายถึงเธอวันละฉบับ ให้ครบเจ็ดวัน เพื่อพิสูจน์ว่าเขานั้นเป็นคนน่าสนใจ ควรค่าแก่การรู้จัก แล้วเราค่อยพบกัน จ่าหน้าถึง ม. อ. ล. โดยฝากซาดี ไฮย์ท โรงแรมคาร์ลตัน
    วันทั้งวันเวสต์รู้สึกเหมือนตัวลอยได้ ครั้นเมื่อถึงตอนเย็น เขาจึงนึกถึงจดหมายที่ต้องเขียน เขารู้สึกว่าความสุขในอนาคตทั้งหมดขึ้นอยู่กับจดหมายเหล่านี้ เมื่อกลับมาจากกินอาหารค่ำ เขาก็นั่งลงที่โต๊ะใกล้หน้าต่าง มองออกไปที่สวนแสนสวยหลังบ้าน อากาศยังร้อนอยู่ แต่ยามค่ำพอมีสายลมโบกโบยมาแตะแก้มร้อนผ่าวของลอนดอนบ้าง มันค่อยๆ พัดผ้าม่านของเขาปลิว ทำให้กระดาษบนโต๊ะกระพือไปมา
    เขาครุ่นคิดว่า ควรเผยฐานะมีหน้ามีตาของตน และผู้คนมีหน้ามีตาแต่น่าสมเพชที่เขารู้จักแต่แรกหรือไม่ อย่าเลย ถ้าทำดังนั้น ความลึกลับและโรแมนติกจะหายไปหมดเหมือนฟองสบู่แตก แม่สาวเกรปฟรุตจะหมดความสนใจไยดีในตัวเขาน่ะสิ เวสต์พึมพำพูดกับผ้าม่านอย่างจริงจัง
     “ไม่ล่ะ” เขาพูด “ต้องเป็นเรื่องลึกลับและโรแมนติก แต่...เราจะไปหาจากไหนกัน”
     บนชั้นที่อยู่เหนือขึ้นไป เขาได้ยินเสียงย่ำหนักๆ จากรองเท้าทหารของเพื่อนบ้าน ร้อยเอกสตีเฟน เฟรเซอร์ ฟรีเออร์กองทหารม้าที่สิบสองแห่งกองทัพอังกฤษประจำอินเดีย เพิ่งกลับมาจากอาณานิคมโพ้นทะเล ใช่แล้ว ห้องชั้นบนนี้เองที่เต็มไปด้วยเรื่องลึกลับและโรแมนติกล้นเหลือ ทว่าในตอนนั้นแจฟฟรีย์ เวสต์ยังคิดไปไม่ถึง เขาไม่รู้หรอกว่าจะเขียนอะไร แต่ครั้นเริ่มลงมือเขียนจดหมายฉบับแรกในจำนวนเจ็ดฉบับถึงสาวน้อยที่คาร์ลตัน แรงบันดาลใจก็ค่อย ๆ หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย จดหมายที่เขานำไปหย่อนใส่ตู้จดมายตอนเที่ยงคืนนั้นมีใจความว่า

คุณผู้หญิงเกรปฟรุตที่รัก คุณช่างกรุณานัก และยังฉลาดเฉลียว ฉลาดที่มองทะลุข้อความเชื่องช้างุ่มง่ามของผม คุณรู้ได้ในทันทีว่ามันเป็น...ฟางเส้นสุดท้ายของชายขี้อายที่ต้องเกาะติดความรักเข้าไว้เมื่อมันผ่านมา เชื่อผมเถอะครับ เจ้าความคิดอนุรักษ์นิยมอยู่กับผมเสมอเมื่อเขียนจดหมายฉบับนี้ เขาสู้ยิบตา ทั้งติดตาม ต่อสู้ กรีดร้อง และต่อต้านไปตลอดทางจนถึงตู้จดหมาย แต่ผมเอาชนะเขาจนได้ เพราะทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเขาเอง
     ผมบอกเขาไปว่า เราเป็นหนุ่มเป็นสาวได้หนเดียว หลังจากช่วงวัยนั้น จะเรียกหาความรักไปก็ไร้ประโยชน์ อย่างน้อยคุณผู้หญิงก็ย่อมเข้าใจ แต่เขากลับเย้ยหยันและส่ายหัวขาวโพลน ผมยอมรับว่าเขาทำให้ผมกังวล แต่ตอนนี้คุณแสดงให้เห็นว่าศรัทธาของผมมิได้สูญเปล่า ต้องขอบคุณนับล้านครั้งสำหรับเรื่องนี้
     สามสัปดาห์ที่ผมต้องอยู่ในมหานครที่ใหญ่โต เทอะทะ และไร้จิตใจแห่งนี้ เฝ้าโหยหาแต่อเมริกา สามสัปดาห์ที่คอลัมน์สื่อสัมพันธ์เป็นความบันเทิงเดียวที่ผมมี และแล้วคุณก็เดินผ่านประตูภัตตาคารคาร์ลตันเข้ามา
     ผมรู้ว่าต้องเขียนเรื่องตัวผมเอง ผมจะไม่บอกหรอกว่ามีอะไรในใจผม ใจที่มีภาพของคุณอยู่เสมอ มันคงมีความหมายน้อยนิดสำหรับคุณ มิต้องสงสัยเลยว่า หนุ่มเท็กซัสมากหลายคงบอกคุณอย่างเดียวกันนี้ขณะที่ดวงจันทร์กระจ่างอยู่เบื้องบน และสายลมพัดแผ่ว กระซิบเบาๆ ผ่านกิ่งไม้ กิ่งต้น... ต้น...
     ช่างเถอะ ผมไม่รู้หรอก ผมไม่เคยไปเท็กซัส ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมต้องแก้ไขเร็วๆ นี้ วันทั้งวัน ผมตั้งใจจะค้นเรื่องเท็กซัสในสารานุกรม แต่ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในเมฆหมอกตลอดวัน และไม่มีหนังสืออ้างอิงอยู่ในก้อนเมฆเหล่านั้นเสียด้วย
     ตอนนี้ผมกลับมาสู่ความจริงในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ปากกา หมึก และกระดาษวางอยู่ตรงหน้า ผมต้องพิสูจน์ว่าผมนั้นเป็นคนน่าคบหาคนหนึ่ง
     ว่ากันว่า ห้องหับย่อมบอกเรื่องราวของชายเจ้าของห้อง แต่อนิจจา ห้องที่สุขสงบในอเดลฟีเทอร์เรซ (ผมขอไม่บอกบ้านเลขที่ดีกว่า) ล้วนมีเครื่องเรือนอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ถ้าคุณเห็นผมในตอนนี้ คุณอาจตัดสินผมจากสมบัติของแอนโทนี บาร์โทโลมิวไหนก็ไม่ทราบ เครื่องเรือนล้วนมีฝุ่นจับหนาเตอะ แต่อย่าโทษแอนโทนีหรือผมเลยนะครับ ควรต่อว่าวอลเทอร์สดีกว่า แกเป็นคนดูแลตึก พักอยู่ชั้นใต้ดินกับภรรยาที่ผมหงอกทั้งหัว วอลเทอร์สเคยเป็นคนสวนมาก่อน ทั้งชีวิตของแกคือสวนสวยที่มองเห็นได้จากหน้าต่างห้องผม แกมัวขลุกอยู่ที่นั่น และปล่อยให้ห้องหับชั้นบนมีฝุ่นเกาะอยู่ตามซอกมุม...
     ภาพนี้ทำให้คุณหดหู่ใจหรือครับ คุณผู้หญิง มาดูสวนเสียก่อนเถอะ แล้วคุณจะไม่ว่าวอลเทอร์สเลย สวนแห่งนี้เหมือนจำลองสรวงสวรรค์มาไว้หน้าประตูเลยทีเดียว รั้วพุ่มไม้ทั้งงดงามและประณีตอย่างอังกฤษแท้ ขณะที่ลอนดอนส่งเสียงคำรามมาให้ได้ยิน แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างห้องพักของเราและเมืองใหญ่คือประตูวิเศษที่จะปิดตายตลอดกาล ก็เพราะสวนนี่เองผมจึงตกลงใจพักที่นี่
     และในเมื่อคุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่โปรดปรานเรื่องลึกลับ ผมจะเล่าให้คุณฟังถึงเหตุการณ์ประหลาดที่พัวพันกันเป็นลูกโซ่และนำผมมาที่นี่
     ข้อแรกของสายโซ่ ต้องย้อนกลับไปที่อินเทอร์ลาเค็น คุณเคยไปเยือนหรือยังครับ เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบและสวยงาม ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบสองแห่งที่เปล่งประกายระยิบระยับ และมีภูเขาจุงเฟรายิ่งใหญ่เป็นฉากหลัง จากห้องอาหารของโรงแรมสักแห่งที่โชคดี คุณอาจได้กินอาหารค่ำไปพลาง เฝ้ามองลำแสงสีส้มแดงยามโพล้เพล้จับยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ตอนนั้นคุณจะไม่อาจพูดถึงสตรอว์เบอร์รีว่า “หนูเกลียดสตรอว์เบอร์รี” หรือพูดว่าเกลียดสิ่งอื่นใดในโลก
     ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน ผมอยู่ในอินเทอร์ลาเค็น เย็นวันหนึ่งหลังจากกินอาหารค่ำแล้ว ผมออกไปเดินเล่นบนถนนสายหลัก ที่ซึ่งโรงแรมและร้านค้ามารวมตัวกันเบื้องหน้าภูเขาอันสวยงาม ผมเห็นไม้เท้าช่วยเดินวางขายอยู่หน้าร้านร้านหนึ่ง ผมจึงแวะเข้าไปดูเนื่องจากกำลังนึกอยากได้ไม้เท้าปีนเขาสักอัน ผมดูได้ครู่เดียวก็มีหนุ่มอังกฤษคนหนึ่งเดินเข้ามาเลือกดูไม้เท้าเช่นกัน
     ผมเลือกไม้เท้ามาอันหนึ่งและกำลังหันไปหาเจ้าของร้าน หนุ่มอังกฤษก็พูดขึ้น เขารูปร่างผอม หน้าตาคมคาย แม้จะเด็กไปหน่อย แต่ดูสะอาดสะอ้านอย่างคนที่อาบน้ำมาอย่างหมดจด ผมคิดว่าข้อนี้แหละเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอังกฤษมีอำนาจเหนืออาณานิคมอย่างอียิปต์และอินเดีย เพราะที่นั่นคนเขาไม่ค่อยอาบน้ำกัน
     “เอ้อ อย่าหาว่าสอดเลยนะเพื่อน” เขาพูด “อย่าเอาอันนั้นเลย มันไม่แข็งแรงพอจะใช้ปีนเขาหรอก ถ้าคุณไม่ว่าอะไรนะ ผมว่าเอาอันนี้...”
     พูดว่าผมแปลกใจนั้นยังน้อยไป ถ้าคุณรู้จักคนอังกฤษมาบ้าง คุณคงรู้ว่าไม่ใช่วิสัยที่เขาจะพูดคุยกับคนแปลกหน้า ต่อให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์คับขันก็เถอะ แต่อังกฤษคนนี้ไม่ทำตัวหยิ่งเหมือนเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ กลับมายุ่งกับการเลือกไม้เท้าของผม สุดท้ายผมก็ซื้ออันที่เขาแนะนำ และเขาเดินไปทางเดียวกับผม และพูดคุยกับผมเหมือนไม่ใช่คนอังกฤษ
     เราแวะที่เคอร์ซัลเพื่อฟังเพลง ดื่มกันแก้วสองแก้ว และเล่นพนันบ้าง เขามากับผมจนถึงเฉลียงโรงแรม ผมรู้สึกประหลาดใจ เพราะตอนบอกลา เขาทำราวกับผมเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ โดยบอกว่าจะมาหาผมตอนเช้าพรุ่งนี้
     ตอนแรกผมคิดว่าอาร์ชิบัลด์ เอนไรท์ ซึ่งเป็นชื่อที่เขาบอกผม คงเป็นนักเสี่ยงโชคดวงตก จึงเลือกที่จะลืมความเป็นอังกฤษอันสูงส่ง เพราะจำเป็นต้องหาเงินให้ได้สักทางหนึ่ง ผมเชื่อว่า วันพรุ่งนี้ผมคงเป็นเหยื่อที่เขาเล็งไว้
     แต่ผมคาดผิด เอนไรท์ดูจะมีเงินมากมาย ในเย็นวันแรกที่พบกันนั้น ผมบอกเขาว่าจะไปลอนดอนในไม่ช้า และเขาก็พูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องไปจากอินเทอร์ลาเค็น เขาก็เริ่มแนะนำว่าอยากให้ผมไปพบญาติบางคนในอังกฤษ เรื่องนี้คนอังกฤษเขาก็ไม่ทำกันเช่นกัน
     ท้ายที่สุด เมื่อผมกล่าวคำลา เขายัดจดหมายฉบับหนึ่งใส่มือผม เป็นจดหมายแนะนำตัวผมกับญาติของเขา ร้อยเอกสตีเฟน เฟรเซอร์ ฟรีเออร์ แห่งกองทหารม้าที่สิบสองในกองทัพอังกฤษแห่งอินเดีย เขาบอกว่าญาติคนนี้จะต้อนรับขับสู้ผมที่ลอนดอน เพราะผมจะไปถึงลอนดอนตรงกับช่วงลาพักราชการกลับมาเยี่ยมบ้านของเขาพอดี
     “สตีเฟนเป็นคนดี” เอนไรท์พูด “เขาจะยินดีให้คำแนะนำคุณเรื่องต่างๆ ฝากความคิดถึงไปให้เขาด้วยนะเพื่อนรัก”
     แน่นอน ผมยอมรับจดหมายมา แต่ยังสงสัยเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น การที่อยู่ๆ อาร์ชีก็เข้ามาสนิทสนมจะมีสิ่งใดแอบแฝงหรือไม่ ทำไมเขาถึงอยากให้ผมไปพบญาติที่เพิ่งกลับมาบ้านมา หลังจากต้องอยู่ในอินเดียถึงสองปี ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องมีธุระยุ่งมาก ผมตัดสินใจว่าจะไม่ใช้จดหมายนี้ แม้ว่าอาร์ชีจะรบเร้าหนักหนาให้ผมสัญญาว่าจะเอาไปจดหมายให้ก็ตาม ผมรู้จักสุภาพบุรุษชาวอังกฤษหลายคน และรู้ดีว่า ถึงแม้อาร์ชีจะเป็นข้อยกเว้น แต่ญาติของเขาคงเหมือนคนส่วนใหญ่ที่คงไม่ยอมรับคนจรชาวอเมริกันง่ายๆ เพราะจดหมายฉบับเดียว ผมเดินทางสองสามต่อก็มาถึงลอนดอน ได้พบเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งแล่นเรือกลับมาบ้าน เขาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์น่าเศร้าที่เจอมาเมื่อแสดงจดหมายแนะนำตัว คือสายตาถลึงจ้องเย็นชาและถือดีที่บอกว่า “เพื่อนเอ่ย คิดหรือว่าฉันจะสนใจจดหมายขี้ปะติ๋วนี่” เขาว่าคนเหล่านี้ล้วนจิตใจดี แต่ไม่ค่อยชอบคนแปลกหน้า นิสัยข้อนี้ชาวอังกฤษเป็นกันทุกตัวคน ยกเว้นอาร์ชี
     ดังนั้นผมจึงไม่สนใจจดหมายถึงร้อยเอกเฟรเซอร์ฟรีเออร์ผมมีคนรู้จักที่เคยติดต่อธุรกิจด้วยอยู่ที่นี่ และมีเพื่อนชาวอังกฤษอยู่สองสามคน พวกเขาต้อนรับขับสู้ผมอย่างมีไมตรีเสมอ แต่หลังจากล่องลอยไปมาอยู่สักสัปดาห์ ผมก็เจียดเวลาบ่ายวันหนึ่งไปพบผู้กองคนนั้น เพราะคิดว่าควรรู้จักคนให้มากเข้าไว้ ผมบอกตัวเองว่าบางทีชาวอังกฤษคนนี้อาจลดความเย็นชาลงบ้างเพราะโดนความร้อนที่อินเดียมาแล้ว แต่ถ้าไม่ ก็ไม่เห็นมีอันตรายอะไร
     ผมจึงไปเยือนบ้านของร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ที่อเดลฟีเทอร์เรซเป็นครั้งแรก ตามที่อยู่ซึ่งอาร์ชีให้มา วอลเทอร์สเปิดประตูให้ผม บอกว่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ยังไม่กลับมาจากอินเดีย ห้องของเขานั้นจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เพราะเขายังเช่าห้องไว้แม้ตัวจะไม่อยู่ ดูจะเป็นธรรมเนียมของคนที่นี่ และคาดกันว่าเขาจะกลับมาในไม่ช้า วอลเทอร์บอกว่า บางทีภรรยาของแกอาจจำวันที่แน่นอนได้ แกก็ทิ้งผมไว้ในห้องโถงชั้นล่างแล้วไปถามเธอ
     ระหว่างรอ ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปท้ายห้องโถง และตอนนั้นเอง จากหน้าต่างที่เปิดไว้รับแสงแดดฤดูร้อน ผมก็เห็นสวนแห่งนั้นเป็นครั้งแรก มันเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุดในลอนดอน เถาไอวีเก่าแก่เลื้อยคลุมกำแพงอิฐ ทางเดินเรียบระหว่างแปลงดอกไม้สะพรั่ง และม้านั่งง่ายๆ น่าสบาย แล้วยังประตูแห่งมนตรานั่นอีก ไม่น่าเชื่อว่าแค่พ้นสวนนี้ไปก็เป็นมหานครใหญ่ของโลก ที่ซึ่งมีทั้งความยากจนและมั่งมี ทั้งทุกข์และสุข ทั้งเสียงคำรามและเสียงแกรกกรากแผ่วๆ นี่คือสวนที่เจน ออสเตนจะเขียนถึง สวนสำหรับสุภาพสตรีแสนสวยและเหล่าบุรุษช่างเอาใจ เป็นสวนในฝัน สวนที่มีไว้สำหรับชื่นชมและทะนุถนอมเอาใจใส่
     เมื่อวอลเทอร์สกลับมาและบอกว่าภรรยาแกก็ไม่แน่ใจว่าผู้กองจะกลับมาเมื่อไหร่แน่ ผมก็เอ่ยปากชมสวนทันที ทันใดนั้นวอลเทอร์สกับผมก็กลายเป็นมิตรสหายกันเลย ผมกำลังมองหาห้องพักที่ไม่ใช่โรงแรมอยู่ พอรู้ว่าห้องชุดบนชั้นสอง ซึ่งอยู่ใต้ห้องชุดของร้อยเอกยังว่างอยู่จึงดีใจเป็นที่สุด
     วอลเทอร์สให้ที่อยู่ของตัวแทนให้เช่ามา ผมถูกตรวจสอบละเอียดยิบ ชนิดต่อให้ขอลูกสาวหุ้นส่วนอาวุโสแต่งงานก็คงไม่โดนขนาดนี้ สุดท้ายพวกเขาก็ยอมให้ผมเข้าอยู่ สวนแสนสวยเป็นของผมแล้ว
     แล้วร้อยเอกคนนั้นเล่า วันที่สามหลังจากย้ายเข้า ผมได้ยินเสียงจากห้องชั้นบนเป็นครั้งแรก เป็นเสียงย่ำของรองเท้าบู๊ตแบบทหาร ตอนนี้ความกล้าของผมหายไปอีกแล้ว ผมคิดว่าน่าจะปล่อยให้จดหมายของอาร์ชีนอนอยู่ในลิ้นชักต่อไป ส่วนเพื่อนบ้านชั้นบนนั้นรู้จักกันแค่เสียงเดินก็พอ ผมรู้สึกว่าไม่น่ารีบร้อนเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกับเขา แต่ผมดันแนะนำตัวกับวอลเทอร์สไปว่ารู้จักกับผู้กอง และวอลเทอร์สก็รีบมารายงานอย่างทันท่วงทีว่า ‘เพื่อนของผม’ มาถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัย
     ด้วยเหตุนี้ คืนหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมรวบรวมความกล้าขึ้นไปที่ห้องของผู้กอง ผมเคาะประตู เขาร้องบอกให้เข้าไป ผมเดินเข้าไปยืนในห้องหนังสือ ประจันหน้ากับเขา ผู้กองเป็นชายร่างสูง รูปงาม ผมสีอ่อน และไว้หนวด สมัยอยู่โรงเรียนประจำคุณก็คงฝันถึงชายเช่นเขาคนนี้เป็นแน่ แต่กิริยาของเขานั้น ผมต้องยอมรับว่า ไม่อบอุ่นเลยแม้แต่น้อย
     “ผู้กอง” ผมเกริ่น “ผมต้องขออภัยอย่างสูงที่บุกรุกเข้ามา” นี่มิใช่สิ่งควรพูดเลย แต่ตอนนั้นผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ “คือผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ และผมมีจดหมายแนะนำตัวจากญาติของคุณ อาร์ชีบัลด์ เอนไรท์ ผมพบเขาที่อินเทอร์ลาเค็นแล้วก็สนิทสนมกันมาก”
     “อย่างงั้นรึ” ร้อยเอกพูด
     ท่าเขาตอนยื่นมือมารับจดหมาย ดูราวกับกำลังรับหลักฐานในศาลทหารก็ไม่ปาน ผมยื่นจดหมายให้เขา ในใจก็คิดว่าไม่น่ามาเลย เขาอ่านมันจนจบ ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างยาวอยู่สักหน่อยสำหรับจดหมายแนะนำตัว เขาไม่ได้เอ่ยปากเชิญให้นั่ง ผมก็เลยยืนคอยอยู่หน้าโต๊ะของเขา พลางมองดูห้อง ซึ่งเหมือนกับห้องหนังสือของผมมาก แต่คิดว่ามีฝุ่นจับมากกว่า ห้องชั้นสามย่อมอยู่ไกลจากสวนมากกว่า ทำให้วอลเทอร์สขึ้นมาดูแลน้อยครั้งกว่าด้วย
     ผู้กองหันหลังให้ และอ่านจดหมายซ้ำอีกรอบ บรรยากาศตอนนั้นกระอักกระอ่วนสิ้นดี ผมก้มหน้า และเห็นมีดรูปร่างประหลาดวางอยู่บนโต๊ะ ผมคิดเอาว่าคงได้มาจากอินเดีย ตัวมีดเป็นเหล็กกล้า คมกริบน่าเสียวไส้ ส่วนด้ามทำจากทอง สลักเป็นรูปคนนอกศาสนา
     แล้วร้อยเอกหนุ่มก็เงยหน้าจากจดหมายของอาร์ชี สายตาเย็นชาของเขาจ้องนิ่งมาที่ผม
     “เพื่อนรัก” เขาพูด “เท่าที่ผมรู้ ผมไม่มีญาติชื่ออาร์ชิบัลด์ เอนไรท์เลย”
     ยอดจริงๆ คุณว่าไหม แค่คุณไปหาใครสักคนพร้อมจดหมายจากแม่ของเขาก็แย่พออยู่แล้ว แต่นี่ผมเสนอหน้าเข้ามาในห้องของชายอังกฤษคนนี้ แล้วยื่นจดหมายใส่หน้าเขา อวดอ้างว่าเป็นจดหมายแนะนำตัวญาติที่ไม่มีตัวตน
     “ผมคงต้องขออภัย” ผมพูด พยายามทำท่าหยิ่งยะโสเลียนแบบเขา แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า “ผมไม่ได้มีเจตนาจะมาแอบอ้างใดๆ เลย”
     “แน่นอนอยู่แล้ว” เขาตอบ
     “นักเสี่ยงโชคคนที่ให้จดหมายนี้มาคงมีเจตนาอะไรบางอย่าง” ผมพูดต่อ “แต่ผมไม่ทราบว่าเจตนานั้นคืออะไรแน่”
     “ผมเสียใจด้วยจริงๆ” เขาพูด แต่สำเนียงแบบคนลอนดอนของเขาหมายความชัดว่า ‘ไม่ใช่เรื่องของฉัน’
     แล้วก็เงียบกันไปอย่างอึดอัด ผมคิดว่าเขาควรคืนจดหมายมา แต่เขาก็ไม่คืน และผมก็ไม่ทวงเช่นกัน
     “เอ้อ...ง่า...ราตรีสวัสดิ์ครับ” ผมพูดแล้วรีบเดินออกไป
     “ราตรีสวัสดิ์” เขาตอบขณะยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับถือจดหมายเจ้ากรรมของอาร์ชี
     และนี่คือเรื่องราวว่าผมมาอยู่ที่อเดลฟีเทอร์เรซได้อย่างไร คุณคงจะเห็นนะครับว่ามันออกจะลึกลับอยู่บ้าง หลังจากเหตุการณ์ลำบากใจวันนั้น มีอยู่ครั้งหรือสองครั้งที่ผมเดินสวนกับร้อยเอกหนุ่มที่บันได แต่ไม่เป็นไรเนื่องจากทางเดินมืดมาก ซึ่งผมซาบซึ้งในความดีข้อนี้ ผมได้ยินเสียงเขาบ่อยๆ จากห้องชั้นบน ที่จริงผมยังได้ยินเสียงเขาอยู่เลยขณะเขียนจดหมายฉบับนี้
     อาร์ชีเป็นใครกัน เขามีแผนการอะไรกันแน่ ผมสงสัย
     เอาล่ะ ถึงอย่างไรผมก็ได้สวนแห่งนี้ ดังนั้นถือซะว่าผมกับอาร์ชีเจ๊ากันไป ตอนนี้จวนจะเที่ยงคืนแล้ว เสียงคำรามของลอนดอนเริ่มแผ่วหายเหลือเพียงเสียงพึมพำลอยมาเป็นพักๆ และสายลมก็พัดผ่านเมืองร้อนระอุนี้มาจนได้ มันส่งเสียงกระซิบเหนือหญ้าสีเขียว ผ่านเถาไอวี่ที่เลื้อยไต่กำแพง และผ้าม่านมัวซัวในห้องผม มันกระซิบ...อะไรล่ะ
     บางทีมันอาจกระซิบบอกความฝันที่มาพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ จดหมายฉบับแรกที่ผมเขียนถึงคุณ ความฝันที่แม้แต่ผมยังไม่กล้าจะส่งเสียงกระซิบบอกไป
     ดังนั้น ราตรีสวัสดิ์นะครับ
     หนุ่มสตรอว์เบอร์รี


