• piss_it
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-30
  • จำนวนเรื่อง : 141
  • จำนวนผู้ชม : 449896
  • ส่ง msg :
  • โหวต 151 คน
piss_it
วรรณกรรมไร้ขอบเขต ในประเทศที่เต็มไปด้วย กรอบ กฎ และ เกม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pissit
วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน 2551
Posted by piss_it , ผู้อ่าน : 2272 , 15:59:16 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เหตุเกิดที่หนองประจักษ์

          ที่จังหวัดอุดรธานีบ้านเกิดของผม มีหนองน้ำใหญ่ประจำเมืองชื่อ "หนองประจักษ์" เป็นแหล่งน้ำอันเกิดจากธรรมชาติ จะเกิดขึ้นแต่ครั้งไหนก็ไม่รู้ ที่รู้แน่ ๆ คือมันมีมาก่อนก่อตั้งจังหวัดอุดรธานี
          ประวัติศาสตร์ของอุดรธานีเกี่ยวพันกับหนองประจักษ์มาแต่ต้น กล่าวคือ-ย้อนไปเมื่อปี ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยเกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนกับฝรั่งเศส และต้องยอมทำสัญญาสงบศึก ในสัญญาข้อหนึ่งระบุห้ามฝ่ายไทยตั้งกองกำลังในรัศมี 25 กิโลเมตร นับจากริมฝั่งแม่น้ำโขง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แม่ทัพใหญ่ในสมัยนั้น จึงต้องเคลื่อนย้ายกองทัพจากหนองคาย มายังบริเวณที่เรียกว่า "บ้านเดื่อหมากแข้ง" ซึ่งมีชัยภูมิเหมาะแก่การตั้งกองบัญชาการ มีหนองน้ำใหญ่อยู่โดยรอบ เช่น หนองนาเกลือ หนองบัว หนองขอนกว้าง ฯลฯ
          นับแต่นั้นมา บ้านเดื่อหมากแข้งก็กลายเป็นเมืองในสังกัดมณฑลลาวพวน มีชื่อเรียกใหม่ว่า "เมืองอุดรธานี" และในเวลาต่อมา "หนองนาเกลือ" ก็เปลี่ยนชื่อเป็น "หนองประจักษ์" เพื่อรำลึกถึงพระนามกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งจังหวัดอุดรธานี
          เพราะหนองประจักษ์เป็นหนองน้ำเก่าแก่ จึงมีธรรมชาติงดงามตระการตา ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็รู้เห็นความงดงามที่ว่า โรงเรียนชั้นประถมของผมอยู่ไม่ไกลจากหนองประจักษ์นัก เลิกเรียนบางเย็นก็ไถลไปเลาะเล่น เดินดูปลาเสือพ่นน้ำใส่แมลงที่เกาะกิ่งหญ้า ปลากระทุงเหวปากแหลมผุดว่ายอยู่ริมฝั่ง ใต้ผืนน้ำนั้นสาหร่ายขึ้นเขียวครึ้ม ไกลออกไปผิวน้ำไหวกระเพื่อมเป็นริ้ว ๆ มองแล้วเพลินตาและน่าเกรงขามอยู่ในที ร่ำลือกัน (ในหมู่เด็ก) ว่าหนองประจักษ์เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับ ในห้วงน้ำลึกใจกลางหนอง จะเป็นที่สิงสถิตของเหล่างูเงือกและปลาตัวใหญ่กว่าคน ลือกันถึงว่ามีจระเข้ตัวเท่าเรือเอี้ยมจุ๊น วันดีคืนดีจะมีคนเห็นมันฟาดหางตูมตามอยู่ไกลลิบ
          กลางหนองมีเกาะดินโผล่ขึ้นสองสามเกาะ ต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้มจนแดดส่องไม่ผ่าน ปกติจะไม่ค่อยมีใครกล้าข้ามไป นอกจากในปีที่แล้งจัด ๆ บางแห่งน้ำลึกเพียงเข่าพอข้ามได้ เกาะนั้นอาจกลายเป็นเวทีมวยเถื่อนหลังเลิกเรียน คู่อรินัดมาตัดสินปัญหากันด้วยกำปั้น ถือเป็นมวยนัดใหญ่ที่มีกองเชียร์ตามมาเป็นโขยง เพราะมั่นใจว่าปลอดการรู้เห็นจากอาจารย์ฝ่ายปกครอง แต่พอวันรุ่งขึ้นเป็นได้ก้นลายกันทั้งทีม นอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็มีหนุ่มสาวบางคู่ลุยน้ำขึ้นเกาะตอนโพล้เพล้ ในความคิดของเด็กอย่างผม เข้าใจว่าสติสตังพวกเขาคงไม่สมประกอบ ถึงได้กล้าบ้าบิ่นไปที่นั่นหลังตะวันตกดิน มันเงียบร้างน่ากลัวแถมยุงชุมอีกต่างหาก ขึ้นไปทำไมก็ไม่รู้-จะว่านัดไปตีกันก็ไม่น่าใช่
          นั่นคือภาพหนองประจักษ์ที่อยู่ในความทรงจำของผมมาเนิ่นนาน...
          ไม่กี่ปีมานี่เอง-หนองประจักษ์เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่-ระดมสูบน้ำออกจนแห้ง ใช้เวลาเพื่อการนี้เป็นแรมเดือนทีเดียว ระหว่างนั้นก็คงเก็บปลาและสัตว์น้ำออกไปด้วย (อันนี้ผมไม่เห็นกับตา เลยไม่ทราบว่าได้เก็บงูเงือกและจระเข้ตัวใหญ่เท่าเรือของผมไปด้วยหรือเปล่า) แล้วรถแทรกเตอร์จำนวนมากก็ลงไปไถปรับระดับ เกลี่ยแต่งให้ได้ความลึกสม่ำเสมอกัน เกาะเก่ามองเห็นเป็นโพนดินมะลื่อทื่อ ไม่นานมันก็ถูกไถทลายไปพร้อมต้นไม้หนาครึ้ม สภาพต่อมาของหนองประจักษ์ ดูเผิน ๆ ไม่ต่างกับทะเลทรายขนาดย่อม มันเวิ้งว้าง-มองไปทางไหนก็เห็นแต่พื้นดินหม่นมอ วันที่ลมแรงจะเห็นฝุ่นปลิวคลุ้ง
          เขาเร่ง "รื้อปรับระบบ" ให้เสร็จก่อนฤดูฝน พอฝนมาน้ำก็ท่วมกลับกลายเป็นหนองดังเดิม ขั้นตอนการ reengineering ที่ว่า มีมากมายจาระไนไม่ถ้วน อาทิเช่น สร้างเกาะดินขึ้นใหม่ ปูหญ้าเขียวขจี ลงไม้ยืนต้นและไม้ดอก เอาหินก้อนใหญ่ไปตั้งวางเป็นหย่อม ๆ สร้างศาลาริมน้ำหลายหลัง ปักเสาเดินไฟส่องสว่าง ที่เท่เป็นอย่างยิ่งคือมีสะพานแขวนจำลองแบบสะพานโกลเด้นเกต เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่กับตัวเกาะ กลางสะพานเป็นจุดดึงดูดใจของผู้มาเยือน เพราะจะมีปลานิลปลาไนตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ว่ายโผงผางรอฮุบเศษขนมปังที่คนโยนลงไป (คล้าย ๆ กับสะพานในเขาดินวนา)
          ทางเข้ามีประตูใหญ่ปิดเปิดตามเวลา ทุ่มครึ่งก็ปิดประตูห้ามเข้า หรือใครสมัครใจแค่ชมทิวทัศน์รอบนอก บรรยากาศก็สวยงามไม่แพ้กัน คันคูโดยรอบลาดซีเมนต์ไว้เป็นทาง จะเดินเล่นหรือวิ่งออกกำลังกายก็เชิญตามสะดวก
          สรุปง่าย ๆ ว่าหนองประจักษ์ในปัจจุบันนี้ คือ "สวนสาธารณะกลางน้ำ" ที่งดงามอลังการ เป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัด อวดแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนได้สบาย


