• piss_it
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-30
  • จำนวนเรื่อง : 141
  • จำนวนผู้ชม : 427555
  • ส่ง msg :
  • โหวต 151 คน
piss_it
วรรณกรรมไร้ขอบเขต ในประเทศที่เต็มไปด้วย กรอบ กฎ และ เกม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pissit
วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม 2551
Posted by piss_it , ผู้อ่าน : 8618 , 17:04:45 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เอนทรีนี้ เป็นความต่อเนื่องจากเรื่อง "10 ตำนานเพลงลูกทุ่งอีสาน (ในทัศนะของข้าพเจ้า)"
http://www.oknation.net/blog/pissit/2007/12/01/entry-1
ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2550
โดยตั้งใจว่า หลังจากจบเรื่องเพลงลูกทุ่งอีสานแล้ว จะต่อด้วย "เพลงรำวงอีสาน"
ซึ่งก็คือเพลงลูกทุ่งอีสานเช่นกันนั่นแหละ
เพียงแต่แยกย่อยออกมาให้เห็นชัดเจน-เป็นอีกแขนงหนึ่ง เพื่อผมจะได้หาเรื่องมาเขียน(โม้)
ให้ท่านได้อ่านได้อีก 5 5 5

จากที่คิดว่า พอจบเรื่อง "ลูกทุ่งอีสาน" ปุ๊บ ก็จะต่อด้วยเรื่อง "รำวงอีสาน" ปั๊บ
ก็ยืดยาด เนิ่นนาน มาถึงวันนี้ กินเวลา 7 เดือนเต็ม ๆ เข้าไปแล้ว
สาเหตุหลัก ก็คือ ความขี้เกียจ (5 5 5) ตั้งใจว่าจะลงมือ ๆๆๆ ๆ  ๆๆ  แต่มือมันไม่ได้ลงสักที
ส่วนสาเหตุรอง คือ ผมหาเพลงที่ต้องการจะนำมาลง ไม่ได้ครบ (ก็เพราะความขี้เกียจหานั่นแหละ) ก็เลย กินเวลายาวนานปานนี้ กว่าเรื่องเพลงรำวงอีสาน จะเสร็จสมบูรณ์ดี

ซึ่งก็ต้องขอบคุณ บล็อกเกอร์ธีร์ http://www.oknation.net/blog/teeanmai - อาจารย์หนุ่มจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังนะแหละ 555) ที่ได้มอบเพลงลูกทุ่งเก่า ๆ จำนวนหนึ่งให้ผม ทำให้ผมได้เพลงที่ยังหาไม่ได้ มาอีกหลายเพลง

เข้าเรื่องเลยดีกว่า โม้น้ำท่วมทุ่งมาซะนาน

ความเป็นมาของ "รำวง" ในหนังสือ "ลูกทุ่งอีสาน" ของคุณแวง พลังวรรณ กล่าวไว้ว่า
รำวงมีที่มาจาก "รำโทน" ของภาคอีสาน ที่ละเล่นกันในเทศกาลงานบุญมาเนิ่นนาน
จนยากจะสืบค้นว่า มีจุดแรกเริ่มแต่เมื่อใด
แล้วรัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งกำลังสร้างชาติโดยใช้นโยบาย "รัฐนิยม" ได้นำรำโทนของภาคอีสาน มาปรับประยุกต์เป็น "รำวงสามัคคี" เพื่อสร้างเสริมเอกลักษณ์ประจำชาติ
โดยมีท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยาท่านผู้นำ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่
ในการผลักดัน "วัฒนธรรมรำวง" ให้เป็นที่แพร่หลาย

ในเบื้องแรก ท่านผู้หญิงละเอียด ได้กำหนดเพลงแม่แบบรำวงออกมาทั้งหมด 10 เพลง
โดยเป็นการแต่งคำร้องโดยท่านผู้หญิงละเอียดถึง 6 เพลง อีก 4 เพลงเป็นการประพันธ์ของ
จมื่นมานิตย์นเรศ
เพลงรำวงแม่แบบ หรือที่รู้จักกันในนาม "รำวงมาตรฐาน" ปัจจุบันนี้ ยังพอหาซื้อได้ ผมเคยเห็นที่ร้านศึกษาภัณฑ์ ราชดำเนิน และที่ร้านค้าของกรมศิลปากร ก็น่าจะมีวางจำหน่าย

เพลงรำวงมาตรฐานชุดแรก ที่ยังเป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบัน ก็คือเพลง "งามแสงเดือน" งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ...นั่นเอง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล ป. ล่มสสาย กลายเป็นอาชญากรสงคราม นโยบาย "รัฐนิยม" ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ
สวมหมวก เลี้ยงไก่ ห้ามกินหมาก และการลดทอนอักขระในภาษาไทย จนกลายเป็นภาษาวิบัติ ฯลฯ
ก็ได้เสื่อมสลายหายไปกับรัฐนาวาของท่านผู้นำ จนหมดสิ้น
แต่ที่น่าแปลกคือ "วัฒนธรรมรำวง(สร้างชาติ)" กลับเป็นมรดกชิ้นเดียวที่ยังหลงเหลือ
ซ้ำเจริญเติบโต ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น อีกต่างหาก
เพราะเป็นการละเล่นที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน เข้ากับคนไทยได้ดี

วัฒนธรรมรำวง ได้แผ่ขยาย จากการละเล่นกันในหมู่เพื่อนฝูง ญาติมิตร กลายเป็น "อาชีพ"
ทำมาหากินของผู้มีใจรักและเชี่ยวชาญเพลงรำวง
ในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคณะรำวงอาชีพเกิดขึ้นมากมาย ตระเวนแสดงตามที่ต่าง
ไม่ต่างกับการ "เดินสาย" ของวงดนตรีลูกทุ่งในยุคต่อมาเลย
คณะรำวงที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ก็อาทิเช่น  คณะรำโทนปากน้ำ, คณะดาวสีฟ้า, คณะ ส.สามัคคี, คณะรำโทนชาวสามย่าน ฯลฯ โดยเฉพาะคณะชาวสามย่าน ที่มี สุรินทร์ ปิยานันท์ เป็นสมาชิก
(เจ้าของฉายา "เพชฌฆาตหมื่นปก" ผู้วาดภาพปกและภาพประกอบการ์ตูน หนังสือ นิตยสาร
ไว้มากกมาย) มีเพลงรำวงอมตะนิรันดร์กาล ที่ยังอยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้คือเพลง "อยุธยา"
อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน จิตใจอาวรณ์มาเล่าสู่กันฟัง...


เพื่อไม่ให้เป็นการเล่าประวัติศาสตร์เยิ่นเย้อจนเกินไป ผมขอรวบรัดตัดความ เข้าสู่ "เพลงรำวง"
ที่กลายมาเป็นสารบบหนึ่งของเพลงลูกทุ่ง ในเวลาต่อมา
โดยในหนังสือ "ลูกทุ่งอีสาน" ของคุณแวง พลังวรรณ ได้กล่าวไว้ว่า "เพลงรำวง" นี่เอง
ที่เป็นต้นธารแห่งการก่อกำเนิดของเพลงลูกทุ่งไทย

เพลงรำวง-ที่กลายมาเป็นเพลงลูกทุ่ง แบ่งลักษณะเพลงออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งก็มี
ยุคสมัยเป็นตัวร่วมกำหนดด้วย กล่าวคือ

1. เพลงรำวงยุคแรก : นักร้องคนสำคัญของยุคนี้คือ เบญจมินทร์ และ สุรพล สมบัติเจริญ เพลงรำวงยุคนี้ ได้รับอิทธิพลจากเพลงรำวงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตรง จึงค่อนข้างจะเป็นเพลง "ร้อยเนื้อทำนองเดียว" คือมีกลองทอมเป็นตัวควบคุมจังหวะ ประสมกับเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น อาจจะเป็นแอคคอเดียน ออร์แกน ไม่ได้มีลักษณะเป็นวงดนตรี "บิ๊กแบนด์"
2. เพลงรำวงผสมเพลงพื้นบ้าน : จะมีการนำทำนองเพลงพื้นบ้าน หรือหมอลำ ในจังหวะสนุกสนานเข้ามาใส่ บวกกับการเล่นดนตรี "บิ๊กแบนด์" ของวงดนตรีลูกทุ่ง
3. เพลงรำวงที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก : เป็นประเภทของ "รำวง" ที่ห่างไกลไปจากความหมายของรำวงยุคแรกพอสมควร เพียงแต่ยึดถือชื่อว่าเป็น "คณะรำวง" เอาไว้ แต่ลักษณะเพลง จะไปคล้ายกับจังหวะเต้นรำแบบละตินมากกว่า บางทีก็มีส่วนผสมของดนตรีร็อค

ถึงปัจจุบันนี้ คำว่า "เพลงรำวง" อาจเป็นแค่ศัพท์เฉพาะ ที่ค้นหาความหมายที่แท้ยากไปแล้วก็ได้
เพราะ รำวงไทย ไม่ได้เป็นศิลปะประจำชาติมาแต่ดั้งแต่เดิม ไม่เหมือนของประเทศลาว ที่ "ลำวง" ของเขา เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ มีท่ารำ มีท่วงทำนอง จังหวะรำ ชัดเจนเป็นแบบแผน
ไม่เหมือนของไทยเรา ที่รำวง จะรำในท่าลิงควักกะปิ แร้งกระพือปีก เดินวนเก้ ๆ กัง ๆ
หรือแม้แต่ไม่ "รำ" ใช้วิธี "แด๊นซ์" เอาก็ได้ ไม่มีใครว่า

หากถามผมว่า เพลงรำวง จะมีลักษณะอย่างไร ผมคงตอบได้แบบกำปั้นทุบดินแค่ว่า
เป็นเพลงที่ฟังแล้วอยากลุกออกไป "ฟ้อน" ไป "รำ" ตามจังหวะท่วงทำนองที่เร้าอารมณ์
เพลงรำวงที่ดี ฟังแล้วต้องอยากรำ - ส่วนเพลงรำวงที่ห่วย ก็คือ ฟังแล้ว รู้สึกเฉย ๆ เท้าไม่กระดิก มือไม่ขยับ เท่านั้นเอง 5 5 5

แถมอีกนิดว่า
แม้เพลงรำวง จะเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองสนุกสนาน เนื้อหาฟังเพลิน ๆ สบาย ๆ
แต่มีข้อชวนคิดอย่างหนึ่งว่า "เพลงรำวง" กลับมีส่วนเกี่ยวพันกับ "การเมือง" มากที่สุด-มากกว่าเพลงชนิดอื่น
เพราะแต่แรกเริ่ม ต้นกำเนิดของเพลงรำวง ก็เกิดขึ้นโดย "การเมือง" ในยุคสมัยรัฐนิยมสร้างชาติ นั่นแล้ว
ต่อมา ในยุคขัดแย้งกันทางการเมืองรุนแรง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จนถึง 6 ตุลา 19 เพลงรำวงก็ยังไปมีส่วนสำคัญในการ ปลุกเร้าระดมพล ผู้มีความคิดฝ่ายขวา อย่างเช่น
ลูกเสือชาวบ้าน ให้มีรวมกลุ่มทำกิจกรรมกัน โดยมีเพลงรำวง เป็นสันทนาการ
แม้กระทั่ง อีกฟากความคิดหนึ่ง พลพรรคฝ่ายซ้ายในป่าเขา ก็ยังใช้ "เพลงรำวง" เป็นส่วนสำคัญของเพลงปฏิวัติ รวมทั้งในงานรื่นเริงกลางป่า ก็ใช้เพลงรำวง ให้บรรดาทหารป่าออกมาฟ้อนมารำกันเป็นหลัก

เอาละครับ เข้าสู่ "10 ตำนานเพลงรำวงอีสาน (ในทัศนะของข้าพเจ้า)" เสียที
เชิญรับชม รับฟัง

1. รำเต้ย
เบญจมินทร์


เบญจมินทร์ คือ "ราชาเพลงรำวง" ตัวจริงเสียงจริงของเมืองไทย ร้องเพลงในจังหวะรำวงเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะเป็นผู้นำเอาภาษาอีสาน เข้ามาใส่ในเนื้อร้อง จนกลายเป็นเทรดิชั่น ให้นักร้องยุคต่อ ๆ มาอีกหลายคน นำภาษาอีสานเข้ามาใส่ในเพลงจังหวะรำวงของตนด้วย
"รำเต้ย" เป็นเพลงที่โด่งดังสร้างชื่อให้กับเบญจมินทร์ที่สุด ถึงทุกวันนี้ หลายคนอาจไม่ทราบแล้วว่า ใครคือต้นฉบับผู้แต่ง-ผู้ร้องเพลงนี้ แต่เพลง "รำเต้ย"
ก็กลายเป็นเพลงรำวงอมตะ ที่มีผู้นำมาขับร้องใหม่ มากมาย จนถึงปัจจุบัน


2. รักน้องบ่มีเงินแต่ง
สุรพล สมบัติเจริญ


ถ้าเปรียบเทียบว่า "เบญจมินทร์" คือ เอลวิส เพรสลีย์ สุรพล สมบัติเจริญ ก็คือ The Beatles ที่มากระชากยุคสมัยไปจากเอลวิสนั่นเอง
เป็นที่รู้กันในวงในว่า เบญจมินทร์ ไม่ใคร่พอใจ ที่สุรพล เดินตามรอยเท้าตน โดยนำเพลงรำวง มาร้อง จนโด่งดัง (กว่าเบญจมินทร์) จนถึงกับเบญจมินทร์ แต่งเพลงเสียดสี (ด่า) สุรพล หาว่าลอกเลียนแนวทางเขา
การณ์ดังนี้ แทนที่ผู้ฟังจะเห็นใจและเข้าใจเบญจมินทร์ กลับพานคิดไปว่า
เบญจมินทร์ไม่มีเมตตาให้นักร้องรุ่นน้อง ยิ่งทำให้คนชื่นชอบสุรพลขึ้นไปอีก
ยุคสมัยของ "ราชาเพลงรำวง" มาจบลงก็เพราะการกำเนิดขึ้นมาของสุรพล สมบัติเจริญ นั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม เบญจมินทร์ ถือเป็นแมวเก้าชีวิต เมื่ออับแสงจากเพลงรำวงแล้ว เขาก็สร้างสรรค์ผลงานทางด้านอื่น มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการปั้นนักร้องเสียงการะเวกอย่าง ทูล ทองใจ จนโด่งดังคับฟ้าเมืองไทย หรือหันเหเข้าไปสู่วงการมายา ทั้งจอแก้วจอเงิน

กลับมาพูดถึงสุรพล เพลงยุคแรกของเขา เป็นเพลงรำวงภาษาอีสานแทบทั้งสิ้น
ซึ่งก็มีคนแอบนินทาว่า สุรพลเป็น "คนไทยภาคกลาง" ที่ไม่รู้เรื่องการออกเสียงสำเนียงอีสานเอาเสียเลย
กระทั่งบางคน ยังนินทาต่อไปอีกว่า เพลงภาษาอีสาน ของสุรพลนั้น
สุรพลอาจไม่ได้แต่งเองก็ได้
เพราะเป็นภาษาอีสานในขั้น "ลึก" เกินไปกว่าสุรพลจะรู้เรื่อง-เข้าใจ
เรื่องนี้ผมไม่ขอยืนยัน โต้แย้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว แต่อย่างใด
เพียงแต่นำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น


3. ผู้ใหญ่ลี
ศักดิ์ศรี ศรีอักษร

พ.ศ. สองพันห้าร้อยสี่ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม...เพลง "ผู้ใหญ่ลี" เพลงนี้
น่าจะนับได้ว่า เป็นเพลงที่ "ดัง" ที่สุดของประเทศไทยเพลงหนึ่ง
ผ่านมาจะ 50 ปีแล้ว คนก็ยังจำได้ ร้องได้ (จริง ๆ เพลง "ผู้ใหญ่ลี" ไม่ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 ตามเนื้อร้อง แต่แต่งในปี พ.ศ. 2502)

ผู้แต่งเพลงนี้ คือ พิพัฒน์ บริบูรณ์ สามีของศักดิ์ศรี ศรีอักษร นั่นเอง
โดยในตอนที่แต่ง พิพัฒน์ ใช้นามแฝงว่า "อิง ชาวอีสาน"
เขาเล่ากันว่า (ไม่ยืนยัน) ที่พิพัฒน์ไม่ใช้ชื่อจริงลงเป็นผู้ประพันธ์เพลง
เพราะไม่แน่ใจว่าเพลงรำวงภาษาอีสานแบบที่เขาไม่เคยแต่งนี้ จะ "ไปได้"
เหมือนเพลงอื่น ๆ ที่สร้างชื่อให้เขาได้หรือไม่
จึงใช้นามแฝงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

และก็อีกเช่นกัน เบื้องหลังเพลงนี้ ก็มีคนเคยวิเคราะห์ว่า ภาษาอีสานขั้น "ลึก" มาก ๆ ลึกขนาดที่คนอีสานแท้ ๆ บางคนยังไม่เข้าใจความหมาย รวมไปถึงพวกสร้อยสำนวน ที่เป็นเรื่องคุยตลกโปกฮาในวงเฉพาะ พิพัฒน์ไปรู้มาได้อย่างไร
ก็-ไม่ขอแสดงความคิดเห็นอีกเช่นเคยครับ ประวัตศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์


4. รำวงสาวบ้านแต้
สุนทราภรณ์

รำวงสาวบ้านแต้ - สุนทราภรณ์


เพลงจังหวะรำวงในสไตล์บิ๊กแบนด์สุนทราภรณ์ โดยแท้
ผู้แต่งเนื้อร้องคือ ธรรมนูญ แสงรังสี ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์
จริง ๆ เพลงนี้ จะไม่เอาเข้ามารวมในสารบบ "เพลงรำวงอีสาน" ก็ได้
เพราะแทบจะหากลิ่นอายของความเป็นอีสานไม่เจอ ไม่ว่าจะฟังกี่เที่ยว ๆ
แต่ก็ไม่อยากตัดทิ้ง เพราะมีเรื่องให้ศึกษา น่าสนใจ ในที่มาของเพลง
อยู่พอสมควร

ข้อความข้างล่างนี้ ผมนำมาจากเวบไซต์คนรักสุนทราภรณ์ ครับ
คุณธรรมนุญ แสงรังษี ผู้แต่งคำร้องเพลงนี้ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่าเพลงนี้แต่งขึ้นราวปี 2502
ซึ่งขณะนั้นคุณธรรมนูญ รับราชการอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์ ในตำแหน่งผู้สื่อข่าว
และรู้จักคุ้นเคยเป็นอันดีกับข้าราชการแผนกบันเทิง อันมีคุณครูเอื้อ สุนทรสนานเป็นหัวหน้า
ซึ่งคุณธรรมนูญสนิทสนมกับครูธนิต ผลประเสริฐ เป็นพิเศษ
เรียกครูธนิตว่า "พี่เรือง" วันหนึ่งคุณธรรมนูญได้รับคำสั่งให้ติดตาม ฯพณฯจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ไปตรวจราชการในภาคอีสาน
ก่อนไปก็มาร่ำลามิตรสหายที่รู้จักชอบพอกัน คุณครูเอื้อได้แนะว่าทางภาคอีสานมีเพลงพื้นบ้านดีๆ ถ้าเป็นไปได้หาเพลงมาดัดแปลงทำนองคำร้องได้
ก็จะมีเพลงใหม่ขึ้นมาอีก คุณธรรมนูญก็คิดว่าน่าสนใจที่จะลองทำดู ก็ไปได้เพลงพื้นบ้านทางอีสานมาเพลงหนึ่ง ประกอบกับในสมัยนั้นมีคนชนบททางภาคอีสานนิยมอพยพย้ายถิ่นมาทำงาน
ในเมืองใหญ่มากขึ้น
หลายๆ คนต้องจากบ้าน จากคนรัก จากครอบครัวมา คุณธรรมนูญได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้มาเป็นเนื้อร้อง พอกลับมาก็ตั้งใจจะเอาไปให้ที่วงดนตรีสากลกรมประชาสัมพันธ์
บังเอิญว่าไปเจอะครูธนิตก่อน ครูธนิตจึงขอเอาไว้ และได้นำไปใส่ทำนองบรรเลงกับวงดนตรีของท่าน (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นศิษย์จามร หรือธนิตสรณ์)
เป็นเวลากว่า 2 ปี เพลงก็ไม่ค่อยรู้จักเท่าที่ควร จนกระทั่งนำมาให้คุณครูเอื้อ ซึ่งท่านก็ได้จัดการให้เรียบเรียงเสียงประสานใหม่ แล้วนำออกบรรเลง ก็ประสบความสำเร็จ
และมีเพลงหนุ่มบ้านแต้ตามออกมาอีก.....(จากการสัมภาษณ์คุณธรรมนูญ แสงรังษี....เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546)
  

เพลงรำวงสาวบ้านแต้ โด่งดังมากขึ้น เมื่อนำมาเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง สาวบ้านแต้ ฉายในปี พ.ศ. 2511
นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี, สุทิศา พัฒนุช

อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า เพลง "รำวงสาวบ้านแต้" นี้ แม้จะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับภาคอีสานโดยตรง บอกชื่อ-สถานที่ต่าง ๆ เอาไว้ด้วย
แต่ฟังแล้ว พานนึกไปว่าเป็นเพลงภาคเหนือ ซะมากกว่า

ผมไม่ได้สืบค้นว่า คุณธรรมนุญ แสงรังษี ผู้ประพันธ์เพลงนี้ เป็นคนอีสานหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ใช่ ก็คงเป็นเรื่องแปลก เพราะมีคำภาษาอีสานแท้ ๆ
อยู่ในเนื้อเพลง เยอะมาก
แต่ที่น่าแปลก (หรือไม่น่าแปลก) ไปกว่า คือ คุณธรรมนูญ ผู้ประพันธ์เพลง
คงไม่ได้มาร่วมควบคุม ดูแล การออกเสียงอักขระในการบันทึกเสียงแน่ ๆ
(เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง?)
เพลงรำวงสาวบ้านแต้ จึงเป็นเพลงภาษาอีสาน ที่ "ภาษาวิบัติ" อย่างที่สุด
ทั้งการออกเสียงผิด ออกสำเนียงก็เพี้ยน จนฟังแทบไม่รู้ ว่าคือคำว่าอะไร
อันเนื่องมาจากผู้ขับร้องไม่ใช่คนอีสาน และโปรดิวเซอร์-ผู้ควบคุม (คงจะเป็นครูเอื้อ) ก็ไม่ใช่คนอีสาน

มีหลายคำที่ออกเสียง (แบบคิดไปเอง) ว่าภาษาอีสานต้องออกเสียงยังงี้ เช่น
เดือน - ออกเสียงเป็น "เดียน"
ฉัน - ออกเสียงเป็น "สัน"
วันที่ - ออกเสียงเป็น "วันตี้" (ภาษาเหนือชัด ๆ)

แต่จะอย่างไร เราก็ต้องยกย่องว่า นี่คือหนึ่งในเพลงรำวง
ที่เป็นอมตะที่สุดเพลงหนึ่งครับ

5. สาวตางาม
ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์

เพลงนี้ก็มีส่วนคล้ายเพลงสาวบ้านแต้ คือเป็นเพลงแนวรำวง "ลูกกรุง" แต่ใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านอีสาน และนำภาษาอีสานเข้ามาอยู่ในเพลงด้วย แต่ก็เป็นภาษาอีสานในระดับทั่วไป ที่คนภาคอื่นเข้าใจง่าย
ผู้ประพันธ์เพลงนี้ คือ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ร่วมกับ ครูสง่า อารัมภีร์

เป็นเพลงชุดแนวทำนองพื้นเมืองอีสาน ที่แต่งออกมาพร้อมกัน 4 เพลง คือ สาวตางาม, ขุ่นลำโขง, เว้าสาวอีสาน และแล้งในอก
ซึ่งท่วงทำนอง ก็คล้าย ๆ กัน

แถมเพลง "ขุ่นลำโขง" ให้ฟังอีกเพลงนึงละกันครับ หาต้นฉบับฟังยาก
ฟังกันซะหน่อย


6. สาระวันรำวง
ไวพจน์ เพชรสุพรรณ

เพลงรำวงอีสานที่สร้างชื่อให้กับ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ จนโด่งดัง
จากการประพันธ์ของ ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา

พูดถึง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ก่อน, ไวพจน์ไม่ใช่คนอีสาน แต่ร้องเพลงสำเนียงอีสาน ได้คัก-คือขนาด ผิดกับนักร้องภาคกลางรุ่นก่อน ๆ
โดยเชื้อสาย แม้ไวพจน์จะไม่ใช่คนอีสาน แต่ก็ถือว่าเป็นคนลาวแท้ ๆ
"ลาว" ในที่นี้ คือคนลาวเวียงจันทน์ ที่บรรพบุรุษถูกกวาดต้อนมา
ตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์

เพลง "สาระวันรำวง" นี้ ไม่ใช่เพลงภาษาอีสานเพลงแรกที่ไวพจน์ขับร้อง
ก่อนหน้านั้น เขาเคยร้องเพลง "ลาก่อนบางกอก" ที่แต่งโดย สันต์ ศิลปสิทธิ์ (สัญญา จุฬาพร) แต่เพลงลาก่อนบางกอก ก็ไม่ถึงกับดังเปรี้ยงปร้างมากมาย

ผิดกับเพลง "สาระวันรำวง" ที่กลายเป็นเพลงที่ร้องกันในทุกแห่งที่ในสมัยนั้น ควบคู่กับการฟ้อนรำในจังหวะ "สาระวัน" ตามเนื้อเพลง

แต่เมื่อสืบค้นกันเข้าจริง ๆ แล้ว ปรากฏว่า จังหวะการรำแบบ "สาระวัน"
กลับไม่ใช่นาฏศิลป์ไทย (หรือภาคอีสาน) แต่อย่างใด
เป็นศิลปะการรำฟ้อน ของแคว้นสาละวัน ในประเทศลาว ซึ่งครูพงษ์ศักดิ์
ไปเที่ยวมา แล้วได้แรงบันดาลใจ นำมาเขียนเป็นเพลง

แต่การเขียนชื่อเพลง ก็เพี้ยนจาก "สาละวัน" เป็น "สาระวัน" ไม่รู้ว่าผิดเพี้ยน(หรือจงใจ)ไปแต่ตอนไหนเหมือนกัน

ผมชอบเพลงนี้ ในแง่ของอำนาจศิลปะ อิทธิพลเพลง ที่ทำให้โรงเรียน สถานศึกษาต่าง ๆ ในสมัยนั้น ปลูกฝัง (บังคับ 555) ให้เด็กนักเรียนต้องได้ฟ้อนได้รำ เข้ากับเพลงนี้ ในงานรื่นเริง พิธีการต่าง ๆ ของโรงเรียน เพราะเข้าใจว่า นี่คือ ศิลปะวัฒนธรรมไทย

7. สาวชุมแพ
ไวพจน์ เพชรสุพรรณ

ขอไวพจน์อีกสักเพลงละกัน ผลงานของครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา อีกเช่นกัน
เพลง "สาวชุมแพ" ก็โด่งดังไม่ต่างจาก "สาระวันรำวง"
เพลงนี้ มีกลิ่นอายศิลปะพื้นบ้านอีสาน มากกว่าหน่อย


8. สั่งฟ้าไปหาน้อง
เทพพร เพชรอุบล


เพลงรำวงแบบนี้ ไม่ใช่เพลงรำวงแบบอิงทำนองพื้นบ้านอีสานอีกต่อไปแล้ว
แต่เป็นเพลงรำวงแนว "เวทีรำวง" ยุคจีไอครองเมือง
โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งตอนบน มีคณะรำวงที่โด่งดังคือ "จันทร์เพ็ญ"
ส่วนอีสานตอนล่าง เป็นเขตอิทธิพลของ "จันทราป่าสัก"

ฟังเพลง "สั่งฟ้าไปหาน้อง" แล้วนึกถึงเพลงเพื่อชีวิตหลาย ๆ เพลงในยุคต่อมา ซึ่งอิงไลน์ดนตรี "รำวง" แนวนี้
ไม่ว่าจะเป็น "สาวรำวง" ของวงกระท้อน หรือเพลง "ตังเก" และอีกหลาย ๆ เพลงของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ อดีตกองเชียร์รำวงเก่า


9. พี่จ๋าหลับตาไว้
อังคนางค์ คุณไชย

1 ใน 3 เพลงที่โด่งดัง เป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวของ ราชินีเพลงลูกทุ่งอีสาน อังคนางค์ คุณไชย
นอกจาก "อีสานลำเพลิน" และ "สาวอุบลรอรัก" แล้ว ก็คือเพลง "พี่จ๋าหลับตาไว้" นี้นั่นเอง
(สังเกตว่า ทั้ง 3 เพลง มีท่วงทำนองไม่เหมือนกันเลย)

"พี่จ๋าหลับตาไว้" ก็คล้าย ๆ กับเพลง "สั่งฟ้าไปหาน้อง" คือเป็นเพลงรำวงแนวดนตรีตะวันตก แต่ก็ยังมีสอดแทรก "กลอนลำ" เอาไว้ตรงท่อนฮุคด้วย
เป็นผลงานของครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขาอีกเช่นกัน

เพลงนี้ ไม่รู้ว่าต้องการจะสื่อที่มาแห่งแรงบันดาลใจในการแต่ง หรือเป็นเพราะอารมณ์สนุก ๆ ขำขัน อยากล้อเพลงรำวงเก่า ของครูพงษ์ศักดิ์ กันแน่
ที่ขึ้นต้นเพลงด้วยประโยคแรกว่า "ดูนั่งดูเดือนเพ็ญ ลอยเด่นอยู่บนนภา..."
ซึ่งไปละม้ายกับ 1 ในเพลงรำวงมาตรฐานยุคจอมพล ป. ชื่อเพลง "ดวงจันทร์วันเพ็ญ" ที่ร้องขึ้นต้นว่า "ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา..."

10. ชัยภูมิบ้านพี่
เพลิน พรหมแดน

เพลงเนื้อหาสนุก ๆ ของ สงเคราะห์  สมัตถภาพงศ์ ที่เด่นทางด้านเขียนเพลงแนวนี้อยู่แล้ว
บวกกับเสียงร้องโทนสนุกสนานรื่นเริง ของ เพลิน พรหมแดน ทำให้เพลงนี้
โด่งดังเป็นอมตะ ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงที่กล่าวบรรยายถึง "จังหวัดชัยภูมิ" แต่คิดว่า ทางราชการคงไม่ยินดีจะให้นำไปเป็นเพลงประจำจังหวัดอะไรหรอก
เพราะเพลงนี้ ออกแนว Black Comedy ล้อเลียน เสียดสี จังหวัดชัยภูมิ
แบบหยิก ๆ หยอก ๆ
ว่าเป็นจังหวัดเล็ก ๆ นอกสายตา รถไฟก็ไม่ผ่าน สนามบินก็ไม่มี 5 5 5

ที่สำคัญ ผู้แต่ง สงเคราะห์  สมัตถภาพงศ์ ก็เป็นคนชัยภูมินั่นเอง
ถึงได้กล้าล้อจังหวัดตัวเอง ได้อย่างแสบคันปนสนุกสนานได้ถึงเพียงนี้





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 08/07/2008 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

ขอบคุณครับสำหรับเรื่องราวดี ๆ มีให้อ่าน
ฝากย้อนยุคไปถึงดาว บ้านดอน ศักดิ์สยาม เพชรชมพู และวิเศษ เวณิกาด้วย เพราะสามท่านนี้มีเพลงฮิตที่เป็นจังหวะรำวงหลายเพลงด้วยกัน

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
same วันที่ : 04/07/2008 เวลา : 16.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/summer


ขอฟังเพลงต่อเนื่องไม่หยุดด้วยค่ะ เพราะมาก ฟังระหว่างทำงาน อ่านบล็อกต่างๆ ไปด้วย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ธีร์/อันมัย วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teeanmai
คนเช่นไร แสดงออกเช่นนั้น

เรียกเรา บล็อกเกอร์ ธีร์
คิดถึงนักมวยปล้ำ ชื่อ "บูเกอร์ ที" เลย
เหอ ๆ เรายิ่งเฉียดข่าวแนวปลุก ๆ ปล้ำ ๆ อยู่ด้วยสิ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ธีร์/อันมัย วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teeanmai
คนเช่นไร แสดงออกเช่นนั้น

พจนานุกรมเพลงลูกทุ่งคักแท้น้อ
สำบายดีครับพี่
ขอให้มีควมสุขควมเจริญ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
rakmananya วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rakmananya

:ซำบายดีอยู่หรือ...

เครื่องมิค่อยดี

ฟังเพลงรำวงไม่ได้...

อ่านเฉยๆ เนาะ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
officemom วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/officemom
officemom ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ 

1 vote ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณครับ..
ผมเลยต้องย้อนกลับไปอ่านเพลงอีสานอีกรอบ..
โหวตให้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เที่ยวไปตามตะวัน วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/garmo
เพลงหนึ่งเพลงช่วยให้โลกนี้มีสีสรรจริงๆๆชีวิต..ขาดรสหวาน..แวะมาที่นี่..หวานหวาน..มีให้เติม...เที่ยวไปตามตะวัน..เหนื่อยนัก..แวะพัก..เพื่อเจอสาว..ที่รู้ใจสักคน.. 

ดีครับ
แล้วสายัณห์ไม่มีเหรอครับลูกพี่
http://www.oknation.net/blog/Ai/video/26436
มีมาฝากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]