บทที่ 3

บุตรสาวรัฐบุรุษแห่งเท็กซัสอ่านจดหมายฉบับนั้นในเช้าวันพฤหัส ที่ห้องของเธอในโรงแรมคาร์ลตัน รอยยิ้มระหว่างที่อ่านเผยถึงความสนใจผิดธรรมดา ไม่ต้องสงสัยว่า จดหมายฉบับแรกจากหนุ่มผู้คลั่งไคล้สตรอวร์เบอร์รีตรึงความสนใจเธอไว้ได้ ตลอดทั้งวันที่เธอพาบิดาไปตามห้องแสดงภาพต่างๆ เธอเฝ้าแต่คิดถึงพรุ่งนี้เช้าอย่างใจจดใจจ่อ
     ทว่าในเช้าวันต่อมา ซาดี ไฮท์ สาวใช้ที่นำจดหมายประหลาดมาให้ ไม่มีจดหมายมาส่ง ทำให้บุตรสาวรัฐบุรุษเท็กซัสผิดหวังนัก ในตอนเที่ยง เธอยืนกรานจะกลับไปกินมื้อเที่ยงที่โรงแรม แม้ว่าบิดาเธอจะแย้งว่าอยู่ไกลจากโรงแรมก็ตาม แต่การเดินทางเธอไม่สูญเปล่า จดหมายหมายเลขสองมารออยู่แล้ว เธอรีบคว้ามาอ่านด้วยความตื่นเต้น

ถึงสุภาพสตรีที่คาร์ลตัน ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เวลาตีสาม ลอนดอนที่อยู่เลยสวนของผมไปเงียบกริบราวป่าช้า การที่ผมมาเขียนช้ามาก มิใช่เพราะไม่คิดถึงคุณทั้งวัน มิใช่ว่าเมื่อคืนตอนหนึ่งทุ่มผมไม่ได้นั่งลงตรงนี้เตรียมจะเขียนถึงคุณ โปรดเชื่อเถอะว่า มีเพียงเหตุการณ์น่าพรั่นพรึงที่สุดที่จะรั้งผมไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้น
     เหตุการณ์น่าพรั่นพรึงและน่าตกตะลึงอย่างที่สุดได้เกิดขึ้นเมื่อคืน
     ผมอยากจะเปิดเผยเรื่องน่ากลัวนั้นให้คุณรู้ด้วยคำพูดน่าตื่นตระหนกประโยคเดียว จะให้ผมเขียนประโยคนั้นก็ได้ไม่มีปัญหา เกิดโศกนาฏกรรมที่ลึกลับมืดมัวประหนึ่งหมอกของลอนดอนขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ ของเราที่อเดลฟีเทอร์เรซ ในชั้นใต้ดินนั้น ครอบครัววอลเทอร์ส นั่งกันเงียบเชียบ ข่มตาไม่ลงเพราะความตื่นตระหนก ในความมืดที่บันไดข้างนอกห้องผม มีเสียงย่ำเท้าเป็นระยะของชายผู้ต้องปฏิบัติภารกิจไม่พึงปรารถนา แต่ยังก่อน ผมต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นสิ
     เมื่อคืนนี้ผมออกไปรับประทานอาหารแต่หัวค่ำ ที่ร้านซิมสันถนนสแตรนด์ ตอนนั้นยังหัวค่ำอยู่ จึงมีผมเป็นแขกคนเดียวในร้าน ในใจผมคิดถึงจดหมายที่จะเขียนถึงคุณ ผมรีบรับประทานอาหารเพื่อจะกลับมาที่ห้อง ผมจำได้ดีว่า ระหว่างคลำหากุญแจอยู่หน้าบ้านนั้น นาฬิกาบิ๊กเบนที่อาคารรัฐสภาตีบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วย่านที่เงียบสงบราวกับเสียงทักทายฉันมิตร
     ถึงห้องหนังสือผมก็รีบนั่งลงเขียนจดหมาย จากห้องชั้นบน ผมได้ยินเสียงร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์เดินไปมา สงสัยจะเตรียมตัวไปรับประทานอาหารค่ำ ผมคิดพลางยิ้มขำว่า เขาจะตกอกตกใจเพียงไหนถ้ารู้ว่าชาวอเมริกันผู้หยาบช้าที่อยู่ชั้นล่าง ออกไปกินอาหารเย็นมาแล้ว ในช่วงเวลาที่คนเขาไม่กินกัน คือตอนหกโมงเย็น ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงไม่คุ้นเคยดังมาจากห้องนั้น น้ำเสียงพูดเด็ดขาดกระด้างหู แล้วก็เสียงตอบเยือกเย็นและภาคภูมิจากผู้กอง การสนทนานี้ดำเนินไปสักครู่ใหญ่ และยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ แม้จะจับความได้ไม่ชัดนัก ผมก็เอะใจว่าคงมีบางอย่างผิดปกติ แถมยังหงุดหงิดที่มีคนมาขัดจังหวะการเขียนจดหมายถึงคุณ ซึ่งขอคุณโปรดมั่นใจเถิดว่า ผมยกให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
     สุดท้ายหลังถกเถียงกันไปมาห้านาที ผมก็ได้ยินเสียงปึงปังเหมือนคนชกต่อยกัน ทำให้นึกถึงสมัยเรียนหนังสือ ที่มักจะได้ยินเสียงเพื่อนร่วมชั้นประลองฝีไม้ลายมือกันเป็นการปลดปล่อยเรี่ยวแรงส่วนเกินและพลังของคนหนุ่ม แต่เสียงนี้ฟังดูดุดัน เอาจริงเอาจังกว่า ซึ่งผมฟังแล้วไม่สบายใจเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผม ผมจึงหันมาสนใจจดหมายต่อ
     การต่อสู้จบลงด้วยเสียงล้มตึงใหญ่ บ้านหลังเก่าถึงกับสั่นสะเทือนไปถึงฐานราก ผมนั่งฟังด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ แล้วทุกอย่างก็เงียบลง ตอนนั้นข้างนอกยังไม่มืดสนิทดี ช่วงเวลาโพล้เพล้ยาวนานเป็นพิเศษ วอลเทอร์สจอมตระหนี่ยังไม่ได้เปิดโคมไฟตรงทางเดิน มีคนกำลังย่องลงมา แต่เสียงบันไดกลับทรยศลั่นออดแอด ผมรอให้เขาเดินผ่านแสงไฟซึ่งส่องผ่านประตูห้องผมที่เปิดอยู่ ตอนนั้นเองที่โชคชะตาเข้ามาสอดแทรก ส่งลมพัดกระโชกเข้ามาทางหน้าต่างและทำให้ประตูปิดดังปัง ทันใดนั้นชายร่างใหญ่พรวดพราดผ่านผมไปในความมืดและวิ่งลงบันได ผมรู้ว่าเขาร่างใหญ่ เพราะทางเดินนั้นแคบ เขาต้องผลักผมไปข้างๆ จึงผ่านไปได้ ผมได้ยินเสียงเขาสบถพลางหอบหายใจ
     ผมวิ่งไปที่หน้าต่างตรงสุดทางเดินห้องโถงซึ่งมองออกไปเห็นที่ถนน แต่ประตูหน้ายังปิดอยู่ ยังไม่มีใครออกไป ผมงงอยู่วินาทีหนึ่ง ก่อนจะวิ่งกลับห้องตัวเองและไปที่ระเบียง เห็นร่างตะคุ่มของชายคนหนึ่งวิ่งตัดออกไปจนถึงปลายสวน สวนที่ผมพูดถึงบ่อยๆ นั่นแหละ เขาไม่ได้เปิดประตู แต่ปีนกำแพงและหายลับไปในตรอก
     ผมคิดถึงเหตุการณ์นี้อยู่พักใหญ่ๆ มันมีอะไรผิดปกติแน่นอน แต่ผมมีสิทธิ์อะไรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผมยังไม่ลืมสายตาเย็นชาของผู้กองตอนผมนำจดหมายไปให้ ยังจำภาพเขายืนนิ่งไม่ไหวติงในห้องหนังสือ มองดูอ่อนหวานนิ่มนวลราวกับรูปปั้น เขาจะยินดีปรีดาล่ะหรือถ้าผมเข้าไปแส่เรื่องเขาอีกในคราวนี้
     ท้ายที่สุด ผมตัดสินใจลืมเรื่องนั้นแล้วลงไปหาวอลเทอร์สในห้องชั้นใต้ดิน แกกับภรรยากำลังรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น วอลเทอร์สรับฟังความกังวลของผมด้วยแววตาเย็นชาแบบคนอังกฤษ และบอกผมว่าไม่ได้เปิดประตูให้ใครเข้ามาพบผู้กองเลย แต่ผมก็ยืนกรานจนแกยอมขึ้นไปที่ห้องของผู้กองด้วยกัน
     ประตูห้องของผู้กองเปิดอ้าอยู่ ผมจำได้แม่นว่าผู้บุกรุกในประเทศอังกฤษมีชะตากรรมเช่นไร จึงบอกให้วอลเทอร์สเข้าไปก่อน แกก้าวเข้าไปในห้องที่มีเพียงแสงสว่างสลัว ๆ จากเปลวไฟไหวสั่นไหวในโคมเพดานเก่าแก่
     “พระเจ้า ขอรับ” วอลเทอร์สร้อง แม้กระทั่งเวลานี้แกก็ยังไม่ลืมมารยาทคนรับใช้
     และก็มาถึงประโยคนี้ ร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์แห่งกองทัพอังกฤษประจำอินเดียนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น ใบหน้าหล่อเหลาแบบอังกฤษของเขาเหยียดยิ้มประหนึ่งจะเย้ยหยันอะไรบางอย่าง
     ขณะนั่งอยู่ในห้องของตัวเองซึ่งไม่มีอะไรแตกต่างจากห้องของผู้กองผู้วายชนม์ในยามรุ่งสางที่สงัดเงียบ ภาพน่าสะพรึงกลัวนั้นก็ยังแจ่มชัดอยู่ในใจผม เขาถูกแทงเข้าเหนือหัวใจ วูบแรกผมก็คิดถึงมีดอินเดียแปลกๆ ที่เคยเห็นวางบนโต๊ะ ผมรีบหันไปดู แต่มันหายไปแล้ว ระหว่างที่มองโต๊ะตัวนั้นผมก็ได้คิดว่า ในห้องที่ฝุ่นเขรอะอย่างนี้จะต้องมีรอยนิ้วมืออยู่แน่ น่าจะมีหลายรอยเสียด้วย
     สภาพห้องยังเรียบร้อยอยู่ ทั้งที่ผมได้ยินเสียงคนต่อสู้ แต่มีสองอย่างที่ผมเห็นว่าพิลึก บนโต๊ะมีกล่องใบหนึ่งจากร้านดอกไม้ถนนบอนด์ ฝากล่องเปิดออก เห็นดอกแอสเตอร์สีขาวช่อหนึ่ง ข้างๆ กล่องมีเข็มกลัดผ้าพันคอ เป็นรูปแมลงปีกแข็ง ทำจากมรกต และห่างจากร่างของผู้กองมาเล็กน้อย คือหมวกที่เรารู้จักกันดีในชื่อหมวกฮอมเบิร์ก ตามชื่อเมืองในเยอรมนีที่ทำหมวกชนิดนี้
     ผมนึกได้ว่า ข้อสำคัญเวลานี้คือไม่ควรเคลื่อนย้ายของในห้อง ผมหันไปหาวอลเทอร์สซึ่งเวลานี้หน้าซีดราวกระดาษที่ผมเขียนจดหมาย และเข่าสั่นระริก
     “วอลเทอร์ส” ผมพูด “เราต้องทิ้งทุกอย่างไว้ในสภาพนี้จนกว่าตำรวจจะมา คุณมากับผม ผมจะไปแจ้งสกอตแลนด์ยาร์ด”
     “ดีขอรับ” วอลเทอร์สพูด
     เราลงมาที่ชั้นล่างเพื่อใช้โทรศัพท์ในห้องโถง ผมโทรศัพท์ถึงสกอตแลนด์ยาร์ด ซึ่งบอกว่านักสืบจะรุดมาในทันที จากนั้นก็กลับมารอที่ห้องตัวเอง
     คุณคงนึกออกว่าผมรู้สึกอย่างไรระหว่างที่รอ ผมพยากรณ์ได้เลยว่า กว่าปริศนานี้จะคลี่คลาย ตัวผมคงจะต้องเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะไม่สนุกแล้ว อาจจะเสี่ยงต่ออันตรายอีกด้วย วอลเทอร์ย่อมจำได้ว่าตอนแรกผมมาที่นี่โดยอ้างว่ารู้จักกับผู้กอง และผมมั่นใจว่าแกสังเกตเห็นว่าผมกับผู้กองสนิทกันน้อยแค่ไหน เมื่อเขากลับมาจากอินเดียแล้ว แกย่อมจะให้การว่าผมหาทางจะมาพักบ้านหลังเดียวกับเฟรเซอร์ฟรีเออร์และยังจดหมายจากอาร์ชีอีก ผมรู้ดีว่าต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่มีใครหน้าไหนจะช่วยยืนยันเรื่องที่ผมบอกว่ามีเสียงคนโต้เถียงกันก่อนที่ผู้กองจะตาย และเรื่องชายที่หนีออกไปทางสวน
     อนิจจา ผมคิด ต่อให้ตำรวจหน้าโง่ที่สุดก็ยังมองออกว่าผมเป็นผู้ต้องสงสัย
     ราวยี่สิบนาทีต่อมา ชายสามคนจากสกอตแลนด์ยาร์ดก็มาถึง ซึ่งถึงตอนนั้นผมก็คิดกังวลไปสุดกู่แล้ว ผมได้ยินเสียงวอลเทอร์สเปิดประตูให้นักสืบ ได้ยินเสียงเดินขึ้นบันได และเดินไปมาในห้องที่ผู้กองเสียชีวิต ไม่ช้าวอลเทอร์สก็มาเคาะประตู บอกว่าหัวหน้านักสืบเบรย์อยากพบ ขณะที่เดินนำคนรับใช้ขึ้นไปข้างบน ความรู้สึกผมตอนนั้นไม่ต่างจากความรู้สึกของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร และวอลเทอร์สก็คือพยานผู้มีอำนาจปลิดชีวิตผมได้
     เบรย์เป็นชายร่างใหญ่ที่กระฉับกระเฉง ผมสีบลอนด์ ดูเป็นอังกฤษแท้ ทุกความเคลื่อนไหวบอกถึงความมีประสิทธิภาพ ผมพยายามแสดงท่าทีของผู้บริสุทธิ์ที่ไร้กังวล แต่ก็ไม่ได้ความเอาเสียเลย ผมเล่าเรื่องเสียงที่ได้ยิน การต่อสู้ และชายร่างใหญ่ที่ชนผมตรงทางเดินแล้วปีนประตูหลังหนีไป เบรย์ฟังโดยไม่ทักท้วง และในที่สุดก็พูดว่า
     “คุณรู้จักกับผู้กองมาก่อนหรือ”
     “แทบจะเรียกไม่ได้ว่ารู้จักครับ” ผมบอกเขา ภาพจดหมายของอาร์ชีคอยแต่จะผุดขึ้นมาให้ผมสะดุ้งผวาในใจ “ผมได้เจอเขาครั้งเดียว ผ่านการแนะนำของเพื่อนของผู้กอง ชื่ออาร์ชิบัลด์ เอนไรท์”
     “เอนไรท์อยู่ในลอนดอนหรือเปล่า ยืนยันคำพูดคุณได้ไหม”
     “เกรงว่าไม่อยู่ครับ ผมได้ข่าวเขาครั้งสุดท้ายในอินเทอร์ลาเค็น”
     “งั้นหรือ คุณมาเช่าห้องในบ้านหลังนี้ได้อย่างไร”
     “ตอนแรกผมแวะมาหาผู้กอง แต่เขายังไม่กลับมาจากอินเดีย ผมกำลังหาห้องพักอยู่ และบังเอิญชอบสวนหลังบ้านนี้มาก”
     มันฟังดูโง่เง่าเลยล่ะ ผมไม่แปลกใจเลยที่นักสืบเบรย์มองผมอย่างดูหมิ่น แต่ก็ไม่อยากให้เขามองแบบนั้นอยู่ดี
     เบรย์เริ่มเดินไปรอบๆ ห้องโดยไม่สนใจผมอีก
     “แอสเตอร์สีขาว เข็มกลัดแมลงปีกแข็ง หมวกฮอมเบิร์ก” เบรย์ไปหยุดยืนหน้าโต๊ะ และพูดชื่อสิ่งของแปลกๆ ที่วางอยู่
     นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามา ถือหนังสือพิมพ์มาด้วย
     “อะไรน่ะ” เบรย์ถาม
     “เดลีเมล์ครับผม” นายตำรวจตอบ “ฉบับวันที่ยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปด ยี่สิบเก้า และสามสิบกรกฎาคม ครับผม”
     เบรย์ฉวยหนังสือพิมพ์มา กวาดตามองแล้วโยนลงถังขยะอย่างไม่แยแส เขาหันมาทางวอลเทอร์ส
     “ขอโทษ ขอรับ” วอลเทอร์สพูด “ผมตกใจมาก ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน ผมออกไปเดี๋ยวนี้แล้วขอรับ..”
     “ไม่ต้อง” เบรย์ตอบเสียงเฉียบขาด “ไม่เป็นไร ผมจะจัดการ...”
     มีเสียงเคาะประตู เบรย์ร้องบอก “เข้ามาได้” แล้วเด็กหนุ่มผอมบางคนหนึ่งเข้ามา เขาดูผอมเก้งก้าง แต่มีท่าทางแบบทหาร
     “สวัสดีวอลเทอร์ส” เขาพูดแย้มยิ้ม “เกิดอะไรขึ้น ผม...”
     เขาหยุดกึกเมื่อมองไปเห็นเก้าอี้นวมที่มีร่างเฟรเซอร์เฟรียร์นอนเหยียดยาวอยู่ ที่จริงแล้ว เขายืนอยู่ข้างๆ ร่างของคนตายเลยทีเดียว
     “สตีเฟน” เขาร้องอย่างปวดร้าว
     “คุณเป็นใคร” นักสืบถาม ผมคิดว่าเสียงเขากระด้างมาก
     “น้องชายผู้กองขอรับ ท่าน” วอลเทอร์สตอบแทน “ร้อยโทนอร์แมน เฟรเซอร์ฟรีเออร์แห่งกองปืนรักษาพระองค์ ”
     ทั้งห้องเงียบกริบ
     “เคราะห์ร้ายจริงๆ ขอรับ” วอลเทอร์สเริ่มเล่าเหตุการณ์ให้เด็กหนุ่มฟัง
     ผมไม่เคยเห็นใครเสียขวัญระทดระท้อเท่าหนุ่มน้อยเฟรเซอร์ฟรีเออร์คนนี้เลย เห็นแล้วก็รู้สึกว่าความผูกพันระหว่างเขากับชายที่เหลือแต่ร่างไร้ชีวิตบนเก้าอี้นวมคงจะประเสริฐยิ่งนัก ในที่สุดเขาเบือนหน้าหนีจากร่างของพี่ชาย และวอลเทอร์สก็จัดการเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
     “อภัยให้ผมด้วย ท่านสุภาพบุรุษ” ร้อยโทหนุ่มกล่าว “ผมไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะเจอเรื่องร้ายขนาดนี้ ผมไม่นึกฝัน แน่นอน ผมแค่แวะมาคุย แต่ตอนนี้...”
     เราที่เหลือไม่พูดอะไร ปล่อยให้เขาขออภัยอย่างชาวอังกฤษแท้ผู้เผลอตัวแสดงอารมณ์ในที่สาธารณะ
     “ผมเสียใจ” เบรย์พูดขึ้นในเวลาต่อมา ดวงตาเขายังมองไปทั่วๆ ห้อง “โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษจำเป็นต้องอาศัยบุคคลเช่นผู้กองในไม่ช้า เอาล่ะ ท่านสุภาพบุรุษ ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ผมเป็นหัวหน้านักสืบของหน่วยพิเศษในสกอตแลนด์ยาร์ด นี่ไม่ใช่เหตุฆาตกรรมธรรมดา ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจเปิดเผยได้ และเพื่อผลประโยชน์ของราชอาณาจักร ข่าวการตายของผู้กองจะต้องปิดไม่ให้หนังสือพิมพ์รู้ หมายถึงลักษณะการตาย ให้ประกาศแค่ข่าวมรณกรรมเท่านั้น คุณคงเข้าใจนะ ประกาศแค่ว่าเป็นการตายด้วยสาเหตุธรรมชาติ”
     “ผมเข้าใจครับ” ร้อยโทบอกเหมือนกับรู้อะไรบางอย่าง
     “ขอบคุณ” เบรย์พูด “ผมจะให้คุณจัดการเรื่องต่างๆ ตามที่ครอบครัวคุณต้องการ คุณจัดการศพได้ ส่วนพวกคุณที่เหลือ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด”
     ถึงตอนนี้เบรย์มองมาที่ผม ท่าทางสงสัยจนเห็นได้ชัด
     “คุณเป็นชาวอเมริกันหรือ” เขาพูด ผมจับได้ทันทีว่าเขาไม่รักใคร่คนอเมริกันนัก
     “ใช่ครับ” ผมบอก
     “รู้จักใครที่กงสุลหรือเปล่า” เขาถาม
     ขอบคุณสวรรค์ ผมรู้จัก มีผู้ช่วยเลขานุการทูตคนหนึ่งชื่อวัตสัน ผมเรียนวิทยาลัยเดียวกันกับเขา ผมจึงบอกชื่อเขาไป
     “เอาล่ะ” นักสืบพูด “คุณไปได้แล้ว แต่จำไว้ว่าคุณเป็นพยานสำคัญในคดีนี้ ถ้าขืนพยายามจะออกไปจากลอนดอนเมื่อไหร่คุณจะถูกจับกุม”
     และแล้วก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องลึกลับจนได้ ผมกลับมาที่ห้อง และนั่งอยู่ในห้องหนังสืออยู่เป็นนาน คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า หูก็ฟังเสียงคนเดินที่บันได และเสียงคนพูดจากโถงทางเดิน
     ระหว่างรอให้ฟ้าสาง ผมเศร้าเสียใจกับผู้กองรูปงามเย็นชาคนนั้น ไม่มีอีกแล้วเสียงย่ำเท้าที่ผมเคยได้ยิน เสียงซึ่งบอกผมว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
     เรื่องทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร ผู้ชายที่เบียดผมตรงทางเดินเป็นใคร ชายคนที่พูดเสียงดังลั่น และฆ่าผู้กองด้วยมีดอินเดียประหลาดนั่น แล้วมีดเล่มนั้นหายไปไหน
     ที่สำคัญ แอสเตอร์สีขาวนั่นแปลว่าอะไร และยังเข็มกลัดแมลงปีกแข็งกับหมวกฮอมเบิร์กบ้าบอนั่นอีก
     สุภาพสตรีแห่งคาร์ลตัน คุณอยากฟังเรื่องลึกลับใช่ไหม ตอนที่เขียนจดหมายฉบับแรก ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมีเรื่องลึกลับซ้ำยังน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาเล่าให้คุณฟัง
     และได้โปรดเชื่อเถอะว่า แม้ระหว่างเกิดเรื่องร้ายทั้งหมดนี้ ใบหน้าคุณยังอยู่ในใจผม ใบหน้าที่ผมมองเห็นในเช้าแสนสดใสในห้องอาหารเช้าของโรงแรม ผมทราบว่าคุณอภัยให้ผมแล้วเรื่องที่ติดต่อคุณมาด้วยวิธีนี้ ผมได้สบตาคุณ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจผมช่างรุนแรงนัก
     ในสวนเริ่มมีแสงสว่างรำไรแล้ว ลอนดอนเริ่มส่งเสียง ถึงเวลากล่าวอรุณสวัสดิ์คุณผู้หญิงของผม
     หนุ่มสตรอว์เบอร์รี


บทที่ 4

คงไม่ต้องกล่าวถึงว่าจดหมายฉบับนี้สร้างความตกใจใหญ่หลวงให้แก่เด็กสาว ตลอดวันนั้น เธอหมดความตื่นเต้นต่อสถานที่ต่างๆ ในลอนดอน จนกระทั่งบิดาผู้เหงื่อไหลไคลย้อยเริ่มนึกถึงเท็กซัสแสนรักและเกิดความหวังขึ้น เขาเอ่ยถึงเรื่องกลับบ้านก่อนกำหนดขึ้นครั้งหนึ่ง แต่ก็รู้ตัวว่าเข้าใจผิดเมื่อเห็นลูกสาวรับฟังอย่างเฉยเมย ดังนั้น เขาจึงได้แต่ถอนใจและออกไปหาเครื่องปลอบประโลมที่บาร์
     คืนนั้นพ่อลูกชาวเท็กซัสไปดูละครที่โรงละครหลวง ซึ่งแสดงละครเรื่องล่าสุดของเบอร์นาร์ด ชอว์ นักประพันธ์ไอริชผู้หลักแหลมคงขุ่นเคืองหากได้เห็นว่า ผู้ชมชาวอเมริกันแสนสวยสนใจละครของเขาน้อยนิดเพียงใด สาวอเมริกันคนที่ว่านี้เข้านอนตอนเที่ยงคืนด้วยใจจดใจจ่ออยากให้ถึงเช้าโดยเร็ว
     และเธอก็ไม่ผิดหวังเลย สาวใช้ของเธอ ซึ่งเป็นหญิงอังกฤษผู้เยือกเย็น มาที่ข้างเตียงตอนเช้าตรู่วันเสาร์พร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เธอส่งจดหมายให้ด้วยอาการเชิดหน้าอย่างไม่เห็นด้วยแต่ต้องจำใจช่วย เด็กสาวรีบฉีกซองออกอ่านทันที