          กลับบ้านทีไรผมก็แวะไปหนองประจักษ์ ในยามเย็นแดดร่มลมตก ซื้อเบียร์กระป๋องจากร้านค้าบริเวณนั้น นั่งจิบเบียร์อยู่ริมฝั่งน้ำ ดูฝูงปลา (ปล่อย) ที่ลอยเรี่ยติดผิวน้ำ ดินริมฝั่งเป็นสีขาวปนเหลือง ผืนน้ำใสแจ๋วราวกระจกเพราะไร้วัชพืชอยู่เบื้องล่าง นั่งดูไปน้ำตาพาลจะไหลเอา บางทีก็รู้สึกหงุดหงิด บางทีก็โมโห...
          และบางทีผมก็ใคร่อยากรู้ว่า-โครงการนี้มันเป็นความริเริ่มของผู้ใดหนอ ผู้ว่าคนไหน ส.ส. สมัยไหน หรือรัฐมนตรีท่านใด ที่ดำเนินการปรับปรุงหนองประจักษ์ให้เปลี่ยนเป็นสภาพนี้
          เขาผู้นั้นช่างมีความกล้าหาญสิ้นดี "เขา" ผู้เป็น "มนุษย์" เหมือน ๆ กับผมนี่แหละ กล้าปรับเปลี่ยนธรรมชาติที่มีมาหลายร้อยหลายพันปี เปลี่ยนหญ้าขนรกเรื้อให้กลายเป็นหญ้าญี่ปุ่นสีเขียวสด เปลี่ยนหนองน้ำที่ดูลึกลับน่าสะพรึงกลัว กลายเป็นหนองน้ำสีใสพอ ๆ กับสระว่ายน้ำในโรงแรม โค่นไม้ใหญ่ยืนต้นกระโดกกระเดกทิ้งไป แล้วลงต้นปาล์มและพันธุ์ไม้ชื่อเพราะต้นเท่าลำแขน รื้อลบระบบนิเวศเก่า ๆ อันประกอบไปด้วย สัตว์น้ำตามธรรมชาติหลากหลายพันธุ์ วัชพืชสาหร่ายใต้น้ำที่แผ่พันธุ์กันมาหลายชั่วอายุขัย แล้วทดแทนด้วยการปล่อยปลาเลี้ยงตัวโต ๆ ลงไป มีจำพวกปลานิล ปลาไน ปลายี่สก ปลาสวาย หรือปลาอื่น ๆ เน้นที่พันธุ์ชอบว่ายโชว์เรียกร้องความสนใจกันเป็นฝูง
          ผมเคยร้องไห้กับแม่น้ำชีมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่โรงงานมักง่ายปล่อยน้ำเสียลงไป ผลที่ตามมาก็คือ สัตว์น้ำทุกชนิดตายเกลี้ยง สภาพนิเวศดั้งเดิมหายวับไปในพริบตา ครั้งนั้นผู้รู้ได้ช่วยตอกย้ำความเจ็บปวดไว้ว่า กว่าสภาพเดิมจะกลับคืนมาได้ (ในระดับหนึ่ง) ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบปี และถ้าจะเป็นระบบนิเวศสมบูรณ์เหมือนในอดีต นั่นต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ ก็ร้อยปี
          แม่น้ำชีก็คงไม่แตกต่างกับหนองประจักษ์ เพียงแต่ว่ากรณีแรกนั้นเกิดจากความ "เผอเรอ" ส่วนกรณีหลังนั้น "จงใจ" ให้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณีก็เกิดจากการกระทำของ "มนุษย์" เหมือน ๆ กัน
          มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยนี่แหละ มนุษย์-สิ่งมีชีวิตที่ปกติจะขยาดหวาดกลัวธรรมชาติ กลัวฝนตกน้ำท่วม กลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า กลัวลมพายุ-แผ่นดินไหว-ภูเขาไฟระเบิด แต่วันดีคืนดีมนุษย์ก็กล้าเข้าไปยุ่มย่ามกับธรรมชาติ
          ความกล้าและขลาดเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์...ผมไม่ติดใจ แต่ผมยังสงสัยว่ามนุษย์มี "อภิสิทธิ์" อันใด ในการเข้าไปทำลายล้างหรือเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มนุษย์ที่มีช่วงชีวิตสั้นเพียงกระผีกหนึ่งของธรรมชาติ คิดว่าตัวมีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าธรรมชาติ (และสิ่งอื่นใด) กระนั้นหรือ
          หนองประจักษ์ของผมมันคงแค่ปรากฏการณ์จิ๊บจ๊อย หากจะไปเทียบว่า "มนุษย์" นั้นเคยโค่นป่าจนเตียนโล่งมานักต่อนักแล้ว เคยระเบิดภูเขาทิ้งทั้งลูก เคยกักแม่น้ำทั้งสายไว้ด้วยผนังปูนซีเมนต์ เคยทำให้ที่ราบลุ่มซึ่งเป็นไร่นาป่าเขามานมนาน ต้องจมอยู่ใต้พื้นน้ำไปชั่วกัลปาวสาน
          และเมื่อ "ธรรมชาติ" เหล่านั้นสูญหายไป ก็ไม่เห็นจะมีเรื่องใดเกิดขึ้น อาจมีเพียงบางคนเกิดความรู้สึก "เสียดาย" ขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลอันควร
          ความรู้สึกเศร้ากับ "การเปลี่ยนแปลง" ของหนองประจักษ์ จึงน่าจะเป็นเพียงอารมณ์ถวิลหาของคนโรแมนติกตกสมัย ที่เพ้อพกถึงแต่อดีตอันงดงามเพราะปัจจุบันเขาล้มเหลว ไม่สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์โลกาภิวัตน์คนอื่น ๆ ได้
          เขา (ผมนี่แหละ) จึงน่าจะอพยพไปอยู่ตามป่าเขา ให้ยุงกัดจนตัวลายพร้อย ไปอยู่กับธรรมชาติโบร่ำโบราณจนวันตาย ไม่น่ามาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขายขี้หน้าจังหวัดตัวเองอย่างนี้เลย

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
บันทึกจากบล็อกเกอร์
หนองประจักษ์เริ่มขุดลอก ปรับปรุงใหม่ ราว ๆ ปี 2530 -2531
สมัยนั้นมีผู้คัดค้านหรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้อยู่ที่นั่น
แต่หลังจากบทความชิ้นนี้ของผมลงตีพิมพ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (น่าจะประมาณปี 2540)
ก็มีองค์กรทางสิ่งแวดล้อม-อนุรักษ์ธรรมชาติ ชื่อองค์กรอะไรผมก็จำไม่ได้ เพราะมันนานมาแล้ว
มาขอบทความไปเผยแพร่ต่อ และได้ข่าวว่าได้รับความสนใจจากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่พอสมควร
แต่จะมีการดำเนินการต่อสู้เรียกร้องอย่างไรหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
และเข้าใจว่า ถึงจะมีการดำเนินการใด ๆ ก็คงไม่มีผล เพราะมันสร้าง (ทำลาย?) เสร็จสิ้นไปตั้งนานแล้ว
และคนในพื้นที่ เท่าที่ทราบ ก็เห็นมีแต่ชื่นชมโสมนัส ปลาบปลื้มกับ "ของใหม่" กันทั้งนั้น

ความเลวทรามในการทำลายล้างธรรมชาติ โดย "มนุษย์" ที่หนองประจักษ์ เมื่อหลายปีก่อน
คงไม่โด่งดัง สร้างชื่อให้หนองประจักษ์และจังหวัดอุดรธานี ได้เทียบเท่ากับกรณี คนทำลายล้างคนด้วยกันเอง เลือดท่วมหนองประจักษ์ ทั้งเจ็บทั้งตายกันระนาว เมื่อไม่นานมานี้





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อาจารย์อ้อ วันที่ : 07/10/2008 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wilailak-wilaikaew

เคยไปสอบบบรจุที่อุดร ขอพรหลวงประจักษ์ศิลปาคามว่า ถ้ามาอีกคราวหน้าขอให้ได้มาเยือนอย่างเป็นเจ้าของ แล้วก็เกือบได้มาเยือนอย่างเป็นเจ้าของสมคำขอ สอบได้ไปรายงานตัวได้ 3 วัน ก็ต้องมีอันบอกลาอุดรเพราะที่หนองคายก็สอบได้เหมียนกัน ตัดสินใจเลือกไปปักหลักที่ริิมโขงแทน บุญเลยบ่เถิงเมืองอุดร แต่ชอบหนองประจักษ์มากเพราะเคยไปนั่งดูผู้เฒ่าผู้แก่เต้นลีลาศ ออกกำลังกายตอนเย็น ไปบ่อยจนผู้เฒ่าแถวนั้นจับมาเต้นลีลาศสอนให้ด้วยความรำคาญ

ทุกครั้งที่กลับบ้านนั่งรถผ่านเมืองอุดร ก็ได้แต่ยกมือไหว้หลวงประจักษ์ขอโทษขออภัยที่ท่านให้โอกาสตามคำขอแต่ไม่ได้ทำตามที่ขอ

ยังนึกอยู่ว่าไม่ไปหนองคายแล้วปักหลักอยู่อุดรจะเป็นเช่นใด

คึดถึงอุดรธานี

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
piss_it วันที่ : 22/09/2008 เวลา : 16.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pissit
อยู่ในช่วง นิ่ง งัน แต่ไม่สงบ - กรุณาอย่ารบกวน

อุดรธานี ผมไม่ได้กลับนานแล้ว

ยิ่งช่วงนี้ยิ่ง ไม่กล้า

5 5 5

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
..ปาปารัสโซ่.. วันที่ : 22/09/2008 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paparusso
...ปาปารัสโซ่.. (เว้นวรรค)

ผมนี่ก็ลูกหลายกรมหลวงฯครับ..
เห็นหน้าตา..ก็รู้ว่าอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
555

ขอเสริมในข้อมูลนิดหนึ่งนะครับ
เงินที่สร้างเมืองอุดรฯส่วนหนึ่ง
มาจากการขยายที่ที่ "ท่าเตียน" ข้างสโมสรราชนาวีในปัจจุบัน

ซึ่งที่ดินดังกล่าว...เป้นสมบติของกรมหลวงฯท่าน
แต่ท่านขายนำเงินไปสร้างบ้าน-แปลงเมือง..ครับ

///
ส่วนบรรยากาศหนองประจักษ์ตอนเย็นๆ
เหมือนสสวนสาธารณะทั่วๆไปละครับ
คือมีหนุ่ม-สาวอยู่ตามพุ่มไม้หนาๆ (แต่ก่อนนะ)

///
เปลี่ยนแปลง..ผมกลับมองว่าดูดีขึ้นครับ
เรามีวัตถุประสงค์อย่าง..เพื่อให้ดูดี - และอยู่ได้นานๆ

จริงอยู่อดีตมันสวยงาม
แต่ก็เก็บใส่ลิ้นชักความทรงจำเอาไว้...
ในเมื่อยุคสมัยมันเปลี่ยนผ่านเร็วนักนี่

หนองประจักษ์ล่าสุดที่ผมไปเยือน ก.ค.ที่ผ่านมาเองครับ
ไปกินเหล้าร้านข้างๆหนอง..ตอนกลางคืนสวยใช้ได้..

แต่อย่างว่าแหละ..
"ได้อย่าง-ต้องเสียอย่าง"
นี่คือสัจธรรมชาติ..!!

หนุ่ม นาข่า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]