• piti31
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : piti31@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 52720
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
หลังจากเรียนจบปริญญาเอกจาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ด้วยทุนรัฐบาลไทย เมื่อกลับมาเมืองไทยเพื่อรับใช้ชาติในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ดร.ปิติ ได้มีโอกาสบวชเรียนกับท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/piti31
วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม 2551
Posted by piti31 , ผู้อ่าน : 1993 , 08:41:17 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่คนไทยทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนั่นก็คือ ภาวะเงินเฟ้อ ตัวเลขล่าสุดที่ถูกเปิดเผยโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์เราพบว่า อัตราเงินเฟ้อของเดือนมิถุนายน 2551 ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 8.9% คำถามที่สำคัญคือ เงินเฟ้อมีผลเสียหายอย่างไร สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยอย่างไร เงินเฟ้อเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่เหมาะสมอัตราเงินเฟ้อที่ดีควรจะเป็นเท่าไหร่ และหนทางที่จะแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อต้องทำอย่างไร การแก้ปัญหาของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้บนโยบายเป็นวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ คำถามทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่อยู่ในความสนใจของทุกๆ คนอย่างยิ่ง ผมขอเสนอแนะให้ใช้หลักการของพระพุทธศาสนาเรื่องอริยสัจจ์ 4 ในการพิจารณาวิเคราะห์ภาวะเงินเฟ้อ และใช้ประกอบกับหลักปรัญชาเศรษฐกิจพิเพียงขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้

ในทางพระพุทธศาสนาทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปตามหลักเหตุและผล หลักการของอริยสัจจ์ 4 ประการแรกต้องทราบถึงภาวะที่บีบคั้นเราอยู่ หรือภาวะที่เรียกว่า “ทุกข์ (Dukkha: Suffering, Unsatisfactory)” เพื่อให้ทราบสถานะปัจจุบันของเราก่อนว่าปัจจุบันเราอยู่ที่ระดับใด มีปัญหาใด ภาวะที่เป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก ที่บีบบังคับคนไทยในระบบเศรษฐกิจในขณะนี้คือภาวะเงินเฟ้อ แล้วเงินเฟ้อคืออะไร

เงินเฟ้อ (Inflation) คือภาวะที่ระดับราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และทำให้มูลค่าของเงินที่ประชาชนถืออยู่ในมือมีค่าลดลง แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ของแพงขึ้น แบงค์บาทที่มีอยู่ในกระเป๋าลดค่าลง ซื้อของจำนวนเท่าเดิมต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ภาวะเงินเฟ้อทำให้ประชาชนทุกคนในฐานะผู้บริโภคเดือดร้อน เพราะต้องซื้อของแพง รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือมไม่เพิ่มขึ้นเลยทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทางด้านผู้ผลิตต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคาสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ทำให้บริหารต้นทุนยาก ทำให้ต้องปรับราคาสินค้าของตนขึ้น ทำให้ขายของยากขึ้น รายรับและกำไรลดลง ซึ่งก็จะวนเป็นลูกโซ่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นรายได้ของผู้ผลิตและพนักงานได้ตามกับภาวะที่สินค้าปรับราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตบางรายแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นและกำไรที่ลดลงหรือการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว ก็ต้องปิดกิจการลง ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเกิดภาวะถดถอย เมื่อเลิกกิจการก็เลิกจ้างพนักงาน ซึ่งก็จะส่งผลต่อภาวะการว่างงานของประเทศอีกด้วย ดังนั้นผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อคือเกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะเงินตึงตัว (Stagflation)” คือภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อรุนแรง และเกิดภาวะการว่างงานพร้อมกัน

แล้วตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ เช่น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายน 2551 เท่ากับ 8.9% นี้หามาได้อย่างไร ในประเทศไทยหน่วยงานที่มีหน้าที่สำรวจและคำนวณตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ คือ สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยทั่วไปอัตราเงินเฟ้อคำนวณได้จากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ดัชนีราคาผู้บริโภค เปรียบเสมือนรถเข็นจ่ายของในซูเปอร์มาเก็ต สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้าจะเป็นผู้กำหนดขึ้นมาว่า คนไทย หนึ่งคนมีความต้องการจะบริโภคสินค้าอะไรบ้างเพื่อดำรงชีวิต ซึ่งเราพบว่ารายการของที่เราต้องการนี้มีสินค้าอยู่ประมาณ 300 กว่ารายการ ตั้งแต่ ข้าวสาร อาหารกระป๋อง สบู่ แปรงสีฟัน น้ำมันพืช ไข่ไก่ ค่าโดยสารรถประจำทาง ดินสอ ยางลบ กระดาษชำระ  น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น หลังจากนั้นสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้าก็จะออกไปสำรวจราคาของสินค้าเหล่านี้ในตลาด ในห้างสรรพสินค้า ในร้านค้าต่างๆ ทุกๆ เดือน แล้วนำมาคิดราคารวมว่าของที่อยู่ในรถเข็นจ่ายของในซูเปอร์มาเก็ต มีราคารวมทั้งสิ้นเท่าไร โดยเรามีการกำหนดให้ราคาสินค้าเหล่านี้ในปี พ.ศ. 2545 เป็น 100 บาทเพื่อให้เป็นตัวเลขดัชนีจะได้สะดวกในการเปรียบเทียบ (ใช้การคำนวณแบบบัญญัติไตรยางค์) แล้วหลังจากนั้นมาทุกๆ เดือนทางสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้าก็ออกไปสำรวจราคาสินค้ามาแล้วก็มาเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่าราคาของสินค้าในรถเข็นจ่ายของในซูเปอร์มาเก็ตของเราคันนี้มีราคาเท่าไร เช่น ถ้าคำนวณออกมาได้ว่าราคาของเดือนมกราคม 2551 เท่ากับ 110 เทียบกับเดือนมกราคม 2550 ที่ราคา 105 เราก็จะสามารถบอกได้ว่าราคาสินค้าในรถเข็นจ่ายของในซูเปอร์มาเก็ตของเราคันนี้ หรือราคาสินค้าในดัชนีราคาผู้บริโภคนี้ เพิ่มสูงขึ้นเท่ากับ 5 หรือกล่าวได้ว่าอัตราเงินเฟ้อของเดือนมกราคม 2551 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเท่ากับ 5%

การรายงานภาวะเงินเฟ้อ ตัวเลขที่สำคัญมี 2 ตัวคือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะคำนวณจากรายการสินค้าต่างๆ ที่ไม่รวมสินค้าประเภทอาหารและพลังงาน โดยในเดือนมิถุนายน 2551 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3.6% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปซึ่งรวมเอาราคาของทุกๆ ประเภทสินค้าอยู่ที่ระดับ 8.9%

จะเห็นได้ว่าภาวะเงินเฟ้อคือสภาพการที่เป็นทุกข์ บีบคั้นประชาชนในระบบเศรษฐกิจ เมื่อรับทราบภาวะที่เป็นทุกข์เป็นปัญหาแล้ว พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เราใช้ปัญญาในการไต่ตรองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ทุกขสมุทัย (Dukkha-samudaya: The cause of suffering, origin of suffering)”

เพื่อให้เข้าใจภาวะเงินเฟ้อดีขึ้น โดยทั่วไปแล้วภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นได้จาก 3 สาเหตุหลัก โดยสาเหตุแรกที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ คือ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของหน่วยงานที่ควบคุมดูแลนโยบายการเงินของประเทศ สำหรับประเทศไทย หน่วยงานหลักที่กำกับดูแลนโยบายการเงินคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนโยบายการเงินที่สำคัญๆ คือ การควบคุมดูแลปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ, การควบคุมดูแลอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นทั้งผลตอบแทนและเป็นต้นทุนทางการเงิน และอีกหนึ่งตัวแปรที่นโยบายการเงินต้องเข้ามาควบคุมดูแลคือ อัตราเงินเฟ้อ โดยมากแล้วนักเศรษฐศาสตร์ในกลุ่มที่เชื่อถือในทฤษฎีที่เรียกว่า “ทฤษฎีปริมาณเงิน (Quantity Theory of Money)” หรือกลุ่มที่เชื่อใน “สมการการแลกเปลี่ยน (The Equation of Exchange)” จะเชื่อกันว่าประเทศที่ประสบปัญหาเงินเฟ้อในโลกมักเกิดจากการที่ธนาคารกลางปล่อยให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป แต่เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป้าหมายทางนโยบายการเงินโดยการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ประกอบกับปริมาณเงินตามความหมายกว้างหรือปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ที่ระดับประมาณ 8.5 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับขนาดของระบบเศรษฐกิจที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP: Gross Domestic Product) ที่ระดับประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นระดับปริมาณเงินที่มากจนเกินไป ดังนั้นภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในขณะนี้จึงไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากปริมาณเงินที่มีมากจนเกินไป

สาเหตุที่ 2 และ 3 ของภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นจากปัจจัยที่เกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจแท้จริง นั่นคือ สาเหตุของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น (Cost-Push Inflation) และสาเหตุของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากการที่ประเทศมีความต้องการหรือมีอุปสงค์รวมต่อการบริโภคสูงเกินไป (Demand-Pull Inflation) สาเหตุของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากปัจจัยทางด้านอุปสงค์มักจะเกิดจากการที่ประชาชนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะมีการเจริญเติบโตอย่างรุนแรง ทำให้คาดการณ์ว่าตนเองจะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เลยมีความต้องการที่จะจับจ่ายซื้อหาสินค้าบริการเพิ่มสูงขึ้น จนมากเกินกว่าขีดความสามารถที่ประเทศและตลาดจะสามารถจัดหาให้ได้ พูดเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือคนมีความต้องการซื้อของมากกว่าจำนวนของที่มีขาย เมื่อเป็นเช่นนี้ความต้องการที่มีมากเกินก็จะดันให้ระดับราคาของของสิ่งนั้นปรับตัวสูงขึ้นๆ ภาวะเช่นนี้มักจะเป็นที่มาของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (Economic Bubble)

ซึ่งการที่ทุกคนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะดี ตนเองจะรวยขึ้น เลยมีความต้องการซื้อมากขึ้นก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้ที่ทุกคนรู้ว่าประเทศและโลกกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทุกคนคาดถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังจะปะทุขึ้น ดังนั้นภาวะเงินเฟ้อที่มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางด้านอุปสงค์คงไม่ใช่ แต่น่าจะเป็นสาเหตุสุดท้ายนั่นคือ เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากปัจจัยทางด้านอุปทาน หรือเกิดจากการที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง (Cost-Push Inflation)

ระดับราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันดิบหลักจากหักลบผลของอัตราเงินเฟ้อแล้วที่ตลาดนิวยอร์คก่อนปี พ.ศ. 2546 อยู่ที่ระดับราคาไม่เกิน 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บาร์เรล (158.9873 ลิตร) ได้ปรับตัวเพิ่มสูงเกือบ 6 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี ขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 147.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บาร์เรลเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาพลังงานเป็นต้นทุนในการผลิตในแทบจะทุกภาคธุรกิจ ระดับราคาพลังงานที่สูงขึ้นกระทบทั้งต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งสินค้า และระดับราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างรุนแรงนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักหรือเป็นทุกขสมุทัยของภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยในรอบนี้

เมื่อทราบถึงภาวะที่เป็นปัญหาแล้ว และก็ได้ไตร่ตรองจนสามารถกำหนดได้ว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร พระพุทธองค์ทรงแนะว่าขั้นตอนต่อไปคือกำหนดให้ได้เสียก่อน ว่าจุดมุ่งหมายที่จะเป็นจุดสุดท้ายเมื่อแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วเราจะอยู่ที่จุดไหน หรือกำหนดให้ได้ว่าภาวะที่หมดทุกข์ที่เราต้องการนั้นเป็นอย่างไร หรือในบาลีเราเรียกว่า “ทุกขนิโรธ (Dukkha-nirodha: the cessation of suffering, extinction of suffering) เมื่อกำหนดเส้นชัย กำหนดจุดหมายที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถกำหนดเส้นทางหรือวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้

ภาวะเป้าหมายสำหรับปัญหาเงินเฟ้อคืออะไร แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินไป เช่นในทุกวันนี้ที่ระดับ 8.9% นับว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไป แต่ใช่ว่าภาวะเงินเฟ้อจะมีแต่ข้อเสีย ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปต่างก็ยอมรับว่าเงินเฟ้อในบางอัตรา ในระดับที่ต่ำ และสามารถควบคุมได้ น่าจะเป็นภาวะที่ดี และดีมากกว่าที่จะไม่มีภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นเลย และแน่นอนย่อมดีกว่าภาวะที่ตรงข้ามกับภาวะเงินเฟ้อนั่นคือ “ภาวะเงินฝืด (Deflation)” แล้วเงินเฟ้อในระดับต่ำๆ ที่สามารถควบคุมได้ ส่งผลดีอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ

เงินเฟ้อในระดับต่ำๆ หรือการที่ระดับราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่ไม่สูงเกินไป หรือปรับในระดับที่เพียงพอกับระดับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น จะเป็นแรงกระตุ้นทำให้ผู้ผลิตอยากที่จะเร่ง และขยายขนาดการผลิต ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุน และการลงทุนไม่ว่าเป็นการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักสินค้าทุน หรือการลงทุนในทรัพยากรบุคคลต่างก็เป็นปัจจัยหลักสำคัญปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากเงินเฟ้อและระดับราคาที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้ผู้ผลิตลงทุนขยายขนาดการผลิตแล้ว เงินเฟ้อยังกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานอีกด้วย เมื่อผู้ผลิตต้องการผลิตเพิ่ม เพื่อให้ขายได้มากขึ้นในระดับราคาที่สูงขึ้น การลงทุนในโรงงาน ในเครื่องจักรเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ การลงทุนในการพัฒนาขีดความสามารถขของคนงานหรือการลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital) จึงเป็นอีกหนทางที่จะเพิ่มกำลังการผลิต (Production Capacity) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และการลงทุนในการพัฒนาองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีก็จะเกิดขึ้น แล้วเงินเฟ้อในระดับต่ำๆ ในระดับที่ควบคุมได้ คือระดับไหน

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ ท่านได้ทำการศึกษาและพบว่าอัตราเงินเฟ้อที่พึงประสงค์น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกินร้อยละ 3 ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2543 จนถึงปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ไว้ที่ระดับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่เป้าหมาย 0 – 3.5%

ในขั้นตอนต่อไปก็จะมาถึงส่วนที่น่าจะถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในหลักอริยสัจจ์ 4 นั่นคือการกำหนดและปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย กำจัดสาเหตุแห่งปัญหา และไม่ทำให้ปัญหานั้นๆ เกิดขึ้นอีก แนวทางการปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์นั้นในทางพุทธศาสนาเราเรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (Dukkha-nirodhagamini patipada: The path leading to the cessation of suffering)” หรือที่เรามักจะเรียกกันอย่างติดปากว่า “มรรค” ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Mean” หรือเครื่องมือวิธีการนั่นเอง

สำหรับปัญหาเงินเฟ้อนั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีวิธีทางแก้ปัญหาอยู่ 2 วิธีนั่นคือ 1) ใช้การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Repurchase Agreement Interest Rate: R/Ps ประเภท 1 วันทำการ) และ 2) ใช้การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเพื่อให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เลือกใช้วิธีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ R/Ps 1 วัน เพิ่มขึ้นจาก 0.25% เป็น 3.50% คำถามสำคัญคือนโยบายนี้เป็นหนทางดับทุกข์ที่ดีหรือไม่

ถ้าเราเขียนกราฟแสดงอุปสงค์อุปทานโดยให้แกนตั้งเป็นระดับราคาสินค้าเฉลี่ยทั้งประเทศ และให้แกนนอนเป็นมูลค่าของสินค้าทั้งประเทศ (หรือ GDP นั่นเอง) เส้นอุปสงค์ของคนทั้งประเทศจะเป็นเส้นที่ลาดลงจากทางซ้ายลงมาทางขวา แสดงให้เห็นว่าเมื่อราคาสินค้าถูกลง ประชาชนมีแนวโน้มที่จะบริโภคสินค้ามากขึ้นตามหลักอุปสงค์ ในขณะที่เส้นอุปทานจะเป็นเส้นที่ลากจากซ้ายขึ้นไปทางขวา แสดงว่าเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นผู้ผลิตก็อยากที่จะเสนอขายสินค้ามากขึ้น ระดับราคา และปริมาณผลผลิตสินค้าทั้งประเทศที่สมดุลจะเกิดขึ้นที่ระดับที่อุปสงค์เท่ากับอุปทาน

จากการพิจารณาทุกขสมุทัย หรือสาเหตุของปัญหา เราพบว่าปัญหาของเงินเฟ้อรอบนี้เกิดจากต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น การที่ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นทำให้เส้นอุปทานของเราเลื่อนขึ้นไปทางซ้าย ที่จุดตัดกันของเส้นอุปสงค์อุปทานจุดใหม่ระดับราคาสินค้าก็จะสูงขึ้นเกิดภาวะเงินเฟ้อ และปริมาณผลผลิตสินค้าของทั้งประเทศ (GDP) ก็จะลดลง นี่คือการใช้กราฟอุปสงค์อุปทานอธิบายปัญหาภาวะเงินเฟ้อ

คราวนี้ลองมาพิจารณานโยบายการแก้ปัญหาโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกันบ้าง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคลง โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องกู้เงินมาจับจ่ายใช้สอย การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้การกู้เงินลดลง ดังนั้นการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของครัวเรือนในการซื้อบ้านซื้อที่ดิน หรือการลงทุนของผู้ผลิตในการขยายโรงงาน การซื้อเครื่องจักรก็จะลดลงด้วยด้วย การลงทุนที่ลดลงและการบริโภคที่ลดลงจะทำให้เส้นอุปสงค์รวมของเราเลื่อนลงไปทางซ้าย แน่นอนระดับราคาลดลง แก้ปัญหาเงินเฟ้อได้

แต่สิ่งที่เป็นผลพวงตามมา เด้งแรก นั่นคือเศรษฐกิจถดถอย ระดับผลผลิตลดลง เท่านั้นยังไม่พอ เด้งที่สอง การที่อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นยังไปทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะกับผู้ผลิตซึ่งยังมีภาระผูกพันต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ หรือกับผู้ผลิตที่ต้องกู้เงินมาเป็นทุนในการดำเนินกิจการ ต้นทุนที่สูงขึ้นเนื่องจากภารพดอกเบี้ยทำให้เส้นอุปทานกลับยิ่งเลื่อนขึ้นไปทางซ้ายมากขึ้น ดังนั้นภาวะเงินเฟ้อก็อาจจะไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับถูกซ้ำเติมให้หนักขึ้น ผลกระทบเด้งที่สามที่เกิดขึ้น คือ ดอกเบี้ยสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น ลูกหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสถาบันการเงินไม่ไหว เพราะของแพงเงินที่จะเหลือมาจ่ายหนี้ก็มีน้อยอยู่แล้ว จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่องวดยังมาสูงขึ้นอีกจากดอกเบี้ย แนวโน้มที่นะเกิดการชักดาบ เป็นหนี้สูญก็จะมีมากขึ้น เด้งที่สาม คือปัญหาระบบสถาบันการเงินจะตามมา ดังนั้นเราจะเห็นว่าเส้นทางแก้ปัญหาแบบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะไม่ใช่วิธีการที่ดีนัก มรรคาแบบนี้น่าจะไม่นำพาไปสู่ภาวะนิโรธ 

ลองกลับมาพิจารณาดูวิธีการแก้ปัญหาเงินเฟ้อแบบใช้อัตราแลกเปลี่ยน สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควรทำคือ ควบคุมการไหลเข้าไหลออกของเงินตราต่างประเทศให้มากขึ้นเพื่อป้องกันการเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน และแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยการเทขายเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยถือครองอยู่หรือการทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อให้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น (Appreciation) เมื่อเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น เช่น จากระดับ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 30 หรือ 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีคือสินค้าส่งออกของไทยจะมีราคาแพงขึ้นในสายตาของชาวต่างประเทศ ทำให้การส่งออกของประเทศไทยลดลง และเมื่อไม่สามารถส่งสินค้าออกได้ สินค้าเหล่านั้นก็จะถูกนำเข้ามาขายในตลาดภายในประเทศ อุปทานของสินค้าในประเทศก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้น เส้นอุปทานในกราฟของเราก็จะเลื่อนกลับมาทางขวา ทำให้ระดับราคาลดลง และแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง นี่คือผลแรงเสริมทางบวกแรงที่หนึ่ง

มากกว่านั้น แรงเสริมทางบวกแรงที่สอง คือ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวแข็งค่าขึ้น ราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศก็จะมีระดับราคาลดลงในรูปของเงินบาท สินค้านำเข้าอย่างหนึ่งที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงมากนั่นก็คือ น้ำมัน ก็จะมีราคาถูกลง ต้นทุนการผลิต ต้นทุนพลังงานก็จะมีราคาลดลง ยิ่งเสริมให้เส้นอุปทานของเราเลื่อนออกไปทางขวามากขึ้นไปอีก และเป็นแรงเสริมที่ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อปรับตัวลดลงมากขึ้น 

นอกจากนี้ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นก็จะทำให้ภาระหนี้ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่มีเจ้าหนี้เป็นชาวต่างประเทศลดลงในรูปของเงินบาท ทำให้ประเทศเรามีความสามารถในการใช้หนี้ต่างประเทศมากขึ้น และลดภาระหนี้ลง ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของไทยลดภาวะพึ่งพิง และยังเป็นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศในระยะยาวอีกด้วย และนี้เป็นกำลังทางบวกแรงที่สามที่จะมีผลดีต่อประเทศ

แน่นอนว่าปัญหาเศรษฐกิจถดถอยคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าต้องการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่ปัญหานี้สามารถบรรเทาลงได้โดยการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจอีกเครื่องมือหนึ่งของภาครัฐ นั่นคือ นโยบายงบประมาณรายจ่ายและรายรับของภาครัฐ ภาครัฐควรจะต้องกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศโดยการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยเฉพาะระบบการขนส่งที่ลดการพึ่งพาน้ำมัน นั่นคือ การลงทุนในการขนส่งประเภทราง หรือการส่งเสริมการขนส่งทางน้ำที่ประเทศไทยเคยมีระบบการขนส่งทางน้ำที่สมบูรณ์มากในอดีต ภาครัฐควรนำมาลงทุนทางด้านนี้ ไม่ใช่ไปประกาศ 6 นโยบายซื้อเสียง น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี น้ำมันถูก ก๊าซถูก เพื่อซื้อเสียง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนในระยะยาวแบบยั่งยืน

แต่ทำไมนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนถึงไม่ถูกนำมาใช้ เหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะประเทศไทยพึ่งพาต่อการส่งออกอย่างมาก มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการของไทยมีมูลค่าสูงมาก ปี 2550 มูลค่าการส่งออกของไทยอยู่ที่ประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่าเป็นประมาณ 65% ของมูลค่า GDP หรือถ้าคิดคร่าวๆ ก็คือถ้าสมมติให้สินค้ามีราคาชิ้นละ 1 บาท ประเทศเราผลิตสินค้าขึ้นมา 100 ชิ้น สินค้าถึง 65 ชิ้นจะถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ ถ้านักธุรกิจผู้ส่งออกซึ่งมีภาวะพึ่งพิงต่อตลาดโลกอย่างสูงไม่สามารถส่งออกได้ พวกเขาก็อาจต้องประสบกับภาวะขาดทุนเมื่อต้องนำสินค้าเหล่านั้นมาขายในตลาดในประเทศซึ่งต้องขายในราคาที่ถูกลง นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย ภายใต้ระบบการเมืองแบบเก่าที่นายทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกยังเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลผู้มีอำนาจในการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างๆ เหล่านี้ และถ้ามองในแง่ร้ายที่สุดนักการเมืองทุนนิยมสามานย์เหล่านี้หลายคนเก็บเงินที่พวกเขาโกงมาในรูปของเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะการเก็บไว้ในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐในบัญชีเงินฝากในประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องการฟอกเงินเช่นใน หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น เป็นต้น การทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เท่ากับการทำให้ทรัพย์สินของนักการเมืองขี้ฉ้อเหล่านี้มีมูลค่าลดลงในรูปของเงินบาท

หากแต่การใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้เราลดการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศและมุ่งผลิตเพื่อป้อนความต้องการในประเทศเป็นหลักนั้น ช่างสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่ง ที่พระองค์ท่านเคยเสนอว่า ประเทศไทยเราควรผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศให้เพียงพอเสียก่อน ให้คนในประเทศสามารถบริโภคสินค้าในราคาถูก ในราคาที่เหมาะสมเสียก่อน ให้คนไทยในประเทศมีความอยู่ดีกินดีเสียก่อน แก้ปัญหาที่สร้างความทุกข์ให้กับคนไทยเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นเมื่อมีสินค้าเหลือกินเหลือใช้แล้ว เราจึงส่งออก ไม่ใช่พึ่งพาแต่ตลาดต่างประเทศ อยากแต่จะขายของราคาสูงๆ ส่งออกไปในตลาดโลก แต่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีความมั่นคง ถ้าต่างชาติเขาไม่อย่างนำเข้า เราก็แย่ แล้วคนในประเทศต้องเดือดร้อนเนื่องจากของแพง ค่าแรงถูก นโยบายที่ถูกต้องจึงควรเป็นการลดการพึ่งพา แล้วเพิ่มความพอเพียงขึ้นในประเทศ 

  เมื่อมีระบบการเมืองใหม่เกิดขึ้น และเมื่อมีระบบเศรษฐกิจแบบใหม่เกิดขึ้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจจะได้พิจารณาปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ อย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างมาแล้วโดยการมองปัญหาเงินเฟ้อโดยใช้หลักอริยสัจจ์ 4 แล้วแก้ปัญหาโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ToeflThailand วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 12.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ToeflThailand
แวะมาทักทายกันหน่อยซิครับ :) 

แวะมาทักทายเพื่อนชาว Blog

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกพระบิดาเด็กมอออคนหนึ่ง วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pueng
ฤาโลกนี้จะไม่มีความจริง  มีเพียงสิ่งที่มองจากมุมใคร

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนค่ะ

รู้จักพอ ก็เท่านั้น

เราจะรวย เมื่อเราเลิกจนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]