ถึงสุภาพสตรีแห่งเท็กซัส ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ตอนบ่ายแก่ๆ ดวงอาทิตย์ทอดเงายาวบนสนามหญ้า ยามนี้โลกทั้งโลกสดใสและแจ่มชัด จนผมต้องถกเถียงให้ตัวเองให้เชื่อว่าเหตุการณ์น่าเศร้าที่ผมประสบเมื่อคืนนี้ได้เกิดขึ้นจริง
     หนังสือพิมพ์ฉบับเช้านี้ยิ่งทำให้มันดูเหมือนความฝันมากขึ้น ไม่มีข่าวนี้แม้แต่คำเดียว เมื่อคิดถึงว่าถ้าเกิดเรื่องทำนองนี้ในอเมริกา ป่านนี้บ้านทั้งหลังคงมีนักข่าวมาเป็นฝูงแล้ว ผมก็ยิ่งประหลาดใจ แต่จะว่าไปแล้วผมรู้ว่าหนังสือพิมพ์อังกฤษก็เป็นอย่างนี้แหละ โจ แชมเบอร์เลนตายเมื่อคืนวาน ตอนสี่ทุ่ม แต่ต้องรอจนถึงเที่ยงวันต่อมาจึงจะมีข่าวนี้ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ป่าวประกาศว่าตัวเองให้ข่าวเร็วที่สุด ก็เร็วที่สุดจริง ต่างบ้านเมือง ก็ต่างวิธีกันอย่างนี้เอง
     เบรย์คงปิดนักข่าวหนังสือพิมพ์พวกนี้ได้ไม่ยากนัก หนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ยักษ์จึงไม่รู้เรื่องน่ากลัวที่อเดลฟีเทอร์เรซเลย เมื่อไม่มีข่าวอื่น พวกสื่อจึงเริ่มบอกใบ้ถึงสงครามครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน เนื่องจากออสเตรียที่อ่อนแอประกาศสงครามกับเซอร์เบียที่เล็กกระจ้อย เพราะจักรพรรดิไกเซอร์แห่งเยอรมนีทรงแสดงละครบังหน้าแล้วเร่งร้อนเสด็จกลับเบอร์ลิน ทุกฉบับล้วนเห็นว่าไม่ช้าทั่วทั้งยุโรปจะนองเลือด เรื่องร้ายเกิดขึ้นหลังจากกลางวันร้อนระอุและกลางคืนที่นอนไม่หลับ
     แต่คุณคงอยากรู้เรื่องราวที่อเดลฟีเทอร์เรซมากกว่า โศกนาฏกรรมนี้ยังมีบทต่อ และยิ่งทวีความลึกลับเข้าไปอีก และมีผมแต่ผู้เดียวที่ค้นพบ ผมจะย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นดีกว่า
     กลับจากส่งจดหมายให้คุณตอนรุ่งเช้า ผมรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจากเรื่องเมื่อคืน จึงเข้านอน แต่นอนไม่หลับ ในใจเฝ้าแต่คิดว่าผมกำลังตกที่นั่งลำบาก ผมไม่ชอบสายตาที่นักสืบเบรย์มองมา กับน้ำเสียงตอนถามว่าผมเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้อย่างไร ผมบอกตัวเองว่า คงไม่มีวันอยู่เป็นสุขจนกว่าจะพบฆาตกรตัวจริง ดังนั้น ผมจึงเริ่มขบคิดถึงร่องรอยสองสามอย่างในคดีนี้ โดยเฉพาะดอกแอสเตอร์ เข็มกลัดแมลงปีกแข็ง และหมวกฮอมเบิร์ก
     แล้วผมก็นึกถึงเดลีเมล์สี่ฉบับที่เบรย์โยนทิ้งถังขยะไป ผมแอบมองขณะเขาพลิกดู จึงเห็นว่าพับมุมบนของแต่ละฉบับไว้หน้าคอลัมน์ที่คุณกับผมโปรดปราน คอลัมน์สื่อสัมพันธ์ บังเอิญว่าในลิ้นชักโต๊ะผมมีเดลีเมล์ของสัปดาห์ที่แล้วอยู่ คุณคงรู้ดีว่าเพราะเหตุใด
     ผมลุกขึ้นหาหนังสือพิมพ์และเริ่มอ่าน แล้วก็พบเรื่องประหลาดใจที่ผมบอกไปตอนต้น
     ผมถึงกับตะลึงจังงัง คิดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ๆ ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่า สิ่งที่ควรทำคือรอเบรย์กลับมาในตอนเช้า แล้วค่อยชี้ให้เขาเห็นความบกพร่องที่ไม่แยแสเดลีเมล์
     เบรย์มาถึงประมาณแปดนาฬิกา ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ได้ยินเสียงชายอีกคนที่บันได ผมกำลังโกนหนวดอยู่ แต่เร่งมือให้เสร็จๆ ดึงเสื้อคลุมมาสวม แล้วรีบขึ้นบันไดไปที่ห้องผู้กอง น้องชายเขาได้ให้คนนำศพผู้เคราะห์ร้ายออกไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน นอกจากเบรย์กับชายแปลกหน้าผู้มาถึงเกือบพร้อมกัน ในห้องก็มีแค่ตำรวจตาปรืออีกคนหนึ่ง
     เบรย์ส่งเสียงทักทายดุดัน ส่วนชายแปลกหน้าซึ่งร่างสูง ผิวสีคล้ำดั่งสัมฤทธิ์ เข้าแนะนำตัวกับผมด้วยท่าทีสุภาพ เขาคือพันเอกฮิวจ์ เพื่อนสนิทของผู้ตาย เขาโศกเศร้าและตกใจกับข่าวร้าย จึงมาเพื่อดูว่ามีสิ่งใดที่พอจะช่วยได้บ้าง “คุณนักสืบ” ผมพูด “เมื่อคืนนี้คุณถือหนังสือพิมพ์เดลีเมล์สี่ฉบับ และทิ้งมันลงถังขยะอย่างไม่แยแส ผมขอให้คุณเอากลับขึ้นมา เพราะผมมีเรื่องน่าประหลาดใจจะแจ้งให้ทราบ” เขาพยักหน้าให้นายตำรวจลงมือเพราะเขาใหญ่เกินกว่าจะมาคุ้ยขยะ เมื่อได้หนังสือพิมพ์มาแล้ว ผมเลือกมาฉบับหนึ่งและกางออกบนโต๊ะ “ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม” ผมพูด
     ผมชี้ไปที่ข้อความหนึ่ง อยู่ประมาณกึ่งกลางของคอลัมน์ประกาศส่วนบุคคล ตัวคุณจะลองอ่านดูก็ได้ถ้ามีหนังสือพิมพ์ฉบับวันเดียวกันนี้อยู่
     “ย่างกุ้ง : ดอกแอสเตอร์บานสะพรั่งในสวนที่แคนเทอเบอรีย์ ช่างงดงามนัก โดยเฉพาะดอกสีขาว”
     เบรย์ทำเสียงฮึดฮัด และเบิ่งตาเรียวแคบขึ้น ผมเลือกฉบับวันต่อมา ฉบับวันที่ 28
     “ย่างกุ้ง : เราถูกบังคับให้ขายเข็มกลัดของพ่อไป เข็มกลัดมรกตรูปแมลงปีกแข็งที่พ่อได้มาจากไคโร”
     ตอนนี้ผมดึงความสนใจจากเบรย์ได้แล้ว เ ขาโน้มตัวมาข้างหน้าและหายใจเสียงดัง ผมเองก็ตื่นเต้นอย่างที่สุด ผมยกหนังสือพิมพ์กางข้างหน้าเขา ฉบับวันที่ 29
     “ย่างกุ้ง : หมวกฮอมเบิร์กหายไปเสียแล้ว ถูกลมพัดตกแม่น้ำ”
     “และสุดท้าย” ผมพูดกับนักสืบ “ข้อความสุดท้าย ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งวางขายตามถนนสิบสองชั่วโมงก่อนที่เฟรเซอร์เฟรียร์จะเสียชีวิต ดูสิครับ”
     “ย่างกุ้ง : คืนนี้สี่ทุ่ม ถนนรีเจนท์ ย. 0. ก.”
     เบรย์เงียบ
     “ผมเชื่อว่าคุณคงรู้นะครับ คุณนักสืบ” ผมพูด “ว่าสองปีก่อนร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์เคยประจำการที่ย่างกุ้ง”
     เขายังคงไม่ปริปาก เอาแต่จ้องมองด้วยนัยน์ตาเล็กๆ เจ้าเล่ห์ที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลย ในที่สุดเขาก็พูดเสียงเฉียบว่า
     “ว่าแต่ว่า” เขาถาม “คุณพบข้อความพวกนี้ได้ยังไง คุณไม่ได้อยู่ที่นี่เมื่อคืนนี้หลังจากผมออกไปแล้วใช่ไหม“ เขาหันขวับไปทางนายตำรวจ “ฉันสั่งนายแล้ว...”
     “เปล่าครับ” ผมสอดขึ้น “ผมไม่ได้อยู่ในห้องนี้ แต่ผมมีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ เก็บไว้ในห้องของผม และช่างบังเอิญ...”
      ผมรู้ตัวแล้วว่าพลาดไปแล้ว การค้นพบของผมบังเอิญเกินไป ผมตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกแล้ว
     “ขอบคุณมาก” เบรย์พูด “ผมจะจำเรื่องนี้ไว้”
     “คุณได้สอบถามเพื่อนของผมที่กงสุลหรือยังครับ” ผมถาม
     “แล้ว แค่นั้นล่ะ สวัสดี”
     ผมจึงออกมา
     ผมกลับมาที่ห้องราวยี่สิบนาทีก็มีเสียงเคาะประตู และพันเอกฮิวจ์ก็เข้ามา เขาเป็นคนใจดี ผมเดาว่าอายุคงสี่สิบต้นๆ ผิวสีคล้ำของเขาคงไม่ได้จากการตากแดดในอังกฤษแน่ เขามีผมหงอกแซมแถวขมับ
     “น่าสยดสยองเหลือเกินครับ” เขาพูดโดยไม่อารัมภบท
     “ครับ” ผมตอบ “ได้โปรดนั่งก่อน”
     “ขอบคุณ” เขานั่งลงและสบตาผมตรงๆ “พวกตำรวจ” เขาเกริ่นอย่างมีความนัย “เป็นมนุษย์เผ่าที่ขี้สงสัยที่สุด โดยไม่มีเหตุผลเสียด้วย ผมเสียใจที่คุณต้องมาพัวพันกับเรื่องนี้ แต่ผมรู้ว่าคุณเป็นคนตรงไม่เสแสร้ง ถ้าคุณต้องการเพื่อนสักคนล่ะก็ผมยินดี”
     ผมซาบซึ้งมาก พูดขอบคุณเขาเสียยกใหญ่ เขาพูดกับผมด้วยความเข้าอกเข้าใจ กว่าจะรู้ตัวผมก็บอกเขาหมดทุกอย่าง ทั้งเรื่องอาร์ชีและจดหมาย เรื่องที่ผมตกหลุมรักสวนแสนสวย เรื่องความตกใจเมื่อรู้ว่าผู้กองไม่มีญาติชื่อนั้น และการต้องมาตกที่นั่งลำบาก เขาหลับตาและเอนหลังฟังอย่างสงบ
     “ผมเชื่อว่า” เขาพูด “ไม่มีใครหรอกที่ถือจดหมายแนะนำตัวมาโดยไม่แอบอ่านก่อน อาจจะแค่อยากรู้ว่าเจ้าของจดหมายชมเชยว่าอย่างไรบ้าง มันเป็นธรรมชาติของคน ผมเองยังทำบ่อยไป ผมขอเสียมารยาทถาม....”
     “จริงครับ” ผมพูด “จดหมายไม่ได้ปิดผนึกและผมแอบอ่านจริงๆ ผมคิดว่ามันออกจะเป็นจดหมายแนะนำตัวที่ยาวไปสักหน่อย เขาพูดยกย่องผมไว้หลายคำ ซึ่งนับว่าแปลกเพราะผมเพิ่งรู้จักกับเอนไรท์ไม่นานนี้เอง ผมยังจำได้ด้วยว่า เขาบอกในจดหมายว่าเขาอยู่อินเทอร์ลาเค็นมานานแค่ไหน และคาดว่าจะมาถึงลอนดอนในวันที่ 1 สิงหาคม”
     “1 สิงหาคมหรือ” พันเอกทวนคำ “วันพรุ่งนี้นี่ เอาล่ะ ถ้าคุณจะกรุณา เล่าให้ผมฟังหน่อยเถิดว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้”
      ผมเล่าเหตุการณ์ซ้ำอีกครั้ง ตั้งแต่เสียงโต้เถียงกัน ชายร่างใหญ่ตรงทางเดินผู้หลบหนีไปทางประตูหลังที่ไม่ค่อยมีใครใช้
     “อนิจจา” พันเอกฮิวจ์พูดพลางลุกขึ้นเตรียมจากไป “โยงใยของโศกนาฏกรรมครั้งนี้แผ่ไปไกลเหลือเกิน ทั้งอินเดีย และประเทศอื่นที่ผมไม่ขอพูดถึง ผมบอกตรงๆ ว่า ผมสนใจในประเด็นอื่นที่สำคัญกว่าเรื่องเพื่อนคนนั้นของผู้กอง สำหรับตอนนี้ ผมอยากบอกความลับคุณสักอย่าง พวกตำรวจเจตนาดี แต่บางครั้งก็พลาดพลั้งได้ คุณบอกว่าคุณมีหนังสือพิมพ์ฉบับย้อนหลังใช่ไหม”
     “ใช่ครับ อยู่บนโต๊ะผมนี่เอง” ผมพูดและนำมาให้เขา
     “ผมขอเอามันไปด้วย ถ้าคุณไม่ว่าอะไร” เขาพูด “อย่าบอกใครเรื่องที่เราพบกัน แล้วเราจะพบกันอีกเร็ววันนี้ สวัสดีครับ”
     แล้วเขาก็จากไปพร้อมกับหนังสือพิมพ์ที่มีข้อความลึกลับถึงย่างกุ้ง
     น่าแปลกที่การมาของพันเอกฮิวจ์ทำให้ผมสบายใจขึ้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่หนึ่งทุ่มเมื่อคืนนี้ที่ผมกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
     คุณผู้หญิงผู้โปรดปรานปริศนา นี่เองคือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนบ่าย วันสุดท้ายของเดือนกรกฎาคม ปี 1914
     ผมจะส่งจดหมายให้คุณคืนนี้ จดหมายฉบับที่สามซึ่งบรรจุด้วยความฝันของผมมากกว่าฉบับแรกสามเท่า ด้วยว่ามันเป็นฝันที่มิใช่เกิดแค่กลางคืนยามพระจันทร์ส่องแสง หากแต่คงอยู่แม้ในยามกลางวันที่สว่างไสว
     ใช่แล้ว ผมเบิกบานใจนัก และนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่กินอาหารเย็นที่ร้านชิมสันเมื่อเย็นวาน ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย นอกจากกาแฟแก้วเดียวที่วอลเทอร์สยกมาให้ด้วยมือสั่นเทา ตอนนี้ผมจะไปรับประทานอาหารเย็น และจะเริ่มจานแรกด้วยเกรปฟรุต อยู่ๆ ผมก็นึกชอบเกรปฟรุตขึ้นมา
     คงไม่เกินจริงนัก ถ้าจะกล่าวว่าเรามีรสนิยมต้องกันหลายอย่าง
     อดีตหนุ่มสตรอว์เบอร์รี

จดหมายฉบับที่สามจากมิตรคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ ทำให้สาวงามแห่งคาร์ลตันตื่นเต้นและกังวลยิ่งกว่าฉบับก่อนหน้า ในเช้าวันเสาร์หลังจากได้รับจดหมาย เธอขลุกอยู่แต่ในห้อง ขบคิดถึงเรื่องลึกลับที่อเดลฟีเทอร์เรซ เมื่อแรกที่ได้ทราบว่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์แห่งกองทัพอังกฤษในอินเดียเสียชีวิตเพราะถูกมีดปักเข้ากลางหัวใจนั้น เธอตกใจประหนึ่งว่าสูญเสียเพื่อนเก่าที่รักใคร่ไปคนหนึ่ง เธออยากให้ตำรวจจับตัวฆาตกรได้ และเฝ้าครุ่นคิดถึงความหมายที่อาจเป็นได้ของดอกแอสเตอร์ เข็มกลัดรูปแมลงปีกแข็ง และหมวกฮอมเบิร์ก
     ไม่แน่ว่าการที่เธอต้องการให้ตัวคนร้ายถูกรวบตัวได้ อาจเป็นเพราะเพื่อนหนุ่มโก้เก๋คนนั้นพัวพันและถูกตำรวจจับตามอง เธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ และไม่เคยพูดคุยกับเขา ทว่าเท่าที่เธอรู้จักแจฟฟรีย์ เวสต์จากการมองผ่าน ๆ ในภัตตาคารวันนั้น และจากที่ได้รู้จักมากขึ้นผ่านจดหมาย เธอก็ชอบเขามากเหลือเกิน
     ตอนนี้จดหมายมาเป็นฉบับที่สามแล้ว เขาเล่าถึงหมวก เข็มกลัด และดอกแอสเตอร์ ที่เกี่ยวโยงกับคอลัมน์ในเดลีเมล์ที่นำเขาและเธอมาพบกัน เธอเองก็มีหนังสือพิมพ์ฉบับสี่วันแรกของสัปดาห์ที่แล้วอยู่เช่นกัน หญิงสาวเข้าไปในห้องนั่งเล่น ค้นหาหนังสือพิมพ์ เมื่อเจอก็คว้ามาเปิดดูคอลัมน์ในวันจันทร์ เธอตกตะลึง มีข้อความปริศนาส่งถึงย่างกุ้งซึ่งพูดถึงดอกแอสเตอร์ ในสวนของแคนเทอร์เบอรีย์ ในอีกสามฉบับเธอก็พบข้อความดังที่หนุ่มสตรอว์เบอรีพูดถึงในจดหมาย เธอนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ที่จริงเธอนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมีคนเคาะประตูอย่างฉุนเฉียว บิดาผู้หิวโหยของเธอนั้นเอง เขารอเธออยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่างกว่าชั่วโมงแล้วเธอก็ยังไม่ลงไปกินอาหารเช้าเสียที
     “เร็วเข้าลูก“ เขาเร่งพลางเดินเข้ามาเมื่อเธอเปิดประตูรับ “อย่ามัวนั่งเอ้อระเหยสิ ถึงลูกไม่หิว แต่พ่อหิวนะ”
     เธอรีบขอโทษพร้อมกับเตรียมตัวลงไปข้างล่าง ขณะวางแผนเที่ยวในวันนี้ หญิงสาวตั้งใจว่าจะตัดใจจากอเดลฟี เทอร์เรซให้ได้ แต่ทำได้ดีแค่ไหน ก็ตัดสินได้จากคำพูดของบิดาตอนที่ทั้งคู่กำลังจะออกไปกินอาหารเย็นด้วยกัน
     “ลูกทำปากหายไปแล้วหรือ มาเรียน ทำบ้าใบ้อย่างรัฐบุรุษหน้าใหม่ในสภาไปได้ ถ้าลูกไม่สนุกแล้วเราก็เก็บของกลับบ้านดีกว่า”
     เธอยิ้ม ลูบบ่าบิดา และสัญญาว่าจะทำตัวดีขึ้น แต่ผู้เป็นบิดาหมดสนุกเสียเล้ว
     “ถึงอย่างไรพ่อก็คิดว่าเราน่าจะกลับบ้าน” เขาว่าต่อ “ตามความคิดพ่อนะ สงครามกำลังจะลุกลามไปเหมือนไฟไหม้ฟาง เมื่อวานจักรพรรดิเยอรมันกลับเบอร์ลินไปแล้ว วันนี้พระองค์ต้องลงพระปรมาภิไธยเรียกระดมพลแน่นอน เชื่อเถอะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในตลาดหุ้นของเยอรมัน หุ้นของแคนาเดียนแปซิฟิกราคาตกลงเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าอังกฤษต้องร่วมสงครามแน่”
     เขามองเห็นแต่ความมืดมนของอนาคต อาจดูเหมือนว่า รัฐบุรุษอเมริกันคนนี้มีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับการเมืองยุโรป แต่เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายมาก ความจริงแล้ว สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดนี้ล้วนมาจากคนขัดรองเท้าประจำโรงแรมอีกทีหนึ่ง
     “ใช่แล้ว” บิดาตกลงใจปุบปับ “พ่อจะไปสำนักงานเรือโดยสารเช้าวันจันทร์นี้เลย”


บทที่ 5

บุตรสาวใจหล่นวูบ เธอนึกเห็นภาพตนเองระทมทุกข์ เรือแล่นออกจากท่าเรือลิเวอร์พูลหรือเซาท์แทมตัน เรื่องลึกลับที่ครอบงำความคิดของเธออยู่ตอนนี้จะกลายเป็นปริศนาตลอดไป เธอรีบเบนความคิดของบิดาไปที่อาหาร โดยบอกว่าร้านซิมสันถนนแสตรนด์ร่ำลือกันว่าอาหารอร่อย น่าจะเดินไปร้านนั้นกัน หญิงสาวแนะให้ไปทางลัดที่จะผ่านอเดลฟีเทอร์เรซ ท่าทางของเธอคล้ายกับว่าตั้งใจจะไปอเดลฟีเทอร์เรซมานานนักหนาแล้ว
     เมื่อไปถึงถนนที่เงียบสงบ หญิงสาวก็พยายามเดาจากด้านหน้าของตัวหน้าบ้านที่ดูขึงขัง ว่าหลังไหนที่ด้านหลังน่าจะมีสวนสวยน่ารักอยู่ ช่างเป็นความลับที่โรแมนติกนัก แต่อาคารแต่ละหลังเหมือนกันชนิดแทบแยกไม่ออก แต่เธอสังเกตเห็นรถรับจ้างจอดรออยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
     หลังจากกินอาหารค่ำ บิดาเธอขอบอกผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “ละครผู้ดีอังกฤษหัวสูง” เปลี่ยนไปชมดนตรีแทน บุตรสาวยอมตามใจบิดา ดึกคืนนั้นขณะที่นั่งรถม้ากลับคาร์ลตัน ก็เห็นคนเดินร้องหนังสือพิมพ์กรอบพิเศษตามถนน เยอรมนีเรียกระดมพลแล้ว
     เด็กสาวจากเท็กซัสเข้านอนพร้อมกับนึกว่า จดหมายที่จะมาถึงในตอนเช้าจะนำความประหลาดใจใดมาให้อีก และแล้วสิ่งที่มันนำมาให้คือ

