• Man_InTheSky
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pisak_kok_9@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-12-27
  • จำนวนเรื่อง : 49
  • จำนวนผู้ชม : 67938
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
pisak
บทความทางการเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pisak
วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2552
Posted by Man_InTheSky , ผู้อ่าน : 1451 , 14:29:03 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ลงคอลัมภ์สำนักข่าวราชดำเนิน วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2551

 

พระสยามเทวาธิราช กับแนวคิดการสร้างรัฐชาติ ! (1)

 

หลายท่านคงเคยเห็นเทวรูปทรงต้นยืน ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช สวมมงกุฏ พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบ พระดัชนีเสมอพระอุระ ขนาด ๘ นิ้ว หล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงสถิตอยู่ในเรือนแก้วที่ทำด้วยไม้จันทน์ แบบวิมานเก๋งจีน เบื้องหลังมีคำจารึกด้วยอักษรจีน แปลเป็นไทยว่า “ที่สิงสถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช” ประดิษฐานอยู่ในวิมานไม้แกะสลักกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงถวายพระนาม "พระสยามเทวาธิราช" ซึ่งชาวไทยทั้งหลายต่างเชื่อกันว่าเป็นเทพยดาผู้ปกป้องคุ้มครองเมืองไทย แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าการสร้างพระสยามเทวาธิราชขึ้นมานั้น ยังแฝงไว้ด้วยเหตุผลทางการเมืองอันลึกซึ้ง ดังต่อไปนี้

 

จุดกำเนิดของพระสยามเทวาธิราช

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเล่าว่า "...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้นๆ ศตวรรษที่ 19 ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพักๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ 1 แล้ว ถึงรัชกาลที่ 2 ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขายใน พ.ศ. 2363 โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก 2 ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Grawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. 2365

ถึงรัชกาลที่ 3 อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2368 ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Robert) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. 2375 มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. 2381 และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir. Jame Brooks) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัค (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 233393 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง 4 ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่นๆ ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ 3 ว่า “...พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะทรงเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน...” 

ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง 27 ปี พอเสวยราชย์ได้ 4 ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อนๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิดๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่า “พระสยามเทวาธิราช” ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์           

 

พระสยามเทวาธิราชกับการสร้างรัฐชาติ

                กฤษดา ไพรวรรณ์ได้เขียนประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับนครรัฐสยามไว้ว่า ตั้งแต่สมัยสุโขทัยอันเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทยตามที่ปรากฏในแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการและความเชื่อของคนไทยโดยทั่วไป มาจนกระทั่งถึงตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ การเมืองการปกครองของไทยอยู่ในรูปแบบของนครรัฐมาโดยตลอด ดังเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา แม้กรุงศรีอยุธยาจะได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองแต่เราก็ปฏิเสธถึงความมีอยู่ของอำนาจภายในกลุ่มแคว้นต่างๆไม่ได้ เช่น สุพรรณบุรี ลพบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช ราชบัลลังก์แห่งกรุงศรีอยุธยานั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งอำนาจซึ่งหากกลุ่มอำนาจใดสามารถที่จะเข้ามาครอบครองได้แล้ว ผู้นั้นก็จะสามารถที่จะเชื่อมกลุ่มอำนาจต่างๆเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกัน แต่มิได้หมายความว่าจะสามารถหลอมรวมเอากลุ่มอำนาจเหล่านั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาได้แต่อย่างใด

                ครั้นมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์สภาพการณ์ทางการเมืองการปกครองก็คงยังเป็นเช่นที่กล่าวมา เนื่องจากกำเนิดของกรุงเทพมหานครก็คือการรื้อฟื้นเอากรุงศรีอยุธยาที่อยู่ในความทรงจำของกลุ่มชนชั้นนำที่ร่วมกันสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นมา เฉพาะในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมสิ่งที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยาหลายสิ่งหลายอย่างก็ได้ปรากฏอยู่ในกรุงเทพมหานครด้วย ดังเช่น คติการสร้างวัดไว้ในบริเวณพระบรมมหาราชวังซึ่งในกรณีของกรุงศรีอยุธยามีวัดพระศรีสรรเพ็ชร ในกรุงเทพมหานครก็มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นต้น แม้กระทั่งขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบการปกครองของกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงต้นนั้นล้วนแล้วแต่ถอดแบบมาจากกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น รวมถึงสภาพการของการปกครองในรูปแบบของนครรัฐสยาม

               

ภิศักดิ์  กัลยาณมิตร

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์  ในพระบรมราชูปถัมภ์

pisak_kok_9@hotmail.com

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน