• piss_it
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-30
  • จำนวนเรื่อง : 141
  • จำนวนผู้ชม : 450793
  • ส่ง msg :
  • โหวต 151 คน
piss_it
วรรณกรรมไร้ขอบเขต ในประเทศที่เต็มไปด้วย กรอบ กฎ และ เกม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pissit
วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน 2551
Posted by piss_it , ผู้อ่าน : 1420 , 07:11:35 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไม่หรือใช่

          ถ้าคนเราสามารถเดินทางกลับไปสู่อดีตได้เหมือนหนัง Back to the Future อดีตกาลซึ่งผมอยากไปที่สุดคือช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส มิใช่ไปเป็นนักปฏิวัติกับเขาหรอกนะ ผมอยากไปดู "เรื่องจริง" ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ถึงได้ฆ่ากันตายเป็นเบือ เพียงเพื่อตอบสนองอุดมการณ์ของตน
          ท่านที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส คงทราบว่ามีผู้นำทางการเมืองอยู่สองกลุ่ม คือพวกจิรองแดงกับมองตาญยาร์ด สองกลุ่มนี้เคยร่วมกันล้มล้างอำนาจกษัตริย์ ต่อมาเกิดขัดแย้งทางความคิดกันอย่างรุนแรง จนถึงกับฆ่าล้างกันเอง (เมื่อมีโอกาส) ที่ชวนสยดสยองก็คือ ทำไปทำมาทั้งสองกลุ่มผลัดกันตาย (เกือบ) เกลี้ยง รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชา-ราชินี-ขุนนาง และไพร่ฟ้าหญ้าแพรกอีกจำนวนมากที่เอาชีวิตมาสังเวยห้วงปฏิวัติ
          ที่ผมอยากดู (อยากรู้) ก็คือ ทำไมคนฝรั่งเศสถึงได้ "รักชาติ" กันรุนแรงปานนั้น เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ มนุษย์ย่อมรักชีวิตตัวเองเป็นปกติวิสัย แต่มันมีเหตุจูงใจอันใด ทำให้คนเรารักชาติ (ไม่ใช่รักชาติแบบไร้สาระทุกเวลาแปดโมงเช้าและหกโมงเย็น) ยิ่งกว่ารักชีวิต ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างเหนียวแน่น เชื่อในความคิดฝ่ายตนว่าถูก-และยอมตาย...ถ้าแพ้ ไม่มีประเภทครึ่งบกครึ่งน้ำ ชนะไหนเฮนั่นเหมือนบางประเทศ
          คนฝรั่งเศสยุคนั้น สามารถพูดได้ชัดถ้อยชัดคำว่า "ไม่" หรือ "ใช่" แม้ว่าพูดแล้วคอจะขาดคากิโยติน...
          หวนกลับมาบ้านเรา ไม่ค่อยจะเห็นใครยอม "เสียชีพอย่าเสียสัตย์" กันนัก ถ้า "เสียสัตย์" แล้วทำให้คนอื่น "เสียชีพ" ก็พอมี หรือบางคนตั้งสัจจะยิ่งใหญ่ขอ (อด) ตายภายในเจ็ดวัน แต่ทำได้สองสามวันก็ลมสว้านขึ้น ต้องเผ่นกลับไปกินกล้วยกินผักตามเดิม
          และถึงแม้คนไทยจะเคยขัดแย้งกันทางความคิด ก็ไม่ถึงกาลมิคสัญญีเท่าฝรั่งเศส
          ครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา พลังความคิดด้านประชาธิปไตยร่วมกันโค่นล้มอำนาจเผด็จการ ฝ่ายสังคมนิยมสบโอกาสร่วมแจมกับผู้ชนะ ผสมปนเปจนกลายเป็นสายพันธุ์อ่อนแอให้เชื้อโรคเผด็จการกลับมาเล่นงาน เกิดเหตุอุบาทว์ 6 ตุลา ทั้งเสรีนิยมและสังคมนิยมโดนเหมากวาดล้างยกกระบิ
          หลัง 6 ตุลา อนุรักษ์นิยมครองเมือง สังคมนิยมครองป่า เสรีนิยมหายวับ ส่วนหนึ่งหนีเข้าป่าไปอาศัยอยู่ใต้เสื้อคลุมสังคมนิยม ที่เหลือซ่อนชีวิตอยู่อย่างลี้เร้น รอกาลเวลาคลี่คลายอดีต ซึ่งบางคนก็จมหายไปในคลื่นสังคม บางคนก็มีคำพูดพร้อมจะหลุดออกจากปากได้ทุกเมื่อว่า "ไม่"
          อนุรักษ์นิยมต่อสู้กับสังคมนิยม (รวมเสรีนิยม) อยู่ไม่กี่ปีก็เลิกรา ฝ่ายอยู่ในป่าคงรำคาญยุงกัดเต็มทน ส่วนฝ่ายเมืองก็อ้างไปอ้อมแอ้มว่าเป็นผู้ชนะ สรุปว่าไม่เกิดมรรคผลเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากมีคนบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นไพร่พลนิรนามของทั้งสองฝ่าย ส่วนพวกตัวนายตัวเป้งยังสบายดี ถึงเวลานี้บางคนก็กอดคอดื่มไวน์กันสบายใจเฉิบ
          ลุถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมืองไทยทำท่าจะแตกแยกทางความคิดกันอีกครั้ง ภายหลังเหตุการณ์ มีคนกล้าคิดและกล้าพูดต่างกันค่อนข้างชัดเจน มีสรรพนามเรียกบุคคลเดียวกันเป็นสองคำ บางเสียงว่าเป็น "วีรชน" แต่บางคนก็จิกหัวเรียกว่า "พวกเผาบ้านเผาเมือง" สงครามทางความคิดคล้ายจะปะทุขึ้นอีก แต่แล้วก็ราไฟไปตามปกติไทย
          จากกรณีศึกษาของสองประเทศ ไทยกับฝรั่งเศสอยู่กันคนละทวีป ความคิดความเชื่อย่อมแตกต่าง จะนำมาเปรียบเทียบกันก็ลำบาก ถึงผมจะชื่นชมความกล้าหาญของนักปฏิวัติฝรั่งเศสอยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกว่ามัน "สุดขั้ว" ไปหน่อย ส่วนของไทยเรา วัฒนธรรมการประนีประนอมนั้นก็ดีอยู่ แต่ลางทีใช้กันฟุ่มเฟือยไม่รู้เหนือรู้ใต้ อะไร ๆ ก็ "เลิกแล้วกันไป" เสียหมด เจอเข้าบ่อย ๆ ก็เซ็งเหมือนกัน
          ผมไม่ใช่คน "หัวรุนแรง" ถึงขนาดยุให้คนยอมตายคาความเชื่อหรอกนะ ความรักในนามธรรมบางเรื่อง เช่น ประเทศชาติ ลัทธิ อุดมการณ์ ถ้าหลงรักชนิดไม่ลืมหูลืมตา ก็มักจะนำมาซึ่งความตายแบบสูญเปล่า ตายเพื่อชาติ-เพื่ออุดมคติ...อะไรยังงี้ ไม่เห็นจะเท่ตรงไหนเลย กินข้าวให้ท้องแตกตายยังจะเป็นความตายแบบมีสาระกว่า
          ถึงผมไม่อยากให้คนไทย "เชื่อ" ในนามธรรมเขื่อง ๆ ดังว่า (เพราะเชื่อแล้วมักตายฟรี) แต่กับเรื่องอื่น ๆ (ที่ไม่นำมาซึ่งหายนะ) เราก็ควรกล้าหาญพอจะแสดงความเห็นได้ว่า "ไม่" หรือ "ใช่" อย่างน้อยก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองในระดับหนึ่ง
          แต่ "เชื่อ" อย่างเดียวนั้นยังไม่ดีพอ พัฒนาการทางความเชื่อแบบยั่งยืน ต้องผ่านกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะถ้าเชื่อในความคิดตัวเองแบบดุ่ย ๆ ชุ่ย ๆ มันอาจจะเลวร้ายกว่าการที่ "ไม่คิด" ก็ได้
          ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของคนไทย คือเราไม่ค่อยหัด "คิด" อย่างมีระบบ เมื่อเกิดเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนให้ตัดสินใจ จึงมักจะมีคำตอบแบบไทย ๆ ว่า...ไม่รู้สิ-ไม่ยุ่งดีกว่า-ไม่ขอแสดงความคิดเห็น ครั้นมีเหตุให้ต้อง "เลือก" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็มักเป็นการเลือกโดยไม่ผ่านวิธีคิดที่ดี ยกตัวอย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หลายคนเลือกข้างอย่างชัดเจน แต่ไม่มีเหตุผลที่แจ่มชัดว่า-เลือกเพราะอะไร ?
          เอาอีกตัวอย่างก็ได้-เรื่อง "เขื่อน" เขื่อนนี่ราวกับเป็นศาสนา ยกขึ้นมาพูดแล้วเถียงกันได้ทั้งปี ฝ่ายหนึ่งว่าดีที่สุด อีกฝ่ายต้องว่าเป็นสิ่งเลวร้ายหายนะ ไม่มีความพอดีมีเหตุผลแท้เลย เขื่อนกลายเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งใน "สงครามตัวแทน" ของนักรบสองค่าย
          สงครามตัวแทนที่ผมว่า คือความคิดสองฝักฝ่ายของคนในประเทศมันยังมีอยู่ จากเหตุการณ์ในอดีตนับแต่ 14 ตุลา-6 ตุลา-17 พฤษภา แต่ละครั้งได้สร้างภาพแห่งความขัดแย้งให้เห็นชัด แบ่งแยกเป็นซ้ายเป็นขวา, เสรีนิยม-อนุรักษ์นิยม, พิราบ-เหยี่ยว, นักวิชาการ-นักการเมือง ฯลฯ
          ส่วนที่เหลือก็เป็นคนไทยพันธุ์ปัจเจกนิยม ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ "ไม่เอาอะไรสักอย่าง" ใครมาถามปัญหาที่ไกลตัวเกินสองคืบ เขาก็จะตอบไปว่า-ไม่รู้ไม่ชี้ (โว้ย)
          ทำไมเราต้องต่อต้านเขื่อน ? เพียงเพราะเราคิดแบบเสรีนิยม, เราเรียนมาทางศิลปะ-สื่อสารมวลชน, ชอบฟังเพลงเพื่อชีวิต, เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, เป็นเอ็นจีโอ หรือเป็นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเท่านั้นหรือ
          เราสนับสนุนให้สร้างเขื่อน เพราะเราคิดแบบอนุรักษ์นิยม, เราเรียนมาทางสายวิศวะ-พละศึกษา-ทหารตำรวจ, เป็นข้าราชการสังกัดกรมชลประทาน, เป็นนักการเมือง, เป็นชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วม ฯลฯ
          ถึงที่สุดบางรายก็ยังไม่รู้ว่าเขื่อนคืออะไรแน่ เพียงแต่สนับสนุนหรือต่อต้านไว้ก่อน เหมือนที่ฝ่ายหนึ่งเรียกคนตายว่า "วีรชน" อีกฝ่ายต้องรีบแก้เป็น "พวกเผาบ้านเผาเมือง"
          ผมยืนยันว่าความคิด "ต่างขั้ว" ในสังคมไทยยังคงครุกรุ่นอยู่ เพียงแต่ว่าจะมีสถานการณ์ใดมาช่วยให้มันปะทุชัดถึงกับเกิด "สงครามตัวแทน" ซึ่งจะคิดให้เป็นเรื่องดีก็ได้ สังคมจะแข็งแกร่งก็เพราะความคิดหลากหลาย สังคมจะอยู่รอดเพราะมีสมดุลโน้มถ่วง ไม่ให้เกิดวิถี "สุดโต่ง" โดยปราศจากแรงต้าน
          เพียงแต่ผมต้องการเห็นความเชื่อแบบยั่งยืน ซึ่งเน้นแล้วเน้นอีกว่าจะเลือกเชื่อข้างใดก็ตามแต่ ต้องเชื่อเพราะพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่ามันดีจริง
          ไม่ใช่เชื่อว่าหลวงพ่อ A คือพระหมายเลขหนึ่งของประเทศ เพราะคนทั้งประเทศเขาก็เชื่อกันอย่างนั้น-ไม่เชื่อตามเดี๋ยวกลายเป็นหมาหัวเน่า
          ไม่ใช่เชื่อว่าหัวหน้าพรรค B เหมาะเป็นนายกฯที่สุด เพราะเขาเป็นคนบ้านเดียวกับเรา
          หากแค่อยากแสดงความกล้าหาญด้วยการพูดว่า "ไม่" หรือ "ใช่" ไปตามรสนิยมหมู่ ผมว่ากลับไปเป็นปัจเจกชนพันธุ์ "ไม่ขอแสดงความคิดเห็น" ดูจะเข้าท่ากว่า
 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
piss_it วันที่ : 22/09/2008 เวลา : 07.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pissit
อยู่ในช่วง นิ่ง งัน แต่ไม่สงบ - กรุณาอย่ารบกวน

ผมเขียนบทความชิ้นนี้ไว้สิบกว่าปีแล้ว

แต่ลองเอามาอ่านดู
ก็พอเตือนสติตัวเอง (รวมทั้งเตือนสติคนอื่น)
ในยุคของการเลือกสี เลือกข้าง พวกมึง พวกกู ได้อยู่
เลยเอามาลงเป็นประเดิม ในคอลัมน์ใหม่ในบล็อกตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ธรรมทัพบูรพา วันที่ : 22/09/2008 เวลา : 07.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thum
http://www.oknation.net/blog/sirachat  "งานกวี ที่รัก"

ไม่ขอแสดงความคิดเห็นครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]