ถึงบุตรีวุฒิสมาชิก หรือว่าสมาชิกสภาคองเกรสกันแน่ ผมไม่ใคร่มั่นใจนัก แต่ผมมั่นใจว่าหนึ่งในนั้นคือตำแหน่งอันทรงเกียรติของบิดาคุณ ยามที่มิได้อยู่บ้านในเท็กซัส หรือเมียงมองยุโรปผ่านสายตาของลูกสาว แวบเดียวที่เห็นเขาผมก็ทราบแล้ว
     แต่วอชิงตันนั้นห่างไกลจากลอนดอน จริงไหมครับ และก็ลอนดอนนี้เองที่น่าสนใจที่สุด แต่อย่าให้คนที่เลือกพ่อคุณเข้ามารู้เข้าเชียว ลอนดอนจะเป็นเมืองแสนวิเศษ น่าทึ่ง ทันทีที่คุณสลัดคราบนักท่องเที่ยวออกไปได้ ผมเคยอ่านบทความน่าประทับใจมาก เขียนโดยนักหนังสือพิมพ์ผู้ตกหลุมรักลอนดอนตั้งแต่เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ ในวัยที่เมืองอันเรืองรองย่อส่วนลงมารวมอยู่ที่ที่ขายปลาทอดหัวมุมถนนไฮสตรีท เขาพาผมท่องเส้นทางมัวซัวลึกลับยามดึกสงัด บางครั้งเราแกว่งเท้าหาเสี้ยน บางครั้งก็เจอเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักวันหนึ่งผมอาจได้พาคุณเที่ยวชมลอนดอน แต่ไม่ต้องกลัวจะเจอเสี้ยนนะครับ ผมจะดูแลคุณเอง แต่คิดดูอีกที คุณไม่ใช่พวกชอบแส่หาเรื่องหรอก ผมรู้ว่าตอนนี้คุณอยากรู้ฟังเรื่องอเดลฟีเทอร์เรซและร้อยเอกเฟรเซอร์เฟียร์แล้ว เมื่อวานนี้ หลังจากผมค้นพบข้อความในเดลีเมล์ และพันเอกฮิวจ์แวะมาหา ทุกอย่างก็เป็นปกติ เมื่อคืนนี้ผมออกไปส่งจดหมายฉบับที่สามถึงคุณ เดินเล่นอยู่สักพักท่ามกลางความมืดสลับความสว่างของเมือง ผมก็กลับมาที่ห้อง และสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียง รอบๆ ตัวผม เพื่อนบ้านกว่าหกล้านครอบครัวกำลังผจญอากาศร้อนอบอ้าว คืนนั้นไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผมรู้สึกผิดหวัง เหมือนถูกโกง คล้ายคนที่ต้องจับเจ่าอยู่บ้านเป็นคืนแรกหลังจากออกไปดูละครสนุกๆ มาหลายคืนติดกัน วันนี้ รุ่งเช้าของวันที่ 1 สิงหาคม รอบตัวผมยังเงียบสงบ เงียบสงบจนกระทั่งเย็นย่ำ ผลสืบเนื่องจากการตายกะทันหันของร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์จึงมารบกวนผม ผลสืบเนื่องนี้จะต้องแปลกอย่างแน่นอน ผมจะเล่าเดี๋ยวนี้แล้ว
     คืนนี้ผมกินอาหารเย็นที่ร้านเล็กๆ ในโซโห บริกรของผมเป็นชาวอิตาลี ผมนึกสนุกพูดกับเขาด้วยภาษาอิตาลีงูๆ ปลาๆ ซึ่งผมภูมิใจหนักหนา เราคุยกันเรื่องฟีเอโซละบ้านเดิมของเขา ครั้งหนึ่งผมเคยขี่ม้าจากฟีเอโซละลงมาตามเนินเขาเพื่อไปฟลอเรนซ์ท่ามกลางแสงจันทร์ ผมจำได้ว่ามีกำแพงยาวเหยียดเต็มพรืดไปด้วยกุหลาบเลื้อย ดอกกุหลาบสวยสดบานสะพรั่ง ผมจำภาพอารามชีโดดเดี่ยว และนางชีสองคนสวมชุดสีเทากำลังปิดประตูอารามดังปัง ผมจำได้ว่ามีแสงไฟจากกระโจมทหาร ส่องแสงวอมแวมเหนือแม่น้ำอาร์โนและหลังคาบ้านเรือน ดุจดวงตาเทพแห่งสงครามที่ไม่เคยหลับใหลในยุโรป ผมอยากจะคิดว่าสุดเส้นทางนี้คือสวรรค์ มิใช่โรงแรมชั้นสองที่รอผมอยู่ ผมคิดว่าใครบางคนอาจยังคงใช้เส้นทางนี้อยู่ และสักวัน...สักวัน...
     ผมกินอาหารค่ำที่โซโหแล้วเดินกลับมาที่อเดลฟีเทอร์เรซ ท่ามกลางอากาศร้อนและละอองฝุ่นของเดือนสิงหาคม ประหนึ่งบอกให้รู้ว่าเรื่องลึกลับที่ผมเข้าไปพัวพันยังคงล่องลอยอยู่รอบตัว ที่หน้าบ้านเห็นมีรถรับจ้างคันหนึ่งจอดอยู่ แต่ผมก็เดินเข้าบ้านสู่ทางเดินมืดสลัวและขึ้นบันไดอันเคยคุ้นโดยไม่คิดอะไร
     ปรากฏว่าประตูห้องผมเปิดอ้าอยู่ ในห้องหนังสือมืด มีเพียงแสงไฟจากลอนดอนส่องเข้ามา ขณะเดินข้ามธรณีประตูจมูกผมก็ได้กลิ่นไลแลคหอมหวาน ในสวนไม่มีดอกไลแลค และถึงหากจะมี นี่ก็ไม่ใช่ฤดูกาลของมัน ไม่หรอก กลิ่นหอมนี้มากับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะของผม และเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อผมเดินเข้ามา
     “โปรดอภัยให้ดิฉันด้วยที่บุกรุกเข้ามา” เธอพูดภาษาอังกฤษถูกต้องตามแบบแผน ราวกับหัดพูดมาจากหนังสือ “ดิฉันแค่อยากคุยกับคุณประเดี๋ยวเดียว แล้วก็จะไป”
     ผมนึกอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนอ้ำอึ้งเหมือนนักเรียนหนุ่ม
     “คำพูดของดิฉัน” เธอพูดต่อ “เป็นเพียงคำแนะนำ คนเรามักไม่ค่อยชอบคนที่แนะนำสั่งสอน แต่อย่างน้อย ดิฉันเชื่อว่าคุณจะรับฟัง”
     ผมพูดออกจนได้
     “ผมกำลังฟังอยู่” ผมพูดทื่อ ๆ “แต่ก่อนอื่น ไฟ...” ผมเดินไปจะหยิบไม้ขีดไฟบนหิ้งเหนือเตาผิง
     ผู้หญิงคนนั้นผุดลุกขึ้นมายืนตรงหน้าผม เธอสวมผ้าคลุมหน้า ไมใช่แบบหนา หากเป็นผ้านุ่มสวยงาม แต่ก็สามารถปิดบังใบหน้าของเธอไว้ได้
     “ดิฉันขอเถอะค่ะ” เธอร้อง “อย่าเปิดไฟเลย” เมื่อผมอ้ำอึ้งลังเล เธอก็เสริมด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมคิดว่าเบื้องหลังผ้าคลุมหน้า เธอต้องทำปากยื่นนิดๆ แน่นอน “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ คุณคงไม่ปฏิเสธนะคะ
     ผมคิดว่าน่าจะยืนกราน แต่น้ำเสียงของเธอนั้นช่างมีเสน่ห์ กิริยาเธอหรือก็ไร้ที่ติ แล้วยังกลิ่นไลแลคที่ทำให้ผมคิดถึงสวนแห่งหนึ่งที่บ้านซึ่งผมเคยไปเมื่อนานมาแล้ว
     “ก็ได้ครับ” ผมพูด
      “ดิฉันซาบซึ้งจริงๆ ค่ะ” เธอตอบ แล้วน้ำเสียงเธอก็เปลี่ยนไป “ดิฉันเข้าใจว่า เมื่อราว ๆ หลังหนึ่งทุ่ม วันพฤหัสฯ ที่แล้ว คุณได้ยินเสียงคนต่อสู้กันจากห้องชั้นบน คุณให้การไว้กับตำรวจอย่างนี้ใช่ไหมคะ”
     “ครับ” ผมตอบ
     “คุณแน่ใจหรือคะเรื่องเวลา” ผมรู้สึกว่าเธอยิ้ม “มันอาจเป็นเวลาก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้นหรือเปล่า”
      “ผมแน่ใจว่าเป็นเวลาเลยหนึ่งทุ่มไปไม่นาน” ผมตอบ “ผมจะเล่าให้ฟัง ผมเพิ่งกลับจากกินอาหารค่ำ และขณะที่กำลังจะเปิดประตูนั้น นาฬิกาบิ๊กเบนที่อาคารรัฐสภาก็ตี...”
     เธอยกมือห้าม
     “ไม่สำคัญหรอก” เธอพูด น้ำเสียงออกจะแข็งกร้าว “ถึงตอนนี้คุณก็ไม่อาจแน่ใจได้แล้ว เมื่อลองคิดดูดีๆ คุณจะนึกออกว่าเป็นเวลาหกโมงครึ่งต่างหากที่คุณได้ยินเสียงต่อสู้กัน”
     “จริงหรือ” ผมพูด พยายามทำน้ำเสียงประชด แต่ไม่ได้ผลเนื่องจากชักไม่ชอบใจท่าทีการพูดของเธอ
     “ใช่ค่ะ” เธอตอบ “นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องบอกนักสืบเบรย์เมื่อพบเขาคราวหน้า บอกเขาว่าเป็นเวลาหกโมงครึ่ง และบอกว่า มาคิดดูอีกทีแล้ว และรู้สึกไม่แน่ใจ”
     “แม้ว่าจะเป็นคำขอจากสุภาพสตรีทรงเสน่ห์” ผมพูด “ผมก็ไม่อาจบิดเบือนความจริงในเรื่องสำคัญอย่างนี้ ตอนนั้นมันหลังหนึ่งทุ่ม...”
     “ดิฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณทำเพื่อเอาใจผู้หญิง “ เธอตอบ “ดิฉันกำลังขอให้คุณทำเพื่อตัวคุณเอง ถ้าคุณปฏิเสธ ผลที่จะเกิดกับคุณคงไม่ดีนัก”
     “ผมไม่เข้าใจ...” ผมกล่าว
     เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็หันกลับมา ผมรู้สึกว่าเธอจ้องมองผมผ่านผ้าคลุมหน้า
      “อาร์ชิบัลด์ เอนไรท์เป็นใครกัน” เธอถาม ผมใจหล่นวูบ รู้แล้วว่าอาวุธของเธอคืออะไร “พวกตำรวจ” เธอว่าต่อ “ยังไม่รู้เรื่องจดหมายแนะนำตัวของคุณที่นำมาให้ร้อยเอกเฟรเซอร์ฟรีเออร์ซึ่งเขียนโดยญาติที่รักของเขา แต่ครอบครัวของผู้กองกลับไม่มีใครรู้จักเลย เมื่อใดเรื่องนี้ถึงหูสกอตแลนด์ยาร์ด คุณจะหมดโอกาสหนี
     “พวกเขาอาจไม่สามารถจับคุณข้อหานี้ แต่เรื่องจะบานปลาย อิสรภาพของใครก็มีค่าทั้งนั้นล่ะ เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนที่คดีนี้จะจบลง จะต้องอื้อฉาวแน่...”
      “เพราะฉะนั้น…” ผมพูดค้างไว้
     “นี่คือเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงควรจะหลงลืมเรื่องเวลาที่ได้ยินเสียงต่อสู้ เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว คุณก็นึกออกมันเป็นเวลาหกโมงครึ่ง ไม่ใช่หนึ่งทุ่ม มิฉะนั้น...”
     “ว่าต่อสิ”
     “มิฉะนั้น จดหมายที่คุณให้ร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์จะไปถึงมือนักสืบเบรย์ทันที”
      “คุณมีจดหมายนั่น” ผมร้อง
     “ไม่ใช่ฉันหรอก” เธอตอบ “แต่มันจะถูกส่งไปให้เบรย์ และจะชี้ให้เขาเห็นว่าคุณน่ะหลอกลวง คุณดิ้นไม่หลุดแน่”
     ผมใจคอไม่ดีแล้ว ตาข่ายความสงสัยดูจะคืบใกล้ตัวผมมาทุกขณะ แต่สุ้มเสียงมั่นใจของหญิงสาวผู้นี้ก็น่าโมโหเหลือเกิน
     “ต่อให้เป็นแบบนั้น” ผมพูด “ผมก็จะไม่เปลี่ยนคำให้การ ความจริงย่อมเป็นความจริง...”
     ผู้หญิงคนนั้นเดินไปที่ประตูแล้วหันกลับมา
     “พรุ่งนี้” เธอพูด “คุณอาจจะได้เจอนักสืบเบรย์ ดิฉันบอกแล้วว่ามานี่เพื่อแนะนำ และคุณควรจะเชื่อดิฉัน มันจะกระไรนักหนาแค่คุณจำเวลาคลาดเคลื่อนไปครึ่งชั่วโมง หรือคุณจะยอมเสี่ยงคุกตารางก็เลือกเอา ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
     เธอไปแล้ว ผมตามไปที่ห้องโถง ได้ยินเสียงกึงกังจากรถรับจ้างของเธอที่ถนนเบื้องล่าง
     ผมกลับเข้ามาในห้อง นั่งลงครุ่นคิดอย่างหนักด้วยความหวั่นใจ ข้างนอกหน้าต่างยังคงได้ยินเสียงสรรพสิ่งในเมืองประสานกันราวมโหรี ทั้งรถประจำทาง รถไฟ เสียงไม่เคยเงียบลงเลย ผมมองออกไป เห็นแต่อาคารอิฐเย็นชื้นมากมายก่ายกอง กับคนอังกฤษผู้เย็นชา ผมรู้สึกโดดเดี่ยว อาจจะกลัวนิด ๆ ด้วยซ้ำ ราวกับมหานครแห่งนี้ค่อยๆ คืบเข้ามาและกักตัวผมไว้ในวงล้อม
     หญิงลึกลับคนนี้เป็นใครกัน เธอมาจากไหน มีบทบาทอย่างไรในชีวิตหรือในการตายของร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรีย เหตุใดจึงอุกอาจบุกรุกเข้ามาในห้องผมแล้วเรียกร้องให้ผมทำสิ่งเหลือเชื่อนั้น
     ผมตัดสินใจแล้วว่า ถึงแม้เสี่ยงต่อสวัสดิภาพของตัวเอง ผมก็จะยึดมั่นในความจริง และก็คงจะยึดมั่นกับการตัดสินใจนั้น หากไม่ได้มีแขกมาเยือนอีกราย รายนี้ยิ่งน่างงงัน และน่าประหลาดใจกว่ารายแรกมาก
     ตอนนั้นเป็นเวลาสามทุ่มแล้ว วอลเทอร์สมาเคาะประตูห้อง บอกว่ามีสุภาพบุรุษสองคนมาขอพบ ครู่ต่อมา ร้อยโทเฟรเซอร์เฟรียร์ก็เข้ามาพร้อมสุภาพบุรุษสูงวัย ซึ่งทำให้นึกถึงภาพเหมือนซีดจางที่แขวนตามฝาบ้านพวกคนชั้นสูง แต่ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน
     “ผมหวังว่าคุณคงสะดวกจะพบเรา” หนุ่มน้อยเฟรเซอร์เฟรียร์กล่าว
      ผมรับรองอย่างเต็มใจ สีหน้าของพ่อหนุ่มทั้งเศร้าหมองและห่อเหี่ยว แววตาบ่งบอกว่าทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่รอบๆ ตัวเขานั้นประหนึ่งว่ามีรัศมีของความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวฉายออกมา
     “โปรดรู้จักบิดาของผม” เขาพูด “นายพลเฟรเซอร์เฟรียร์ผู้เกษียณ เรามาที่นี่เพราะมีเรื่องสำคัญมากที่...”
     ชายสูงวัยพึมพำอะไรบางอย่างซึ่งผมได้ยินไม่ถนัด ดูจากท่าทางแล้วเขาคงเสียใจหนักจากการสูญเสียบุตรชาย ผมเชิญให้ทั้งสองนั่ง ท่านนายพลนั่งลง แต่เด็กหนุ่มยังคงเดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่าย
     “ผมจะไม่รบกวนคุณนาน” เขาบอก “ในเวลาแบบนี้คนเราย่อมไม่มีอารมณ์จะพูดจาอ้อมค้อม ผมจะพูดแค่ว่า คุณครับ เรามาเพื่อขอความกรุณาในเรื่องสำคัญมาก คุณอาจเห็นว่าไม่ควรช่วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่โทษคุณ แต่หากคุณสามารถ...”
     “มันเป็นเรื่องสำคัญมากเหลือเกิน” นายพลแทรกขึ้น “แต่ผมเองกลับไม่แน่ใจว่า ผมอยากให้คุณยอมช่วยหรือปฏิเสธเรากันแน่”
      “คุณพ่อครับ ได้โปรด” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มอ่อนโยนทว่าเด็ดขาด เขาหันมาทางผม
     “คุณครับ คุณได้ให้การกับตำรวจว่าไม่นานนักหลังจากหนึ่งทุ่มตรงคุณได้ยินเสียงต่อสู้กันจากห้องชั้นบน ซึ่งคุณ คุณเข้าใจ...”
     คำถามของเด็กหนุ่มทำให้ผมตกใจเมื่อนึกถึงคำขอของแขกคนก่อนหน้า
     “ผมให้การไปเช่นนั้น” ผมตอบ “เพราะมันเป็นความจริง”
     “ใช่ครับ” ร้อยโทเฟรเซอร์เฟรียร์ตอบ “แต่ เอ่อ... พูดกันตามตรง เรามาที่นี่เพื่อขอร้องให้คุณเปลี่ยนคำให้การ ได้ไหมครับ...ถือเสียว่าช่วยเหลือเราซึ่งเป็นผู้สูญเสียในเหตุการณ์ครั้งนี้ เราจะไม่ลืมพระคุณเลย หากคุณจะกรุณาให้การว่า การต่อสู้เกิดขึ้นหลังจากหกโมงเย็นมาสักครึ่งชั่วโมง”
     ผมได้แต่งงงัน
     “เหตุผลของคุณล่ะ” ผมพูดออกมาจนได้
     “ผมไม่สามารถบอกคุณได้ทั้งหมด” เด็กหนุ่มพูด “บอกได้แค่ว่า คืนวันพฤหัสฯ เวลาหนึ่งทุ่มตรง ผมกำลังกินอาหารเย็นกับเพื่อนสองสามคนที่ภัตตาคารซาวอย ซึ่งเพื่อนผมคงจะไม่ลืมเวลานั้น”
     นายพลชราลุกขึ้น
     “นอร์แมน” เขาร้อง “พ่อปล่อยให้ลูกทำเรื่องนี้ไม่ได้ พ่อยอมไม่ได้...”
     “เงียบเถอะคุณพ่อ” เด็กหนุ่มพูดอย่างอ่อนใจ “เราคุยเรื่องนี้กันไม่รู้กี่ครั้งแล้ว พ่อสัญญาแล้ว...”
     ชายชราทรุดตัวนั่ง ซบหน้ากับฝ่ามือ
     “ถ้าคุณยินดีเปลี่ยนคำให้การ” หนุ่มน้อยเฟรเซอร์เฟรียร์พูดกับผมต่อ “ผมจะสารภาพกับตำรวจทันทีว่าผมเป็น... เป็นคนที่ฆ่าพี่ชายผมเอง พวกเขาสงสัยผมอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าตอนบ่ายวันพฤหัสนั้นผมไปซื้อปืนพกมาหนึ่งกระบอก และเชื่อว่าผมเปลี่ยนใจมาใช้มีดแทน ตำรวจรู้ว่าผมเป็นหนี้พี่ชายอยู่ และเราทะเลาะกันเรื่องเงิน และถ้าเขาตาย ก็มีแต่ผม ผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้ประโยชน์”
     เขาหยุดเล่ากะทันหัน และผมจะไม่มีวันลืมท่าทางที่เขาเดินมายึดแขนผมไว้ขณะร้องขอ
     “ทำเพื่อผมเถอะ” เขาร้อง “ให้ผมได้สารภาพ ให้ผมจบเรื่องราวเหล่านี้ ที่นี่ ตอนนี้เลย”
     ผมมั่นใจว่าไม่เคยมีใครต้องมาตอบรับคำขอแบบนี้มาก่อน
     “ทำไม” ผมถามออกไป และถามซ้ำอยู่อย่างนั้น “ทำไม ทำไมกันครับ”
     ร้อยโทหนุ่มมองหน้าผม แววตาของเขาเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง
     “ผมรักพี่ชาย” เขาพูด “นั่นละเหตุผล เพื่อเกียรติของเขา เกียรติของตระกูลเรา ผมถึงได้มาขอร้องคุณ เชื่อผมเถอะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมไม่อาจบอกคุณได้มากกว่านี้ คุณก็รู้จักพี่ชายผมไม่ใช่หรือ”
      “ก็แค่ผิวเผินครับ”
     “ถ้าเช่นนั้น เพื่อตัวเขาเอง กรุณาทำตามที่ผมขอ”
     “แต่การฆาตกรรม...”
     “คุณได้ยินเสียงคนต่อสู้กัน ผมจะพูดว่าเราทะเลาะกัน และผมแทงเขาเพื่อป้องกันตัว” เขาหันไปทางบิดา “ผมอาจติดคุกไม่กี่ปี ผมทนได้” เขาร้อง “เพื่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเรา”
      ชายสูงวัยคราง แต่ไม่ยอมเงยหน้า เด็กหนุ่มเดินไปเดินมาบนพรมซีดจางเหมือนเสือติดจั่น ส่วนผมยืนคิดว่าจะตอบอย่างไรดี
     “ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่” ร้อยโทหนุ่มพูด “คุณคงคิดว่าตัวเองหูฝาดไป แต่คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ และตอนนี้ คงเรียกได้ว่า ชีวิตผมขึ้นอยู่กับคำตัดสินของคณะลูกขุนแล้ว” เขายิ้มเศร้าๆ “ผมคิดว่าพอจะรู้จักคนอเมริกัน พวกคุณไม่ใช่คนที่จะปฏิเสธคนที่มาขอร้องอย่างสิ้นหวัง อย่างผม”
      ผมมองเขาและท่านนายพลสลับไปมา
     “ผมต้องคิดดูก่อน” ผมตอบ ใจผมคิดไปถึงพันเอกฮิวจ์แล้ว “แล้วเราค่อยมาคุยกันวันพรุ่งนี้ คุณจะได้รู้ว่าผมตัดสินใจอย่างไร”
     “พรุ่งนี้” เด็กหนุ่มตอบ “คุณกับผมจะต้องคุยกันก่อนนักสืบเบรย์จะมาถึง ผมจะขอคำตอบ และผมหวังใจว่าคุณจะตกลง”
      เราพึมพำล่ำลากัน และชายหนุ่มกับบิดาผู้ระทมทุกข์ก็จากไป ทันทีที่ประตูบ้านปิดลง ผมรีบโทรศัพท์ถึงพันเอกฮิวจ์ตามเบอร์ที่เขาให้ไว้ และโล่งใจเมื่อได้ยินเสียงตอบมาตามสาย ผมบอกว่าต้องการพบเขาเดี๋ยวนี้ เขาบอกว่าที่จริงแล้ว เขากำลังจะมาหาผมที่ห้องชุดอยู่พอดี
     ระหว่างครึ่งชั่วโมงที่รอผู้พัน ผมเดินวนเวียนเหมือนคนละเมอ เขาเข้ามายังไม่พ้นประตูด้วยซ้ำ ผมก็รีบเล่าเรื่องแขกทั้งสองรายให้เขาฟัง เขาขัดจังหวะเมื่อผมเล่าเรื่องแขกสาว ขอให้บรรยายรูปพรรณสัญฐานของเธอ และยิ้มเมื่อผมพูดถึงน้ำหอมกลิ่นไลแลค และพอได้ยินเรื่องของหนุ่มน้อยเฟรเซอร์เฟรียร์กับคำขอร้องเหลือเชื่อนั้น เขาก็ผิวปากออกมา
     “ให้ตายสิ” เขาพูด “น่าสนใจ น่าสนใจที่สุด แต่ผมไม่แปลกใจหรอก เจ้าหนุ่มนั่นก็มีดีอยู่เหมือนกัน”
     “แต่ผมควรทำอย่างไรดี” ผมถาม
     พันเอกฮิวจ์ยิ้มกริ่ม
     “สิ่งที่คุณจะทำไม่ค่อยมีผลมากนักหรอก” เขาพูด “นอร์แมน เฟรเซอร์เฟรียร์ไม่ได้ฆ่าพี่ชาย ไม่ช้าไม่นานเรื่องนี้จะเผยออกมา” เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เบรย์คงลิงโลดที่คุณเปลี่ยนคำให้การ เพราะเขาเองพยายามมัดตัวร้อยโทหนุ่มอยู่ คิดสะระตะดูแล้ว ถ้าผมเป็นคุณ ผมคิดว่าพรุ่งนี้จะยอมตามใจคุณนักสืบเสียหน่อย”
      “คุณหมายความว่า ให้บอกเขาว่าผมไม่แน่ใจเรื่องเวลาที่เกิดการต่อสู้งั้นหรือ”
     “ถูกแล้ว ผมรับรองว่าหนุ่มน้อยเฟรเซอร์เฟรียร์จะไม่ถูกเข้าใจผิดนานนักหรอก ที่จริงแล้วคุณจะช่วยผมด้วยซ้ำ”
     “ก็ได้” ผมพูด “แต่ผมไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี่เลย”
     “อ๋อ คุณไม่เข้าใจแน่ ผมอยากอธิบายให้ฟัง แต่ก็ทำไม่ได้ บอกได้แต่ว่า การตายของร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์นั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สำคัญต่อหน่วยยุทธการทหาร ดังนั้นตอนนี้มีอยู่สองฝ่ายที่ตามล่าฆาตกรอยู่ ฝ่ายหนึ่งคือนักสืบเบรย์ ส่วนอีกฝ่ายคือผม เบรย์ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าผมทำคดีนี้อยู่ และผมอยากปิดเรื่องนี้ไว้ให้นานที่สุด คุณเลือกได้เลยว่าจะช่วยใคร”
     “ผมคิดว่า” ผมพูด “ผมชอบคุณมากกว่านะ”
     “ดีมาก” เขาตอบ “คุณเลือกไม่ผิดหรอก และเย็นนี้ผมมีบางอย่างให้คุณช่วย ผมถึงได้ตั้งใจจะมาอยู่แล้ว ก่อนคุณโทรฯ หา คุณยังจำและชี้ตัวเจ้าหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าอาร์ชิบัลด์ เอนไรท์ได้ใช่ไหม คนที่เอาจดหมายให้คุณนำมาให้ผู้กองน่ะ”
     “ได้อยู่แล้ว” ผมพูด
     “ดี ถ้าคุณมีเวลาให้ผมสักชั่วโมง ก็ไปหยิบหมวกมาเลย”
     ก็เหตุนี้เอง คุณสุภาพสตรีแห่งคาร์ลตัน ผมจึงได้ไปเยือนไลม์เฮาส์ คุณคงไม่รู้ว่าไลม์เฮาส์อยู่ตรงไหน และผมเชื่อว่าคงไม่มีวันได้รู้จัก ที่แห่งนั้นทั้งสวยงามเหมือนภาพวาด แต่ก็น่าขยะแขยง ถึงมีสีสันแต่ก็ชั่วร้าย กลิ่นอายประหลาดยังติดจมูกผม ภาพชั่วร้ายก็ยังติดตา ไลม์เฮาส์ก็คือไชน่าทาวน์ของลอนดอนนี่เอง อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมของเมือง บนถนนท่าเรือเวสต์อินเดีย ที่มีเสาผูกเรือเรียงราย คุณจะเจอกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายและเล่ห์กลในตรอกสลัวนั้น นอกเหนือจากคนจีนที่เดินกันขวักไขว่ แต่ยังมีพวกเหลือเดนจากทุกชาติ ทุกภาษา ทุกถิ่นฐาน ทั้งอาหรับ ฮินดู มลายู และญี่ปุ่น ทั้งคนผิวดำจากคองโก คนผิวขาวจากสแกนดิเนเวีย คุณจะพบคนเหล่านี้ หลั่งไหลลงมาจากเรือทุกลำที่เดินทางมาจากเจ็ดคาบสมุทร ขี้เมาที่เพิ่งได้ค่าแรงมาหมาดๆ เดินสอดส่ายมองหาบาปที่ตัวเองโปรดปราน ผู้หลงเสน่ห์ฝิ่น ก็มีร้านที่ติดโคมไฟให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ถี่เกินไปด้วยซ้ำ
     ผมและพันเอกฮิวจ์ ไปที่นั่น เดินไปตามทางแคบๆ ที่มีแสงสลัวเล็ดลอดออกจากร้านค้าต่างๆ เป็นระยะ แต่ทางส่วนใหญ่จะมืดเพราะบานเกล็ดที่ปิดสนิท มีเพียงลำแสงจางๆ เล็ดลอดออกมาได้ เราเดินจนกระทั่งมาหยุดอยู่ในเงามืดหน้าประตูภัตตาคารแฮรี ซานลี รออยู่สักสิบหรือสิบห้านาที ชายคนหนึ่งก็เดินมาตามถนน และหยุดหน้าประตู ท่าเดินคล่องแคล่วของเขาดูคุ้นตา แสงไฟมัวๆ จากตะเกียงที่บอกให้รู้ว่าที่จริงแล้วร้านแฮรีทำธุรกิจอะไร ส่องให้เห็นหน้าขาวๆ ของเขา ผมรู้ทันทีว่าเคยเห็นเขาครั้งสุดท้ายในค่ำคืนหนาวเย็นที่อินเทอร์ลาเค็น ที่ซึ่งมีภูเขาจุงเฟราตระหง่านง้ำ ที่ซึ่งห่างไกลจากไลม์เฮาส์ในตอนนี้
     “ใช่เอนไรท์หรือเปล่า” ฮิวจ์กระซิบ
     “ใช่แน่” ผมตอบ
     “ดี” เขาตอบอย่างลิงโลด
     ขณะนั้นชายอีกคนหนึ่งก็เดินลากเท้ามาตามถนน จู่ๆ ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพันเอกฮิวจ์
     “ตามเขาไป” ฮิวจ์บอกเบาๆ “อย่าให้คลาดสายตา”
     “ครับท่าน” ชายคนนั้นพูด ทำความเคารพและเดินขึ้นบันไดไป เขาผิวปากเบาๆ ให้คนที่อยู่หลังประตู
     นาฬิกาเหนือท่าเรือมิลวอลล์ตีบอกเวลาห้าทุ่ม ตอนที่ผมกับพันเอกฮิวจ์นั่งรถประจำทางกลับไปยังฟากที่สว่างและเป็นสุขของลอนดอน ระหว่างทางฮิวจ์พูดน้อยมาก แต่ย้ำเรื่องที่ผมจะยอมพูดเอาใจนักสืบเบรย์ในวันพรุ่งนี้ เราแยกกันที่ถนนแสตรนด์
     ด้วยเหตุนี้ คุณที่รัก ผมจึงได้กลับมานั่งตรงนี้ในห้องหนังสือ รอคอยวันสำคัญที่จะมาถึงตอนรุ่งเช้า คุณคงเห็นว่าค่ำนี้มีเรื่องราวมากมาย ทั้งหญิงสาวผู้ใส่น้ำหอมกลิ่นไลแลค ผู้ขู่ว่าถ้าผมไม่ยอมโกหก จะต้องได้รับผลที่ไม่พึงปรารถนา แล้วยังร้อยโทหนุ่มรูปงาม ที่ขอร้องให้ผมโกหกเรื่องเดียวกันเพื่อครอบครัวของเขา แม้จะทำให้ตัวเขาเองถูกจับกุมคุมขังก็ตาม จากนั้นผมก็ไปท่องนรก ไปเห็นอาร์ชิบัลด์ เอนไรท์จากอินเทอร์ลาเค็น กำลังเล่นตลกกับปีศาจ
     ผมคิดว่าควรเข้านอนได้แล้ว แต่รู้ดีว่าคงนอนไม่หลับ วันพรุ่งนี้ จะเป็นวันสำคัญของคดีฆาตกรรมร้อยเอกเฟรเซอร์ฟรีเออร์และอีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องรับบทนำทั้งที่ไม่เต็มใจ
     เสียงจากวงมโหรีของมหานครสีเทาหม่นเศร้าดังแผ่วมาไกลๆ เพราะใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ผมจะส่งจดหมายถึงคุณ หรือควรใช้คำว่า นำส่งดี เพราะผมอยู่ในลอนดอนนี่นะ จากนั้นผมจะรอฟ้าสางอยู่ในห้องมืดสลัว ระหว่างที่รอนั้นผมมิได้คิดถึงผู้กอง น้องชายของเขา ฮิวจ์ หรือแม้แต่เอนไรท์ แต่คนที่ผมคิดถึงทุกนาทีคือคุณ
     ในจดหมายฉบับก่อน ผมหัวเราะเยาะความคิดที่ว่าจะเกิดมหาสงครามขึ้น แต่ขากลับจากไลม์เฮาส์คืนนี้ หนังสือพิมพ์มีรายงานว่าจักรพรรดิเยอรมันได้ลงพระปรมาภิไธยระดมพลแล้ว ชาติที่เข้าร่วมตอนนี้มีออสเตรีย เซอร์เบีย เยอรมนี รัสเซียและฝรั่งเศสก็เข้าสู่สงครามเช่นกัน ฮิวจ์บอกผมว่า ไม่ช้าอังกฤษก็จะตามไปด้วย และผมคิดว่าต้องเกิดขึ้นแน่นอน อนาคตที่รอเราอยู่ช่างน่าหวาดหวั่นนัก ผมได้แต่สวดภาวนาว่าอย่างน้อยก็ขอให้คุณมีความสุข
     คุณผู้หญิง เมื่อผมเขียนคำว่าราตรีสวัสดิ์ ผมพูดออกมาดังๆ ด้วย และในเสียงนี้มีบางสิ่งที่ผมไม่กล้าจะบอกคุณ
     หนุ่มคอลัมน์สื่อสัมพันธ์

