• piti31
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : piti31@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 52675
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
หลังจากเรียนจบปริญญาเอกจาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ด้วยทุนรัฐบาลไทย เมื่อกลับมาเมืองไทยเพื่อรับใช้ชาติในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ดร.ปิติ ได้มีโอกาสบวชเรียนกับท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/piti31
วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2551
Posted by piti31 , ผู้อ่าน : 1890 , 11:49:22 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อย่างที่ได้เคยนำเสนอไปในบทความตอนที่แล้วว่าเศรษฐศาสตร์เป็นระบบวิชาความรู้ที่ประเสริฐ ดีเลิศ เพราะเศรษฐศาสตร์สอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ กระบวนการตัดสินใจถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง เป็นกระบวนการที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ เพราะมนุษย์สามารถที่จะกลั่นกลอง รวบรวม เรียบเรียงข้อมูลต่างๆ ในอดีตที่ตนเคยประสบพบเจอ ที่ตนเองเคยเรียนรู้ ออกมาใช้ในกระบวนการตัดสินใจ เพื่อเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขของเหตุผล และข้อจำกัดในเหตุการณ์ต่างๆ เศรษฐศาสตร์ เรียนกระบวนการเหล่านี้ครับ

แล้วกระบวนการกลั่นกรอง การตัดสินใจ และระบบจัดการความคิดของมนุษย์มีขั้นตอนอย่างไร (ขั้นตอนต่างๆ ต่อไปนี้ผู้เขียนพัฒนาจากคำบรรยายของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องความเป็นสากลของสังคมไทย บรรยายเมื่อ พ.ศ. 2548) ผมจะขออธิบายโดยเริ่มจากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา สิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบประสาทสัมผัสต่างๆ ของมนุษย์ เราอาจจะเรียกสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่า “ข้อมูลดิบ (Data)” หรือ “ข่าวสาร (News)” ก็ได้ ถ้าเรารับรู้แล้วปล่อยมันผ่านไปเฉยๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าเรานำข้อมูลดิบและข่าวสารเหล่านี้มาผ่านกระบวนการจัดเก็บรวบรวม (Gather and Collect) เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า “ฐานข้อมูล (Database)” ขึ้นมา และปัจจุบันก็มีหลายๆ บริษัท หลายๆ บุคคล เช่น Reuters, APEX, DataStream ที่ทำเงินอย่างมหาศาจจากกระบวนการเหล่านี้ ขั้นต่อไปที่ทำให้มนุษย์เหนือขึ้นมาอีกนั่นคือการรู้จักที่จะจัดการ จัดหมวดหมู่ (Organise) ให้ฐานข้อมูลเหล่านี้มีระบบมากยิ่งขึ้น เราเรียกฐานข้อมูลที่ถูกจัดการให้เป็นระบบ ให้เป็นหมวดหมู่ สามารถที่จะหยิบมาใช้ได้อย่างง่ายดายนี้ว่า “ระบบสารสนเทศ (Information System หรือ Metadata)” หลายๆ บริษัทระดับโลกที่ทำมาหารับประทานกับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ร่ำรวยมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo!

แต่จริงๆ แล้วมนุษย์ยังมีความสามารถสูงขึ้นไปกว่านั้น มนุษย์สามารถที่จะนำเอา Information เหล่านี้มาทำการวิเคราะห์ (Analyse) ทำการวิจัย เรียบเรียง จนสามารถพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “องค์ความรู้ (Knowledge/ Knowledge Base)” ขึ้นมาได้ ในทางเศรษฐศาสตร์องค์ความรู้เหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการสะสมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลภายใต้ข้อสมมติทางสังคมต่างๆ อาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ สถิติ และคณิตศาสตร์ในการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ (Economics Model) เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

แม้ว่าบุคคลแต่ละคนจะมีศักยภาพในการพัฒนาองค์ความรู้ได้ไม่เท่าเทียมกัน แต่ข้อดีประการหนึ่งของมนุษย์คือ มนุษย์สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ของแต่ละคน แค่ละองค์กรถึงกันได้ และมนุษยฺก็สามารถที่จะเรียนรู้องค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ได้โดยผ่านสื่อ (Media) ต่างๆ และจุดที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานต่างๆ ได้มากที่สุดก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ นั่นคือ มนุษย์สามารถที่จะพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่รอบๆ ตัวของแต่ละคนไปปรับใช้ ให้เข้ากับวิถีชีวิตของแต่ละคนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ต่างจากสัตว์ที่กว่าจะเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาต้องใช้เวลายาวนาน มนุษย์สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้มาประกอบการกระบวนการตัดสินใจของตน ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาด

แนวความคิด กระบวนทัศน์ของตะวันตกจบลงเพียงเท่านี้ พัฒนามาถึงระดับนี้ ชาวตะวันตกก็พอใจ และกระหยิ่มยิ้มย่องแล้วว่าตนเองเข้าใจระบบความคิดของมนุษย์ ตะวันตกคิดว่าตนเองมีความรู้เพียงพอแล้วที่จะเข้าใจกระบวนการตัดสินใจ และสามารถที่จะคาดการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดต่างๆ ถึงกับคิดว่าตนเองจะสามารถเอาชนะธรรมชาติ พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดินได้

แต่แนวทางของตะวันออก แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพัฒนาก้าวหน้ายิ่งไปกว่านั้น เพราะชาวไทย และชาวตะวันออก โดยเฉพาะที่เป็นชาวพุทธ นั้นก่อนที่จะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ ปราชญ์ตะวันออกจะต้องนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางจริยธรรม กระบวนการวัดคุณค่าทางสังคมเสียก่อนว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นถูกต้องดีงานต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ ดังนั้นในเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ และในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กระบวนการคิด และการตัดสินใจของคนจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าแค่การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ให้เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆ แต่จะเป็นการตัดสินใจบนระดับที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ (Wisdom)”

ในกระบวนทัศน์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุนนิยม ก็มีความพยายามที่จะนำเอาการประเมินค่าความดีงาม เหมาะสมเข้ามาเช่นเดียวกัน จนบางครั้งถึงกับมีนักเศรษฐศาสตร์บางท่านจำแนกแนวทางการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ออกเป็น 2 แนวทางได้แก่ เศรษฐศาสตร์ตามที่เป็นจริง (Positive Economics) และเศรษฐศาสตร์ตามที่ควรจะเป็น (Normative Economics) กลุ่ม Positive Economics จะเน้นรายงาน อธิบาย วิเคราะห์ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม กระบวนการคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (วิทยาศาสตร์) ในขณะที่กลุ่มหลัง Normative Economics จะเน้นการเสนอแนะว่าผู้กำหนดนโยบาย และคนในสังคมควรมีนโยบายอย่างไร ควรปฏิบัติตนอย่างไร ในเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดในสังคม โดยเป้าหมายสูงสุดของสังคมในกระบวนทัศน์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็คงไม่พ้น เรื่องรายได้ประชาชาติที่สูงที่สุด กำไรสูงสุด ความพอใจของผู้บริโภคสูงที่สุด (นราทิพย์ ชุติวงศ์, 2539)  บางครั้งอาจมีการพูดถึงสวัสดิการสังคมบ้าง แต่เครื่องมือหลักๆ ที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์วัดระดับสวัสดิการสังคมก็คงไม่พ้นตัวชี้วัดที่เรียกว่า Pareto Efficient ซึ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพในการกระจายผลได้ และผลเสียของสิ่งต่างๆ ในสังคม มากกว่าที่จะเป็นการวัดความอยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริงของคน

หลักความมีประสิทธิภาพสูงสุดที่เรียกว่า Pareto Efficient กล่าวว่า ถ้ามีคนใดคนหนึ่งในสังคมได้รับผลได้มากขึ้น โดยที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นๆ ในสังคมต้องสูญเสียสิ่งใดๆ ลง เราเรียกภาวะนี้ว่าเกิดภาวะ Pareto Efficient หรือ Pareto Optimum ตัวอย่างที่โหดร้ายสำหรับการวัดระดับสวัสดิการสังคมด้วยวิธีนี้ก็ เช่น ถ้าของชิ้นหนึ่งต้นทุนจริงๆ ควรจะตั้งราคาเพียงชิ้นละ 20 บาท แต่เนื่องจากผู้บริโภคอาจจะไม่ทราบมูลค่าที่แท้จริงของสินค้านี้ หรืออาจเป็นเพราะมีการโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจ และยินดีที่จะจ่ายราคาเพื่อซื้อสินค้านี้เท่ากับ 100 บาท ในทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ถ้าผู้ขายทราบว่าผู้ซื้อยินดีจ่ายที่ราคา 100 บาท (ผู้ขายอาจทราบได้จากการทำการสำราจทางการตลาด) ผู้ขายก็สามารถขายสินค้านี้ได้ที่ราคา 100 บาท โดยที่ผู้บริโภคทุกคนก็มีความสุขและยินดีจ่ายที่ 100 บาทด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้เศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุนนิยมจะบอกเราว่าเกิดภาวะ Pareto Optimum ขึ้นแล้ว เพราะไม่มีใครเสียประโยชน์เลย เนื่องจากผู้ซื้อทุกคนก็ยินดีจ่าย ในขณะที่ผู้ขายทำกำไรได้มากขึ้น ยิ่งถ้าสินค้านี้มีลักษณะผูกขาดด้วยแล้ว ผู้ผูกขาดเพียงไม่กี่รายก็สามารถจะเอาความพอใจส่วนเกินของผู้บริโภค (Consumers’ Surplus: ส่วนต่างของราคาที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายกับราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายออกไปจริง) มาเป็นกำไรส่วนเกินของผู้ผลิตผู้ขาย (Producers’ Surplus: ส่วนต่างของต้นทุนจริง หรือราคาที่ต้องขายจริงๆ เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการผลิต กับราคาที่ขายได้ในตลาด) ได้ตามสบาย (Varian, 2006) คำถามคือ การที่ผู้บริโภคที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศต้องจ่ายซื้อสินค้าราคาแพงกว่าความเป็นจริงถึง 5 เท่าแบบนี้ สวัสดิการสังคมแบบนี้ ตามแนวคิดนี้ คือสิ่งที่เราต้องการหรือไม่

แต่ทุกวันนี้เมื่อผู้ปกครอง ผู้กำหนดนโยบายของประเทศยังถูกครอบงำด้วยมายาคติของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแบบทุนนิยมอยู่ เราจึงต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่รุนแรงอยู่ตลอดเวลา เช่น การยอมรับข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้า (FTA: Free Trade Agreement) กับประเทศคู่ค้าบางประเทศ แล้วทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP: Gross National Product) ซึ่งเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงระดับรายได้ของประเทศ (National Income) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ก็กระจุกตัวอยู่กับนักธุรกิจแค่พียงไม่กี่คน แม้ว่าจะทำให้เกษตรกรหลายราย หรือแม้แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลายๆ ภาคการผลิตต้องได้รับผลกระทบทางลบอย่างรุนแรง จนแทบจะต้องเลิกประกอบอาชีพที่ใช้ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวของตน รัฐบาลหรือผู้กำหนดนโยบายก็ดูเหมือนจะต้องการยอบรับข้อตกลงเช่นนี้ซะเหลือเกิน

วิชาแรกๆ ที่ผู้จะเข้าสอบเพื่อเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงิน หรือนักบัญชี คือ วิชา จริยธรรม แต่เราก็ยังพบเห็นการเก็งกำไรราคาน้ำมัน ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงในปัจจุบันนี้จะมีอยู่ เช่น ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และกำลังการผลิตทั้งแท่นขุดเจาะ และการกลั่นน้ำมันก็ถูกใช้ไปจนเกินกำลังแล้ว และแท่นขุดเจาะใหม่ๆ และโรงกลั่นใหม่ ก็ยังอยู่ในการก่อสร้าง แต่ราคาน้ำมันตามสภาวะเหตุผลแท้จริงก็ไม่น่าจะปรับตัวขึ้นสูงขนาดในปัจจุบันนี้ การที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงจนทำให้ประชากรโลกเดือดร้อนกันไปเช่นนี้ เหตุผลหลักก็เนื่องมาจากการเก็งกำไรโดยขาดจริยธรรมไม่เห็นแก่ความเดือนร้อนของพลโลกส่วนใหญ่ มุ่งแต่จะเอาประโยชน์เข้าใส่ตนเองในรูปของตัวเงิน (ในบทความชิ้นต่อๆ ไป ผมจะขออธิบายรายละเอียดในเรื่องนี้)

หรือการโจมตีค่าเงินของกลุ่มนักลงทุน ที่ต้องการกำไรโดยการเข้าไปซ้ำเติมประเทศที่มีความบอบช้ำทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว โดยไม่นึกถึงความเดือดร้อนของคนในประเทศนั้นๆ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 เหตุการณ์ตัวอย่างเหล่านี้ย่อมทำให้เห็นว่า กระบวนทัศน์แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมกระแสหลักที่สามานย์เช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดแต่ความล้มเหลว ระบบจริยธรรมแบบตะวันตก แนวคิดระบบเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น (Normative Economics) ไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับความคิด กระบวนการตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ในระดับปัญญาญาณ ที่มีการประเมินค่าความดี ชั่ว ถูก ผิด ประโยชน์ส่วนตัวสอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ได้รับการผสมผสานกับแนวคิดแบบพุทธน่าจะเป็นเพียงทางรอด เป็นแหล่งแสงสว่างที่พอมองเห็นได้ไม่กี่แหล่งภายในอุโมงค์มหัศจรรย์ของระบบเศรษฐกิจโลกอันเชี่ยวกราก และสามานย์เช่นทุกวันนี้

 

เอกสารอ้างอิง

Nicholson Walter (1998) Microeconomic Theory: Basic Principles and Extensions. (Seventh Edition). Florida: Dryden Press.

Varian Hal R. (2006) Intermediate Microeconomics. (Seventh Edition, International Student Edition) London: W.W. Norton & Company,Ltd. 

นราทิพย์ ชุติวงศ์ (2539) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค, พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2531). เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (Buddhist Economics).ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 (2551) กรุงเทพฯ: พิมพ์สวย, หน้า ข.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2533).ศิลปศาสตร์แนวพุทธ.ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 (2550) กรุงเทพฯ: พิมพ์สวย.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2534). พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์. ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 (2550) กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.

พายัพ วนาสุวรรณ (2548). เปลือยอเมริกา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์.

พายัพ วนาสุวรรณ (2548). จีน-เอเซีย บนวิถีบูรพา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์.

หอการค้าไทย (2550). เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]