• piti31
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : piti31@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 52533
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
หลังจากเรียนจบปริญญาเอกจาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย ด้วยทุนรัฐบาลไทย เมื่อกลับมาเมืองไทยเพื่อรับใช้ชาติในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ดร.ปิติ ได้มีโอกาสบวชเรียนกับท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/piti31
วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน 2551
Posted by piti31 , ผู้อ่าน : 1346 , 10:28:20 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ขณะนี้คำถามที่หลายๆ คนยังคงสงสัยคือ วิกฤตการเงินในสหรัฐถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง คำถามนี้สำคัญเพราะถ้าอยู่ที่จุดต่ำสุดแล้ว นั่นก็แปลว่าต่อๆ ไปทุกอย่างก็จะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นโอกาสสำหรับหลายๆ คนที่พร้อมจะลงทุนใหม่ แต่ถ้ายังไม่ถึงจุดต่ำสุดคำถามคือ แล้วจุดต่ำสุดจะมาถึงเมื่อไหร่ เพื่อจะได้มีการเตรียมตัวรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงขาลงสู่จุดต่ำสุดนี้

ล่าสุดวาณิชธนกิจ (Investment Bank) ของสหรัฐทั้งหมด ที่เจ๋งก็เจ๋งไปแล้ว ที่ร่อแร่ๆ ก็เปลี่ยนประเภทธุรกิจของตนเองไปแล้ว ไปเป็นธนาคารพาณิชย์แบบ Commercial Bank Holding โดยมีนักลงทุนเช่น วอเรนต์ บัฟเฟต ออกมารับซื้อหุ้นบางส่วนของ Goldman Sachs ไปพร้อมทั้งออกโรงมาการันตีว่าต่อไปกิจการของ Goldman Sachs ที่จะเป็นธนาคารก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วน Morgan Stanley ก็มีธนาคารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น Mitsubishi UFJ Financial Group เข้ามาซื้อกิจการบางส่วน (ประมาณ 20%) รัฐบาลสหรัฐและรัฐสภาสหรัฐก็กำลังพิจารณาแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคาดว่าแผนฟื้นฟูที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแผนนี้ หลังจากที่มีการทบทวนปรับปรุงให้รัดกุมขึ้นก็คงจะผ่านสภาคองเกรส และสามารถนำมาบังคับใช้ได้ ถึงแม้ว่าภาระภาษีของอเมรกันชนจะต้องเพิ่มมากขึ้น แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นที่ยอมรับได้

แต่อย่างที่ผมเคยเกริ่นๆ ไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (ดู mblog.manager.co.th/piti31) นั่นก็คือ วิกฤตใหญ่ครั้งสุดท้ายกำลังตั้งเค้า แล้วมันคืออะไร จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ปัญหาต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้นก็เนื่องมาจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Citigroup, JP Morgan Chase, Bank of America, Goldman Sachs ต่างก็มีปริมาณสินทรัพย์ที่ตนเองถือครองอยู่ในปริมาณที่มหาศาล ยกตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ของ Goldman Sachs ณ สิ้นปี 2550 อยู่ที่มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าขนาด GDP ของประเทศไทยเสียอีก คนไทยทั้งประเทศทำงานรวมกันประมาณ 4 ปีเศษๆ ถึงจะมีเงินมากขนาดนี้ โดยสินทรัพย์ขนาดใหญ่โตนี้ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น การที่ Goldman Sachs ปล่อยกู้ให้บริษัทต่างๆ, เงินที่ไปร่วมลงทุนในกิจการต่างๆ, พันธบัตรทั้งของรัฐบาลสหรัฐและประเทศอื่นๆ, หุ้นทุนและหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ รวมทั้งตราสารอนุพันธ์อีกจำนวนมหาศาลที่บริษัทถือไว้ แต่เรากลับพบว่าปริมาณสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกลับมีปริมาณต่ำมาก อยู่ในระดับหลักร้อยล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งนับว่ามีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีปริมาณมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ไม่ถึง 1%) ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้

ที่เป็นเช่นนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณการทำงานของตลาดอนุพันธ์ (Derivatives) ที่ผมเคยแนะนำให้รู้จักไปในบทความก่อนๆ หน้านี้ ตราสารในตลาดนี้สามารถใช้ในการกระจายความเสี่ยงได้ ยกตัวอย่างเช่น นาย A มีไข่อยู่ 100 ฟอง ถ้านาย A เก็บไว้ในตะกร้าของตัวเองคนเดียวใบเดียว ถ้านาย A ทำตะกร้าใบนี้ตก ไข่ก็แตกเกือบหมด เกิดความเสียหาย แต่ถ้านาย A เก็บไข่ไว้เองซัก 10 ฟอง ในตะกร้าหลายๆ ใบ แล้วเอาไข่ซัก 10 ฟองไปฝากนาย B อีก 10 ฟองไปฝากนาย C, นาย D, นาย E เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง 100 ฟอง โดยกำชับด้วยว่าทั้งนาย B, C, D,… ต้องเอาไข่ที่แต่ละคนได้รับไปใส่ในหลายๆ ตะกร้านะ แล้วนาย A ในทางกลับกันก็รับฝากไข่ของ B, C, D,… ด้วยเช่นกัน ถ้าทำได้แบบนี้ โอกาสที่ตะกร้าหลายๆ ใบของทุกคนหลายๆ จะตกพร้อมๆ กัน จนเกิดความเสียหายกับไข่ทั้ง 100 ฟองของนาย A ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ในภาวะปกติ

สินทรัพย์ของสถาบันการเงินเหล่านี้ก็เช่นเดียวกันครับ สินทรัพย์ของ Goldman Sachs ก็เอาไปแลกผลัดกันถือกับอีกหลายๆ สถาบันการเงินทั้ง Lehman Brothers, Morgan Stanley, Bear Stearns, Merrill Lynch, JP Morgan Chase, Bank of America, Citigroup และบริษัทอื่นๆ อีกทั่วไปหมด ผ่านทางการถือครองตราสารที่ออกโดยแต่ละบริษัทเหล่านี้ในตลาดอนุพันธ์ ดังนั้นในภาวะปกติ โอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะมีผลประกอบการแย่ๆ พร้อมๆ กันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวมของสถาบันการเงินเหล่านี้จึงอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ ฐานะความเสี่ยงของสถาบันการเงินเหล่านี้จึงอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ

แต่ในภาวะที่ไม่ปกติเช่นในสหรัฐในปัจจุบัน วิกฤตรุนแรงถึงขนาดที่ว่าระบบสถาบันวาณิชธนกิจพร้อมใจกันล่มก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นฐานะความเสี่ยงของสถาบันการเงินเหล่านี้ก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เพราะตราสารที่ผลัดๆ กันถือไว้ ส่วนหนึ่งมันล้มหมด เหมือนกับกรณีตัวอย่างของเรา ไข่ที่นาย A ถือไว้เองก็ทำตะกร้าหลายๆ ใบตก นาย B, นาย C ก็ทำตะกร้าทั้งหมดตก นาย D นาย E นาย... ตะกร้าที่ตัวเองถือไว้บางอันตก เมื่อเป็นเช่นนี้ไข่ทั้ง 100 ฟองที่เป็นของนาย A จะเหลืออยู่แค่ไม่กี่ฟอง รวมทั้งไข่ที่นาย A ถือไว้ให้นาย B, C, D,… จะเหลืออยู่แค่ไม่กี่ฟอง หรืออาจแตกหมดเลยทุกฟองก็เป็นไปได้ เช่นเดียวกับสินทรัพย์ของ Goldman Sachs ที่ถือไว้โดย Lehman Brothers แล้ว Lehman Brothers เจ๋ง ที่ถือไว้โดย AIG แล้ว AIG เจ๋ง ถือไว้โดย Bear Stearns แล้วตัว Bear Stearns เองเกือบเจ๋งจนมีคนอื่นๆ คือ JP Morgan Chase เข้ามา Take Over แล้วผลที่จะเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ของ Goldman Sachs จะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ ปฏิกริยาลูกโซ่นี้จะลุกลามไปมากน้อยแค่ไหน จะลามไปสู่สถาบันการเงินประเภทอื่นๆ หรือสู่ภาคเศรษฐกิจแท้จริงหรือไม่ และนี่คือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป และถ้าปฏิกริยาลูกโซ่นี้มันเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องลุกลาม วิกฤตใหญ่ที่ยิ่งกว่าที่ผ่านมาน่าจะเกิดขึ้น

คำถามคือแล้วมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อไหร่เราจะรับรู้ว่ามันเกิดขึ้นและเราจะจำกัดวงความเสียหายได้หรือไม่

คำตอบคือ ณ เวลานี้ผมไม่ทราบครับ และใครๆ ที่ไหนๆ ก็ไม่ทราบ แต่ข่าวดีก็คือเราคงจะได้รับรู้ตัวเลขความเสียหายได้ในเร็วๆ นี้ เพราะตอนนี้ภาพที่พล่ามัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับวงการการเงินสหรัฐเริ่มชัดเจนขึ้น ตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 3 (สิ้นเดือนกันยายน) น่าจะแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายโดยรวมที่เกิดขึ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้ ดังนั้นเมื่อตัวเลขนี้ออก ซึ่งน่าจะประกาศในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ทุกคนก็น่าจะสามารถสรุปความเสียหายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ สามารถที่จะจำกัดขอบเขตความเสียหายได้ และตระเตรียมแผนงานฟื้นฟูความเสียหายได้

ดังนั้นตอนนี้ผมและทุกคนในวงการเงินต่างก็ต้องรอครับ เฝ้ารอว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จุดต่ำสุดผ่านไปแล้ว หรือกำลังจะมา ความเสียหายจะมากน้อยแค่ไหน จะแค่บาดเจ็บเล็กน้อย หรือปางตาย หรือส่งขึ้นเมรุ ก็จะได้รู้กันปลายเดือนตุลาคม- ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้แล้วครับ นี่แค่ผลที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐนะครับ คงต้องคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, เยอรมัน และประเทศที่ทำธุรกรรมการเงินในปริมาณมหาศาเหล่านี้ด้วย

คำถามต่อมาก็คือ แล้วประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร

สิ่งที่เราควรทำในขณะนี้ในฐานะที่เราอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุออกมาก็คือ ต้องสำรวจตัวเองครับ สำรวจกิจการของตนเองว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับประเทศ หรือบริษัทในประเทศเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เราถือครองตราสารทางการเงิน หรือเกี่ยวข้องกับการลงทุนของสถาบันเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ถ้ากำลังซื้อในประเทศเหล่านี้ตกต่ำลง เราจะต้องหาตลาดใหม่ที่ไหน  อัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยแค่ไหน ต้องมีมาตรการสนับสนุน หรือเยียวยาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องถูกประเมิน และเตรียมการเป็นการล่วงหน้า ไว้เป็นแผนการณ์เลยว่าถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าเกิดขึ้นในอีกรูปแบบจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร และสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตเฉพาะหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกเดือน 2 เดือนนี้

แต่เท่าที่เห็นโฉมหน้า ครม. โดยเฉพาะ หลายๆ ท่านที่จะเข้ามาดูแลนโยบายทางเศรษฐกิจในขณะนี้แล้ว ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าครับ





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]