ในห้องตอนเช้าวันอาทิตย์ เมื่อหญิงสาวอ่านถ้อยคำสุดท้ายในจดหมาย ดวงตาสีม่วงคู่นั้นก็เป็นประกายวาววามขึ้น แต่การคาดว่าอังกฤษจะเข้าสู่สงครามในไม่ช้า ทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่ไม่พึงใจนัก คืนวันก่อน เมื่อข่าวสงครามยืนยันคำทำนายของคนขัดรองเท้าคนโปรด บิดาของเธอซึ่งปกติจะสงบจิตสงบใจได้ ก็เริ่มแสดงอาการตื่นตระหนก เขาไม่ใช่คนชอบรีรอ และเธอรู้ว่า แม้ว่าเขาจะปล่อยให้เธอจัดการสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดว่าไม่สำคัญ แต่เขาก็เสียงแข็งเหมือนกันถ้าถึงคราวจำเป็น ตอนนี้อเมริกาดูน่าอยู่กว่าแต่ก่อน และเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางทันที ซึ่งไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงเขาเรื่องนี้
     ถึงตอนนี้ก็มีเสียงเคาะประตู บิดาของเธอเดินเข้ามา เมื่อมองดูหน้าที่แดงเรื่อชื้นเหงื่อ และไม่ค่อยเป็นสุขนัก บุตรสาวกลับรู้สึกใจชื้น
     “พ่อไปที่สำนักงานเรือโดยสาร” เขาพูด ลูบหัวล้านไปมา “วันนี้เขาเปิดทำการเหมือนวันธรรมดา แต่น่าจะปิดเสียดีกว่า เพราะไม่มีอะไรให้ทำสักอย่าง เรือทุกลำถูกจองเต็ม ภายในสองสัปดาห์นี้เราคงไปไหนไม่ได้ หรืออาจนานกว่านั้น”
     “หนูเสียใจค่ะพ่อ” ลูกสาวพูด
      “ไม่ ลูกไม่เสียใจหรอก ลูกดีใจ ลูกคิดว่ามันโรแมนติกดีที่ถูกกักตัวไว้แบบนี้ แต่พ่อน่ะหมดความกระตือรือร้นของวัยหนุ่มสาวแล้ว” เขาใช้หนังสือพิมพ์พัดโบกให้ตัวเอง “โชคดีที่พ่อไปที่สำนักงานขนส่ง และเอาทองมาแล้ว พ่อคาดว่าถ้าเกิดสงครามคงใช้เช็คเงินสดได้ยากในเมืองผู้ดีนี่”
     “เป็นความคิดที่ดีค่ะ”
     “พร้อมไปทานอาหารเช้ากันหรือยัง” เขาถาม
     “พร้อมแล้วค่ะ” เธอยิ้ม
      ทั้งสองลงไปข้างล่าง สาวน้อยฮัมเพลงบทหนึ่งจากละครเสียดสี ขณะที่บิดามองเขม็ง เธอดีใจนักที่จะได้อยู่ในลอนดอนต่ออีกนิด หญิงสาวรู้ดีว่าคงไม่อาจจากไปโดยที่เรื่องลึกลับนั้นยังคาราคาซังอยู่


บทที่ 6

วันอาทิตย์สุดท้ายที่สงบสุขของลอนดอนในห้วงหลายเดือนแห่งความอ่อนล้าที่กำลังจะมาถึง เช้าตรู่วันจันทร์ จดหมายฉบับที่ห้าจากหนุ่มคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ก็มาถึง เมื่อเด็กสาวจากเท็กซัสได้อ่าน เธอตระหนักว่าจะไม่มีวันไปจากลอนดอนได้ตอนนี้แน่
 
     จดหมายมีใจความว่า

ถึงคุณผู้หญิงห่างบ้าน ผมเรียกคุณเช่นนี้ เพราะคำว่าบ้านมีความหมายลึกซึ้งต่อผมนัก ในบ่ายอันร้อนระอุในลอนดอน มันเป็นคำที่เพราะพริ้งที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน เมื่อหลับตาลง ผมจะเห็นภาพโรงละครบรอดเวย์ยามเที่ยงวัน ถนนฟิฟท์อเวนิวเปี่ยมชีวิตชีวา เต็มไปด้วยสีสันถึงแม้ว่าคนดีๆ จะไปอยู่กันเสียที่อื่น แล้วยังจัตุรัสวอชิงตันที่เย็นสบายใต้ร่มไม้ ยังดูน่าชมแม้จะเต็มไปด้วยเพื่อนบ้านต่างด้าวจากเขตทางใต้ ความคิดถึงบ้านครั้งนี้ช่างร้ายกาจ ไม่เคยเลยที่ผมจะเห็นลอนดอนเป็นเมืองที่โหดร้าย สิ้นหวังและไร้ชีวิตอย่างนี้มาก่อน ขณะที่ผมเขียนจดหมายอยู่นี้ มีตำรวจนายหนึ่งนั่งรอผมอยู่ข้าง ๆ ไม่ช้าเราจะไปสกอตแลนด์ยาร์ด้วยกัน เพราะผมถูกจับกุมในข้อหาผู้ต้องสงสัยว่าฆาตกรรมร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์
     ผมคาดไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่า วันนี้จะเป็นวันสำคัญของคดี และยังนึกว่าตัวผมต้องจำใจเล่นในละครฉากนี้ แต่ผมไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์น่าพิศวงต่างๆ ขึ้นในตอนเช้า ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า กับดักที่ผมกลัวนักหนาจะครอบล้อมผมไว้ในวันนี้ ผมไม่อาจโทษนักสืบเบรย์ที่จับกุมผม แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ เหตุใดพันเอกฮิวจ์ถึงได้...
      แน่นอน คุณคงอยากรู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้น ผมจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ ตอนสิบเอ็ดโมงเช้านี้ ตำรวจนายหนึ่งมาหาผมที่ห้อง และแจ้งว่าหัวหน้านักสืบอยากพบผมที่สกอตแลนด์ยาร์ด
     เราสองคน ผมกับนายตำรวจคนนั้นขึ้นบันไดหินแคบๆ ทางด้านหลังสำนักงานใหม่ของสกอตแลนด์ยาร์ด และเข้าไปในห้องของนักสืบ เบรย์รอเราอยู่แล้ว เขายิ้มกริ่มอย่างมั่นใจ ผมจำได้แม้แต่รายละเอียดไม่เป็นเรื่องว่า เขาสอดกุหลาบขาวดอกหนึ่งที่กระดุมเสื้อ ท่าทางที่เขาทักทายนั้นดูยิ้มแย้มกว่าทุกที เขาบอกว่าตำรวจได้จับคนที่เขาเชื่อว่าฆ่าผู้กองได้แล้ว
     “เหลือรายละเอียดข้อหนึ่งที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย” เขาพูด “คุณบอกผมในคืนนั้นว่า หลังทุ่มหนึ่งไม่นานนักคุณได้ยินเสียงต่อสู้จากห้องชั้นบน ตอนนั้นคุณดูตื่นเต้นอยู่ และในสถานการณ์อย่างนั้น ใคร ๆ ก็ย่อมผิดพลาดกันได้ คุณได้ทบทวนดูอีกทีหรือยัง เป็นไปได้ไหมว่าคุณจะจำเวลาผิด”
      ผมจำคำแนะนำของฮิวจ์ได้ จึงบอกว่าผมทบทวนดูแล้ว และไม่มั่นใจนัก มันอาจจะก่อนหนึ่งทุ่มเล็กน้อย คงสักหกโมงครึ่ง
     “แน่นอน” เบรย์พูด ดูท่าดีใจมาก “เป็นธรรมดาที่คุณต้องตื่นเต้นจนจำเวลาผิด ผมเข้าใจดี วิลคินสัน พานักโทษของนายเข้ามา” นายตำรวจที่ได้รับคำสั่งเดินออกจากห้อง และกลับเข้ามาหลังจากนั้นไม่นานนักพร้อมกับร้อยโทเฟรเซอร์ฟรีเออร์เด็กหนุ่มดูซีดเซียว เห็นได้ว่าเขาไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว
     “ผู้หมวด” เบรย์พูดเสียงเฉียบ “บอกผมมาว่า จริงหรือไม่ที่พี่ชายของคุณได้ให้คุณยืมเงินไปก้อนใหญ่เมื่อราว ๆ ปีก่อน”
     “จริงครับ” ผู้หมวดหนุ่มตอบเสียงต่ำ
     “คุณกับเขาทะเลาะกันเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของคุณ จริงหรือไม่”
     “ใช่ครับ”
     “เมื่อเขาตาย คุณจะกลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของท่านนายพลพ่อของคุณ ฐานะของคุณกับเจ้าหนี้ก็จะเปลี่ยนไป จริงไหม”
     “ผมคิดว่าอย่างนั้น”
     “บ่ายวันพฤหัสฯ ที่แล้ว คุณไปที่ร้านค้าของกองทัพและซื้อปืนพก คุณมีอาวุธที่ทางการให้อยู่แล้ว แต่ถ้ายิงใครสักคนด้วยกระสุนของทางการ ก็อาจทำให้ตำรวจตามล่าตัวได้ง่าย จริงไหม“
     เด็กหนุ่มไม่ตอบ
      “ลองสมมติดูนะ” เบรย์พูดต่อ “วันพฤหัสที่แล้ว ตอนเย็น ประมาณหกโมงครึ่ง คุณมาพบพี่ชายที่อเดลฟีเทอร์เรซ แล้วทะเลาะกันเรื่องเงิน คุณบันดาลโทสะ และเกิดความคิดว่าเขาเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นระหว่างตัวคุณกับทรัพย์สมบัติที่คุณอยากได้หนักหนา ดังนั้น ...ผมแค่สมมตินะ คุณเห็นบนโต๊ะของผู้กองมีมีดประหลาดอยู่เล่มหนึ่งที่เขานำมาจากอินเดีย มันเป็นอาวุธที่ปลอดภัยกว่า และเงียบกว่าปืน คุณจึงคว้ามันมา...”
     “จะสมมติไปทำไม” เด็กหนุ่มแทรก “ผมไม่ได้พยายามปิดบัง คุณพูดถูกแล้ว ผมทำจริง ผมฆ่าพี่ชาย อย่ามัวแต่ยืดยาดอยู่เลย ให้มันจบๆ กันไปดีกว่า”
     สีหน้าของนักสืบเบรย์ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสงสัยมาตลอด มันผุดขึ้นมาในใจผมอยู่เนืองๆ ในวันนั้นที่เต็มไปด้วยความกดดันและมรสุม เห็นได้ชัดเลยว่า คำสารภาพนี้ทำให้เขาตกตะลึง ผมคิดว่าชัยชนะที่ได้มาง่ายๆ คงดูว่างเปล่าสำหรับเขา เบรย์คงคาดว่าเด็กหนุ่มจะปฏิเสธหัวชนฝา พวกตำรวจก็คงจะเป็นแบบเบรย์นี่เอง
     “เพื่อนเอ๋ย” เขาพูด “ฉันเสียใจด้วยจริงๆ ฉันเข้าใจดีแล้ว คุณจะไปกับคนของฉัน...”
     ตอนนี้เองที่ประตูห้องเปิดออก และพันเอกฮิวจ์ผู้เยือกเย็นเดินยิ้มกริ่มเข้ามา เบรย์แค่นหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นตัวคนที่เข้ามา
     “อา ผู้พัน “ เขาร้อง “คุณมาได้จังหวะพอดี เช้านี้ พอรู้ว่าคุณจะมาร่วมสืบหาตัวฆาตกรที่ฆ่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก คุณไม่ฉลาดเลยนะที่เดิมพันข้าง...”
      “ผมจำได้” ฮิวจ์ตอบ “เข็มกลัดแมลงปีกแข็ง ไม่ใช่หมวกฮอมเบิร์ก”
     “ถูกต้อง” เบรย์พูด “คุณพนันว่าจะเจอตัวคนร้ายก่อนผม ทีนี้ผู้พันก็ติดหนี้เข็มกลัดแมลงปีกแข็ง ผมแล้ว ร้อยโทเฟรเซอร์ฟรีเออร์เพิ่งบอกผมเองว่าเขาเป็นคนฆ่าพี่ชาย ผมกำลังจะบันทึกคำสารภาพทั้งหมดไว้”
     “จริงรึ” ฮิวจ์ตอบอย่างสงบ “ช่างน่าสนใจ น่าสนใจที่สุด แต่ก่อนจะมาดูกว่าใครกันแน่เสียพนัน ก่อนที่คุณจะบังคับให้ร้อยโทสารภาพทั้งหมด ผมน่าจะมีโอกาสเปิดไพ่บ้าง”
     “ได้สิ” เบรย์พูด
     “เมื่อเช้านี้คุณอุตส่าห์มีน้ำใจให้ผมยืมตำรวจไปสองนาย” ฮิวจ์พูด “ผมบอกว่าจะจับกุมสุภาพสตรีคนหนึ่ง ผมนำเธอมาที่สกอตแลนด์ยาร์ดด้วยแล้ว“ เขาก้าวไปที่ประตู เปิดออกและพยักหน้าเรียก หญิงสาวสวยร่างสูงโปร่ง ผมสีทอง อายุประมาณสามสิบห้าเดินเข้ามา และผมได้กลิ่นดอกไลแลคมาแต่ไกล “คุณนักสืบ ผมขออนุญาต” ผู้พันพูด “ แนะนำให้รู้จักเคาน์เตสโซฟี เดอ กราฟ ซึ่งเคยอยู่ในเบอร์ลิน เดลี และย่างกุ้ง ปัจจุบันอยู่ที่ บ้านเลขที่ 17 ลีทริม โกรฟ ถนนแบทเทอร์ซีพาร์ค”
     ผู้หญิงคนนั้นหันมาทางนักสืบเบรย์ ดวงตาเธอหวาดหวั่นพรั่นพรึงดั่งสัตว์ถูกล่า
     “คุณเป็นนักสืบหรือ” เธอถาม
     “ใช่” เบรย์ตอบ
     “และฉันมองออกว่าคุณเป็นสุภาพบุรุษ” เธอพูดต่อ ตวัดสายแววตาโกรธเกรี้ยวไปทางฮิวจ์ “ฉันขอร้องให้คุณช่วยไม่ให้ฉันถูกสืบสวนอย่างหยาบช้าโดยเจ้าคน...เจ้าคนชั่วนี้”
     “คุณนี่ร้ายกาจจริง เคาน์เตส” ฮิวจ์ยิ้ม “แต่ผมจะยกโทษให้ ถ้าคุณบอกนักสืบเบรย์เรื่องที่คุณบอกผม”
     หญิงคนนั้นปิดปากเงียบ จ้องมองนักสืบเบรย์อยู่สักพักใหญ่
     “เขา” เธอพูดในที่สุด พร้อมกับพยักพเยิดมาทางพันเอกฮิวจ์ “เขาบังคับให้ฉันพูดออกมาจนหมด แต่ทำได้อย่างไรนั้น ฉันไม่รู้”
     “บังคับให้คุณบอกอะไรหรือ” ดวงตาเล็กๆ ของเบรย์กะพริบถี่
     “ตอนหกโมงครึ่ง เย็นวันพฤหัสฯ “ เธอพูด “ฉันไปพบร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ที่ห้องของเขาในอเดลฟีเทอร์เรซ และเราก็ทะเลาะกัน ฉันคว้ากริชอินเดียจากโต๊ะของเขามาแทงเข้าที่หัวใจ“
     ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เป็นครั้งแรกที่เราตระหนักว่ามีนาฬิกาเรือนเล็กวางอยู่บนโต๊ะนักสืบ เสียงติ๊กต๊อกของมันกลับกลายเป็นเสียงที่ดังจนน่าตกใจ ผมมองใบหน้าคนรอบตัว สีหน้าเบรย์นั้นเห็นได้ชัดว่าตกตะลึง แล้วเขาก็ปรับสีหน้าได้ทัน ส่วนร้อยโทเฟรเซอร์เฟรียร์ดูงงงวย แต่ใบหน้าพันเอกฮิวจ์มีแต่รอยยิ้มหยัน
     “เล่าต่อสิครับ เคาน์เตส” เขายิ้มกริ่ม
     เธอยักไหล่ และหันหลังให้เขาอย่างรังเกียจ ดวงตาจับจ้องอยู่แต่เบรย์
     “เรื่องมันสั้นมาก” หล่อนพูดอย่างหงุดหงิด ผมแทบรู้สึกได้ว่าเธอพูดออกตัว “ฉันรู้จักผู้กองเขาตั้งแต่อยู่ในย่างกุ้ง สามีฉันทำธุรกิจที่นั่น ส่งออกข้าว ผู้กองเฟรเซอร์เฟรียร์มาที่บ้านเราบ่อยๆ เรา...เขาเป็นคนมีเสน่ห์ และผู้กอง...”
     “ว่าต่อสิ” ฮิวจ์สั่ง
     “เรารักกันมากเหลือเกิน” เคาน์เตสพูด “ตอนจะกลับมาอังกฤษ ถึงแม้จะเป็นการลาพัก แต่เขาบอกฉันว่าจะไม่กลับไปที่ย่างกุ้งอีกแล้ว เขาคาดว่าจะถูกย้ายไปอียิปต์ ดังนั้นเราจึงวางแผนกันว่า ฉันจะทิ้งสามีและตามเขามาในเรือเที่ยวถัดไป แล้วฉันก็มา...ฉันเชื่อในตัวผู้กองมาก คิดว่าเขาจริงใจ ฉันทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา แต่แล้ว...”
     น้ำเสียงของเธอแตกพร่า ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมา อีกครั้งที่ได้กลิ่นไลแลคตลบอบอวล
     “ฉันได้เจอเขาหลายครั้งในลอนดอน และเริ่มสังเกตว่าเขาเปลี่ยนไป กลับไปเป็นคนอย่างที่เขาเป็น วันคืนเปลี่ยวเหงาในอินเดียเป็นแค่ความทรงจำรางเลือน เขาไม่สนใจฉันอีกต่อไปแล้ว เมื่อวันพฤหัสฯ ที่แล้ว ในตอนเช้า เขามาหาฉันและบอกว่าเขาจะเลิก เขาจะไม่มาหาฉันอีกแล้ว ที่จริง เขากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ฐานะทัดเทียมกันซึ่งคอยเขาอยู่...”
     หญิงสาวมองมาที่เราอย่างน่าสงสาร
     “ฉันหมดสิ้นความหวัง” เธอครวญ “ฉันทิ้งชีวิตทั้งชีวิต ทิ้งทุกอย่างที่เคยมีเพื่อผู้ชายคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขากลับมองฉันอย่างเย็นชาและพูดเรื่องแต่งงานกับหญิงอื่น คิดดูสิว่าเย็นวันนั้นฉันมาที่ห้องของเขา มาขอร้อง อ้อนวอนเขา แทบจะคุกเข่าขอร้องด้วยซ้ำ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เขาเบื่อฉันแล้ว เขาบอกว่าจบก็คือจบ ฉันสิ้นหวังและโกรธจนหน้ามืด ฉวยมีดจากโต๊ะมาแทงเข้าที่อกเขา ทันใดนั้นฉันก็สำนึกเสียใจ ฉัน...”
     “เดี๋ยวก่อน” ฮิวจ์สอด “คุณเก็บรายละเอียดที่เหลือไว้ทีหลังเถอะ ผมขอชมเชยคุณ เคาน์เตส คุณเล่าได้ดีขึ้นทุกที”
     เขาก้าวมาประจันหน้าเบรย์ และผมจับได้ว่าน้ำเสียงเขามีความเป็นปฏิปักษ์แฝงอยู่
     “รุกฆาต คุณนักสืบ” เขาพูด แต่เบรย์ไม่ตอบ เขานั่งจ้องพันเอกฮิวจ์อยู่อย่างนั้น สีหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึกราวก้อนหิน
     “เข็มกลัดแมลงปีกแข็ง” ฮิวจ์พูดต่อ “ยังไม่ต้องก็ได้ เราผูกมัดกันด้วยเกียรติยศ เพื่อนรัก คุณได้คำสารภาพแล้ว แต่ผมก็ได้ของผมเหมือนกัน”
      “เรื่องทั้งหมดนี้ผมคาดไปไม่ถึง” เบรย์แดกดัน
     “ผมเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน” ผู้พันตอบ “ตอนนี้มีคนสองคนที่ต้องการให้เราเชื่อว่า เย็นวันพฤหัสฯที่แล้วตอนหกโมงครึ่ง ต่างก็มาหาร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ที่ห้อง และฆ่าเขาตาย”
     เขาเดินไปที่หน้าต่างและหันกลับมาด้วยลีลานักแสดง
     “ที่แปลกที่สุดคือ” เขาเสริม “ตอนหกโมงครึ่งในคืนวันพฤหัสฯที่แล้วนั้น คนสองคนนี้นั่งดื่มชาอยู่ด้วยกันในร้านฟรีกัสซี ภัตตาคารเล็ก ๆ ในโซโห”
     ผมต้องยอมรับว่า ขณะที่พันเอกฮิวจ์วางมาดสุขุมพูดเรื่องนี้ จู่ ๆ ผมก็รู้สึกเหนื่อยกับความวกวนไม่สิ้นสุดของเรื่องลึกลับที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง หญิงคนนั้นร้องอุทานเบาๆ ส่วนร้อยโทเฟรเซอร์เฟรียร์ลุกพรวดพราดขึ้น
     “คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน” เขาขึ้นเสียง
     “ที่ผมรู้” พันเอกฮิวจ์พูด “เพราะคนของผมคนหนึ่งบังเอิญไปดื่มชาอยู่ที่โต๊ะข้างๆ คุณพอดี เขาไปที่นั่นเพราะว่านับแต่สุภาพสตรีคนนี้มาถึงลอนดอน เราก็ได้รับการร้องขอจาก...เอ้อ..เพื่อนในลอนดอน ให้ติดตามเธอทุกฝีก้าว เหมือนกับที่ผมเฝ้าจับตามองพี่ชายของคุณ”
      ร้อยโทเฟรเซอร์เฟรียร์ทรุดตัวลงนั่งโดยไม่พูดอะไร เขาซบหน้ากับฝ่ามือทั้งสองข้าง
     “ฉันเสียใจ ไอ้หนุ่ม“ ฮิวจ์พูด “ฉันพูดจริงนะ เธอกล้าหาญมากที่พยายามปกปิดความจริง เป็นการกระทำของลูกผู้ชายแท้ๆ ทีเดียว แต่หน่วยยุทธการทหารรู้มานานแล้วว่าพี่ชายของคุณติดบ่วงเสน่ห์หญิงคนนี้ และเขารับใช้เยอรมัน ไม่ใช่อังกฤษ ชาติของเขา “
     หนุ่มน้อยเฟรเซอร์เฟรียร์เงยหน้าขึ้น คราวนี้น้ำเสียงเขาแสดงอารมณ์ล้ำลึกยิ่งกว่าตอนที่สารภาพผิดหลายเท่า
     “เกมจบแล้ว” เขาพูด “ผมทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ผมรู้ดีว่าคุณพ่อจะต้องเจ็บปวดเจียนตาย ครอบครัวของเราดำรงอยู่ในเกียรติเสมอมา ผู้พัน คุณก็รู้ดี บรรพบุรุษของเราเป็นทหารที่ซื่อสัตย์ ผมคิดว่าคำสารภาพของผมจะยุติเรื่องเลวร้ายนี้ ตำรวจจะได้เลิกสืบสวน และการกระทำเสื่อมเสียของพี่ชายผมจะได้ถูกฝังไว้ตลอดกาล”
     พันเอกฮิวจ์แตะบ่าเด็กหนุ่มซึ่งพูดต่อว่า “ผมได้พบคนหลายคนที่พูดเป็นนัยเรื่องสตีเฟน ไม่มีใครพูดตรงๆ เลย ต่อมาเมื่อเขากลับมาจากอินเดีย ผมตัดสินใจว่าจะจับตาดูเขา ผมเห็นเขาไปที่บ้านของผู้หญิงคนนี้บ่อยๆ และเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่มีข่าวมาจากย่างกุ้ง ผมไปพบเธอโดยใช้ชื่ออื่น บอกเธอเป็นนัยว่าผมเองก็ไม่ใช่คนซื่อสัตย์เสียทีเดียว แม้จะไม่ถึงกับคดโกงก็เถอะ ผมทำให้เธอเชื่อใจ ยิ่งนานวันผมก็ยิ่งมั่นใจว่าพี่ชายของผมเป็นคนทรยศ เขากำลังทรยศต่อชาติ ต่อวงศ์ตระกูล และต่อเราทุกคน วันที่ไปดื่มน้ำชานั้นเอง ซึ่งเป็นวันที่คุณไปเจอนั่นแหละครับ ผมได้ตัดสินใจแล้ว ผมไปซื้อปืนไว้แล้ว และเอาใส่กระเป๋ามาด้วยเมื่อไปกินอาหารค่ำที่ซาวอย”
     เขาลุกขึ้นและเดินไปมา
     “ผมออกจากซาวอยมาเร็วหน่อย และไปที่ห้องของสตีเฟน ผมตัดสินใจว่าจะเปิดอกพูดกัน พูดกันตรงๆ ไปเลย และถ้าเขาไม่ยอมฟัง ผมตั้งใจว่าจะฆ่าเขาที่นั่นตอนนั้นเลย ดังนั้น คุณคงเห็นแล้วว่า ผมผิดฐานเจตนาจะฆ่า แม้จะไม่ได้ลงมือทำก็เถอะ แต่เมื่อผมเข้าไปในห้องสมุดกลับมีแต่คนแปลกหน้า ผมเห็นพี่ชายตัวเอง สตีเฟนอยู่บนโซฟา ตายสนิท โดนแทงที่หัวใจ” เงียบกริบกันไปอึดใจหนึ่ง “เรื่องก็มีเท่านี้” ร้อยโทเฟรเซอร์เฟรียร์พูด
     “ผมเข้าใจว่า” ฮิวจ์พูดอย่างใจดี “เราคงจบเรื่องกับผู้หมวดแล้ว จริงไหม คุณนักสืบ”
     “ใช่” เบรย์ตอบสั้นๆ “คุณไปได้”
     “ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มตอบ ขณะที่เดินออกไป เขาพูดเสียงพร่ากับฮิวจ์ “ผมต้องไปหาคุณพ่อ”
     เบรย์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ ถลึงตาจ้องไปข้างหน้า ขบกรามด้วยความโกรธ ทันใดนั้นเขาก็หันมาทางฮิวจ์
     “คุณเล่นไม่ซื่อนี่” เขาพูด “ผมไม่ได้ข้อมูลสถานภาพของผู้กองในหน่วยยุทธการทหาร ผมไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย”
     “ก็ได้” ฮิวจ์ยิ้มกริ่ม “จะยกเลิกพนันก็ได้ ถ้าคุณต้องการ”
     “ไม่เลิก พับผ่าสิ” เบรย์ร้อง “ยังพนันอยู่ ผมต้องชนะคุณวันยังค่ำ คุณคงคิดว่า ช่างเป็นเช้าที่ได้งานดีล่ะสิ ว่าแต่เราเข้าใกล้ตัวฆาตกรหรือยังล่ะ บอกผมหน่อยสิ”
     “ถึงยังไงก็เข้าใกล้ไปอีกนิดล่ะ” ฮิวจ์ตอบเสียงอ่อน “แน่นอน สุภาพสตรีผู้นี้ควรถูกควบคุมตัวไว้ก่อน”
     “ใช่แล้ว” นักสืบตอบ “พาเธอออกไป” เขาสั่ง
     นายตำรวจคนหนึ่งเดินตรงไปที่เคาน์เตส และพันเอกฮิวจ์ผู้เป็นสุภาพบุรุษเปิดประตูให้เธอ
     “โซฟี” เขาพูด “คุณได้โอกาสแต่งเรื่องใหม่อีกเรื่องแล้ว คุณฉลาดออก คงแต่งได้ไม่ยาก”
     เธอมองเขาตาเขียวแล้วออกไป เบรย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขากับพันเอกฮิวจ์ยืนประจันหน้ากันโดยมีโต๊ะกั้น ผมรู้สึกได้จากท่าทางว่าสองคนนี้คงมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ลึกๆ
     “ทีนี้อะไรอีกล่ะ” เบรย์เย้ยหยัน
     “ยังมีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่เรามองข้ามไป” ฮิวจ์ตอบ เขาหันมาทางผม ผมแทบสะดุ้งเมื่อเห็นความเย็นชาในแววตา “รู้ไหม คุณนักสืบ” เขาว่าต่อ “ว่าชาวอเมริกันคนนี้มาลอนดอนพร้อมจดหมายแนะนำตัว ให้มาพบร้อยเอกเฟรเซอร์ฟรีเออร์จดหมายจากญาติคนหนึ่งชื่ออาร์ชิบัลด์ เอนไรท์ และคุณรู้ไหมว่าเฟรเซอร์เฟรียร์ไม่เคยมีญาติชื่อนี้มาก่อน”
     “เฮ้ย” เบรย์ตอบ
     “มันเป็นความจริงเสียด้วย” ฮิวจ์พูด “ชาวอเมริกันคนนี้สารภาพกับผมแล้ว”
     “เอาล่ะ” เบรย์พูดกับผม ดวงตาเรียวเล็กๆ เป็นประกายเจ้าเล่ห์ที่ทำให้ผมเสียวสันหลังวาบ “คุณถูกจับกุมแล้ว ผมละเว้นคุณมานานเพราะเห็นว่ามีเพื่อนที่กงสุลสหรัฐฯ ตอนนี้การละเว้นสิ้นสุดแล้ว”
     ผมมึนงงประหนึ่งโดนฟ้าฝ่า หันไปหาพันเอกฮิวจ์ ชายที่เคยบอกว่าสามารถเรียกหาเขาได้เสมอเมื่อต้องการเพื่อน แต่เขากลับมองมาด้วยแววตาเยือกเย็นว่างเปล่า
     “ถูกต้องแล้ว คุณนักสืบ” เขาพูด “จับเขาเลย” เมื่อผมพยายามทักท้วง ฮิวจ์ก็เข้ามาประชิดและพูดกับผมเบาๆ “เงียบไว้ รอก่อน”
     ผมขออนุญาตกลับมาที่ห้องเพื่อส่งข่าวถึงเพื่อนๆ และแวะไปที่กงสุลกับสถานทูตของเรา อาศัยว่าได้คำแนะนำของพันเอกฮิวจ์ เบรย์ถึงยอมให้เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้น บ่ายวันนี้ผมจึงได้ออกมาข้างนอกพร้อมกับนายตำรวจคนหนึ่ง และขณะที่ผมเขียนจดหมายยาวเหยียดถึงคุณอยู่นี้ เขากำลังนั่งกระสับกระส่ายอยู่ที่เก้าอี้แสนสบายของผม เขาบอกมาว่าหมดความอดทนแล้ว และผมต้องไปเดี๋ยวนี้ ดังนั้น จึงไม่มีเวลาจะคิดถึงสิ่งใด ไม่มีเวลาครุ่นคิดถึงอนาคต หรือคิดว่าทำไมจู่ๆ พันเอกฮิวต์ถึงกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม แล้วยังที่เขากระซิบให้อุ่นใจตอนหลังอีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคืนนี้ผมคงนอนอยู่ภายในกำแพงน่าหวาดวั่นที่ไกด์ของคุณชี้บอกว่า คือนิวสกอตแลนด์ยาร์ด และเมื่อผมได้เขียนจดหมายอีกครั้ง เมื่อผมได้จบจดหมายที่เต็มไปด้วย...
     ตำรวจไม่ยอมรอแล้ว ช่างไร้น้ำอดน้ำทนยังกับเด็กน้อย แน่นอนว่าเขาโกหกที่พูดว่าผมให้เขารออยู่เป็นชั่วโมง
     ทว่าไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าตอนจบของเหตุการณ์ปริศนานี้จะเป็นอย่างไร ขอให้คุณแน่ใจได้เลยว่า ความคิดถึงคุณทำให้ผมงงงวยยิ่งกว่าสิ่งใด
     คิดถึงคุณ จากจองจำนิเวศน์

จดหมายฉบับที่ห้าจากหนุ่มคอลัมน์สื่อสัมพันธ์มาถึงโรงแรมคาร์ลตันในเช้าวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ซึ่งคนอ่านจำได้ดี จดหมายฉบับนี้ทำให้เด็กสาวจากเท็กซัสเห็นว่าเป็นจุดสุดขีดของความตื่นเต้นเกี่ยวกับคดีฆาตกรที่อเดลฟีเทอร์เรซ แต่ข่าวที่ว่าเพื่อนผู้แสนดีของเธอ เพื่อนที่เธอไม่รู้แม้แต่ชื่อ ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ ทำให้เธอแสนจะทุกข์ใจ ทั้งที่เรื่องนี้ส่อเค้ามาหลายวันแล้ว เธอคิดหาวิธีช่วยเขา คิดถึงขนาดว่าจะไปที่สกอตแลนด์ยาร์ด และใช้ฐานะสมาชิกสภาแห่งรัฐเท็กซัสของบิดา สั่งให้ปล่อยตัวหนุ่มสตอวร์เบอร์รีของเธอทันที แต่เมื่อคิดดูแล้ว เธอก็ตระหนักว่าสมาชิกสภาจากเท็กซัส มีความหมายน้อยกว่าน้อยต่อตำรวจอังกฤษ นอกจากนี้ เธออาจต้องยุ่งยากกับการอธิบายให้สมาชิกสภาคนนี้เข้าใจว่า เธอรู้เรื่องการฆาตกรรมนี้ได้อย่างไรทั้งๆ ที่ในหนังสือพิมพ์ยังไม่เคยลงข่าว
     ดังนั้น เธอจึงอ่านตอนท้ายจดหมายฉบับที่ห้าซ้ำอีกครั้ง ซึ่งบรรยายภาพพระเอกของเธอเดินเชิดหน้าไปรับความอับอายในสกอตแลนด์ยาร์ด เธอทอดถอนใจน้อยๆ ก่อนจะลงไปกินอาหารเช้ากับบิดา


บทที่ 7

เช้าวันนั้น เธอถามคำถามแปลกๆ มากมายเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการฆาตกรรม ซึ่งหากไม่ใช่เพราะมัวกังวลเรื่องอื่นอยู่ บิดาของเธอย่อมจะสะกิดใจในคำถามเหล่านี้
     “พ่อขอยืนกรานว่าเราต้องกลับบ้าน” เขาบอกลูกสาวด้วยท่าทางหดหู่ “ทหารเยอรมันเตรียมพร้อมแล้วที่เอ็กซ์ลาชาเเปล เตรียมรุกเข้าเมืองลิแอจ ใช่แล้ว เยอรมันจะรุกผ่านเบลเยียมเข้ามา รู้ไหมว่านั่นหมายความว่าอย่างไร อังกฤษจะเกิดสงคราม เกิดปัญหาแรงงาน การเรียกร้องสิทธิสตรี สงครามกลางเมืองในไอร์แลนด์ สามสิ่งนี้ทำให้หิมะในเท็กซัสละลายได้เลยเชียวนะ อังกฤษจะเข้าร่วมสงครามแน่ หรือมิฉะนั้นก็เท่ากับฆ่าตัวตายทั้งชาติ”
      บุตรสาวมองจ้อง เธอหารู้ไม่ว่าทั้งหมดที่พูดมานั้นบิดาฟังมาจากคนขัดร้องเท้าประจำโรงแรมอีกที เธอเริ่มคิดว่าบิดารอบรู้เหตุการณ์ต่างประเทศลึกซึ้งเกินคาด
     “ใช่แล้ว” เขาว่าต่อ “เราต้องเดินทางด่วน ที่นี่จะไม่น่าอยู่สำหรับพลเรือนทันทีที่สงครามปะทุขึ้น พ่อต้องไปให้ได้ ต่อให้ต้องซื้อบริษัทเดินเรือทั้งบริษัทก็ต้องยอมล่ะ”
     “เหลวไหลค่ะ” เด็กสาวว่า “นี่เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตเชียวนะคะ หนูจะไม่ยอมพลาดโอกาสเพราะพ่อแก่ๆ ขี้กังวลหรอก เราอยู่นี่แล้วนะคะ ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นตรงหน้าเรานี่เอง”
     “ประวัติศาสตร์อเมริกันก็ดีพอแล้วสำหรับพ่อ” เขาประกาศอย่างภูมิใจ “ลูกจ้องหน้าพ่อทำไม”
     “ล้าหลังจนวันตายงั้นหรือคะ” ท่าทางเธอจริงจัง “คุณพ่อคะ หนูรักพ่อมากจริงๆ เวลานี้รัฐบุรุษบางคนที่บ้านเราอาจทำตัวโง่เง่าเพราะกำลังเผชิญกับสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ หนูหวังว่าพ่อจะไม่เป็นแบบพวกนั้น”
     “เหลวไหล” เขาร้อง “พ่อจะไปที่สำนักงานบริษัทเดินเรือวันนี้ และจะต่อสู้ชนิดที่ไม่เคยทำมาก่อนแม้แต่เวลาหาเสียงเลือกตั้ง”
     บุตรสาวเห็นว่าบิดาตั้งใจแน่วแน่ ด้วยประสบการณ์และไหวพริบ เธอจึงไม่พยายามห้ามปรามอีก
     ลอนดอนในเช้าวันจันทร์ที่ร้อนระอุ เมืองทั้งเมืองต่างตื่นตัว เมืองที่ผู้คนต่างหนักอกด้วยความหวาดหวั่น หนังสือพิมพ์ออกฉบับพิเศษลงข่าวลือวันนี้ พรุ่งนี้กลับประกาศว่าข่าวนั้นไม่จริง พอวันต่อมาก็กลับมายืนยันข่าวเดิม คนที่พอจะคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้ เดินตามบนถนนด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ความปั่นป่วนครอบงำเมืองทั้งเมือง และเช่นเดียวกับในหัวใจเด็กสาวจากเท็กซัสเมื่อคิดถึงมิตรจากคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ ซึ่งเวลานี้อยู่ใน ‘จองจำนิเวศน์’ เบื้องหลังกำแพงถมึงทึงของสกอตแลนด์ยาร์ด
     บ่ายวันนั้น เมื่อบิดากลับมาท่าทางเปรมปรีดิ์ราวกับผู้พิชิต พลางประกาศว่า ได้ทุ่มเงินจำนวนโขซื้อตั๋วจากชายคนหนึ่งที่จะเดินทางไปกับเรือซาโรเนีย ในอีกสามวันข้างหน้า
     “รถไฟไปท่าเรือจะออกจากสถานีตอนสิบโมงเช้าวันพฤหัสฯ” เขาพูด “เที่ยวสั่งลาได้แล้วนะลูก แล้วเตรียมตัวให้พร้อม”
     สามวัน เธอฟังแล้วใจหาย ภายในสามวันนี้เธอจะได้รู้ตอนจบของเรื่องลึกลับนี้หรือไม่ เธอจะได้รู้ชะตากรรมของชายหนุ่มผู้เข้ามาหาเธออย่างผิดธรรมเนียมผ่านทางหนังสือพิมพ์หรือไม่ เมื่อสิ้นสุดสามวัน เขาอาจต้องอยู่ในสกอตแลนด์ยาร์ด ในฐานะนักโทษ หากนั่นเป็นความจริง เธอก็ไม่สามารถจากไปได้ ไม่มีทางเลย เธอเกือบจะบอกบิดาไปแล้วถึงเรื่องราวทั้งหมด เพราะมั่นใจว่าหลังจากปลอบจนบิดาใจเย็นลงแล้ว ก็คงจะขอความช่วยเหลือได้ หญิงสาวตัดสินใจว่าจะรอจนถึงเช้าพรุ่งนี้ และหากไม่มีจดหมายมาอีก ...
     แต่ในเช้าวันอังคารก็มีจดหมายมาถึงเธอ มันเริ่มต้นด้วยข่าวดี แต่ตอนท้ายนี่สิ... จดหมายมีใจความว่า

ถึงคุณผู้เป็นกังวล : จะมากเกินไปไหมที่ผมคาดหวังว่าคุณจะเป็นห่วง เมื่อรู้ว่าผมถูกคุมขังฐานฆาตกรรมนายทหารยศร้อยเอกแห่งกองทัพในอินเดีย หลักฐานทั้งหมดล้วนแต่ให้ร้ายผม ผมได้แต่หวังว่าความหวังอันน้อยนิดจะเป็นจริง -
     เอาล่ะ คุณผู้หญิงอย่ากังวลไปเลย ผมเพิ่งผ่านพ้นวันอันตื่นใจที่สุด ในบรรดาวันอันน่าตกใจที่เริ่มต้นมาตั้งแต่วันพฤหัสฯที่แล้ว และตอนนี้เมื่อพลบค่ำ ผมได้มานั่งอยู่ในห้องอย่างคนที่เป็นไท และเขียนจดหมายถึงคุณอย่างสงบสุข ซึ่งผมกำหนดได้เองหลังจากเพิ่งผ่านพ้นการผจญภัยที่น่าตกใจมาหมาดๆ
     ผมไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ไม่มีตำรวจมานั่งคุมผม สกอตแลนด์ยาร์ดไม่แยแสผมด้วยซ้ำ เพราะในที่สุดฆาตกรที่ฆ่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ก็ถูกจับกุมตัวได้แล้ว
     เมื่อคืนวันอาทิตย์ ผมต้องทนอับอายอยู่ในห้องขังที่สกอตแลนด์ยาร์ด ผมนอนไม่หลับ ส่วนใหญ่จะคิดถึงคุณ และคิดว่าจะหนีจากกับดักที่ปิดตายนี้อย่างไร วัตสัน เพื่อนผมที่สถานกงสุลมาหาผมเมื่อเย็น เขามีน้ำใจ แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงเขาที่สะกิดใจ ต่อมาผมถึงมั่นใจว่า เขาเชื่อว่าผมผิดจริง
     กลางคืนผ่านไป และวันนี้ก็ผ่านไปอีกค่อนวัน คำกวีอาจจะบรรยายว่า เวลาเดินลากขาไปอย่างเหนื่อยล้า ผมคิดถึงลอนดอนที่อาบด้วยแสงแดดสีเหลือง ผมคิดถึงคาร์ลตัน ป่านนี้คงไม่มีสตรอว์เบอร์รีเหลือแล้ว และบริกรของผม ชายปรัสเซียผู้ยืนตัวตรงแหน็ว คงจะกลับบ้านไปแล้วกระมัง กลับไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติ และผมคิดถึงคุณ
     บ่ายสามของวันนี้ ตำรวจเข้ามาพาผมไปห้องนักสืบเบรย์อีกครั้ง แต่ในห้องกลับไม่มีนักสืบเบรย์ มีเพียงพันเอกฮิวจ์ผู้ ดูไร้ที่ติและเยือกเย็นเช่นเคย เขายืนจ้องออกนอกหน้าต่างไปยังลานหินที่หม่นทึม เขาหันกลับมาเมื่อผมเข้าไป สภาพผมคงหมดรูปจริงๆ เพราะสีหน้าบ่งบอกว่าเสียใจ
     “เพื่อนรัก” เขาร้อง “ผมต้องขออภัยจริงๆ ผมตั้งใจให้คุณได้ออกมาตั้งแต่เมื่อคืน แต่โปรดเชื่อเถอะว่าผมงานล้นมือจริงๆ“
     ผมไม่ว่าอะไร จะพูดอะไรได้ คำแก้ตัวว่างานยุ่งมากนั้นเหลวไหลฟังไม่ขึ้น แต่ที่เขาแย้มว่าผมกำลังจะรอดพ้นจากเงื้อมมือตำรวจทำให้ผมใจเต้นแรง
     “คุณคงจะไม่มีวันให้อภัยผมที่ทิ้งคุณไปเมื่อวาน” เขาว่าต่อ “ผมบอกได้แค่ว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ แล้วคุณก็จะเข้าใจในไม่ช้า”
     ผมเริ่มใจอ่อน เพราะน้ำเสียงท่าทางของเขาดูออกว่ามาจากใจจริง
     “รอนักสืบเบรย์ก่อนนะครับ” พันเอกฮิวจ์พูดต่อ “ผมเข้าใจว่าคุณคงอยากรู้เรื่องราวอย่างกระจ่าง”
      “ตั้งแต่ต้นจนจบเลยล่ะ” ผมตอบ
     “เป็นธรรมดาอยู่แล้ว นักสืบเบรย์ถูกเรียกตัวไปกะทันหันเมื่อวานนี้หลังจากคุยกับเราเสร็จ ผมเข้าใจว่าเขาคงมีกิจธุระจำเป็นในยุโรป แต่โชคดีผมตามหาเขาจนเจอที่โดเวอร์ และตอนนี้เขากลับมาลอนดอนแล้ว คืออย่างนี้ ผมอยากเจอเขา เพราะว่าผมพบตัวฆาตกรที่ฆ่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์แล้ว “
     ได้ยินคำนั้นผมก็ใจเต้นแรงอีกครั้ง เพราะในความคิดผม สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องตั้งความหวังกันอย่างหนักถึงจะสำเร็จ พันเอกฮิวจ์เงียบไป ไม่กี่นาทีต่อมาประตูก็เปิดออก และเบรย์เดินเข้ามา เสื้อผ้าเขายับเยินเหมือนนอนหลับมาทั้งชุดเต็มยศ ดวงตาเล็กๆ แดงก่ำ แต่มีประกายโชติช่วงที่ผมไม่มีวันลืม ฮิวจ์โค้งคำนับ
     “สวัสดี คุณนักสืบ” เขาพูด “เสียใจจริงๆ ครับที่ต้องขัดจังหวะคุณแบบนี้ แต่ผมมีความจำเป็นยิ่งยวดที่ต้องให้คุณรู้ว่า คุณเป็นหนี้หมวกฮอมเบิร์กผม” เขาเดินเข้าไปใกล้นักสืบเบรย์มากขึ้น “คืออย่างนี้ ผมชนะพนันคุณแล้ว เพราะในที่สุดผมก็หาตัวคนที่ฆ่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์เจอ”
     แม้จะสงสัยเต็มแก่ ทว่าเบรย์ไม่พูดอะไรสักคำ เขานั่งลงที่โต๊ะและเหลือบมองกองจดหมายตรงหน้าอย่างเนือยๆ สุดท้ายเขาเงยหน้าขึ้นพูดอย่างเหนื่อยล้า
     “ผมแน่ใจว่าคุณฉลาดมาก ผู้พันฮิวจ์”
     “โอ๊ย อย่าชมกันขนาดนั้นเลยครับ” ฮิวจ์ตอบ “โชคเข้าข้างผมตั้งแต่แรกแล้ว ผมดีใจจริงๆ ที่ได้มาช่วยเรื่องนี้ เพราะเชื่อแน่ว่าถ้าผมไม่เข้ามาร่วมสืบ จะต้องมีผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนกันบ้าง”
     มืออ้วนกลมของเบรย์ยังเขี่ยจดหมายบนโต๊ะเล่น ฮิวจ์พูดต่อ “คุณเองก็เป็นนักสืบผู้หลักแหลม คุณคงอยากรู้ลำดับเรื่องราวว่าเป็นไงมาไงผมถึงชนะเดิมพันหมวกฮอมเบิร์กใช่ไหมครับ ผมเชื่อว่าคุณคงได้ข่าวแล้ว ว่าชายคนที่ผมจับได้ชื่อฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนเป็นสายลับอันดับหนึ่งของรัฐบาลเยอรมัน แต่ไม่กี่ปีมานี้เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ พวกเราสงสัยกันมาก พวกเราที่หน่วยยุทธการน่ะครับ”
     ผู้พันนั่งลงที่โต๊ะ และเผชิญหน้ากับเบรย์
     “คุณรู้จักใช่ไหม ฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์คนนี้” เขาพูดแบบสบายๆ
     “แน่นอน” เบรย์พูด น้ำเสียงยังเฉื่อยเนือยเช่นเดิม
     “เขาเป็นหัวหน้าทีมสายลับเยอรมันในอังกฤษ” ฮิวจ์เล่าต่อ “นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่จับเขาได้ แต่ผมจะไม่อวดอ้างล่ะ ความจริงร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์น่าจะจับเขาได้ แต่เขากลับโดนฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์กำจัดเสียก่อน”
     เบรย์เงยหน้าขึ้น
     “คุณบอกว่า จะเล่า...” เขาท้วง
     “ผมกำลังจะเล่า” ฮิวจ์พูด “ร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ทำเรื่องยุ่งในอินเดียและอดได้เลื่อนตำแหน่ง สงสัยกันว่าเขาไม่พอใจมากจนถึงกับเบื่อไม่อยากทำงานแล้ว เคาน์เตสโซฟี เดอ กราฟจึงถูกส่งมาล่อลวงเขาด้วยเสน่ห์ล้นเหลือของเธอ เพื่อขจัดความจงรักภักดีในใจผู้กอง ให้เขาเปลี่ยนข้างมาช่วยพรรคพวกของเธอ
      “ใคร ๆ ก็นึกว่าเธอทำสำเร็จ พวกเยอรมันคิดอย่างนั้น พวกเราที่หน่วยยุทธการก็คิดอย่างนั้น ในช่วงที่เขายังอยู่ที่อินเดีย
     “แต่หลังจากผู้กองและหญิงคนนั้นมาลอนดอน เราจึงพบว่าเข้าใจเขาผิดมาโดยตลอด เขาบอกให้เรารู้ทันทีเมื่อมีโอกาส ว่าเขาพยายามกู้ชื่อตัวเองโดยตามจับสายลับตัวกลั่นกลุ่มหนึ่ง จึงต้องแสร้งทำเป็นพวกเดียวกัน เขาบอกว่าได้รับภารกิจให้มาลอนดอนเพื่อพบฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ ซึ่งเป็นสายลับตัวฉกาจในหมู่พวกนั้น และเมื่อเขารู้ว่าชายคนนี้อยู่ที่ไหน ก็จะส่งข่าวให้เราอีกครั้ง หลายสัปดาห์ต่อมาผมเฝ้าติดตามเคาน์เตส และติดตามผู้กองอยู่ห่างๆ ด้วยเช่นกัน ผมละอายใจเหลือเกินที่ต้องยอมรับว่ายังไม่ไว้ใจเขานัก”
     พันเอกฮิวจ์ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง แล้วหันมาพูดต่อ “ร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์กับฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน การสื่อสารกันทางจดหมายนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เฟรเซอร์เฟรียร์รู้ว่าเจ้าแห่งสายลับต้องหาทางติดต่อเขาจนได้ และได้รับคำแนะนำให้คอยติดตามคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ในเดลีเมล์ ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าข้อความแปลกๆ เหล่านั้นมีบทบาทอย่างไร ประกาศคอลัมน์บอกให้ชายจากย่างกุ้งรู้ว่าต้องสอดดอกแอสเตอร์สีขาวที่กระดุม กลัดเข็มกลัดรูปแมลงปีกแข็งที่เนคไท และสวมหมวกฮอมเบิร์กเมื่อไปพบฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ที่ภัตตาคารยิโอลด์แกมบรินุส ถนนรีเจนท์ เมื่อวันพฤหัสฯที่แล้ว เวลาสี่ทุ่ม และดังที่เรารู้ ผู้กองได้เตรียมการทุกอย่างตามคำนัดแนะ ขณะเดียวกันเขาก็เตรียมการอย่างอื่นด้วย เขารู้ดีว่าเรื่องจะมาที่สกอตแลนด์ยาร์ดนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เขาจึงวางอุบายอย่างเชี่ยวชาญ จนได้พูดคุยกับนักสืบคนหนึ่งที่โรงแรมเซซิล ทั้งสองตกลงกันว่า ในคืนวันพฤหัสฯนั้น ฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์จะถูกจับกุมทันทีที่เข้ามาแนะนำตัวกับผู้กอง”
     ฮิวจ์หยุดเล่า เบรย์ยังคงไม่หยุดเขี่ยจดหมายเล่น ขณะที่ผู้พันฮิวจ์พูดกับเขาอย่างขึงขัง
     “เฟรเซอร์เฟรียร์ผู้น่าสงสาร” ฮิวจ์พูดต่อ “โชคร้าย ฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์รู้แทบจะในทันทีที่นักสืบคนนั้นรู้ ว่ามีการวางกับดักไว้ เขาไม่มีทางเลือก เขาสืบหาจนพบว่าผู้กองพักอยู่ที่ไหน แล้วไปที่นั่นตอนหนึ่งทุ่ม และฆ่าชายอังกฤษผู้กล้าหาญและจงรักภักดีอย่างอุกอาจ”
     ความเงียบแผ่คลุมไปทั่วห้อง ผมนั่งหมิ่นๆ บนเก้าอี้ รอฟังว่าคำเฉลยปริศนานี้จะพาเราไปถึงหนไหน
     “ที่จริงแล้ว ผมมีข้อมูลอยู่แค่น้อยนิด” ฮิวจ์เล่าต่อ “แต่ผมได้เปรียบอยู่บ้าง ที่สายลับคนนั้นคิดว่ามีแค่ตำรวจ เท่านั้นที่ตามล่าตัวฆาตกร เขาจึงไม่สนใจจะหลบหนีผม เพราะไม่ได้เอะใจว่าผมทำคดีนี้อยู่ หลายสัปดาห์ทีเดียวที่คนของผมเฝ้าดูเคาน์เตส ผมสั่งให้เฝ้าดูต่อไป คิดว่าไม่ช้าก็เร็วฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์จะต้องติดต่อเธอ ผมคิดไม่ผิด และสุดท้ายเมื่อได้เห็นกับตาตัวเองว่าฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์เป็นใคร คุณนักสืบ ผมก็ได้แต่ตกตะลึงจังงัง”
     “งั้นหรือ” เบรย์พูด
     “ผมตั้งหน้าตั้งตาหาหลักฐานเชื่อมโยงเขากับการฆาตกรรมที่อเดลฟีเทอร์เรซ รอยนิ้วมือทั้งหมดในห้องของผู้กองถูกลบไม่เหลือด้วยฝีมือใครสักคน แต่ผมพบรอยอื่นอยู่นอกบ้าน จากฝุ่นที่จับอยู่บนประตูหลังซึ่งไม่ค่อยมีคนใช้ ผมแอบเก็บรอยนิ้วมือจากหัวแม่มือขวาของคนที่ผมสงสัย และผลการเปรียบเทียบก็ช่างน่าตระหนก ต่อมาเมื่อผมไปที่ถนนฟลีท ก็โชคดีได้จดหมายที่ส่งให้เดลีเมล์ลงประกาศข้อความทั้งสี่ ข้อความในจดหมายเป็นตัวพิมพ์ดีด และผมสังเกตว่าตัวอักษร ‘เอ’ พิมพ์ตกบรรทัด จึงวางอุบายให้คนที่สงสัยว่าเป็นฆาตกร พิมพ์จดหมายส่งมาให้ผม ปรากฏว่าตัวอักษร ‘เอ’ ตกบรรทัด ต่อมาอาร์ชิบัลด์ เอนไรท์ คนทรยศที่เรารู้ดีว่าเป็นสุนัขรับใช้ต่างชาติก็มาถึงลอนดอน คนของผมไปพบเขาที่ยิโอลด์แกมบรินุส ถนนรีเจนท์ ในที่สุดผมก็ไปค้นบ้านของคนที่ผมแน่ใจว่าเป็นฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ ใต้ฟูกนอนของเขา ผมพบมีดเล่มนี้”
     พันเอกฮิวจ์โยนมีดลงบนโต๊ะของนักสืบเบรย์ มีดอินเดียที่ผมเห็นบนโต๊ะทำงานของร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์
     “หลักฐานทั้งหมดที่ว่ามาอยู่ในมือผมแล้ว ตอนที่ผมมาที่นี่เช้าวานนี้” ฮิวจ์พูดต่อ “แต่ข้อสรุปที่ได้มายังดูไม่น่าเชื่อ ยังสับสน ไม่น่าพอใจสำหรับผม ผมต้องการหลักฐานที่แน่นหนากว่านั้น นั่นคือเหตุผลที่ผมเบนความสงสัยไปยังเพื่อนชาวอเมริกันคนนี้ ผมรออยู่ เพราะรู้ว่าในที่สุดฟอนเดอเฮิร์ตส์ย่อมรู้ตัวว่าเขาอยู่ในภาวะล่อแหลม ผมคิดว่าถ้าโอกาสอำนวย เขาต้องหนีออกจากอังกฤษแน่ และถึงตอนนั้น ต่อให้เขาหลักแหลมขนาดไหน หลักฐานความผิดที่เรามีก็จะมัดเขาจนดิ้นไม่หลุด ผมคิดไม่ผิด บ่ายวานนี้ เขาพาตัวเคาน์เตสออกไปได้ แล้วออกเดินทางไปยุโรปด้วยกัน โชคดีว่าผมจับตัวเขาได้ที่โดเวอร์ ส่วนผู้หญิงคนนั้นผมยินดีปล่อยไป”
     เป็นครั้งแรกที่ความจริงอันน่าตกใจตีเข้าแสกหน้าผม ฮิวจ์ยิ้มให้ผู้ต้องสงสัยที่ถูกเขาจับกุม
     “นักสืบเบรย์” เขาพูด “หรือฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ แล้วแต่คุณจะเลือก ผมขอจับคุณด้วยสองข้อหา หนึ่ง ฐานเป็นหัวหน้าจารชนเยอรมันในอังกฤษ สอง ฐานฆาตกรรมร้อยเอกเฟรเซอร์ฟรีเออร์และโปรดรับคำชมจากผม คุณเก่งหาตัวจับยากทีเดียว”
     เบรย์นั่งนิ่ง ผมเองก็นั่งบื้ออยู่กับที่ ในที่สุดนักสืบก็เงยหน้าขึ้น ฝืนยิ้ม
     “คุณได้หมวกไป” เขาพูด “แต่ต้องไปเอาที่ฮอมเบิร์กเอง ผมยินดีจ่ายค่าเดินทางทั้งหมดให้”
     “ขอบคุณ” ฮิวจ์ตอบ “ผมหวังว่าจะได้ไปเยือนประเทศของคุณในเร็ว ๆ นี้ แต่ผมคงไม่หมกมุ่นอยู่กับหมวกใบนั้นหรอก และขอชมเชยอีกครั้ง คุณชะล่าใจไปหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะตำแหน่งของคุณ ในฐานะหัวหน้าหน่วยในสกอตแลนด์ยาร์ด มีหน้าที่ล่าตัวสายลับ ไม่น่าแปลกใจที่คุณไม่ต้องคอยระวังตัว เฟรเซอร์เฟรียร์ช่างเคราะห์ร้ายที่มาหาคุณเพื่อนัดแนะให้จับกุมตัวคุณเอง ผมได้ข้อมูลนี้จากเสมียนที่โรงแรมเซชิล หากมองจากทางคุณ ต้องบอกว่าคุณทำถูกแล้วที่ฆ่าเขา และอย่างที่ผมพูด เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่คุณเลินเล่อ เพราะคุณเตรียมการไว้แล้วว่า เมื่อข่าวการตายของผู้กองมาถึงสกอตแลนด์ยาร์ด ตัวคุณเองจะทำหน้าที่หาตัวคนร้าย ช่างเหมาะเจาะเสียจริงๆ ว่าไหม”
     “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น” เบรย์ยอมรับ และในที่สุดผมก็คิดว่าจับร่องรอยเจ็บใจในน้ำเสียงเขาได้
     “ผมเสียใจจริงๆ เสียใจมาก” ฮิวจ์พูด “วันนี้ หรือพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า อังกฤษจะเข้าร่วมสงคราม คุณคงรู้ว่านั่นหมายความว่าอย่างไรนะ ฟอน เดอ เฮิร์ตส์ ถูกจองจำในหอคอยแห่งลอนดอน และหน่วยยิงเป้า”
     เขาจงใจเดินหันหลังไปหยุดที่หน้าต่าง ฟอน เดอ เฮิร์ตส์เขี่ยมีดอินเดียที่วางอยู่บนโต๊ะเล่น เขาหันขวับไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง ทันใดนั้นเงื้อมือขึ้นจ้วงมีดแทงเข้าหัวใจก่อนที่ผมจะทันกระโดดเข้าไปขัดขวาง
     ผู้พันฮิวจ์หันกลับมาเมื่อผมร้องขึ้น แต่แม้จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ชายอังกฤษก็ยังคงสุขุมไม่เปลี่ยนแปลง
     “แย่จริง” เขาพูด “น่าเสียดายนัก ชายคนนี้ใจกล้า แถมยังฉลาดเป็นกรด แต่ถือว่าเขามีน้ำใจ เพราะนี่เท่ากับช่วยตัดเรื่องยุ่งยากให้ผมไปได้หลายอย่าง”
     ผู้พันสั่งให้ปล่อยตัวผมในทันที เขากับผมเดินไปตามถนนไวท์ฮอล ท่ามกลางแสงอาทิตย์สดใสที่น่ารื่นรมย์ยิ่งสำหรับผม หลังจากต้องอยู่หลังกำแพงหม่นของสกอตแลนด์ยาร์ดมาทั้งคืน เขาขอโทษอีกครั้งที่ทำให้ผมกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเมื่อวาน แต่ผมยืนยันว่าไม่ติดใจเรื่องนั้นแล้ว
     “มีอยู่สองสามเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ” ผมพูด “จดหมายที่ผมได้มาจากอินเทอร์ลาเคน...”
     “ง่ายมาก” เขาตอบ “เอนไรท์ ซึ่งตอนนี้อยู่ในหอคอยลอนดอน อยากติดต่อกับเฟรเซอร์ฟรีเออร์เพราะคิดว่าผู้กองเป็นสมาชิกผู้ซื่อสัตย์กลุ่มเดียวกัน จดหมายที่ส่งทางไปรษณีย์นั้นเสี่ยงเกินไป และอาศัยน้ำใจช่วยเหลือของคุณ เขาได้บอกให้ผู้กองรู้วันและเวลาใดที่เขาจะมาถึงลอนดอนอย่างลับๆ เฟรเซอร์เฟรียร์ไม่อยากให้คุณเข้ามาพัวพันกับแผนการ จึงกำจัดคุณออกไปโดยปฏิเสธว่าไม่มีญาติคนนี้ ซึ่งแน่นอน เป็นเรื่องจริงด้วย”
     “ทำไม” ผมถามอีก “เคาน์เตสถึงมาหาผม และขอให้เปลี่ยนคำให้การ “
     “เบรย์ส่งเธอมา เขาค้นโต๊ะของเฟรเซอร์ฟรีเออร์พบจดหมายของเอนไรท์เข้า จึงดิ้นรนหาทางให้ผู้หมวดหนุ่มรับความผิดไป ติดอยู่แค่คำให้การของคุณเรื่องช่วงเวลาที่เกิดฆาตกรรม เขาจึงพยายามขู่คุณ...”
     “แต่ว่า...”
     “ผมรู้...คุณกำลังสงสัยว่าทำไมเคาน์เตสถึงสารภาพกับผมในวันต่อมา ผมข่มขู่เธอน่ะสิ พอถูกซักหนักๆ เข้า เธอก็เริ่มมีส่วนพัวพันลึกขึ้นทุกที นั่นเป็นเพราะจู่ๆ เธอก็เกิดกลัวขึ้นมา และคิดได้ว่า ผมต้องเฝ้าดูเธอมาหลายสัปดาห์แล้ว และบางทีฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์อาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เขาคิด เมื่อได้จังหวะเหมาะ ผมจึงเปรยว่าอาจพาเธอไปมอบตัวให้นักสืบเบรย์ ทำให้เธอเกิดความคิดที่จะกุคำสารภาพขึ้นเพื่อจะได้เข้าถึงตัวเขา เมื่อพบเขา เธอก็เตือนเขา และทั้งคู่ก็จะได้หนีไปด้วยกัน”
     เราเดินไปด้วยกันเงียบๆ สักพัก รอบตัวเรา หนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษกรอบบ่ายทำนายอย่างน่ากลัวถึงความสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้น ใบหน้าของผู้พันหม่นลง
     “ฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์อยู่ในสกอตแลนด์ยาร์ดมากี่ปีแล้วครับ” ผมถาม
     “เกือบห้าปีแล้ว” ฮิวจ์ตอบ
     “ไม่น่าเชื่อเลย” ผมพึมพำ
     “ถูกแล้ว” เขาตอบ “แต่นี่เป็นแค่เรื่องเหลือเชื่อเรื่องแรกที่สงครามครั้งนี้จะเผยออกมา อีกสองเดือนจากนี้เราทุกคนจะลืมเรื่องนี้จนหมด เมื่อมีการเปิดเผยเรื่องเหลือเชื่ออื่นๆ ซึ่งไม่น่าเชื่อยิ่งกว่านี้” เขาถอนใจ “ถ้าผู้คนรอบๆ ตัวเราตอนนี้รู้ถึงทุกข์เข็ญที่รออยู่ละก็ กลียุค ความวุ่นวายจะอุบัติขึ้นโดยพวกเขาไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมอดขนลุกไม่ได้เมื่อนึกว่าเราจะต้องเสียสละอะไรไปบ้าง และหลายอย่างนั้นเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เสียด้วย แต่ก็เชื่อว่า ไม่ทางใดทางหนึ่ง สักวันหนึ่ง เราคงจะผ่านพ้นไปได้”
     เขากล่าวอำลาผมที่จตุรัสทราฟัลการ์ บอกว่าจะต้องไปตามหาตัวบิดาและน้องชายของผู้กองผู้ล่วงลับโดยด่วน เพื่อบอกให้คนทั้งคู่รู้ว่าวงศ์วานของตนนั้นแท้จริงแล้วยังจงรักภักดีต่อประเทศชาติ
     “ข่าวนี้คงเหมือนแสงสว่างส่องเข้าไปในความมืดเลยล่ะ” เขาพูด “เอาล่ะ ผมต้องขอบคุณคุณอีกครั้ง”
     เราแยกกันและผมกลับมาถึงห้องพัก ในที่สุดก็ได้คำตอบของปริศนาลึกลับ แม้ว่าคำเฉลยจะเลวร้ายจนยากจะเชื่อว่าเป็นจริงก็ตาม แต่ถึงอย่างไรมันก็ได้คลี่คลายแล้ว และผมควรรู้สึกสงบ หากแต่ข้อเท็จจริงอันชั่วร้ายเฝ้าหลอกหลอนผม มิยอมให้ผมได้พัก ผมต้องบอกคุณ คุณผู้หญิง แม้จะเกรงว่ามันจะเป็นการสิ้นสุดของทุกสิ่ง ยกเว้นแต่ว่าผมจะทำให้คุณเข้าใจได้
     ผมเดินวนเวียนในห้อง จมอยู่กับความคิดสับสน ลังเลเลือกไม่ถูก ตอนนี้ผมตัดสินใจได้แล้ว คงไม่มีทางอื่น ผมต้องบอกความจริงแก่คุณ
     แม้จะเป็นความจริงว่าเบรย์คือฟอน เดอร์ เฮิร์ตส์ แม้ว่าเขาจะฆ่าตัวตายเมื่อถูกเปิดโปง แต่กระนั้น เบรย์มิใช่คนที่ฆ่าร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์
     เมื่อค่ำพฤหัสฯที่แล้ว หลังหนึ่งทุ่มเล็กน้อย ผมเองเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของผู้กอง หยิบมีดจากโต๊ะ และแทงเขาเข้าที่หัวใจ
     แต่เป็นแรงกระตุ้นใดที่ผลักดันให้ผมทำเช่นนั้น คุณต้องคอยจนกว่าพรุ่งนี้จึงจะรู้ ผมจะใช้เวลาอันน่าอึดอัดอีกวันหนึ่งเตรียมคำแก้ตัว หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ดลใจให้คุณยอมอภัย และเข้าใจว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
     โปรดอย่าด่วนตัดสินผม คุณผู้หญิงที่รัก จนกว่าคุณจะรู้ทุกอย่าง จนกว่าหลักฐานของผมจะอยู่ในมือที่งดงามของคุณแล้ว
     จากเพื่อนผู้ต่ำต่อย

ย่อหน้าแรกๆ ในจดหมายฉบับที่หก ซึ่งเป็นฉบับรองสุดท้ายจากหนุ่มคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ นำรอยยิ้มโล่งอกมาสู่ใบหน้าของเด็กสาว เธอดีใจเหลือล้นที่เพื่อนได้ออกมาจากเบื้องหลังกำแพงสีเทาของเขื่อนวิกตอเรีย เธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ ในขณะอ่านจดหมาย เธอติดตามพันเอกฮิวจ์ไป เมื่อเขาเข้าใกล้บทสรุป ใกล้เข้าไปทุกที จนกระทั่งเขาชี้นิ้วไปที่นักสืบเบรย์ นี่เป็นจุดจบชั้นเลิศ และสาสมแล้วกับความผิดที่นักสืบคนนี้จับเพื่อนเธอขังคุก แต่แล้วตอนท้าย หนุ่มสตรอว์เบอร์รีกลับสารภาพผิด เหมือนกับจู่ๆ ก็มีคนทิ้งระเบิดลงมาจากเครื่องบิน เขาเองหรอกหรือที่เป็นฆาตกร เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
     ทว่าก็เห็นอยู่ชัดๆ ข้อความหมึกสีม่วงเหมือนสีดวงตา บนหน้ากระดาษเขียนจดหมายที่เธอเริ่มคุ้นเคยในช่วงสัปดาห์น่าระทึกที่เพิ่งผ่านไป. เธออ่านทวนเป็นครั้งที่สอง และครั้งที่สาม จากความไม่เชื่อ เริ่มกลายเป็นความโกรธ ใบหน้าเธอ แดงก่ำ แต่...เขายังขอร้องให้เธออย่าด่วนตัดสิน จนกว่าจะได้หลักฐานจากเขา แน่นอนว่าเป็นคำขอที่มีเหตุมีผล และเพื่อความเที่ยงธรรม เธอย่อมไม่อาจปฏิเสธได้


บทที่ 8

และแล้ววันแห่งความทุกข์ร้อนก็เริ่มต้น ไม่เพียงเด็กสาวจากเท็กซัส หากคนทั้งลอนดอนก็รู้สึกอย่างเดียวกัน บิดาของเธอพร่ำพูดถึงความลับทางการทูตที่เพิ่งได้มาจากคนขัดรองเท้า ต่อมาเมื่อกลับไปวอชิงตัน เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวเด่น เพราะสามารถจับทิศทางความเป็นไปในต่างประเทศได้ ไม่มีใครสงสัยคนขัดรองเท้าว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม สุภาพบุรุษจากเท็กซัสถูกลิขิตให้คิดถึงนักการทูตผู้สามารถคนดังกล่าวบ่อยๆ และได้แต่เสียดายว่าไม่อาจมีที่ปรึกษาอยู่แทบเท้าอีก
     “ต้องเกิดสงครามก่อนเที่ยงคืนแน่” เขาประกาศในเช้าวันอังคาร ซึ่งเป็นวันชี้ชะตา “พ่อจะบอกให้นะ มาเรียน เราโชคดีแล้วที่ได้ตั๋วเรือซาโรเนีย วันนี้ต่อให้ห้าพันดอลลาร์ พ่อก็ไม่ขาย พ่อจะมีสุขที่สุดเมื่อเราได้ขึ้นเรือในวันมะรืนนี้”
     วันมะรืนนี้ เด็กสาวครุ่นคิด ไม่ว่าอย่างไร เธอก็จะต้องอ่านจดหมายฉบับสุดท้าย จดหมายที่จะมีคำแก้ตัวที่เพื่อนหนุ่มของเธออธิบายการกระทำเลวร้ายของเขา เธอเฝ้ารอจดหมายฉบับสุดท้ายด้วยใจจดจ่อ
     วันนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า เมื่อสิ้นวันอังกฤษก็เข้าสู่สงคราม และคนขัดรองเท้าประจำคาร์ลตันได้กลายเป็นผู้พยากรณ์ในดวงใจชาวเท็กซัสคนหนึ่ง เช้าวันต่อมาจดหมายก็มาถึง และถูกฉีกออกอ่านด้วยมือสั่นระริก จดหมายมีความว่า

ผู้พิพากษาหญิงที่รัก นี่เป็นจดหมายฉบับที่เขียนยากที่สุด ในจำนวนจดหมายทั้งหมดที่ผมเขียนถึงคุณ ยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็มๆ ที่ผมเฝ้าครุ่นคิดถึงมัน เมื่อคืนผมเดินไปตามสันเขื่อนขณะที่รถม้าแล่นผ่าน และแสงไฟจากรถรางวูบไหววิบวับจากสะพานเวสต์มินเตอร์ ดูดั่งหิ่งห้อยในสวนหลังบ้านของเราในแคนซัส ขณะที่เดิน ผมวางแผนไปด้วย วันนี้ผมหมกตัวอยู่แต่ในห้อง และยังวางแผนอยู่ ตอนนี้ เมื่อนั่งลงจะเขียนจดหมาย ผมยังคงสับสน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน และพูดอย่างไรหลังจากที่เริ่มเขียน
     ท้ายจดหมายฉบับที่แล้ว ผมได้สารภาพกับคุณว่า ผมเองเป็นคนฆ่าร้อยเอกเฟรเซอร์ฟรีเออร์นั่นเป็นความจริง แม้ผมพยายามพูดให้ฟังดูไม่ร้ายแรงเท่านี้ แต่แก่นแท้ของมันก็มิได้เปลี่ยนไป ช่างเป็นความจริงอันขมขื่น
     เมื่อสัปดาห์ก่อน วันพฤหัสฯตอนหนึ่งทุ่ม ผมเดินขึ้นไปตามบันไดมืดมิด แล้วปักมีดเข้าที่หัวใจของสุภาพบุรุษผู้ไม่ทันป้องกันตัว ถ้าเพียงแต่ผมสามารถอ้างได้ว่าเขาทำให้ผมขุ่นข้องใจในเรื่องใด ถ้าผมสามารถพิสูจน์ได้ว่าการตายของเขานั้นจำเป็นต่อผมมาก พอๆ กับสถานการณ์ของนักสืบเบรย์ ถ้าอย่างนั้น คงพอหวังได้ว่าคุณจะให้อภัย แต่อนิจจา ผู้กองนั้นมีน้ำใจต่อผมนัก เขามีน้ำใจมากกว่าที่ผมจะแย้มให้คุณทราบจากจดหมาย ไม่มีความจำเป็นที่ผมต้องกำจัดเขาเลย แล้วผมจะหาข้อแก้ตัวได้จากไหนกัน
     ชั่วขณะนั้น ข้อแก้ตัวประการเดียวที่ผมคิดออกคือ...เพราะว่าผู้กองรู้ว่าผมฆ่าเขา
     ขณะนั่งเขียนจดหมายอยู่นี้ผมก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าเขาจากห้องชั้นบน เช่นเดียวกับที่ผมได้ยินเมื่อครั้งนั่งตรงนี้และเริ่มเขียนจดหมายฉบับแรกถึงคุณ เขากำลังแต่งตัวอยู่ เราจะออกไปรับประทานอาหารค่ำกันที่ร้านโรมาโน
     เอาล่ะ คุณผู้หญิง ในที่สุดคุณก็รู้คำตอบของปริศนาที่ทำให้คุณงวยงง ซึ่งผมหวังเช่นนั้น ผมฆ่าผู้กองเพื่อนผมในจดหมายฉบับที่สองที่เขียนถึงคุณ และเหตุการณ์ต่อมาทั้งหมด ล้วนเกิดขึ้นในจินตนาการขณะที่ผมนั่งอยู่ข้างๆ ตะเกียงสีเขียวในห้องหนังสือ คิดหาวิธีเขียนจดหมายถึงคุณให้ได้เจ็ดฉบับ ให้จับใจคุณตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างที่คำโฆษณานวนิยายเขาว่ากัน ผมมีความผิดแน่ ไม่ขอแก้ตัว ผมมิได้หวังว่าจะเลียนแบบอาดัม และโทษว่าถูกยั่วยวนโดยหญิงสาวแสนสวย แต่ถ้าจะยึดความจริงเป็นที่ตั้ง ผมก็ต้องเสริมว่า คุณเองก็ผิดด้วยเหมือนกัน เหตุผลน่ะหรือ ลองย้อนกลับไปดูประกาศของคุณในเดลีเมล์สิครับ ‘สาวเกรปฟรุตชื่นชอบเรื่องลึกลับและโรแมนติกมาก’
     แน่นอนว่าคุณไม่รู้ตัว แต่ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นคำท้าที่ทำให้ผมอดใจไว้ไม่อยู่ เนื่องจากผมเลี้ยงชีพด้วยการแต่งเรื่อง ที่จริงมันเป็นยิ่งกว่าการเลี้ยงชีพ เป็นลมหายใจของผมทีเดียว ผมแต่งเรื่องมาแล้วมากมาย และบางทีคุณอาจได้ติดตามบ้างจากบรอดเวย์ บางทีคุณอาจเคยดูละครเรื่องหนึ่งของผม ที่โฆษณาว่าจะจัดแสดงในลอนดอน และปรากฏอยู่ในรายการแสดงที่โรงละครเดอะพาเลซ นี่เองที่ทำให้ผมต้องอยู่ในอังกฤษ แต่บัดนี้โครงการถูกระงับแล้ว ผมจึงกลับบ้านได้อย่างอิสระ
     ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณมอบสิทธิให้ผมเขียนจดหมายเจ็ดฉบับ ก็เข้าทางผมพอดี ผมคิดว่า เธอชอบเรื่องลึกลับและโรแมนติก เอาล่ะ เธอก็จะได้ตามคำขอ
     เสียงรองเท้าบู๊ตของร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรีย์จากชั้นบนนี่เองที่ทำให้ผมคิดออก ชายผู้กล้าหาญและมีไมตรีจิต ผู้กองมีน้ำใจต่อผมมาตลอด นับตั้งแต่ผมนำจดหมายแนะนำตัวจากญาติของเขามาให้ ญาติที่ชื่ออาร์ชิบัลด์ เอนไรท์ อาร์ชีผู้น่าสงสาร เขาเป็นชายผู้สงบเสงี่ยมและรักความถูกต้อง เขาคงตกใจจนพูดไม่ออกถ้าได้รู้ว่าผมอุปโลกน์ให้เขาเป็นสายลับและแขกประจำของไลม์เฮาส์
     จุดเริ่มต้นคร่าวๆ ของเรื่องนี้เกิดขึ้นในใจเมื่อผมเขียนจดหมายฉบับแรก ผมคิดคร่าว ๆ ว่าต้องมีสิ่งผิดปกติในจดหมายแนะนำตัวของอาร์ชี ก่อนจะเขียนจดหมายฉบับที่สอง ผมก็รู้ว่า ร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น ผมจำมีดอินเดียที่เคยเห็นบนโต๊ะเขาได้ วินาทีนั้นเองที่ชะตาเขาถึงฆาต ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะแก้ปริศนาอย่างไร แต่ผมบังเอิญอ่านเจอข้อความแปลกๆ ทั้งสี่ข้อความในเดลีเมล์ และตกลงใจว่ามันต้องมีบทบาทในเรื่องนี้
     จดหมายฉบับที่สี่นั้นผมนึกพล็อตไม่ค่อยออก จนกระทั่งกลับมาจากกินอาหารค่ำ และเห็นรถรับจ้างคันหนึ่งจอดรออยู่เงียบๆ หน้าบ้าน จึงกลายเป็นการมาเยือนของหญิงผู้ใส่น้ำหอมกลิ่นไลแลค ผมเกรงว่าเรื่องหน่วยจารชนเยอรมันจะไม่เข้าท่านักสำหรับสายลับหญิงผู้ประกาศตัวด้วยวิธีเหลวไหลเช่นนั้น ถึงเวลาเขียนจดหมายฉบับที่ห้า ผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมควรจะถูกจับกุม ผมมีความหวังเล็กๆ ว่าคุณจะรู้สึกเสียใจกับข่าวนี้ โธ่ ผมช่างทารุณจิตใจคุณ ผมรู้ตัวดี
     ตั้งแต่จดหมายฉบับแรกๆ ผมเล่าให้ผู้กองฟังว่าผมจบชีวิตเขาอย่างโหดร้ายเพียงใด เขาขบขันมาก แต่ยืนกรานแน่วแน่ ว่าเขาต้องได้รับการกู้ชื่อในตอนจบ ซึ่งผมเห็นด้วย เขาดื้อรั้นมากทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่อมาเรื่องที่เขาบังเอิญเล่าให้ฟังทำให้ผมคิดออก ผู้กองเล่าว่าเขารู้มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เรื่องที่หัวหน้าหน่วยสืบราชการของพระเจ้าซาร์ ที่มีหน้าที่จับตัวสายลับ กลับกลายเป็นสายลับเสียเอง ผมจึงได้ความคิด แล้วถ้าสายลับในสกอตแลนด์ยาร์ดล่ะ
     ผมขอยืนยันว่าผมนั้นสำนึกผิดที่แต่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นมา คุณคงจำได้ว่าเมื่อผมเริ่มเรื่องนี้ ยังไม่มีข่าวศึกสงครามเลย แต่ขณะนี้ทั่วทั้งยุโรปลุกเป็นไฟ เมื่อคิดว่าเรากำลังจะเผชิญกับความขัดแย้งครั้งใหญ่ ความทุกข์ยากใหญ่หลวงรอคอยเราอยู่ ผมกับเรื่องแต่งเล็กๆ นี้ก็เริ่มจะดู...เอ้อ ผมเชื่อว่าคุณคงรู้ดีแก่ใจว่าผมจะพูดว่าอะไร
     อภัยให้ผมด้วย ผมเกรงว่าจะไม่สามารถหาถ้อยคำมาอธิบายได้ว่ามันสำคัญเพียงใด ที่จะทำให้คุณสนใจจดหมายของผม ให้คุณคิดว่าผมเป็นคนน่าสนใจคู่ควรกับคุณ เช้าวันนั้นเมื่อคุณเดินเข้ามาในภัตตาคารคาร์ลตัน เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมรู้สึกว่าคุณเข้ามาในภัตตาคารพร้อมกับนำ…แต่ผมไม่มีสิทธิจะพูดอย่างนั้น ผมไม่มีสิทธิพูดอะไรเลยนอกจากพูดว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ ถ้าผมทำให้คุณขุ่นเคือง ผมคงไม่ได้ยินข่าวคราวจากคุณอีกแล้ว
     ผู้กองจะมาถึงในไม่ช้า ใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้ว และเขาไม่เคยผิดเวลา เขาจะไม่กลับไปอินเดียอีก และคาดว่าจะได้ย้ายเข้าประจำในกองกำลังอาสาสงครามที่จะถูกส่งตัวไปภาคพื้นยุโรป ผมหวังว่ากองทัพเยอรมันจะปราณีเขามากกว่าผม
     ผมชื่อแจฟฟรีย์ เวสต์ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 19 อเดลฟีเทอร์เรซ ในห้องที่มองลงมาเห็นสวนสวยที่สุดในลอนดอน อย่างน้อยนี่ก็เป็นความจริง คืนนี้ช่างเงียบสงัด นครที่เสียงฮือฮาถึงสงครามและเสียงแห่งความพรั่นพรึงที่ดังอยู่ไม่หยุดหย่อน ดูเหมือนอยู่ไกลออกไปเป็นล้านไมล์
     เราจะได้พบกันหรือไม่ คำตอบล้วนขึ้นอยู่กับคุณ แต่โปรดเชื่อเถิดว่า ผมจะเฝ้ารอคอยคำตอบด้วยใจจดจ่อ และถ้าคุณให้โอกาสผมอธิบาย ผมพร้อมจะประณามตัวเองต่อหน้าคุณ จากนั้น ชายผู้ปลาบปลื้มจะอำลาสวนสวยและห้องอับทึบฝุ่นเขรอะ เพื่อติดตามคุณไปจนสุดขอบโลก ใช่ครับ ไปถึงเท็กซัสเลย
     ร้อยเอกเฟรเซอร์เฟรียร์เดินลงบันไดมาแล้ว ครานี้จะเป็นการลาจากกันตลอดกาลหรือไม่ คุณผู้หญิง ผมหวังหมดใจว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น
     หนุ่มสตรอว์เบอร์รีผู้สำนึกผิด


บทที่ 9

ถ้อยคำใดก็มิอาจบรรยายความรู้สึกของเด็กสาวที่คาร์ลตันเมื่อได้อ่านจดหมายฉบับนี้ จดหมายฉบับสุดท้ายในจำนวนเจ็ดฉบับที่เขียนถึงเธอ โดยส่งผ่านสาวใช้ชื่อซาดี ไฮท์ ถ้าใครสักคนลองเปิดพจนานุกรม อาจมีบางถ้อยคำที่พอใช้ได้ เช่น งงงัน โกรธ เหลือเชื่อ พิศวง หรือหากกลับไปที่ตัวอักษร ข อาจเจอคำว่า ขบขัน ด้วยซ้ำ เราจะปล่อยเธอไว้กับคำตอบของปริศนาที่เฉลยมาในจดหมาย ขณะที่เรือซาโรเนียจะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นแล้ว ขณะที่ในใจเธอก็ปั่นป่วนไปด้วยความรู้สึกต่างๆ ที่ดิ้นรนขัดแย้งกันอยู่
      เมื่อทิ้งเธอไว้อย่างนั้น เราจะกลับมาที่อเดลฟีเทอร์เรซ และชายหนุ่มผู้ร้อนรุ่มกลุ้มอกกลุ้มใจ
     เมื่อส่งจดหมายไปแล้ว แจฟฟรีย์ เวสต์ก็เข้านั่งประจำที่กระสับกระส่าย เขาทุรนทุรายอยู่เช่นนั้นตลอดช่วงเวลายาวนานของเช้าวันพุธ แต่เอาเป็นว่า เพื่อไม่ให้ภาพอันเจ็บปวดนี้ยืดเยื้อต่อไปอีก เราจะรีบต่อเรื่องว่า เวลาบ่ายสามโมงวันนั้นเอง มีโทรเลขส่งมายุติอาการร้อนใจของเขาแล้ว เขาฉีกซองออกอ่าน

หนุ่มสตรอว์เบอร์รี : ดิฉันจะไม่มีวัน ไม่มีวันอภัยให้คุณเลย แต่เราจะเดินทางกันพรุ่งนี้ไปกับเรือซาโรเนีย คุณคิดว่าจะกลับบ้านเร็วๆ นี้หรือเปล่า
     มาเรียน เอ. ลาร์เนด

ด้วยเหตุนี้ ไม่กี่นาทีต่อมา บรรดาชาวอเมริกันผู้ร้อนใจในสำนักงานเรือโดยสาร จึงได้เห็นชายหนุ่มผู้ตาเหลือกลานเหมือนคนบ้า ซึ่งทำให้ใครๆ ยิ่งหวาดหวั่นหนักขึ้นกว่าเดิม เขาประกาศเสียงกร้าวกับเสมียนผู้เหนื่อยล้าว่า จะต้องเดินทางไปกับเรือซาโรเนียให้จงได้ ดูท่าว่าจะไม่มีทางทำให้เขาสงบลงได้เลย ต่อให้มีคนเสนอให้โดยสารไปกับเรือเอกชนเขาก็คงไม่สนใจ
     เขาทำท่าคลุ้มคลั่ง ดึงทึ้งผม เอะอะโวยวาย ทว่าไร้ผล ถ้าพูดภาษาคนอเมริกันก็คือ ‘ไม่ได้เรื่องอะไรเลย’
     แม้จะหดหู่เขาก็ยังมุ่งมั่น เขาเที่ยวถามว่าใครจองตั๋วไปกับเรือซาโรเนียบ้าง ตอนแรกเขาหาไม่เจอ ไม่มีใครเลยที่โชคดีได้ตั๋ว ทว่าในที่สุดเขาเจอทอมมี เกรย์ เกลอเก่า ซึ่งพอถูกซักก็ยอมรับว่ามีบัตรโดยสารบนเรือลำที่เวสต์ต้องการหนักหนา แต่ต่อให้เอาทองมากองเป็นพันชั่งก็เปลี่ยนใจเขาไม่ได้ เขาว่า ถึงเขาอยากจะช่วยเหลือมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่เขากับภรรยาก็จะไม่เปลี่ยนความตั้งใจ ทั้งสองจะเดินทางไปกับเรือลำนี้
     แต่แล้วแจฟฟรีย์ เวสต์ก็เจรจากับเพื่อนเป็นผลสำเร็จ เขาได้ตราประทับของเรือโดยสารมาไว้กับตัว และจัดแจงกันว่ากระเป๋าสัมภาระต่างๆ ของเขาจะขึ้นเรือซาโรเนียไปในฐานะทรัพย์สินของเกรย์
     “แต่ว่า” เกรย์ทักท้วง “ต่อให้คุณทำได้สำเร็จ สมมติว่าคุณขึ้นเรือได้โดยไม่มีตั๋ว แล้วคุณจะนอนตรงไหน นอนล่ามโซ่อยู่ใต้ท้องเรืองั้นรึ”
     “ไม่เป็นไร” เวสต์ว่า “ผมจะนอนในห้องอาหาร หรือในเรือชูชีพ หรือช่องระบายน้ำข้างเรือ ที่ไหนก็ได้ ผมจะนอนกลางหาวก็ยังได้ ผมนอนได้ทุกที่ หรือแม้แต่ไม่มีที่นอน แต่ผมจะต้องได้ขึ้นเรือ ให้เอาช้างมาฉุดก็หยุดผมไว้ไม่ได้หรอก”
     เวลาห้าโมงเย็นของวันพฤหัสฯ เรือซาโรเนียแล่นอย่างนิ่มนวลออกจากท่าเรือลิเวอร์พูล ชาวอเมริกันสองพันห้าร้อยคน ซึ่งแทบจะเป็นจำนวนสองเท่าที่เรือสามารถรับไหว ยืนไชโยโห่ร้องกันบนดาดฟ้าเรือ บางคนในกลุ่มนี้มีเงินเป็นล้าน และจองที่ในส่วนหางเสือไว้ ทว่าระหว่างการข้ามมหาสมุทรครั้งนี้ ทุกคนล้วนหนีไม่พ้นความหิว ความหงุดหงิด และความยากลำบาก อาจถูกเหยียบทับ หรือต้องนั่งบนตักกัน ทั้งเบียดเสียดและกระทบกระทั่งกัน ตอนที่เรือออกจากท่าพวกเขาต่างไม่มั่นใจ แต่กระนั้นก็ยังโห่ร้องยินดี
     คนร่าเริงที่สุดคือแจฟฟรีย์ เวสต์ ผู้กุมชัยชนะในท่ามกลางความงงงวยสับสน ตอนนี้เขาอยู่บนเรืออย่างปลอดภัย เรือเริ่มออกเดินทางแล้ว เขาไม่สนใจว่าตนเองแอบขึ้นเรือในฐานะผู้โดยสารผี เนื่องจากเขาไม่มีตั๋ว ในใจเขาไม่มีอะไรเลย นอกจากความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างมากที่จะต้องอยู่บนเรือซาโรเนียลำนี้
     คืนนั้น เมื่อเรือซาโรเนียปกคลุมด้วยความมืด เพราะปิดไฟบนดาดฟ้าเรือหมดแล้ว และหน้าต่างทุกบานปิดม่านลง เวสต์แลเห็นร่างอรชรของหญิงสาวผู้มีความหมายต่อเขาเหลือคณายืนอยู่บนดาดฟ้ามืดสลัว เธอจ้องมองลงไปในน้ำดำมืด เขาใจเต้นแรงราวกับตีกลอง ก้าวเดินไปหาเธอ นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร แต่รู้ว่าต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง
     “ได้โปรดอภัยให้ผมที่เข้ามาพูดกับคุณ...” เขาเกริ่น “ผมอยากบอกคุณว่า...”
     หล่อนหันมาทำท่าตกตะลึง แล้วยิ้ม รอยยิ้มน้อยๆ แสนประหลาดที่เขามองไม่เห็นเนื่องจากความมืด
     “ขอโทษค่ะ” เธอพูด “ดิฉันจำได้ว่า ไม่เคยพบคุณมาก่อน...”
     “ผมรู้” เขาตอบ “เรื่องนั้นเราค่อยจัดการกันวันพรุ่งนี้ คุณนายทอมมี เกรย์บอกว่าได้พบคุณแล้ว...”
     “ก็แค่รู้จักกันบนเรือโดยสารเท่านั้น” เธอตอบอย่างเย็นชา
     “ใช่แล้วครับ แต่คุณนายเกรย์เป็นคนน่ารัก หล่อนจะทำให้ถูกต้องตามธรรมเนียมแน่ ผมแค่อยากบอกคุณ ก่อนที่พรุ่งนี้จะมาถึง...”
     “ถ้าอย่างนั้น เรารอจะไม่ดีกว่าหรือ”
     “ไม่ได้ครับ ผมแอบขึ้นเรือโดยไม่มีตั๋ว ผมต้องลงไปบอกเจ้าหน้าที่เรือเดี๋ยวนี้แล้ว บางทีเขาอาจโยนผมลงจากเรือ หรืออาจจับผมขังไว้ ผมไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรกับคนอย่างผม บางทีเขาอาจให้ผมไปตักถ่านหิน ซึ่งผมจะไม่มีโอกาสได้เห็นคุณอีก ดังนั้นผมจึงอยากพูดเดี๋ยวนี้ ผมเสียใจที่จินตนาการบรรเจิดเกินไป ผมเขียนเพลินไปหน่อย จริงๆ นะครับ ผมไม่ตั้งใจจะเขียนจดหมายหลอกลวงคุณ แต่พอเริ่มมันก็ คุณรู้ใช่ไหมครับ ว่าผมรักคุณสุดหัวใจ นับตั้งแต่วินาทีที่คุณเดินเข้ามาในคาร์ลตัน เช้าวันนั้น ผม...”
     “จริงหรือคะ คุณ....”
     “เวสต์ครับ แจฟฟรีย์ เวสต์ ผมเทิดทูนบูชาคุณ ต้องให้ผมทำอย่างไรครับคุณถึงจะเชื่อ ผมจะได้ทำก่อนที่เรือลำนี้จะเทียบท่าในนอร์ทริเวอร์ บางทีผมควรจะพูดกับบิดาของคุณ บอกเขาเกี่ยวกับคอลัมน์สื่อสัมพันธ์ และจดหมายทั้งเจ็ดฉบับนั่น”
     “อย่าทำอย่างนั้นเลยค่ะ คุณพ่อกำลังอารมณ์เสีย อาหารเย็นแย่มาก แต่บริกรกลับบอกว่า วันต่อๆ ไปเราจะมองย้อนกลับมา และยกให้อาหารมื้อนี้ถือเป็นอาหารชั้นดีไปเลยล่ะ คุณพ่อนอนไม่หลับด้วยค่ะ เพราะห้องนอนพิเศษที่เขาจัดให้”
     “ก็ยิ่งดีสิครับ ผมไปจะพบท่านเดี๋ยวนี้ เพราะถ้าตอนนี้ท่านยอมรับผมได้ ต่อไปไม่ว่าตอนไหนท่านก็จะรับผมได้ และโปรดบอกสักคำเถอะครับ ก่อนผมจะลงไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าดุข้างล่าง คุณเชื่อไหมที่ผมบอกว่าหลงรัก...”
     “หลงรักเรื่องลึกลับและโรแมนติกน่ะสิ หลงรักในอำนาจอันน่าทึ่งของตัวคุณเองว่าเสกสรรปั้นแต่งอะไรก็ได้ แล้วอย่างนี้ฉันจะเชื่อคำคุณได้หรือ”
     “ก่อนที่การเดินทางครั้งนี้จะสิ้นสุดลง คุณจะเชื่อผม ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น ถ้าเจ้าหน้าที่เรือยอมปล่อย...”
     “คุณมีเรื่องต้องพิสูจน์มากมายเชียวล่ะ” หญิงสาวยิ้ม “พรุ่งนี้ เมื่อคุณนายทอมมี เกรย์แนะนำเราให้รู้จักกัน ฉันอาจจะยอมรับคุณในฐานะนักแต่งเรื่อง ฉันรู้มาว่าคุณเก่งเสียด้วย แต่จะให้ยอมรับในฐานะ…มันเหลวไหลเกินไป คุณรีบไปคุยธุระกับเจ้าหน้าที่เถอะค่ะ”
     เขาเดินจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก ภายในห้านาทีเขาก็กลับมา หญิงสาวยังคงยืนอยู่ข้างระเบียงเรือ
     “ทุกอย่างเรียบร้อย” เวสต์พูด “ผมคิดว่ามีแต่ผมอยู่คนเดียว แต่ปรากฏว่ามีอีกสิบเอ็ดคนที่แอบขึ้นเรือมาเหมือนกัน หนึ่งในนั้นเป็นมหาเศรษฐีจากวอลล์สตรีท พนักงานเก็บเงินไปแล้วก็บอกให้เรานอนบนดาดฟ้า ถ้ายังเหลือที่น่ะครับ”
     “ฉันเสียใจค่ะ” เด็กสาวพูด “ฉันอยากให้คุณไปตักถ่านหินมากกว่า” เธอมองไปรอบๆ ดาดฟ้ามืดสลัว “น่าตื่นเต้นนะคะ ฉันแน่ใจว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับและโรแมนติกมากมาย”
     “ผมรู้ว่ามันจะเต็มไปด้วยเรื่องโรแมนติก” เวสต์ตอบ “ส่วนเรื่องลึกลับก็คือ ผมจะทำให้คุณเชื่อได้หรือเปล่า”
      “ชู่ว์” เด็กสาวแทรก “คุณพ่อมาแล้วค่ะ ดิฉันยินดีจะพบคุณพรุ่งนี้เช้า น่าสงสารคุณพ่อ คงจะเดินหาที่นอน”
     ห้าคืนต่อมา คุณพ่อผู้น่าสงสารนอนหลับบนดาดฟ้าทุกคืนพร้อมเสื้อผ้าเต็มยศ ขณะที่เรือแล่นฝ่าฝอยฝนหนาวเหน็บ และต้องอดอยากหิวโหยในห้องอาหารที่ขาดแคลนอาหาร สภาพเขาตอนนี้ แม้กระทั่งคู่แข่งทางการเมืองมาเห็นเข้าคงอดเวทนาไม่ได้ ทันทีที่เสร็จจากกินอาหารค่ำที่แทบไม่ถึงครึ่งท้องของชาวเท็กซัสผู้เจริญอาหาร เขาจะเอนกายลงอย่างสิ้นหวังในห้องพักส่วนตัว ซึ่งได้แก่เก้าอี้ตัวหนึ่งบนดาดฟ้า จู่ๆ แจฟฟรีย์ เวสต์ผู้คล่องแคล่วก็เข้ามานั่งข้างๆ
     “คุณลาร์เนดครับ” เขาพูด “ผมมีของมาฝาก”
     เขายิ้มอย่างมีน้ำใจ พลางก็หยิบมันฝรั่งหัวใหญ่อบร้อนๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชายชาวเท็กซัสรับของฝากด้วยความยินดีปรีดา
     “คุณไปได้มาจากไหน” เขาถาม พร้อมกับเริ่มจัดการกับสมบัติล้ำค่า
     “นั่นเป็นความลับ” เวสต์ตอบ “แต่ผมหามาได้อีกมากเท่าที่ผมต้องการ คุณลาร์เนด ผมพูดได้ว่า คุณจะไม่หิวโหยอีกต่อไป อีกอย่างที่ผมอยากจะพูดคือ ผมตั้งใจจะแต่งงานกับลูกสาวของคุณ”
     แม้จะยุ่งอยู่กับมันฝรั่ง รัฐบุรุษก็กล่าวว่า
     “เธอว่าอย่างไรล่ะ”
     “เธอบอกว่าไม่มีทาง แต่...”
     “ถ้างั้นระวังนะไอ้ลูกชาย เธอตัดสินใจแล้วว่าต้องได้คุณ”
     “ผมดีใจที่คุณพูดอย่างนั้นครับ ผมอยากจะแนะนำตัวด้วย และอยากให้คุณรู้ว่า ก่อนที่ผมและลูกสาวของคุณจะพบกัน ผมได้เขียนจดหมายถึงเธอเจ็ดฉบับ”
     “เดี๋ยวก่อน” ชายสูงวัยพูด “ก่อนจะเข้าเรื่องนั้นน่ะ บอกมาสิพ่อหนุ่มว่าไปเอามันฝรั่งนี่มาจากไหน “
     เวสต์พยักหน้า
     “ได้ครับ” เขาพูด และโน้มตัวมากระซิบบอก
     เป็นครั้งแรกของวันที่รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าชายสูงวัย
     “ไอ้ลูกชาย” เขาพูด “ฉันคิดว่าฉันต้องชอบเธอแน่ อย่างอื่นก็ไม่ต้องสนใจแล้ว ฉันรู้เรื่องเธอหมดแล้วจากเพื่อนเธอที่ชื่อเกรย์ ส่วนจดหมายพวกนั้น มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้การเดินทางช่วงแรกบนเรือลำนี้พอจะทนไหว มาเรียนเอามาให้ฉันอ่านตั้งแต่คืนแรกที่เราขึ้นเรือแล้ว”
     ทันใดนั้น พระจันทร์ที่หายไปนานก็เยี่ยมหน้าออกจากหมู่เมฆ ส่งแสงอาบเรือโดยสารที่แน่นขนัดซึ่งแล่นไปบนผืนน้ำสีเงิน เวสต์ปล่อยให้ชายชรากินมันฝรั่งตามสบาย โดยตัวเขาออกไปตามหาลูกสาว
     เธอยืนอยู่กลางแสงจันทร์ เกาะรั้วข้างเรือบนดาดฟ้าส่วนหน้า ดวงตาเธอจ้องมองอย่างเคลิ้มฝันไปยังประเทศอันยิ่งใหญ่ ที่นำการผจญภัยและสิ่งต่างๆ มาให้อย่างน่าชื่นมื่น เธอหันมาหาเมื่อเวสต์เดินมา
     “ผมเพิ่งคุยกับพ่อของคุณมา” เขาพูด “ท่านบอกว่า คิดว่าคุณตั้งใจจะตอบรับผมอยู่แล้ว” เธอหัวเราะ
     “คืนพรุ่งนี้” หญิงสาวตอบ “จะเป็นวันสุดท้ายของเราบนเรือลำนี้ ฉันจะบอกคุณว่าตัดสินใจอย่างไร”
     “แต่มันอีกตั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมต้องรอนานขนาดนั้นเชียวหรือ”
     “รออีกนิดจะเป็นไรไป ฉันยังจำได้ดีว่าต้องรอจดหมายของคุณนานแค่ไหน...”
     “ผมรู้ แต่คืนนี้ล่ะครับ คุณจะไม่บอกใบ้ผมสักหน่อยหรือ”
     “ฉันเป็นคนไร้เมตตาค่ะ ไร้เมตตาอย่างที่สุด”
     ทันใดนั้น มือของเวสต์ก็เอื้อมไปกุมมือเธอ สาวน้อยพูดต่อเบาๆ “ฉันจะไม่บอกใบ้อะไรทั้งนั้น นอกจากว่า คำตอบของฉันในวันพรุ่งนี้คือ...ตกลงค่ะ”

ศรุตยา วงศ์วิเชียรชัย แปล

 
เก็บมาฝากจาก วรรณกรรมดอทคอม




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มาลัยอิสรา วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/womenfreedom
Another World is Possible!

แวะมาบอกข่าวค่ะ.........

ขยายเวลารับสมัครถึง 8 พฤษภาคมนี้
เพื่อการเสริมศักยภาพสตรีในทุกวงการ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อเวลาเปิดรับสมัครนักศึกษา
ปริญญาโท "สตรีศึกษา" รุ่นที่ 5 (รอบ2)

สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้อนุมัติการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาสตรีศึกษา มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2544 ปัจจุบันการวางแผนและการกำหนดนโยบายของหน่วยงานทุกระดับและทุกภาคส่วนจึงต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสตรีและบทบาทหญิงชายศึกษา (Women's หรือ Gender Studies) ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเท่านั้น สตรีศึกษายังเป็นการเรียนรู้ซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษาเกิดการหยั่งรู้และเกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้งอีกด้วย เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำ และเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างเสมอภาคสร้างสรรค์
ในวงวิชาการระดับสากลเท่าที่สำรวจได้ มีมหาวิทยาลัยกว่า 500 แห่ง ที่เปิดสอนวิชาสตรีและบทบาทหญิงชายศึกษาในระดับปริญญาตรี โท เอก ส่วนในประเทศไทย สตรีและบทบาทหญิงชายศึกษายังเป็นสาขาวิชาใหม่ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

โครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ ร่วมกับ

โครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ เปิดจำหน่ายใบสมัครตั้งแต่ วันนี้ ถึง 8 พฤษภาคม 2550 และรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาโทสาขาสตรีศึกษา หลักสูตรภาคค่ำเรียนตอนเย็น วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ โดยรับผู้จบปริญญาตรีทุกสาขา ได้เกรดเฉลี่ย 2 ขึ้นไป ผู้สนใจหาซื้อใบสมัครได้ที่โครงการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสตรีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ, โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0–2613–3605, 0–2613–3150–1 โทรสาร 0–2613–3609, 0–2224–9420

www.ci.tu.ac.th
E–mail : wysp@tu.ac.th

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
GPEN วันที่ : 05/03/2007 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/comicbook

จำหนุ่มไทยไหงคาดหัวธงญี่ปุ่นได้ไหมครับ
อยากรู้ประวัติหนุ่มไทยคนนี้เชิญไปอ่านตอนสองนะครับ

ปล จากที่อ่านบล๊อกนี้จึงอยากได้คำวิจารณ์แบบเต็มๆ
ของเจ้าของบล๊อก ด้วยนะครับ

ผมขอเซฟโพสท์นี้ก่อน เอาไปอ่านแล้วจะกลับมาคอมเมนท์ด้วยเหมือนกัน ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
naive วันที่ : 26/02/2007 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wickedgirl

ยาวเจงๆ ขออ่านวันละตอนสองตอนละกันนะ ก็น่าสนุกดี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซามูไรไม่มีลูกอ่อน วันที่ : 26/02/2007 เวลา : 01.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oksamurai
 

โอว...เรื่องยาวมาก วันนี้ขออ่านไปส่วนนึงก่อนนะคะ
วันหลังค่อยมาต่อให้จบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน